|
หม่อมอุ๋ยห่วงเงินเฟ้อรอบ
2 กระทบเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง คาดอยู่ในระดับ 7-9% ไปจนถึงสิ้นปี แต่ไม่น่ารุนแรง
เหตุน้ำมันลดแล้ว ชี้ภาคส่งออกก็น่าห่วง หลังเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญวูบ ทำให้นำเข้าลดลง
แนะรัฐบาลเพิ่มรายได้ภาคเกษตรอย่างต่อเนื่อง ทั้งข้าว มันสำปะหลัง ปาล์ม
ยาง อ้อย เพื่อช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร
เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยในงานครบรอบ 88 ปี กระทรวงพาณิชย์
ในหัวข้อ อนาคตเศรษฐกิจไทยฝ่าวิกฤตได้อย่างไร วานนี้ (20 ส.ค.) ว่า จากนี้ไป
เศรษฐกิจไทยยังมีความน่าเป็นห่วง จากการเกิดปัญหาเงินเฟ้อรอบที่ 2 ซึ่งเป็นผลพวงจากราคาน้ำมันแพงที่ยังคงส่งผลต่อเนื่องต่อต้นทุนในการผลิตสินค้า
และจะส่งผลกระทบทำให้สินค้ามีราคาเพิ่มสูงขึ้น โดยคาดว่าเงินเฟ้อจะสูงในระดับ
7-9% ไปจนถึงสิ้นปี
ผลกระทบจากน้ำมัน
ได้ทำให้เงินเฟ้อของทุกๆ ประเทศเพิ่มขึ้นไปแล้วรอบหนึ่ง แต่รอบที่ 2 จะมีตามมาจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น
ได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงต้นทุนในการผลิตสินค้าต่างๆ แต่ก็ยังดีที่เงินเฟ้อรอบ
2 ไม่น่าจะรุนแรง เพราะขณะนี้ราคาน้ำมันได้ปรับตัวลดลง คาดว่าจะอยู่ระดับ
100-110 เหรียญสหรัฐต่อไป ท่านที่เป็นรัฐบาลสบายใจได้ ถ้าไม่มีสงคราม ปัญหาอิหร่านไม่บานปลาย
ไม่มีนิวเคลียร์ ราคาน้ำมันไม่มีทางขึ้นจนถึงปีหน้าม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าว
นอกจากนี้
ยังมีสิ่งที่ต้องระวัง คือ ผลพวงจากราคาน้ำมันที่ทำให้เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญๆ
ของไทย ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ขยายตัวลดลง โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่เจอวิกฤตปัญหาสินเชื่อด้อยคุณภาพในอสังหาริมทรัพย์
(ซัมไพรม์) ทำให้กำลังซื้อลดลง ส่งผลกระทบให้มีการนำเข้าลดลง และยังมาเจอวิกฤตน้ำมันแพงซ้ำ
ขณะที่ญี่ปุ่นและยุโรป คาดว่าเศรษฐกิจไตรมาส 2 มีการขยายตัวติดลบ และประเทศอื่นๆ
ที่เป็นคู่ค้าของไทย เศรษฐกิจก็ขยายตัวลดลงหมด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทย
โดยเริ่มเห็นได้ชัดจากยอดการส่งออกสินค้าไอทีที่หลายๆ ประเทศลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ทั้งจีน ไต้หวัน และสิงคโปร์
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร
กล่าวอีกว่า แม้เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญๆ ของไทยจะชะลอตัวลง แต่คาดว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง
ยังคงแข็งแรงดี เนื่องจากได้รับอานิสงค์จากราคาสินค้าเกษตรหลักๆ 5 รายการที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ได้แก่ ข้าว ราคาเพิ่มขึ้น 100% มันสำปะหลัง เพิ่มขึ้น 70% ปาล์มน้ำมัน
เพิ่มขึ้น 30-40% ยางพารา 60-70% และอ้อย 33% เป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ภาคเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น
โดยในเดือนมิ.ย.เพิ่มขึ้น 62% ก.ค. เพิ่มขึ้น 59% และไม่ได้อยู่ในแผนที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
(สศช.) ทำไว้ด้วยซ้ำ
ปีนี้ฟาร์ม
อินคัม (รายได้ภาคเกษตร) โต 50-60% โตมากว่ารายได้ภาคอุตสาหกรรม ถือเป็นตัวช่วยสำคัญของเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง
รัฐบาลต้องช่วยให้เกษตรกรมีรายได้แบบนี้ เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ
ถ้าทำให้เป็นแบบวันนี้ต่อไปอีก 3 ปี เศรษฐกิจไทยจะกลับมาได้ เป็นจุดที่เราต้องพลิก
ประเทศไทยเคยมีตัวช่วยเป็นภาคการส่งออก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 70% ของจีดีพี
ภาคการบริโภค 30% เราต้องปรับให้ภาคการบริโภคเพิ่มขึ้น ต้องทำให้ตีคู่ขึ้นมากับการส่งออกม.ร.ว.ปรีดิยาธร
กล่าว
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร
กล่าวต่อว่า ราคาสินค้าเกษตรในช่วงครึ่งปีหลังจะยังคงดีขึ้น โดยมันสำปะหลังและอ้อย
ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะจะถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอล ซึ่งขณะนี้กำลังมีการลงทุนจัดตั้งโรงงานผลิตเพิ่มขึ้น
จากปัจจุบันผลิตได้ 1.5 ล้านลิตรต่อวัน จะเพิ่มเป็น 3 ล้านลิตรต่อวัน ปาล์มน้ำมัน
จะนำไปใช้ผลิตไบโอดีเซล ยางพารา ราคาจะเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน แต่มีที่น่าห่วงตัวเดียว
คือ ข้าว ที่ขณะนี้ราคาเริ่มปรับตัวลดลง เป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ที่จะต้องดูแลราคาข้าวให้ดีขึ้น
ต้องเข้าไปแทรกแซง โดยมีจุดที่เหมาะสม ไม่ให้ต่ำเกินไป หรือสูงเกินไป
สินค้าเกษตร
4 ตัว ไม่น่าจะมีปัญหา รัฐบาลต้องพูดบ่อยๆ จะสนับสนุนการนำไปผลิตเป็นเอทานอล
ไปทำไบโอดีเซล แค่นี้ราคาก็ไม่น่าจะมีปัญหาแล้ว แต่ข้าวยังน่าเป็นห่วง
เมื่อก่อนราคาขึ้นได้ เพราะประเทศผู้ผลิตผลผลิตได้รับความเสียหาย แต่ตอนนี้
กลับมาผลิตได้แล้ว เป็นเรื่องที่กระทรวงพาณิชย์จะต้องเข้าไปดูแล อยากฝากกระทรวงพาณิชย์ในเรื่องนี้ม.ร.ว.ปรีดิยาธร
ระบุ
จาก.. หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ประจำวันที่
21 สิงหาคม 2551
|