


|
เปิดกลยุทธ์'ไทยรับเบอร์' ลงทุนต้นน้ำลดความเสี่ยงวัตถุดิบแพง
|
|
|
ย้อนไปเกือบๆ10 ปี พบว่าราคายางพาราของไทยอยู่ในช่วงขาขึ้นมาโดยตลอด จากปี 2544 ราคาเฉลี่ยขณะนั้นกก.ละ22 บาท ไต่ระดับขึ้นมาเรื่อยๆ กระทั่งปี 2549 บางช่วงเวลาทะลุกก.ละ 100 บาท ปี 2550 เฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่กก.ละ 65-70 บาท ถึงปัจจุบันราคายางอาจจะมีการอ่อนตัวลงบ้างบางช่วงเวลา แต่โอกาสหวนกลับไปสู่กก.ละ 22 บาท คงไม่มีให้เห็นอีกแล้ว ราคายางพาราอยู่ในภาวะขาขึ้นอย่างนี้ แน่นอนว่าชาวสวนยางได้รับอานิสงส์กันถ้วนหน้า ขณะที่อุตสาหกรรมกลางน้ำและปลายน้ำ หากมีวิธีการบริหารจัดการที่ดีย่อมได้อานิสงส์เช่นเดียวกัน แต่อาจจะมีความเสี่ยงเพราะต้องบริหารทั้งราคาซื้อวัตถุดิบและราคาขาย ทำให้แต่ละรายต้องมีกลยุทธ์ลดความเสี่ยง "วรเทพ วงศาสุทธิกุล" กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็กซ์คอร์ปอร์เรชั่น (ประเทศไทย)จำกัด (มหาชน)(บมจ.) ผู้ผลิตน้ำยางข้นรายใหญ่ของประเทศ สะท้อนมุมมองผ่าน"ฐานเศรษฐกิจ"ถึงแนวโน้มสถานการณ์ยางพาราและการปรับตัวของบมจ.ไทยรับเบอร์ ปัจจัยราคายางแพง: วรเทพ ผู้คลุกคลีอยู่กับอุตสาหกรรมยางมานานกว่า 30 ปี อธิบายเหตุที่ราคายางในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาปรับขึ้นมาโดยตลอด ว่ามีหลายปัจจัยเป็นองค์ประกอบกัน ได้แก่1.สภาพภูมิอากาศ 2.ดีมานด์-ซัพพลาย 3.ราคาน้ำมัน กล่าวคือเรื่องสภาพภูมิอากาศมีผลต่อการกรีดยางหากฝนตกจะกรีดไม่ได้ หรือฝนแล้งก็กรีดไม่ได้เช่นกัน พอกรีดไม่ได้ผลผลิตยางก็จะลดลงไป ถ้าอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ทำให้ซัพพลายลดลง ผลผลิตยางหากลดลงเพียง 1-2% สินค้าขาดตลาดจะมีการแย่งกันซื้อและดันให้ราคาขึ้น ยิ่งช่วงหลังๆ สภาพภูมิอากาศของโลกมีความแปรปรวนมากจนมีผลต่อผลผลิตและราคายาง นอกจากเรื่องสภาพดินฟ้าอากาศแล้วดีมานด์-ซัพพลาย เป็นอีกปัจจัยที่ดันราคายางให้สูงขึ้น ช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมาจีนมีความต้องการใช้ยางแบบก้าวกระโดดมาก จากปีละ 700,000 ตันปัจจุบันต้องการใช้เกือบ 3 ล้านตันต่อปี เพราะเศรษฐกิจของจีนมีการเติบโตสูงปีละเกือบ 10% ณ เวลานี้ซัพพลายและดีมานด์ยางธรรมชาติของโลกอยู่ใกล้กันมากคือประมาณ 9.7 ล้านตันต่อปีจึงทำให้ราคายางสูงขึ้น ส่วนเรื่องราคาน้ำมันมีผลต่อราคายางแต่จะทางอ้อมมากกว่าเช่นน้ำมันแพงมากๆ เศรษฐกิจทั่วโลกตกต่ำ การใช้รถยนต์น้อยลง เพราะ70% ของยางใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ ที่ผ่านมาเรื่องของราคาน้ำมันถือว่ายังไม่มีผลชัดเจนกับราคายาง มองแนวโน้มราคายาง: วรเทพ มองแนวโน้มราคายางว่าโอกาสที่จะลงมาเหลือกก.ละ 20 กว่าบาทคงไม่มีแล้ว แต่การอ่อนตัวลงในบางช่วงอาจมีบ้างตามซัพพลาย-ดีมานด์ เช่นช่วงนี้ภาคใต้สภาพอากาศดีกรีดยางได้มากราคายางก็อ่อนตัวลง เหตุที่มองว่าราคายางไม่ลง เพราะว่าพื้นที่โลกใบนี้ไม่ได้ใหญ่ขึ้น เพราะฉะนั้นพื้นที่ปลูกยางหรือสินค้าเกษตรอื่นๆ จึงมีจำกัด ขณะที่จำนวนประชากรโลกกับเพิ่มขึ้นสวนทาง เขาอธิบายอัตราการเพิ่มของจำนวนประชากรว่า 50 ปีก่อนประชากรโลกมีประมาณ 3,000 ล้านคนปัจจุบัน 6,000 ล้านคน เท่ากับเวลา 50 ปีเพิ่มขึ้นมาเกือบเท่าตัว นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์อีก 40 ปีข้างหน้าจะเพิ่มเป็น 9,000 ล้านคน ขณะที่ผลผลิตยาง ณ เวลานี้ยางธรรมชาติและยางเทียมมีรวมกันประมาณ 23 ล้านตัน เป็นยางธรรมชาติ 10 ล้านตัน ยางเทียม 13 ล้านตัน หากคำนวณตามจำนวนประชากรโลก ณ ปัจจุบันที่ 6,000 ล้านคนเท่ากับใช้ยางเทียมเฉลี่ย 2 กก.ต่อคนต่อปี ยางธรรมชาติ 1.5 กก. และอัตราการเพิ่มคนใช้เวลา 10 เดือนก็เกิดแล้ว แต่ยางอายุ 7 ปีจึงกรีดน้ำยางได้ เพราะฉะนั้นผลผลิตยางตามความต้องการไม่ทันแน่ ยิ่งหากสภาพภูมิอากาศมีอิทธิพลต่อการกรีดยางมาก ยิ่งทำให้ซัพพลายลดลงไปได้อีก ขณะที่น้ำมันในอนาคตข้างหน้ามีวันหมดถ้าน้ำมันหมดยางสังเคราะห์หรือยางเทียมก็หมดไปด้วย แทนที่คนจะใช้ยางธรรมชาติ 1.5 กก.ต่อคนต่อปีต้องเพิ่มเป็น 2 กก. เพราะทดแทนกัน และยางเป็นของใช้ในชีวิตประจำวันที่เลี่ยงไม่ได้ เข้าโรงพยาบาลก็ต้องใช้ถุงมือยาง รถยนต์ไม่มียางก็วิ่งไม่ได้ ไม่มีอะไรมาแทนที่ยางได้ เพราะฉะนั้นหากมองอนาคตความต้องการยางมากขึ้น แต่ซัพพลายตามไม่ทันด้วยเหตุผลนี้แนวโน้มราคายางจึงไม่มีวันลง ปรับตัวรับมือ: กรรมการผู้จัดการใหญ่บมจ.ไทยรับเบอร์ กล่าวว่าจากสถานการณ์ยางที่เรามองดังกล่าว บมจ.ไทยรับเบอร์ ซึ่งทำธุรกิจน้ำยางข้น และเป็นอุตสาหกรรมกลางน้ำของอุตสาหกรรมยางพาราทั้งระบบ (อุตสาหกรรมยางทั้งระบบประกอบด้วยต้นน้ำ ได้แก่ ชาวสวนยาง ซึ่งมีผลิตภัณฑ์คือน้ำยางสดและยางแผ่นดิบ กลางน้ำได้แก่อุตสาหกรรมยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง น้ำยางข้น ปลายน้ำได้แก่อุตสาหกรรมถุงมือยางและผลิตภัณฑ์ต่างๆ) จึงได้มีเป้าหมายที่จะไปดูในเรื่องของอุตสาหกรรมต้นน้ำคือการทำสวนยาง "อนาคตไทยรับเบอร์จะให้ความสำคัญอุตสาหกรรมต้นน้ำกับกลางน้ำ คือสวนยางกับน้ำยางข้น ให้ความสำคัญกับสวนยางเพราะมองว่าวัตถุดิบเป็นเรื่องสำคัญ เป็นต้นทุนของอุตสาหกรรม เมื่อราคาวัตถุดิบแพงมากๆ หากเรามีวัตถุดิบเองจำนวนหนึ่งจะช่วยลดต้นทุนลงไปได้ ส่วนน้ำยางข้นเพราะเป็นอุตสาหกรรมที่เราชำนาญทำมา 30 ปีแล้ว ส่วนปลายน้ำอย่างถุงมือยางเคยทำแต่ได้ปิดโรงงานไป เพราะปัญหาวัตถุดิบแพงแต่ราคาผลิตภัณฑ์ปรับขึ้นราคาไม่ได้ ประกอบกับเราไม่ต้องการแข่งขันกับลูกค้าที่ซื้อน้ำยางข้นจากเรา"วรเทพ กล่าวและว่า ขณะนี้บมจ.ไทยรับเบอร์มีสวนยางเองประมาณ 20,000 ไร่ อยู่ภาคเหนือจังหวัดน่าน เชียงราย และพะเยา 12,000 ไร่และภาคตะวันออกที่จังหวัดชลบุรีและจันทบุรี 8,000 ไร่ โดยที่ภาคเหนือเพิ่งไปลงได้ 3 ปียังกรีดไม่ได้ ส่วนที่ภาคตะวันออกมีกรีดได้แล้วประมาณ 3,000-4,000 ไร่ ในอนาคตยังมีแผนที่จะขยายเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ พยายามจะทำให้เป็นแหล่งวัตถุดิบของตัวเอง แต่ไม่ถึงกับทั้งหมดส่วนหนึ่งก็ต้องซื้อจากชาวสวน โดยเวลานี้ไทยรับเบอร์มีกำลังผลิตน้ำยางข้นเต็มกำลัง 250,000 ตัน แต่เดินเครื่องอยู่เพียง 60% เนื่องจากวัตถุดิบไม่พอป้อน สุดท้ายกรรมการผู้จัดการใหญ่บมจ.ไทยรับเบอร์ ยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมน้ำยางข้น สรุปอุตสาหกรรมยางทั้งระบบมีอนาคตสดใส อุตสาหกรรมน้ำยางข้นเป็นตัวทำกำไรดีที่สุด ส่วนภาคต้นน้ำคนที่ปลูกยางอยู่แล้วไม่ต้องกังวล คนที่ยังไม่ได้ปลูกและกำลังคิดจะปลูกก็ไม่ต้องลังเล ลุยได้เลย
จาก.. หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ประจำวันที่ 17-20 สิงหาคม 2551 |
|
| |
|