ข่าวเด่น
สถานการณ์ยางพารา - ข่าวย้อนหลัง

 “เต้น”เสียค่าโง่อินโด

งดส่งออกยางไทยเสียหายยับ

ส่อผิดชัดเจนพรบ.ควบคุมฯ

จี้ออกมาตรการกระตุ้นในปท.

เมื่อวันที่ 12 กันยายน นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจมหภาค การเงินการคลัง สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะประธานสภาการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากกรณี นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ทำข้อตกลงร่วมกับประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย ที่จะลดปริมาณการส่งออกยางทันที 3 แสนตัน ซึ่งในส่วนของประเทศไทยต้องลดปริมาณการส่งออกยางทันที 10% เพื่อเป็นแก้ไขปัญหาราคายางพาราในตลาดโลกที่ตกต่ำนั้น? เป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ถูกต้องและสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรไทย เนื่องจากช่วงเดือนตุลาคม-มกราคมของทุกปี เป็นช่วงที่ผลผลิตยางของไทยออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ขณะที่ประเทศอินโดนีเซียตรงกับช่วงผลผลิตไม่มากเพราะเป็นช่วงผลัดใบ และประเทศมาเลเซียไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากนำเข้ายางพาราจากประเทศไทยเพื่อไปแปรรูปและส่งออก ดังนั้นการทำข้อตกลงลดการส่งออกยางทันที จึงส่งผลกระทบโดยตรงกับเกษตรกรไทย

นอกจากนี้ การทำข้อตกลงดังกล่าวของ นายณัฐวุฒิ ยังขัดต่อ พ.ร.บ.ควบคุมยาง พ.ศ.2542 เพราะไม่ได้มีการประกาศราชกิจจานุเบกษา? และไม่มีการหารือกับคณะกรรมการควบคุมยาง ซึ่งมีการกำหนดไว้ ในมาตรการ 6(8) เพื่อประโยชน์ในการผลิตยาง การค้ายาง การนำเข้ายางและส่งออก ว่าด้วยเรื่องปริมาณควบคุมเนื้อยาง ปริมาณจัดสรรเนื้อยางตามความเหมาะสมแก่สถานการณ์ยางของประเทศ รัฐมนตรีที่กำกับสามารถใช้อำนาจได้ภายหลังจากที่ประกาศราชกิจจานุเบกษา อีกทั้งมาตรการ 15(1), (6) ยังระบุให้คณะกรรมการควบคุมยางมีหน้าที่ให้คำแนะนำหรือความเห็นแก่รัฐมนตรี ว่าด้วยเรื่องการปฏิบัติตามสนธิสัญญา ข้อผูกพันและโครงการระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับยาง ในเบื้องต้นได้มีทำหนังสือทักท้วงไป และได้คำตอบว่า จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมยางชุดใหม่เพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวย้อนหลัง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาราคายางนั้น รัฐบาลควรเร่งออกมาตรการจูงใจและกระตุ้นการใช้ยางธรรมชาติในประเทศ? เช่น การกำหนดให้นำยางธรรมชาติไปผสมยางมะตอยเพื่อใช้ทำถนนทั่วประเทศ ซึ่งหากมีการกำหนดให้ใช้เพียง 5%? ก็จะทำให้เกิดความต้องการใช้ยางธรรมชาติภายในประเทศเพิ่มขึ้น? ส่งผลให้ราคายางปรับตัวเพิ่มขึ้นตามกลไกตลาด นอกจากนี้รัฐบาลควรเรียกเก็บภาษียางสังเคราะห์เพิ่มขึ้น เพื่อให้ราคาปรับมาใกล้เคียงกันโดยล่าสุดราคายางสังเคราะห์เฉลี่ย กก.ละ? 41.7? บาท ขณะที่ราคาน้ำยางข้นเฉลี่ย กก.ละ? 53 บาท แต่หากราคายางทั้ง 2 ชนิดใกล้เคียงกัน คาดว่า จะช่วยกระตุ้นความต้องการใช้ยางธรรมชาติภายในประเทศให้สูงขึ้นโดยเฉพาะจากกลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปถุงมือยาง

“แนวทางการแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำโดยการลดปริมาณการส่งออกยางทันที ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องทั้งด้านข้อกฎหมายและวิธีการ เพราะขณะนี้เป็นช่วงที่ผลผลิตยางของไทยออกสู่ตลาดมาก อีกทั้งขณะนี้เป็นช่วงที่ประเทศยุโรปต้องการใช้ยางเป็นจำนวนมาก การลดปริมาณการส่งออกจึงทำให้เกษตรกรไทยเสียโอกาส รัฐบาลจึงควรออกมาตรการสร้างแรงจูงใจการใช้ยางธรรมชาติ ในประเทศมากกว่า”

นายอุทัย กล่าวอีกว่า เพื่อเป็นการสร้างเสถียรภาพด้านราคาและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมยางไทย รัฐบาลควรพิจารณาปรับลดอัตราการจัดเก็บเงินสงเคราะห์ยางพารา หรือเงินเซสส์ (CESS) เหลือกก.ละ 10 สตางค์แทนอัตราการจัดเก็บในปัจจุบัน ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบผู้ประกอบจากประเทศอื่นที่ไม่มีการจัดเก็บเงินเซสส์

นอกจากนี้ฝากถึง รมช.เกษตรและสหกรณ์ เร่งพิจารณา เอกสารคืนเงินเซสส์ให้กับผู้ประกอบการ ในส่วนที่เคยจัดเก็บในอัตราร้อยละ 5 บาทไปตั้งแต่ปี 2553 ซึ่งเบื้องต้นทราบว่าสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง(สกย.)ได้ตรวจสอบเอกสารเสร็จเรียบร้อย และส่งเรื่องให้รมช.เกษตรฯไปพิจารณาสักระยะหนึ่งแล้ว รวมทั้ง รมช.เกษตรฯ ควรเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) เร่งอนุมัติงบประมาณจำนวน 15,000 ล้านบาท สำหรับใช้แทรกแซงราคายาง เพื่อนำไปจ่ายให้กับเกษตรกรทั่วประเทศที่ได้นำยางพาราไปขายให้องค์การสวนยาง ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับเงินดังกล่าวเลย

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า (วันที่ 13 กันยายน 2555)