ข่าวเด่น
สถานการณ์ยางพารา - ข่าวย้อนหลัง

ตลาดหลักทรัพย์ฯเผยปีนี้ขึ้นแท่นผู้นำในตลาดหุ้นอาเซียน 5 ด้าน ทั้งวอลุ่มซื้อขาย มูลค่าไอพีโอ และจำนวนหุ้นในดัชนีเอ็มเอสซีไอ

นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในปีนี้ตลาดหลักทรัพย์ประสบความสำเร็จ ผลงานขึ้นอันดับหนึ่งของอาเซียนถึง 5 ด้าน ประกอบด้วย 1. มูลค่าซื้อขายหุ้นเฉลี่ยต่อวัน (วอลุ่ม) อยู่ที่ระดับ 5.1 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 1.6 พันล้านดอลลาร์สูงที่สุดในอาเซียน และสูงสุดเป็นประวัติการณ์

2. มูลค่าตลาดรวมของหุ้นที่เข้าตลาดใหม่ หรือหุ้นไอพีโออยู่ที่ประมาณ 3.4 แสนล้านบาท ทำสถิติสูงสุดตั้งแต่ตั้งตลาดหลักทรัพย์ และมีหุ้นกองทุรวมโครงสร้างพื้นฐานบีทีเอส ( BTSGIF) เป็นหุ้นไอพีโอที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนด้วย

3. ดัชนีเอ็มเอสซีไอ ( MSCI) ได้ เพิ่ม 5 หลักทรัพย์ไทยในการคำนวณดัชนีของ MSCI Global Standard Indices ซึ่งเป็นการเพิ่มจำนวนหลักทรัพย์ที่มากที่สุดในเอเชีย 4. ตลาดหุ้นไทยมีบริษัทจดทะเบียนที่เข้าไปอยู่ในดัชนีความยั่งยืนของดาวน์โจนส์ (DJSI ) 3 บริษัทมากที่สุดในอาเซียน และ 5. บจ.ไทยยังมีคะแนนอาเซียนซีจีสคอร์การ์ดสูงที่สุดในภูมิภาคด้วย

สำหรับแผนงานในปี 2557 นั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯตั้งเป้าเพิ่มมูลค่ามาร์เก็ตแคปหุ้นไอพีโอรวม 2.1 แสนล้านบาท และมูลค่าระดมทุนเพิ่มในตลาดหลักทรัพย์ฯ อีก 1.8 แสนล้านบาท นอกจากนี้ยังคาดว่าปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอยู่ที่ 75,000 สัญญา และจะเพิ่มจำนวนบัญชีในการซื้อขายตราสารอนุพันธ์อีก 15,000 บัญชี ขณะที่จะขยายผู้ลงทุนใหม่ในตลาดหุ้นอีก 80,000 ราย

"ตลาดหลักทรัพย์ ยังไม่ได้ตั้งเป้าทางด้านวอลุ่มการซื้อขาย เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่แน่นอน ทั้งเศรษฐกิจในประเทศ และสถานการณ์ทางด้านการเมือง โดยจะขอรอดูสถานการณ์ในช่วงเดือนม.ค.-ก.พ.ปีหน้าก่อน เพราะคาดว่าปัจจัยต่างๆน่าจะชัดเจน รวมถึงเรืองการเลือกตั้งด้วย ถึงจะมีการกำหนดเป้าวอลุ่ม อย่างไรก็ตามเชือว่าวอลุ่มการซื้อขายของตลาดหุ้นไทยก็จะยังคงสูงที่สุดในอาเซียนอยู่"

ด้านนายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ตั้งเป้าที่จะเชื่อมโยงการลงทุนกับกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง หรือกลุ่มจีเอ็มเอส เพราะเป็นกลุ่มประเทศที่มีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจสูงที่สุดในภูมิภาค และมีความต้องการระดมทุนสูง ซึ่งนอกจากการเปิดช่องทางการเข้าจดทะเบียนของบริษัทโฮลดิ้งแล้ว ยังมีแผนจะสร้างกฎเกณฑ์เพื่อรองรับรูปแบบการระดมทุนที่หลากหลาย ทั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานและการจดทะเบียนของบริษัทต่างชาติในรูปแบบต่างๆ เป็นต้น

พร้อมกันนี้ยังเตรียมปฏิรูปตลาดทุนไทยเพื่อให้มีการเติบโตอย่างยั่งยืนในช่วง 3 ปีข้างหน้า (2557-2559) ใน 4 ด้านที่สำคัญ ประกอบด้วย 1. ยกระดับความรู้พื้นฐานทางการเงินในทุกระดับ 2. พัฒนาตลาดตราสารหนี้ให้เข้าถึงได้ง่าย 3. สร้างธุรกิจตราสารทางการเงินที่อ้างอิงทองคำแท่ง

และ 4. พัฒนาเครื่องมือบริหารความเสี่ยงราคาสินค้าเกษตร หวังสร้างเสถียรภาพของตลาดทุนไทยและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ นอกจากนี้ พร้อมให้บริการระบบซื้อขายอนุพันธ์ใหม่ภายในกลางปีนี้ หลังจากที่ระบบซื้อขายหุ้นใหม่ เซ็ท คอนเน็ค (SET Connect) สามารถรองรับปริมาณซื้อขายสูงที่สุดตั้งแต่เริ่มเปิดให้บริการ

นอกจากนี้ เขายังบอกด้วยว่า ตลาดหลักทรัพย์ เตรียมเข้าหารือกับกรมสรรพากร เพื่อหาแนวทางร่วมกันในการปรับปรุงแก้ไขเกณฑ์การเก็บภาษีจากเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียนไทย ที่ไปลงทุนในต่างประเทศ

ปัจจุบันหาก บริษัทจดทะเบียนไทย ที่ไปลงทุนในต่างประเทศ และมีเงินปันผลจากการลงทุนนั้นๆ จะต้องเสียภาษีในการนำเงินกลับเข้ามาในประเทศ ทำให้บริษัทจดทะเบียน เลือกที่จะไม่นำเงินกลับเข้ามา เพราะจะมีต้นทุนด้านภาษี ตลาดหลักทรัพย์ จึงต้องการให้มีการหารือเพื่อปรับเปลี่ยนและแก้ไขในเรื่องดังกล่าว เพราะเงินปันผลจากการลงทุนที่บริษัทจดทะเบียนไทยได้รับ อาจมีส่วนสำคัญในการเข้ามาขยายการลงทุนในประเทศเพิ่มเติมได้อีก

"ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ฮ่องกงไม่มีการเรียกเก็บภาษีจากเงินปันผลที่ไปลงทุนต่างประเทศ ของบริษัทจดทะเบียนในประเทศ ซึ่งหากแก้ในเรื่องนี้ได้ก็จะเป็นประโยชน์ในภาคการลงทุนพอสมควร โดยบริษัทจดทะเบียนไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศ ส่วนมากเป็นบริษัทขนาดใหญ่ และอยู่หลายราย จึงต้องผลักดันเรื่องนี้และอยากให้ได้ข้อสรุปภายในปี 2557"

ที่มา หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ (วันที่ 24 ธันวาคม 2556)