ข่าวเด่น
ข่าวประชาสัมพันธ์

เอเยนซี-เซี่ย ซี่ว์เหริน รัฐมนตรีกระทรวงคลังจีน เปิดเผยเมื่อวันที่ 27 ก.ค.ว่า จีนจะยังคงใช้นโยบายการคลังเชิงรุกต่อไปในตลอดช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยจะยังคงเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระดับมหภาค ด้านไอเอ็มเอฟ มีความเห็นสนับสนุน การถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภายในปี 2554

"จีนจะปรับนโยบายให้มีความยืดหยุ่นและตรงเป้าหมาย โดยเฉพาะด้านการกำกับดูแลในระดับมหภาค เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่าง ประเทศ" นายเซี่ย กล่าวและเสริมว่า จะยังคงรักษามาตรการกระตุ้นความต้องการบริโภคภายในประเทศต่อไปในช่วงครึ่งปี หลัง มีอาทิ แผนการซื้อเครื่องใช้ภายในบ้านซึ่งได้รับเงินอุดหนุนในพื้นที่ชนบท ตลอดจนนโยบายการซื้อรถใหม่ และจะผลักดันโครงการค่าจ้างขั้นต่ำให้ดีกว่าเดิม

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังสนับสนุนด้านการเงินแก่ภาคการเกษตร เทคโนโลยี และการประหยัดและใช้พลังงานสะอาด อีกทั้งสั่งการให้หน่วยงานระดับท้องถิ่น มีความใส่ใจเพิ่มขึ้นในการปรับปรุงคุณภาพและประสิทธิภาพในภาคอุตสาหกรรมการ ผลิตด้วย

รายงานกล่าวว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ รายได้ของรัฐบาลจีนเพิ่มขึ้นร้อยละ 27.6 หรือราว 4.33 ล้านล้านหยวน ขณะที่มีรายจ่ายฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 17 อยู่ที่ 3.38 ล้านล้านหยวน

การแถลงของทางการจีนนี้ สอดคล้องกับความเห็นของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่กล่าวในรายงานที่ปรึกษาเศรษฐกิจจีนว่า จีนกำลังเผชิญกับความท้าทายในการผ่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และควบคุมยอดเงินกู้ ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาอัตราเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจ และการตัดสินใจปล่อยค่าเงินหยวนให้มีความยืดหยุ่นขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจปรับตัวไปพึ่งภาคการบริโภคภายในประเทศ เป็นปัจจัยหลักแทนการส่งออก

ไอ เอ็มเอฟ กล่าวในรายงานที่ปรึกษาเศรษฐกิจจีน ว่า ความท้าทายของนโยบายเศรษฐกิจจีนตอนนี้ คือจะรักษาอัตราเติบโต คุมวงเงินกู้ฯ และถอนมาตรการช่วยเหลือเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอย่างไร โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการบริโภคของภาคประชาชน

ทั้งนี้ คณะกรรมการของไอเอ็มเอฟ มีความเห็นสนับสนุน การถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภายในปี 2554

ในปี 2551 จีนใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการทุ่มเงินช่วยเหลือถึง 5.86 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และยังยกเว้นการเก็บภาษีฯ เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ จนสามารถรักษาตัวรอดตลอดวิกฤติการเงินโลกอันมีต้นเหตุมาจากวิกฤติหนี้สินของ ประเทศสหรัฐฯ แต่นโยบายเศรษฐกิจจีนนี้ ได้สร้างความวิตกเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ และ สร้างภาวะต้นทุนที่สูงเกินกว่าความเป็นจริงในบางภาคอุตสาหกรรม จนไอเอ็มเอฟ ออกมาสะกิดเตือนจีนให้ค่อยๆ ลดความร้อนแรงในภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งการนำมาตรการภาษีทรัพย์สินมาใช้

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์

วันที่ 30 กรกฏาคม 2553