ข่าวเด่น
สถานการณ์ยางพารา - ข่าวย้อนหลัง

สถานการณ์ระหว่าง "รัฐ" กับ "กลุ่มผู้ชุมนุม" เพื่อเรียกร้องการแก้ไขปัญหาราคายางพารา ดูท่าจะเขม็งเกลียวมากขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางการนับถอยหลังรอวันประกาศเคลื่อนพลพร้อมกันของม็อบยางพารา 4 ภาค ในวันที่ 3 กันยายนนี้

              บรรยากาศของการปักหลักยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ห้า ของชาวสวนยางพาราในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งนำร่องออกมากดดันเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ถึงวันนี้นับว่าทวีความเข้มข้นขึ้นทุกขณะ ต้องยอมรับว่าการรวมพลเกษตรกรครั้งนี้มาจากหลายพื้นที่ โดยเฉพาะ "กลุ่มชาวสวนยางชะอวด” ว่ากันว่าเป็นกลุ่มที่มีมวลสมาชิกมากที่สุด ในฐานะเจ้าของพื้นที่ ตามด้วย “กลุ่มชาวจุฬาภรณ์” และชาวสวนยางจากจังหวัดใกล้เคียงอย่าง จ.สุราษฎร์ธานี มีกำลังหลักประมาณ 5,000 คน ทยอยเข้าร่วม พร้อมกับชาวสวนจากพัทลุง ตรัง กระบี่ ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง และราชบุรี

              เมื่อประเมินภาพรวมของจำนวนกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางจากทั่วทุกสารทิศในพื้นที่ ด้ามขวาน บวกด้วยกลุ่มชาวสวนปาล์มน้ำมันอีกจำนวนหนึ่ง คาดการณ์กันว่ากำลังพลที่จะออกมาร่วมชุมนุมมีตัวเลขมากถึงเรือนหมื่นแน่ๆ

              การรวมตัวของเกษตรกรชาวสวนยางพาราจากหลากหลายพื้นที่ครั้งนี้ นายเพิก เลิศวังพง ประธานชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย มองว่า โครงสร้างหรือการต่อรองต่างๆ ยังไม่ชัดเจนนัก เพราะส่วนใหญ่ชาวสวนที่มาไม่ได้ประชุมกำหนดแนวทางที่ชัดเจนในการกดดันรัฐบาล เหมือนการชุมนุมที่ผ่านมา ที่มีตัวแทนแกนนำชัดเจนในการขับเคลื่อนงานมวลชนเพื่อกำหนดเป้าหมายร่วมกัน แต่ไม่ใช่ครั้งนี้ เนื่องจากวันนี้เกษตรกรที่มาชุมนุม ไม่มีกลุ่ม ไม่มีสังกัด ที่ชัดเจน แต่เป็นการรวมตัว เพราะได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาราคายางพาราตกต่ำ การออกมาเรียกร้องขอให้รัฐบาลช่วยเหลือ ดังนั้นปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ คือ การประสานงานพูดคุยระหว่างกลุ่มเกษตรกร และตัวแทนรัฐบาลในการหาข้อตกลงร่วมกัน

              "การชุมนุม หรือรวมตัวกันของเกษตรกรครั้งนี้ อาจเป็นปัญหาใหญ่สำหรับรัฐบาล เพราะม็อบวันนี้ไม่มีแกนนำ แต่เป็นการรวมตัวของผู้เดือดร้อนที่ต้องการความช่วยเหลือ ดังนั้นตัวแทนรัฐบาลต้องหามาตรการที่ชัดเจน ในการช่วยเหลือเกษตรกรได้จริง ไม่ใช่แค่การออกมาพบปะ หรือกำหนดนโยบายภาพรวมเท่านั้น เชื่อแน่ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมอาจไม่ยอมรับเงื่อนไข ขณะเดียวกันในการเคลื่อนไหว ก็ไม่มีแผนชัดเจนว่าจะออกมาเคลื่อนไหวในรูปแบบใดบ้าง ดังนั้นการเคลื่อนไหวจึงออกมาในลักษณะเฉพาะกิจ ที่พิจารณาตามห้วงเวลานั้นๆ เจ้าหน้าที่อาจต้องระวังในการหารือ รวมถึงต้องระวังหากตัดสินใจสลายม็อบ" นายเพิก กล่าว

              ขณะที่ชาวสวนยางคนหนึ่งที่เข้าร่วมการชุมนุม บอกว่า การแก้ไขปัญหายางพารา หากรัฐบาลส่งผู้ที่ไม่รู้ลึก หรือไม่รู้จริง เกี่ยวกับวงจรราคายางพารา ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ ก็ไม่สามารถหาทางออกจากวิกฤติปัญหาที่แท้จริงได้ เข้าทำนอง "ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง" หรือ "วัวพันหลัก" เพราะเรื่องของยางพาราไม่ใช่เรื่องที่ต้องอิงราคาตลาดโลกเพียงอย่างเดียว หากรัฐส่งคนที่จริงใจจริงจัง และรู้ลึกในมิติของยางพารา เชื่อว่าบรรยากาศจะไม่เดินสู่จุดที่เขม็งเกลียวขนาดนี้

              "รัฐส่งคนไม่รู้จริงเรื่องยางพารามาแก้ปัญหาให้พี่น้องชาวปักษ์ใต้ บางทีมันก็เหมือนกับการทำเสมือนหนึ่งหมิ่นศักดิ์ศรีคนใต้ แถมยังสะท้อนให้เห็นว่าไม่จริงใจในการแก้ไขปัญหาปากท้องเกษตรกรชาวสวนยางใน ดินแดนด้ามขวาน ฉะนั้นถ้าปัญหาเดินไปสู่จุดที่แก้ไขยาก คงโทษใครไม่ได้ นอกจากรัฐบาลนั่นเอง" ชาวสวนคนเดิมกล่าว

              อย่างไรก็ตาม ขณะที่กลุ่มชาวสวนยางชุมนุมประท้วงอยู่นั้น ในส่วนของกลไกราคายาง ล่าสุด ณ ตลาดกลางยางพาราหาดใหญ่ จ.สงขลา ราคากิโลกรัมละ 75.38 บาท ปรับตัวสูงขึ้นในรอบ 2 เดือน

              นายสมจิตต์ ศิขรินมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานตลาดกลางยางพาราหาดใหญ่ จ.สงขลา ระบุว่า สถานการณ์ราคายางยังคงมีความผันผวน และแกว่งตัวในช่วงแคบ หลังจากราคายางได้ปรับตัวลดลงแตะระดับกิโลกรัมละ 68 บาท ในช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา ล่าสุดชาวสวนขายยางที่ตลาดกลางได้กิโลกรัมละ 75.38 บาท สาเหตุจากนักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศผู้ใช้ยางรายใหญ่ เช่น จีน สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น เริ่มดีขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคม ส่งผลให้นักลงทุนซื้อสัญญาในตลาดล่วงหน้าเพื่อเก็งกำไร นอกจากนี้ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น จากสถานการณ์ความรุนแรงในตะวันออกกลาง และเงินบาทอ่อนค่าเหนือระดับ 32 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐ ในรอบ 3 ปี

              สถานการณ์ดังกล่าวทำให้แนวโน้มราคายางเดือนตุลาคม-ธันวาคมนี้ คาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะนักลงทุนที่มองเป็นบวกต่อเศรษฐกิจของจีน ซึ่งเริ่มมีเสถียรภาพ ช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับความต้องการใช้ผลผลิตยาง ประกอบกับช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ยางพาราในประเทศอินโดนีเซีย อยู่ในช่วงผลัดใบ และภาคใต้ของไทยอยู่ในช่วงมรสุม ทำให้ผลผลิตยางออกสู่ตลาดลดลง ทั้งนี้ จีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย โดยไทยส่งออกยางไปจีนในปี 2555 ร้อยละ 52 ของปริมาณการส่งออกทั้งหมด ดังนั้นหากจีนยังคงรักษาระดับอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้สามารถฟื้น ตัวได้ และสอดรับกับการปรับตัวที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น แนวโน้มที่ราคายางพาราจะกระเตื้องขึ้นก็มีสูงเช่นกัน

              "การปรับราคาของยางพาราเริ่มดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากกิโลกรัมละ 68 บาท เป็น 75 บาท ซึ่งเป็นไปตามกลไกราคาตลาดหลัก และคาดว่าสถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ราคาที่ปรับขึ้นยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวกับการชุมนุมประท้วงของเกษตรกรชาวสวน ยาง" นายสมจิตต์ ย้ำ

 

เอกซเรย์ต้นทุน"ยาง"

              แม้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะยืนยันว่า มติที่ประชุมคณะรัฐมนตรีล่าสุด (27 ส.ค.) ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับข้อเสนอของชาวสวนยาง แล้วนำไปหารือกับคณะกรรมการยางพาราแห่งชาติ เพื่อแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำก็ตาม แต่แกนนำของเกษตรกรชาวสวนยางพารา ยังยืนยันที่จะมีการชุมนุมใหญ่ทั่วประเทศอย่างแน่นอนในวันที่ 3 กันยายน 2556 จนกว่ารัฐบาลจะรับข้อเสนอให้รับชื้อราคายางพาราอย่างน้อยที่สุดในราคา กิโลกรัมละ 100 บาท เนื่องจากต้นทุนการผลิตพุ่งขึ้นทุกปี

              หากดูข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า จากการสำรวจต้นทุนการผลิตยางพาราในภาพรวมทั่วประเทศล่าสุดในปี 2555 อยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 64.19 บาท สูงขึ้นจากปี 2554 ที่มีต้นทุนการผลินอยู่ที่ 52 บาท เป็นการเพิ่มขึ้นทุกปีในส่วนของปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะเรื่องของค่าปุ๋ย และสารเคมีกำจัดพืชและแมลง

              สำหรับการสำรวจของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรนั้น จะมีการคำนวณต้นทุนการผลิตนับตั้งแต่การเตรียมดินจนถึงอายุไขของต้นยางพารา ตามข้อมูลของกรมวิชาการเกษตรที่ระบุว่า ต้นยางพาราจะมีอายุ 22 ปี โดยคำนวณจากต้นทุน 2 ส่วน คือค่าวัสดุประกอบด้วยค่าปุ๋ย ค่าต้นกล้า ค่าสารเคมี และคำนวณจากปัจจัยการผลิตประกอบด้วยเตรียมดิน ค่าขุดหลุม ค่าปลูก ค่าดูแลรักษา และค่าแรงงานการกรีด ส่วนวิธีหาข้อมูลนั้น สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรจะส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลจาก เกษตรกรทุกไตรมาสเพื่อนำมาประเมินว่าแต่ละปีจะมีค่าลงทุนเพิ่มขึ้นหรือไม่

              สอดคล้องที่นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจมหภาค การเงินการคลัง  สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และประธานสภาการยางพาราแห่งประเทศไทย ที่ระบุว่า การเกษตรกรชาวสวนยางได้รับความเดือดร้อน เพราะปัญหาราคายางตกต่ำอย่างหนัก เพราะต้นทุนการผลิตยางในปัจจุบันอยู่ที่ 64.19 บาท/กก. แต่ราคาซื้อขายกันอยู่ที่กิโลกรัมละ 74.85  บาท  ถือเป็นราคาที่เกษตรกรอยู่ไม่ได้ จึงอยากฝากรัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง

              “ปัจจุบันราคายางแผ่นดิบขั้นต่ำที่เหมาะสมคือ 82 บาท/กก. ซึ่งคิดจากราคาต้นทุนปัจจุบันอยู่ที่กิโลกรัมละ 64.19 บาท บวกเพิ่มค่าเสียโอกาส 30% หรือประมาณกิโลกรัมละ 18 บาท รัฐบาลต้องลดเก็บค่าเงินสงเคราะห์ หรือเงินเซสส์ (cess) จากปัจจุบันกิโลกรัมละ 5 บาท มาอยู่ที่กิโลกรัมละ 10 สตางค์ จะทำให้ราคายางปรับตัวอย่างน้อยกิโลกรัมละ 3 บาท ซึ่งเท่ากับราคาจะขยับมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 77 บาท รัฐจึงจ่ายส่วนต่างเพียงกิโลกรัมละ 5 บาทเท่านั้น เท่ากับว่ารัฐบาลใช้เงินเพียง 5,000 ล้านบาท ก็สามารถซื้อยางแผ่นดิบจากเกษตรกรได้มากถึง 1 ล้านตัน" นายอุทัยกล่าว

              ขณะที่นายเพิก เลิศวังพง ประธานชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย และหัวหน้าพรรคยางพาราไทย กล่าวว่า ต้นทุนการผลิตยางพาราไม่มีความแน่นอน บางพื้นที่ต้นทุนแตกต่างกัน ฉะนั้นสิ่งที่จะต้อพูดคุยกันในวันนี้ ยางพาราราคาเท่าไรที่เกษตรกรจะอยู่ได้ อย่าลืมว่าสวนยางพารา หากราคากิโลกรัมละ 100 บาท แบ่งกับลูกจ้างครึ่งหนึ่งถือเป็นต้นทุนแล้ว เจ้าของส่วนจะเหลือเพียงกิโลกรัมละ 50 บาทภายใน 1 ปีกรีดได้เพียง 6 เดือน เท่ากับเกษตรกรได้จริงเพียงกิโลกรัม 25 บาท พื้นที่สวนยาง 1 ไร่ เกษตรกรอยู่ไม่ได้ เพราะคำนวณแล้วชาวสวนยางจะได้เพียง 25% ของรายได้ทั้งหมด

ที่มา: คมชัดลึก(วันที่ 28 สค.56)