เด็กรุ่นใหม่รักท้องถิ่น เรียนกรีดยาง อาชีพหลักของครอบครัว

คนรุ่นใหม่มักมองไม่เห็นคุณค่าในอาชีพหลักของครอบครัว มักละทิ้งถิ่นฐานเพื่อเข้าเมืองมาหางานทำ ปล่อยให้อาชีพของครอบครัวเป็นอาชีพของคนสูงอายุและพ่อแม่ และรอวันที่สูญหายไปพร้อมๆ กับท่านผู้เฒ่าเหล่านั้น

เพื่อเป็นการปลูกฝังอาชีพหลักของครอบครัวให้เยาวชนในชุมชน เหล่าแกนนำครอบครัวเข็มแข็งชุมชนสองฝั่งคลองลำชาน จัดเวทีการเรียนรู้ในประเด็น "เยาวชนร่วมเรียนรู้...อาชีพหลักของพ่อแม่" โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)

ชุมชนสองฝั่งคลองลำชานเป็นชุมชนที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพปลูกยางพาราหาเลี้ยงชีพ ซึ่งอาชีพนี้เป็นอาชีพที่ทำกันมาตั้งแต่ครั้งปู่ ย่า ตา ยาย ถึงแม้ว่าตอนนี้การปลูกยางพาราจะยังเป็นอาชีพที่ชุมชนนี้ยังทำอยู่ แต่ก็ดูเหมือนว่าเด็กรุ่นลูก รุ่นหลานจะไม่รู้จักแม้กระทั่งวิธีการกรีดยาง เพราะเด็กเดี๋ยวนี้ต้องเรียนหนังสือ จึงไม่ได้เข้าสวนยางกับพ่อแม่ เด็กจึงฉีดยางไม่เป็น ทำให้เด็กลืมอาชีพของพ่อแม่

"แอน" เด็กหญิงอัจฉรา ล่องลอย วัย 11 ขวบ เรียนอยู่โรงเรียนวัดควนศรีนวล ชั้น ป.5 หนึ่งในกลุ่มเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมนี้ บอกว่า รู้ว่ามีการจัดกิจกรรมการกรีดยางจากทางโรงเรียน จึงสนใจที่จะเข้าร่วมโครงการ เพราะก่อนหน้านี้ เคยตามพ่อแม่ไปกรีดยาง แต่ก็ยืนดูอยู่เฉยๆ เพราะกรีดไม่เป็น พ่อกับแม่จึงไม่ให้กรีด เพราะกลัวหน้ายางจะเสีย ทำให้ได้น้ำยางไม่มาก แต่ก็ได้สังเกตกับพ่อแม่ เช่น วิธีการจับมีด จะต้องจับแบบไหน การกรีดต้องกรีดอย่างไร แต่ก็ไม่เคยได้ทำ

หลังจากเข้าร่วมกิจการแล้ว แอนบอกว่าได้เรียนรู้ว่าเพิ่มขึ้นเยอะเลย อย่างเช่น การสังเกตต้นยางสมบูรณ์พร้อมที่จะกรีดได้นั้นต้องดูที่อายุต้นยาง อย่างน้อย 6 ปีขึ้นไป ขนาดลำต้น วัดจากพื้นดินขึ้นไป 120-150 เซนติเมตร จะต้องมีเส้นรอบวง 50 เซนติเมตร ข้อระวังและการดูแลรักษา จะต้องมีการใส่ปุ๋ย ดูแลป้องกันไฟในฤดูแล้ง ช่วงเวลาในการกรีดยาง จะต้องกรีดตอนเช้ามืด

"หลังจากที่จบจากเวทีนี้แล้ว จะต้องกลับไปฝึกฝนบ่อยๆ โดยอาจจะต้องขอพ่อกับแม่ลองกรีดต้นที่เสียแล้ว และหาหนังสือเรื่องการกรีดยางมาศึกษาเพื่อจะเข้าใจวิธีการกรีดยางมากขึ้น อนาคตตั้งใจจะยึดอาชีพกรีดยางเป็นอาชีพหลักต่อไป ฉันอยากบอกเด็กรุ่นใหม่ว่าเราต้องรักท้องถิ่น รักในอาชีพของพ่อแม่ เพราะนี่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ"

เห็นเด็กรุ่นใหม่มีหัวใจสำนึกรักท้องถิ่นแบบนี้ น่าปลื้มใจจริงๆ

 

จาก.. หนังสือพิมพ์มติชน/ประจำวันที่ 16 ธันวาคม 2548