ข่าวเด่น
ข่าวประชาสัมพันธ์

นายสาธิต รังคสิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยว่า “เศรษฐกิจไทยในเดือนมิถุนายน 2553 ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากมูลค่าการส่งออกที่ขยายตัวในระดับสูงที่ร้อยละ 46.3 ต่อปี โดยเป็นการปรับตัวดีขึ้นในแทบทุกหมวดสินค้าส่งออกและแทบทุกตลาด ในขณะที่การใช้จ่ายภายในประเทศปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ทั้งจากการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนได้จากภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ขยายตัวที่ร้อยละ 21.2 ต่อปี และปริมาณนำเข้าสินค้าทุนขยายตัวร้อยละ 41.5 ต่อปี นอกจากนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติฟื้นตัวได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้หลังจาก เหตุการณ์ทางการเมือง โดยหดตัวเพียงเล็กน้อยที่ร้อยละ -1.1 ต่อปี สะท้อนการปรับตัวเข้ามาสู่ภาวะปกติของภาคการท่องเที่ยว”


นาย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ชี้แจงเพิ่มเติมว่า “เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยในเดือนมิถุนายน 2553 ที่ขยายตัวได้ดี ส่งผลให้ไตรมาสที่ 2 ของปี 2553 ฟื้นตัวได้ดีต่อเนื่อง ทั้งจากการส่งออกที่เพิ่มขึ้นสูงมาก สะท้อนจากมูลค่าการส่งออกขยายตัวในไตรมาสที่ 2 ของปี 2553 ที่ร้อยละ 41.5 ต่อปี ขณะที่การใช้จ่ายภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งได้รับปัจจัยสนับสนุนจากรายได้เกษตรกรที่แท้จริงปรับตัวสูงขึ้นที่ ร้อยละ 15.2 ต่อปี”


ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวสรุปว่า “สถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบ ต่อเศรษฐกิจไทยน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม ซึ่งเครื่องชี้เศรษฐกิจต่างๆ บ่งชี้ว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2553 น่าจะสามารถขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่องจากไตรมาสที่ 1 ของปี 2553”


ผู้สื่อข่าว รายงานว่า จาก เอกสาร รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนมิถุนายน 2553 และไตรมาสที่ 2 ของปี 2553 ระบุว่า เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยในเดือนมิถุนายน 2553 ฟื้นตัวได้เร็วกว่าที่คาด ทำให้เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ของปี 2553 ขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมือง


1. การส่งออกในเดือนมิถุนายนและไตรมาสที่ 2 ของปี 2553 ขยายตัวได้ในระดับสูง โดย มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปดอลลาร์สหรัฐในเดือนมิถุนายน 2553 อยู่ที่ 18.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ขยายตัวที่ร้อยละ 46.3 ต่อปี ส่งผลให้ทั้งไตรมาสที่ 2 มีมูลค่า การส่งออกอยู่ที่ 48.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือขยายตัวที่ร้อยละ 41.5 ต่อปี เนื่องจากปริมาณการส่งออกที่ขยายตัวร้อยละ 28.7 ต่อปี และราคาสินค้าส่งออกที่ขยายตัวร้อยละ 10.0 ต่อปี โดยเป็นการปรับตัวดีขึ้นของแทบทุกหมวดสินค้าและทุกตลาด ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง


สำหรับ มูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปดอลลาร์สหรัฐขยายตัวต่อเนื่องเมื่อเทียบกับช่วง เดียวกันของปีก่อน สอดคล้องกับภาคการผลิตและการใช้จ่ายภายในประเทศที่ขยายตัวได้ดี โดยมูลค่าการนำเข้าสินค้าในเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 15.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือขยายตัวสูงที่ร้อยละ 37.9 ต่อปี ส่งผลให้ทั้งไตรมาสที่ 2 มูลค่าการนำเข้าอยู่ที่ 44.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือขยายตัวที่ร้อยละ 46.0 ต่อปี โดยมาจากปริมาณการนำเข้าที่ขยายตัวร้อยละ 33.8 ต่อปี และราคาสินค้านำเข้าขยายตัวที่ร้อยละ 9.0 ต่อปี


ทั้งนี้ หมวดสินค้านำเข้าที่ขยายตัวได้สูง ได้แก่ สินค้าทุนและเครื่องจักร สินค้าอุปโภคบริโภค สะท้อนแนวโน้มการผลิตและบริโภคภาคเอกชนที่ปรับตัวดีขึ้น สำหรับดุลการค้าในเดือนมิถุนายนและไตรมาสที่ 2 เกินดุลต่อเนื่องที่ 2.3 และ 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ


2. การบริโภคภาคเอกชนในเดือนมิถุนายนและไตรมาสที่ 2 ของปี 2553 มีการปรับตัวดี ขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนจากภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ในเดือนมิถุนายน 2553 ขยายตัวในระดับสูง ที่ร้อยละ 21.2 ต่อปี ส่งผลให้ภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2553 ขยายตัวสูงที่ร้อยละ 20.2 ต่อปี และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าขยายตัวเร่งขึ้นที่ร้อยละ 2.2 สอดคล้องกับปริมาณ การนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคในเดือนมิถุนายน 2553 ซึ่งขยายตัวที่ร้อยละ 39.6 ต่อปี ทำให้ทั้งไตรมาสขยายตัวที่ร้อยละ 34.3 ต่อปี ดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ 31.5 ต่อปี


ขณะ ที่การบริโภคสินค้าคงทนปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน สะท้อนได้จากปริมาณจำหน่ายรถยนต์นั่งในเดือนมิถุนายน 2553 ที่ขยายตัวที่ร้อยละ 75.7 ต่อปี ทำให้ในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวในระดับสูงที่ร้อยละ 67.1 ต่อปี เช่นเดียวกับปริมาณการจำหน่ายรถจักรยานยนต์ในเดือนมิถุนายน 2553 ขยายตัวที่ร้อยละ 17.3 ต่อปี ส่งผลให้ในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวในที่ร้อยละ 16.9 ต่อปี ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากรายได้เกษตรกรที่แท้จริงปรับตัวดีขึ้น ตามราคาสินค้าเกษตรที่ขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง


นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมในเดือนมิถุนายน 2553 อยู่ที่ระดับ 69.1 จุด ปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์ทางการเมืองที่เริ่มคลี่คลายมากขึ้น


3. การลงทุนภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้นมากเช่นกันทั้งในเดือนมิถุนายนและไตรมาสที่ 2 ของปี 2553 โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร ได้แก่ ปริมาณ การนำเข้าสินค้าทุนในเดือนมิถุนายน 2553 ขยายตัวที่ร้อยละ 41.5 ต่อปี ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าสินค้าทุนในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวในระดับสูงที่ร้อยละ 41.2 ต่อปี ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ 24.1 ต่อปี สำหรับปริมาณจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ในเดือนมิถุนายนและไตรมาสที่ 2 ขยายตัวในระดับสูงที่ร้อยละ 52.6 และ 43.7 ต่อปี ตามลำดับ


เครื่อง ชี้การลงทุนภาคเอกชนในหมวด การก่อสร้างที่วัดจากภาษีจากการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ขยายตัวสูงมากที่ ร้อยละ 149.5 ต่อปี ในเดือนมิถุนายน 2553 ทำให้ในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวที่ร้อยละ 77.1 ต่อปี สะท้อนถึงธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องและส่วนหนึ่งเป็น ผลมาจากการเร่งทำธุรกรรมเกี่ยวกับการโอนและค่าธรรมเนียมอสังหาริมทรัพย์ที่ มาตรการมีกำหนดสิ้นสุดในเดือนมิถุนายน 2553


4. เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจด้านการคลังในเดือนมิถุนายนและไตรมาสที่ 2 ของปี 2553 พบว่า บทบาทนโยบายการคลังยังคงสนับสนุนเศรษฐกิจไทยต่อเนื่อง สะท้อนได้จากรายจ่ายรัฐบาล โดยการเบิกจ่ายงบประมาณในเดือนมิถุนายน 2553 มีจำนวน 135.5 พันล้านบาท ทำให้ผลการเบิกจ่ายสะสมในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2553 (ตุลาคม 2552-มิถุนายน 2553) เท่ากับ 1,339.0 พันล้านบาท แบ่งออกเป็น (1) รายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2553 จำนวน 1,207.0 พันล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 71.0 ของกรอบวงเงินงบประมาณ 1,700.0 พันล้านบาท และ(2) รายจ่ายเหลื่อมปีจำนวน 132.0 พันล้านบาท


นอก จากนี้ รัฐบาลยังมีการเบิกจ่ายงบลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ในเดือนมิถุนายน 2553 เท่ากับ 30.3 พันล้านบาท ส่งผลให้มีการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสมภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 เท่ากับ 178.8 พันล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 51.1 ของกรอบวงเงินลงทุน 350 พันล้านบาท


ทั้งนี้ สำหรับรายได้จัดเก็บสุทธิของรัฐบาล (หลังหักจัดสรรให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น) ในเดือนมิถุนายน 2553 เท่ากับ 109.0 พันล้านบาท หดตัวร้อยละ -24.7 ต่อปี เนื่องมาจากปัจจัยฐานสูงในช่วงเดียวกันของปีที่แล้วจากการชำระภาษีเงินได้ นิติบุคคลเหลื่อมเดือนในเดือนมิถุนายน 2552 ทั้งนี้ รายได้รัฐบาลในไตรมาสที่ 2 จัดเก็บได้ 554.9 พันล้านบาท ขยายตัว ร้อยละ 20.6 ต่อปี


5. เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจด้านการผลิตในเดือนมิถุนายนและไตรมาสที่ 2 ของปี 2553 พบว่า ภาคอุตสาหกรรมขยายตัวในระดับสูงต่อเนื่อง ขณะที่ภาคเกษตรเริ่มฟื้นตัวในเดือนมิถุนายน สำหรับภาคบริการจากการท่องเที่ยวต่างชาติพบว่า ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมือง แต่เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวขึ้นชัดเจนในเดือนมิถุนายน 2553 โดยดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (เบื้องต้น) ในเดือนมิถุนายน 2553 ขยายตัวที่ร้อยละ 14.5 ต่อปี ทำให้ทั้งไตรมาสที่ 2 ปรับตัวดีขึ้นที่ร้อยละ 17.7 ต่อปี และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าซึ่งขยายตัวร้อยละ 2.1 ต่อไตรมาส สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนมิถุนายน 2553 ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ระดับ 103.3 จุด ซึ่งสูงกว่า 100 จุด เนื่องจากการปรับตัวดีขึ้นของคำสั่งซื้อและความเชื่อมั่นด้านการผลิตภาค อุตสาหกรรม


เครื่องชี้ภาคการเกษตรวัดจากดัชนีผลผลิตสินค้า เกษตรในเดือนมิถุนายน 2553 ขยายตัวที่ร้อยละ 1.2 ต่อปี โดยเฉพาะมันสำปะหลังและยางพารา ส่งผลให้ไตรมาสที่ 2 หดตัวเพียงร้อยละ -2.7 ต่อปี ซึ่งเป็นการปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่หดตัวร้อยละ -4.8 ต่อปี


ราคาสินค้าเกษตรในไตรมาสที่ 2 ยังขยายตัวในระดับสูงที่ร้อยละ 22.7 ต่อปี ทำให้รายได้ของเกษตรกรที่แท้จริงยังคงขยายตัวได้ดีที่ร้อยละ 15.2 ต่อปี


ใน ขณะที่เครื่องชี้ภาคบริการจากการท่องเที่ยวต่างชาติเดือนมิถุนายน 2553 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยที่ 0.94 ล้านคน หดตัวที่ร้อยละ -1.1 ต่อปี อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ขยายตัวร้อยละ 15.3 ต่อเดือน สะท้อนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ 2.86 ล้านคน หรือหดตัวที่ร้อยละ -3.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลจากความไม่สงบทางการเมืองในช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2553


6. เสถียรภาพเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ดี โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนมิถุนายนขยายตัว ที่ ร้อยละ 3.3 ต่อปี จากราคาสินค้าในหมวดยานพาหนะและน้ำมันเชื้อเพลิงที่ขยายตัวสูงขึ้นเป็นหลัก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานขยายตัวที่ร้อยละ 1.1 ต่อปี


สำหรับ ที่อัตราการว่างงานในเดือนพฤษภาคม 2553 อยู่ที่ร้อยละ 1.5 ของกำลังแรงงานรวม เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ร้อยละ 1.2 ของกำลังแรงงานรวม ซึ่งคิดเป็นจำนวนคนว่างงานเท่ากับ 5.3 แสนคน ผลมาจากอัตราการว่างงานตามฤดูกาลในภาคการเกษตรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น สำหรับสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2553 อยู่ที่ร้อยละ 42.6 ต่ำกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังที่ตั้งไว้ไม่เกินร้อยละ 60.0


สำหรับเสถียรภาพภายนอกประเทศยังอยู่ในระดับมั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจการเงินโลก สะท้อนได้จากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2553 อยู่ในระดับสูงที่ 146.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นประมาณ 4.7 เท่า

ที่มา: มติชน

วันที่ 30 กรกฏาคม 2553