HOT NEWS
สถานการณ์ยางพารา - ข่าวย้อนหลัง

คราวที่แล้ว ผมได้สรุปให้เห็นว่า การดำเนินนโยบายการเงินขนานใหญ่ของธนาคารกลางของสหรัฐและญี่ปุ่น เป็นสาเหตุสำคัญที่นำมาสู่การแข็งค่าของเงินบาท มาถึงตรงนี้ ถามว่า ทางการไทยมีทางเลือกอะไรบ้าง ทั้งนี้ ทางเลือกที่มักจะถูกกล่าวถึงประการแรก คือการลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อที่จะทำให้ผลตอบแทนของการนำเงินเข้ามาในไทยลดลง ซึ่งฝ่ายที่เห็นด้วยกับทางเลือกนี้มองว่า น่าจะช่วยชะลอการไหลเข้าของเงินและการแข็งค่าของเงินบาทได้

อย่างไรก็ตาม ก็มีผู้ที่มองว่า การลดดอกเบี้ยอาจจะไม่สามารถหยุดยั้งเงินทุนไหลเข้าได้ เพราะเงินที่ไหลเข้ามาในตลาดเงินตลาดทุนของเรานั้น ไม่ได้พิจารณาเรื่องของอัตราดอกเบี้ยเพียงประการเดียว แต่ให้น้ำหนักในเรื่องความมั่นคงและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเป็นหลักมากกว่า ทั้งนี้ เพราะหากแต่เป็นเรื่องดอกเบี้ยเพียงลำพังแล้ว ก็ยังคงมีประเทศอื่นที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าตลาดเงินไทยมาก แต่เขายังคงเลือกมาที่เรามากกว่า นอกจากนี้ หากเราลดดอกเบี้ยลงต่ำเกินไป ก็อาจจะมีโจทย์เศรษฐกิจอื่นที่น่ากังวลตามมา เช่น เรื่องการใช้จ่ายเกินตัว การก่อหนี้ภาคครัวเรือน และภาวะฟองสบู่ต่าง ๆ เป็นต้น

สรุปแล้วก็คือ ไม่แน่ใจว่า การลดดอกเบี้ยจะสามารถแก้ปัญหาเงินทุนไหลเข้าได้หรือไม่ แถมยังอาจนำมาสู่ปัญหาอื่นที่เราต้องตามแก้กันในภายหลังอีกด้วย

อีกทางเลือกหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงมากเช่นกันก็คือ การออกมาตรการควบคุมหรือจำกัดการเคลื่อนย้ายเงินทุน ซึ่งรวมถึงมาตรการทางภาษีที่เก็บจากเงินทุนต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม มาตรการประเภทนี้ ถือว่าเป็น “ยาแรง” ที่อาจส่งผลข้างเคียง กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้ ซึ่งโดยปกติแล้ว หากประเทศไม่เผชิญกับเหตุวิกฤติหรือสถานการณ์ฉุกเฉินจริง ๆ แล้ว ก็ไม่น่าที่จะนำออกมาใช้ ขณะที่หากหันมามองเศรษฐกิจไทยในช่วงเวลานี้ ที่การขยายตัวต่าง ๆ ยังถือได้ว่าพอจะไปได้ ขณะที่เงินเฟ้อก็ยังไม่สูงมากนัก ทำให้หลายฝ่ายประเมินว่า การจะหันไปใช้มาตรการควบคุมที่เข้มงวด หรือมาตรการภาษีที่เก็บจากเงินทุนต่างประเทศ น่าจะยังคงไม่มีน้ำหนักพอในขณะนี้

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว คาดว่า สิ่งที่เศรษฐกิจไทยจะเผชิญในช่วงข้างหน้า ก็คือ ทั้งธนาคารกลางของสหรัฐและญี่ปุ่น น่าจะยังคงเดินหน้าอัดฉีดเงินเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจของตน ส่งผลให้เกิดกระแสเงินไหลเข้าจากต่างประเทศ จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในท่าทีจากธนาคารกลางมหาอำนาจทางเศรษฐกิจทั้งสอง อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเป้าหมายของธนาคารกลางทั้งสองแล้ว คาดว่า การเปลี่ยนท่าทีดังกล่าว คงจะไม่เกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน โดยเป้าหมายในฝั่งของสหรัฐนั้น คืออัตราการว่างงานที่ลงมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 6.5 จากร้อยละ 7.6 ในปัจจุบัน

ส่วนเป้าหมายของธนาคารกลางญี่ปุ่น คือ อัตราเงินเฟ้อ กลับมาเป็นบวกที่ร้อยละ 2.0 ซึ่งผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ รวมถึงศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นตรงกันว่า เป้าหมายทั้งสองไม่น่าที่จะสามารถบรรลุผลได้เร็วกว่า 1 ปีนับจากนี้

โดยสรุปแล้ว คาดว่า ในช่วงเวลาประมาณไม่น้อยกว่า 1 ปีนับจากนี้ ปริมาณเงินส่วนหนึ่งที่เป็นผลจากการอัดฉีดของธนาคารกลางหลักของโลก น่าจะยังคงไหลเข้ามาสู่ตลาดเงินตลาดทุนไทย และส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทเป็นระยะ ๆ แต่ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความเชื่อมั่นต่าง ๆ ในเวทีเศรษฐกิจการเงินโลกในช่วงนั้น ๆ ด้วยเช่นกัน ขณะที่คาดว่า ทางการไทยคงจะเข้าไปแทรกแซงเฉพาะตามความจำเป็นและเหมาะสม เพื่อไม่ให้เงินบาทแกว่งมากเกินไป แต่อาจจะไม่ดำเนินมาตรการในลักษณะที่เข้มข้น ตราบใดที่ตัวเลขเศรษฐกิจต่าง ๆ ของไทยยังพอไปได้ ทั้งนี้เพราะเกรงถึงผลกระทบต่าง ๆ ที่จะตามมา

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ควรที่จะเตรียมการรับมือกับความผันผวนของค่าเงินบาท โดยการปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ในขณะเดียวกัน การแข็งค่าของเงินบาท ก็น่าที่จะเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจไทยที่สนใจไปลงทุนในต่างประเทศ รวมถึงธุรกิจที่ต้องการนำเข้าเครื่องจักรหรืออุปกรณ์จากต่างประเทศ เพื่อนำมาปรับปรุงกระบวนการผลิต ให้สู้กับเขาได้ต่อไปครับ.

ดร.เชาว์ เก่งชน

อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน

ที่มา : เดลินิวส์ (14 พฤษภาคม 2556)