ประจำเดือนเมษายน 2556
1. ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 (RSS 3) และยางแท่งชั้น 20 (STR 20)
1.1 ราคาส่งออกต่างประเทศของไทย
ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 (RSS 3 FOB. กรุงเทพฯ) ส่งมอบล่วงหน้าเดือนพฤษภาคม เฉลี่ยกิโลกรัมละ 82.78 บาท (284.66 เซนต์สหรัฐ) ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนกิโลกรัมละ 5.01 บาท (12.74 เซนต์สหรัฐ) หรือลดลงร้อยละ 5.71 การเคลื่อนไหวของราคาค่อนข้างผันผวน กล่าวคือ ในสัปดาห์แรกของเดือนมีราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 83.70 บาท (285.18 เซนต์สหรัฐ) และปรับตัวลดลงแตะระดับต่ำสุดในสัปดาห์ที่สามของเดือนเฉลี่ยกิโลกรัมละ 80.42 บาท (279.17 เซนต์สหรัฐ) หลังจากนั้นราคาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้งจนแตะระดับสูงสุดในสัปดาห์สุดท้ายของเดือน เฉลี่ยกิโลกรัมละ 85.43 บาท (291.57 เซนต์สหรัฐ) เช่นเดียวกับราคายางแท่งชั้น 20 (STR 20 FOB กรุงเทพฯ) ส่งมอบล่วงหน้า 1 เดือน เฉลี่ยกิโลกรัมละ 75.06 บาท (258.08 เซนต์สหรัฐ) ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนกิโลกรัมละ 8.42 บาท (24.67 เซนต์สหรัฐ) หรือลดลงร้อยละ 10.09 โดยมีราคาต่ำสุดในสัปดาห์ที่สี่ของเดือน เฉลี่ยกิโลกรัมละ 72.50 บาท (250.64 เซนต์สหรัฐ) และราคาได้ปรับตัวสูงขึ้นในสัปดาห์สุดท้ายของเดือน เฉลี่ยกิโลกรัมละ 73.15 บาท (249.67 เซนต์สหรัฐ) (ตารางที่ 1)
1.2 ราคายางตลาดต่างประเทศ
ราคายางแผ่นดิบและยางแผ่นรมควันชั้น 3 ตลาดล่วงหน้าโตเกียวและสิงคโปร์ ส่งมอบเดือนพฤษภาคม เฉลี่ยกิโลกรัมละ 257.32 เซนต์สหรัฐ (74.81 บาท) และ 287.34 เซนต์สหรัฐ (83.55 บาท) ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนกิโลกรัมละ 27.06 เซนต์สหรัฐ (9.20 บาท) และ 10.32 เซนต์สหรัฐ (4.35 บาท) หรือลดลงร้อยละ 9.52 และ 3.47 ในสกุลเงินเหรียญสหรัฐ เมื่อพิจารณาสถานการณ์ราคายางในเดือนเมษายนจะเห็นว่าราคายางตลาดล่วงหน้าโตเกียวและสิงคโปร์ค่อนข้างผันผวน โดยราคาโตเกียวมีราคาสูงสุดในสัปดาห์ที่สองของเดือน เฉลี่ยกิโลกรัมละ 268.66 เซนต์สหรัฐ (77.95 บาท) หลังจากนั้นราคาปรับตัวลดลงจนมีราคาต่ำสุดในสัปดาห์ที่สามของเดือน เฉลี่ยกิโลกรัมละ 243.79 เซนต์สหรัฐ (70.22 บาท) และปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้งจนถึงสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ส่วนราคาตลาดล่วงหน้าสิงคโปร์มีราคาต่ำสุดในสัปดาห์ที่สามของเดือน เฉลี่ยกิโลกรัมละ 279.37 เซนต์สหรัฐ (80.47 บาท) หลังจากนั้นราคาปรับตัวสูงขึ้นจนมีราคาสูงสุดในสัปดาห์สุดท้ายของเดือน เฉลี่ยกิโลกรัมละ 294.75 เซนต์สหรัฐ (86.36 บาท) (ตารางที่ 2)
2. ราคายางแผ่นดิบและยางแผ่นรมควันชั้น 3 (ไม่อัดก้อน)
ราคายางแผ่นดิบและยางแผ่นรมควันชั้น 3 (ไม่อัดก้อน) ณ ตลาดกลางยางพาราสงขลา เดือนเมษายน เฉลี่ยกิโลกรัมละ 74.51 บาท และ 78.77 บาท ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนกิโลกรัมละ 4.33 บาท และ 4.36 บาท หรือลดลงร้อยละ 5.49 และ 5.24 ตามลำดับ เช่นเดียวกับราคายางแผ่นดิบตลาดท้องถิ่น จังหวัดสงขลา เฉลี่ยกิโลกรัมละ 71.93 บาท ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนกิโลกรัมละ 4.65 บาท หรือลดลงร้อยละ 6.07 สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 (RSS 3 FOB.กรุงเทพฯ) กล่าวคือ ราคายางแผ่นดิบ ยางแผ่นรมควันชั้น 3 (ไม่อัดก้อน) และราคายางท้องถิ่นจังหวัดสงขลา มีราคาต่ำสุดในสัปดาห์ที่สามของเดือน เฉลี่ยกิโลกรัมละ 71.40, 75.16 และ 69.20 บาท ตามลำดับ หลังจากนั้นราคาได้ปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดในสัปดาห์สุดท้ายของเดือน เฉลี่ยกิโลกรัมละ 77.45, 81.85 และ 75.50 บาท ตามลำดับ (ตารางที่ 3)
3. ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อตลาดและราคายาง
การเคลื่อนไหวของตลาดและราคายางธรรมชาติในเดือนเมษายน 2556 ค่อนข้างผันผวน สาเหตุเพราะมีทั้งปัจจัยด้านบวกและด้านลบ ดังนี้
ปัจจัยลบ
1. การเทขายสัญญาของนักเก็งกำไรในตลาดล่วงหน้าโตเกียวและเซี่ยงไฮ้ เพราะไม่ต้องการเสี่ยง เนื่องจากสต๊อคยางที่มีอยู่จำนวนมาก ก่อให้เกิดความกังวลว่าอุปสงค์ยางชะลอลง โดยสต๊อคยางจีน ณ วันที่ 28 เมษายน 2556 มีจำนวน 122,137 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.77 จากวันที่ 30 มีนาคม 2556 ที่มีจำนวน 117,696 ตัน เช่นเดียวกับสต๊อคยางญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนวันที่ 20 เมษายน 2556 มีจำนวน 13,938 ตัน
2. ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกอ่อนตัวลง โดยตลาด Nymex เฉลี่ย 92.07 ดอลล่าร์สหรัฐ ลดลงจากเดือนก่อนที่เฉลี่ย 92.96 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือลดลงร้อยละ 0.96
3. เงินบาทแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ย 29.08 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากเดือนก่อนที่ 29.52 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐ หรือแข็งค่าขึ้นร้อยละ 1.49 และทำสถิตแข็งค่าที่สุดในรอบ 16 ปี ที่ 28.69 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐ (วันที่ 19 เมษายน 2556) ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออก
4. ข้อมูลเศรษฐกิจโลกยังคงมีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุน
4.1 นักลงทุนยังคงกังวลในเศรษฐกิจยุโรป โดยข้อมูลเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจยังคงหดตัว โดยเฉพาะดัชนีภาคการผลิตและภาคบริการเดือนเมษายนอยู่ที่ระดับ 46.5 จุด ซึ่งระดับที่ต่ำกว่า 50 จุด ชี้ให้เห็นว่ากิจกรรมภาคธุรกิจยังคงเผชิญกับภาวะหดตัว ขณะที่อัตราว่างงานในยูโรโซนเพิ่มขึ้นแตะร้อยละ 12.1 ในเดือนมีนาคม
4.2 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF.) ปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจโลกปีนี้ลงสู่ร้อยละ 3.3 ลดลงจากเดิมที่ร้อยละ 3.5 โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัวร้อยละ 1.9 และเศรษฐกิจยูโรโซนหดตัวร้อยละ 0.3 จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.0 และหดตัวร้อยละ 0.1 ตามลำดับ
4.3 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีนชะลอตัวลงอยู่ที่ร้อยละ 7.7 ในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ และต่ำกว่าไตรมาส 4 ปี 2555 ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 7.9
4.4 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ เดือนเมษายนปรับลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 9 เดือน
5. ผู้ประกอบการในประเทศชะลอการลงทุน เพราะเดือนเมษายนมีวันหยุดในเทศกาลสงกรานต์ติดต่อกันหลายวัน ประกอบกับผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย จึงถือโอกาสหยุดพักผ่อน ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดมีน้อย ขณะเดียวกันปริมาณสินค้าในสต๊อคมีเพียงพอจึงไม่เร่งซื้อ
ในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายของเดือนราคายางปรับตัวสูงขึ้น สาเหตุเพราะ
1. ผลผลิตวัตถุดิบออกสู่ตลาดน้อย เพราะอยู่ในช่วงหยุดกรีดตามฤดูกาล ประกอบกับผู้ประกอบการบางรายเร่งซื้อเพื่อส่งมอบตามสัญญา ขณะที่ปริมาณสินค้าในโรงงานเริ่มขาดแคลน
2. ค่าเงินเยนอ่อนค่า เฉลี่ยที่ 97.59 เยนต่อดอลล่าร์สหรัฐ อ่อนค่าลงจากเดือนก่อนที่ 94.79 เยนต่อดอลล่าร์สหรัฐ หรืออ่อนค่าลงร้อยละ 2.95 โดยวันที่ 22 เมษายน 2556 อ่อนค่าที่สุดในรอบ 4 ปี ที่ 99.83 เยนต่อดอลล่าร์สหรัฐ เหตุจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติผ่อนคลายนโยบายการเงินจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ร้อยละ 2.0
3. ข้อมูลเศรษฐกิจที่เริ่มแข็งแกร่งขึ้น รวมทั้งอัตราว่างงานที่ลดลง และยอดจำหน่ายบ้านใหม่ปรับตัวสูงขึ้น
4. แนวโน้มราคายางธรรมชาติเดือนพฤษภาคม
ราคายางเดือนพฤษภาคมคาดว่ามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น เพราะมีแรงสนับสนุนจากปัจจัยพื้นฐานด้านอุปทานยางที่ออกสู่ตลาดค่อนข้างน้อย เนื่องจากต้นยางให้ผลผลิตน้อยในช่วงเริ่มเปิดกรีด และภาคใต้ของไทยยังคงมีฝนตกชุกต่อเนื่อง ประกอบกับข้อมูลเศรษฐกิจของประเทศผู้ใช้ยางรายใหญ่เริ่มสดใส ทั้งสหรัฐฯ จีน และญี่ปุ่น อีกทั้งธนาคารกลางในหลายประเทศต่างออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และราคาน้ำมันเคลื่อนไหวอยู่ในระดับสูง หลังจากประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) มีมาตรการลดการผลิตน้ำมัน หรือผลักดันให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น
สำนักงานตลาดกลางยางพาราสงขลา