ข่าวเด่น
สถานการณ์ยางพารา - ข่าวย้อนหลัง

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวหลังการกล่าวสุนทรพจน์ประจำปี 2556 วานนี้ ถึงทิศทางค่าเงินบาทที่แข็งค่าจากการมุ่งเก็งกำไรของเม็ดเงินร้อนจากต่างประเทศ ที่พุ่งเป้าเก็งกำไรเงินบาทนับตั้งแต่ต้นปีมานี้ จนส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าถึง 3% ในช่วง 15 วันทำการซื้อขาย ทั้งเร็วและแรงกว่าเพื่อนบ้านว่า "ถึงเวลาต้องคิดในกรอบเก่า" โดยยืนยันว่า เตรียมมาตรการดูแลเงินบาทให้มีเสถียรภาพ

โดยผู้ว่าการแบงก์ชาติ กล่าวว่า ถ้าเปรียบว่าเราเป็นบ่อน้ำมีกำแพงปิด และมีญี่ปุ่นอัดน้ำเข้ามา อเมริกาก็อัดน้ำเข้ามา เรามีความรู้สึกว่าน้ำก็ท่วมอ่าง น้ำที่มาเป็นธรรมชาติที่ต้องวิ่งหาผลตอบแทน วิ่งหาส่วนต่างของการลงทุน ซึ่งต้องยอมรับว่ายุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น เวลานี้มุ่งขยายธุรกิจในเศรษฐกิจเป็นหลัก เขาก็ประสบปัญหาอำนาจซื้อประชาชนเขาไม่สูญ เงินก็ต้องวิ่งมาทางเอเชีย เติบโต 5% กันอุตลุต

มีคนซื้อรถ ซื้อบ้าน ซื้อคอนโด ขยายโรงงาน ซื้อกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศ ไปซื้อกลุ่มผลิตเครื่องดื่ม เงินก็จะวิ่งไปหาจุดที่เอาเงินไปซื้อกลุ่มอสังหาริมทรัพย์กัน

"ทีนี้จากที่เขาคาดว่า ประเทศไทยเป็นบ่อน้ำที่มีกำแพงปิด แต่เราเป็นบ่อน้ำที่มีท่อระบายออกด้วย ท่อระบายนี้อาจจะระบายไปบ่ออื่น หรือไปบ้านข้างเคียง และบ้านข้างเคียงจะนำน้ำไปใช้ประโยชน์"

เช่น .มีคำถามเกี่ยวกับทิศทาง ถามว่า แล้วเรื่องการที่ธุรกิจไทยไปหนุนในต่างประเทศ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดในเชิงทฤษฎีหรือหลักการ

ผู้ว่าการแบงก์ชาติ กล่าวว่า เช่นปีที่แล้วที่ตัวเลขที่ให้ก็มีธุรกิจไทยไปหนุนต่างประเทศทั้งสิ้น 11 พันล้านดอลลาร์ ถือว่าคนไทนสมัยก่อนถ้าพูดถึงหุ้นต่างประเทศก็ต้องถือว่าไม่ค่อยมีใครรู้จัก หรือว่าพูดถึงพันธบัตรต่างประเทศก็ไม่ค่อยมีคนรู้ เป็นองค์ประกอบรวม ต่าง..การลงทุนหลักทรัพย์ต่างประเทศ 8 พันล้านดอลลาร์

โดยปี 2555 ที่ผ่านมาเอกชนไทยไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ 11 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนนักลงทุนต่างประเทศ ลงทุนในไทย 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่นักลงทุนไทยลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และต่างชาติลงทุนในหลักทรัพย์และพันธบัตรไทย 12 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อเป็นอย่างนี้มันเป็นทางออกทางหนึ่ง ถ้าน้ำไหลเข้าบ่อประเทศไทย บ่อนี้เป็นบ่อที่ดีไซด์มา เชื่อว่ามีท่อส่งต่อไปกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ แหล่งพลังงาน ก็แบ่งเบาไป

ดร.ประสารย้ำว่า เมื่อถึงว่าในการดำเนินนโยบายอย่างมีสติ คือต้องดูว่าของเราเป็นไง ของเขาเป็นไง เพราะหน้าที่หลักของแบงก์ชาติคือ ดูแลเศรษฐกิจไทย ไม่ใช่ดูแลเศรษฐกิจอเมริกา หรือญี่ปุ่น ซึ่งเราเป็นประเทศเล็กเราก็ต้องทำในระดับที่เหมาะสม

ส่วนเรื่องความนิยมขงสกุลเงินก็เป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกันระดับสากลตลอดในช่วงวิกฤตครั้งหลังนี้ จริงๆ ถกกันตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว ตั้งแต่ปลายสงครามเวียดนามเป็นจุดเริ่มต้นของความปั่นป่วน

โลกที่คุ้นเคยกัน หลังสุดที่ตกลงกัน เวสเทิร์นจะใช้เงินดอลลาร์ สหรัฐอเมริกาก็ปวารณาตนว่าจะ back up ดอลลาร์ของตนเองด้วยทองคำ แต่พอเข้าสถานการณ์จริงโดยเฉพาะสงครามเวียดนามจะมีค่าใช้จ่ายสูงมาก

ทำให้ขาดวินัย ก็ถอดทองคำกับดอลลาร์ออกจากกัน กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความปั่นป่วน แต่ละกษณะความปั่นป่วนก็เกิดขึ้นเป็นระลอกๆ ไม่ได้รุนแรงใหญ่โต อย่างช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา

ทีนี้ดอลลาร์ยังแกว่งอยู่กับที่ แน่นอน บทบาทเงินดอลลาร์เยอะ ก็สอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจอเมริกา มาร์เก็ตแชร์โลกก็ค่อนข้างสูง แต่พอวิวัฒนาการผ่านไปสัดส่วนเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาขณะนี้ลดลงเหลือประมาณ 25%
แต่ว่าดอลลาร์สหรัฐก็ยังเป็นสกุลเงินที่นิยมใช้กันในการชำระสินค้าและบริการทุกประเภท 60-70%

นั่นเป็นเรืองซึ่งเวลาเราบริหารจัดการก็ต้องทำให้สอดคล้อง ก็ต้องดูแลและมีความพยายามระดับสากล ทั้งความร่วมมือกับประเทศไทยด้วย ที่จะพยายามหาทางเลือก

เมื่อครั้งที่เงิน.ยูโร ขึ้นมาในช่วง 11 ปีที่แล้ว หลายคนคิดว่ายูโรจะเป็นตัวเลือกตัวหนึ่ง แต่ด้วยเหตุปัจจัยที่พวกเราก็ได้ติดตามและทราบดีว่ายูโรก็อ่อนแอไป

เวลานี้ถ้าพูดถึงตัวเลือกอื่น เช่น เงินหยวนของจีน แบงก์ชาติไทยก็ให้ความร่วมมือทางนี้อยู่ สำหรับผู้ใกล้ชิดจะทราบว่าเมื่อวานนี้มีธนาคารไทยพาณิชย์หลายแห่งให้..โพเทชั่น..กับอัตราแลกเปลี่ยนเงิยบาทกับเงินหยวนโดยรวมแล้ว
ผมดูเมื่อเช้า เสตรทติ้งประมาณ 10 สตางค์ ซื้อขายอยู่ 10 สตางค์ ด้านซื้อ ด้านขาย 2% เปรียบเทียบกับดอลลาร์เสตรทแคบกว่า สะท้อนว่าดอลลาร์สภาพคล่องสูงกว่าเป็นที่นิยม

แต่ว่าของพวกนี้ก็มีข้อคล้ายๆ เป็นหลักไมล์ เป็นวิวัฒนาการที่จะมีต่อไปในอนาคต สักวันหนึ่งอาจจะมีตัวเลือกขึ้นมาแทนดอลลาร์ได้ เช่น ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ปอนด์สเตอร์ลิงก็จะมีบทบาทมากกว่า .สหรัฐอเมริกา แต่วันหนึ่งก็อาจจะมีสกุลเงินอื่นขึ้นมาทดแทนได้

ดังนั้น หน้าที่ของแบงก์ชาติคือด้านหนึ่งคือพัฒนาสร้างสรรค์ อีกด้านคอยระมัดระวังการเลือกสิ่งต่างๆ

นอกจากนี้ ผู้ว่าการธปท. ได้เปิดแถลงข่าวถึง “ทิศทางการดำเนินนโยบายของ ธปท. ในปี 2556” ว่า ในส่วนของนโยบายการเงิน ธปท.มีเป้าหมายหลัก คือ ดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพ โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) จะพิจารณาตัดสินนโยบายจากความเสี่ยงทั้งด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และเสถียรภาพการเงิน เป็นหลัก

สำหรับในปี 2556 นั้น ยอมรับว่ามีความท้าทายที่ต้องดูแลใน 2 เรื่องคือ การรักษาสมดุลระหว่างการขยายตัวทางเศรษฐกิจกับเสถียรภาพทางการเงิน และการดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายที่มีความผันผวนมากขึ้น รวมทั้งติดตามประเมินผลกระทบของค่าเงินบาทต่อภาคเศรษฐกิจจริง

ดร.ประสาร กล่าวว่า ในส่วนของความท้าทายแรก คือ การรักษาสมดุลระหว่างการขยายตัวทางเศรษฐกิจกับเสถียรภาพทางการเงินนั้น หากต้องการให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตได้อย่างราบรื่นและต่อเนื่อง การกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายซึ่งเป็นต้นทุนในการกู้ยืมไว้ในระดับต่ำนานเกินไป อาจจูงใจให้ภาคเอกชนก่อหนี้สินมากเกินควร หรือกระตุ้นให้ผู้ฝากเงินหันไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่ามากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การสะสมความไม่สมดุลในระบบการเงินหรือภาวะฟองสบู่ได้ในอนาคต

ส่วนความท้าทายเรื่องการดูแลเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ผันผวนมากขึ้นนั้น เขากล่าวว่า ธปท.ได้เตรียมแผนรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ (Policy option) ไว้พร้อมแล้ว และจะเลือกใช้ตามความเหมาะสม ที่สำคัญ คือ การวางโครงสร้างและเตรียมความพร้อมแก่ภาคเอกชน เช่น มาตรการรองรับความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย โดยจะผ่อนความหลักเกณฑ์ด้านเงินทุนขาออกตามแผนแม่บทเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

ที่ผ่านมา ธปท. ยังได้สนับสนุนให้คนไทยออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน และส่งเสริมการใช้เงินกุลท้องถิ่นในการชำระค่าสินค้า โดยเริ่มจากการใช้เงินหยวนเป็นการนำร่อง รวมทั้งลดอุปสรรคในส่วนของระเบียบหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมในการก้าวเข้าสู่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)

“งานหลักของแบงก์ชาติ คือ การดูแลเสถียรภาพการเงินของประเทศ ตอนนี้ตลาดการเงินระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่แบงก์ชาติติดตามใกล้ชิดเป็นพิเศษ และได้เตรียมเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ตามความจำเป็นไว้พร้อมอยู่แล้ว ซึ่งหากจำเป็นต้องใช้ เราก็จะเลือกใช้โดยไม่โลเล”ดร.ประสารกล่าวย้ำ

สำหรับข้อเสนอของภาคธุรกิจที่เรียกร้องให้ ธปท. เข้าดูแลค่าเงินเพื่อไม่ให้แข็งค่าเร็วเกินไปนั้น ดร.ประสาร กล่าวว่า เป็นโจทย์ที่ ธปท. กำลังดูอยู่ พร้อมยืนยันว่างบดุลของธปท.ที่มีผลขาดทุนจากการเข้าแทรกแซงเงินบาทจำนวนมากในอดีตนั้น ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าดูแลค่าเงินของธปท.แต่อย่างใด เนื่องจากธปท.ไม่ใช่องค์กรที่เป็นลักษณะของบริษัทหรือห้างร้านที่ต้องคำนึงเรื่องการขาดทุน

อย่างไรก็ตาม ดร.ประสาร กล่าวในการแถลงข่าวว่า จากประสบการณ์ของธปท.และของธนาคารกลางอื่นในต่างประเทศ จะเห็นว่า การไปฝืนกลไกตลาดมากเกินไป อาจต้องเผชิญกับความท้าท้ายในเรื่องของความสำเร็จ และยังมีต้นทุนด้วย แต่ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่า กลไกตลาดไม่ใช่เรื่องที่วิเศษสุด ดังนั้นหน้าที่ของธนาคารกลาง คือ ต้องดูความพอดี ที่สอดคล้องกับพื้นฐานเศรษฐกิจ

เขากล่าวด้วยว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทระยะสั้นช่วง 1-2 สัปดาห์นี้ ยอมรับว่า อาจแข็งค่าขึ้นเร็วเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาค แต่หากย้อนไปดูการเคลื่อนไหวของเงินบาทช่วงปีที่ผ่านมานั้น จะเห็นว่าเงินบาทมีระดับแข็งค่าเกือบต่ำสุดในภูมิภาค โดยมีอัตราการแข็งค่าเพียง 3% เทียบกับบางประเทศเช่น เงินวอนของเกาหลีใต้ที่แข็งขึ้นราว 7% และ เปโซของฟิลิปินส์ที่แข็งค่าขึ้นราว 6% เศษ

“ช่วงต้นปีถึงกลางปี 55 เราอาจเผชิญกับความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวจากปัญหาน้ำท่วม ทำให้ค่าเงินไม่ได้แข็งขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ต่างจากในช่วง 1-2 สัปดาห์มานี้ ที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นเร็ว แต่ถ้าดูรวมทั้งปี 55 บวกกับอีก 2 สัปดาห์ของปีนี้ จะเห็นว่า เงินบาทก็มีระดับแข็งค่าที่น้อยกว่า วอนเกาหลีใต้ หรือเปโซของฟิลิปินส์ และถ้าเทียบกับสกุลอื่นๆ ก็ถือว่าอยู่ในระดับเดียวกันที่แข็งค่าขึ้นราว 5-6%”นายประสารกล่าว

นอกจากนี้ เขายังกล่าวด้วยว่า การแข็งค่าของเงินบาทในอีกมุมหนึ่งก็เป็นผลดีกับผู้ประกอบการที่ต้องนำเข้าสินค้าทุนจากต่างประเทศมาลงทุน ซึ่งถ้าติดตามข่าวในช่วงนี้จะเห็นว่า มีผู้ประกอบการไทยจำนวนมากทั้งภาคอสังหาริมทรัพย์ พลังงาน รวมไปถึงคมนาคม ที่มีความต้องการใช้เงินดอลลาร์สหรัฐในการออกไปลงทุนต่างประเทศจำนวนมาก ซึ่งเชื่อว่าความต้องการตรงนี้จะช่วยสร้างสมดุลให้กับค่าเงินบาทไทย

ที่มา : สิทธิชัยหยุ่น(วันที่ 23 มกราคม 2556)