พืชแซม พืชร่วม....เศรษฐกิจพอเพียงในสวนยาง

           คุณสุขุม วงษ์เอก ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า การทำสวนยางเป็นอาชีพที่อยู่คู่คนไทยมาช้านานจนปัจจุบันนับเป็นเวลากว่าศตวรรษ และเป็นวัฒนธรรมการดำรงชีวิตในสวนยางที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนพืชอื่นใด ภายในสวนยางอ่อนก่อนเปิดกรีด และช่วงหลังเปิดกรีดสามารถปลูกพืชอื่นได้ หลากหลายชนิดที่เรียกว่าพืชแซมยางและพืชร่วมยาง ซึ่งชาวสวนยางขนาดเล็กของเราจะคุ้นเคยกับการปลูกข้าวไร่ พืชไร่ หรือพืชผักในสวนยางเพื่อบริโภคในครัวเรือน หรือจำหน่ายเพื่อเสริมรายได้ในครอบครัวบนพื้นฐานของความพอเพียง พืชแซมยางและพืชร่วมยาง เกิดจากการศึกษาวิจัยของสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร โดยพืชแซมยางและพืชร่วมยางเหล่านี้ไม่รบกวนต่อการเจริญเติบโตของต้นยางหรือทำให้ผลผลิตของต้นยางลดลง สำหรับพืชแซมยาง คือ พืชที่ปลูกระหว่างแถวยางในขณะที่ต้นยางมาอายุไม่เกิน 3 ปี ส่วนพืชร่วมยาง คือ พืชที่ปลูกระหว่างแถวยางโดยอาศัยร่มเงาของต้นยางเพื่อการเจริญเติบโตและให้ผลผลิต สามารถปลูกได้ตั้งแต่ต้นยางมีอายุ 3 ปีขึ้นไป การปลูกพืชแซมยางและพืชร่วมยาง มีข้อแนะนำ ดังนี้

            พืชแซมยาง การปลูกพืชแซมยางเป็นการเสริมรายได้ในช่วง 3 ปี แรก พืชที่เกษตรกรปลูกควรเป็นพืชล้มลุกและเป็นพืชอายุสั้น โดยต้องพิจารณาถึงตลาด แรงงาน เงินทุน ขนาดพื้นที่ การคมนาคม และสภาพแวดล้อมต่างๆ ชนิดของพืชแซมยาง ได้แก่ สับปะรด ข้าวโพด ข้าวไร่ ถั่วลิสง ถั่วเขียว ถั่วหรั่ง ถั่วเหลือง ข้างฟ่าง ฝ้าย งา พืชผักโดยปลูกห่างแถวยางประมาณ 1 เมตร หรือหญ้าอาหารสัตว์ เช่น หญ้ารูซี่ หญ้าโคไร หญ้ากินนีสีม่วง หญ้าขน ปลูกห่างแถวยางประมาณ 1.5 - 2 เมตร ส่วนหญ้าอาหารสัตว์ชนิดอื่นไม่แนะนำให้ปลูกแซมยางเพราะมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของต้นยาง กล้วย (เช่น กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ กล้วยหอม กล้วยเล็บมือนาง) และมะละกอ ปลูกแถวเดียวกึ่งกลางระหว่างแถวยาง หรือปลูกพืชล้มลุกอายุสั้นชนิดต่างๆ ในระบบหมุนเวียน เช่นถั่วเขียว ข้าวโพด ถั่วลิสง หรือข้าวไร่ ข้าวโพด ถั่วหรั่ง หรือปลูกในระบบผสมผสานได้อีกหลายชนิด เช่น ข้าวไร่ และถั่วลิสงหรือถั่วเขียวและข้าวไร่ เป็นต้น

            มันสำปะหลัง ควรปลูกในปีที่ 2 หรือปีที่ 3 ปลูกห่างแถวยางด้านละ 2 เมตร และ ไถตัดรากมันสำปะหลังด้วยไถเดินตามปีละครั้ง ห่างแถวมันสำปะหลัง 50 เซนติเมตร เพื่อป้องกันระบบรากมันสำปะหลังเข้ามาอยู่ในแถวของต้นยาง อนุโลมให้ปลูกได้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและเขตปลูกยางใหม่ในภาคตะวันออก

            อ้อย แนะนำให้ปลูกในเขตปลูกยางดิบ และควรปลูกอ้อยคั้นน้ำพันธุ์สุพรรณบุรี 50 ปลูกระหว่างแถวยาง ห่างแถวยาง 2.2 เมตร ปลูกครั้งเดียวไว้ตอ 2 ครั้ง เก็บเกี่ยว 3 ครั้ง ในเวลา 3 ปี สอดคล้องกับการปลูกเป็นพืชแซมยาง แต่เกษตรกรต้องระมัดระวังไฟไหม้สวนยางหลังการเก็บเกี่ยว ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้ปลูกอ้อยแซมยางในเขตแห้งแล้งและในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำเพราะจะทำให้มีปัญหาเพิ่มขึ้น การปลูกพืชแซมยางชนิดต่างๆ ควรปลูกต้นฤดูฝน และเกษตรกรควรปฏิบัติบำรุงรักษาพืชแซมยางตามชนิดของพืชนั้นๆ เพื่อให้ได้รับผลผลิตคุ้มค่า และควรนำเศษซากของพืชแซมทิ้งไว้ในที่เดิมหรือนำไปคลุมโคนต้นยาง โดยเว้นห่างจากโคนต้นยางเล็กน้อย

            พืชร่วมยาง การปลูกพืชร่วมยางเพื่อเสริมรายได้ เกษตรกรควรพิจาณาถึงตลาด ผลตอบแทน ความคุ้นเคยกับการปฏิบัติดูแลรักษาพืชร่วมยาง และพืชร่วมยางต้องไม่รบกวนต่อการปฏิบัติงานในสวนยาง ชนิดของพืชร่วมยางได้แก่ พืชสกุลระกำ หวายตะค้าทอง สะเดาเทียม กระวานนครศรีธรรมราช (หน่อแดง) ไม้ดอกสกุลหน้าวัว ไม้ดอกวงศ์ขิง ไม้ดอกสกุลเฮลิโกเนีย ขิง ข่า ขมิ้น ผักพื้นบ้าน และไม้ป่าบางชนิด

            คุณสุขุม เปิดเผยต่อไปว่า หลังจากต้นยางมีอายุ 3 ปีขึ้นไป จะเริ่มมีร่มเงา ทำให้ปลูกพืชแซมยางไม่ได้ผลแต่เกษตรกรสามารถปลูกพืชที่สามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตในสภาพร่มเงาของต้นยางได้ โดยสภาพร่มเงาของต้นยางจะแตกต่างกันตามอายุของต้นยาง และเกษตรกรสามารถเลือกชนิดของพืชร่วมยางให้เหมาะสมแก่การเจริญเติบโตภายใต้สภาพร่มเงาของต้นยางได้ ดังนี้

            พืชร่วมยางที่เจริญเติบโตภายใต้ร่มเงาขนาดเล็ก เช่น ขิง ข่า ขมิ้น ผักพื้นบ้าน และพืชสมุนไพรบางชนิด ซึ่งสามารถเจริญเติบโตได้ภายใต้ร่มเงาของยางที่มีอายุ 3 ปีขึ้นไป โดยปลูกระหว่างแถว ห่างแถวยาง 1.5 เมตร

            เมื่อต้นยางมีอายุประมาณ 10 ปี ซึ่งมีแสงรำไรเพียงพอและมีฝนตกชุกเหมาะสมต่อการปลูกไม้ดอกสกุลหน้าวัว เช่น หน้าวัวผกามาศ เปลวเทียนภูเก็ต เปลวเทียนลำปาง ปลูกระหว่างแถวยาง ห่างแถวยาง 1.75 เมตร ไม้ดอกวงศ์ขิง เช่น ขิงแดง ดาหลา หงส์เหิน กระเจียวพังงา กระเจียวส้ม และบัวชั้น ปลูกระหว่างแถวยาง ห่างแถวยาง 1.52 เมตร ไม้ดอกสกุลเฮลิโกเนีย เช่น ล็อบสเตอร์คลอว์วัน บัคกี และก้ามปูแดงดอกใหญ่และไม้ประดับบางชนิด ปลูกระหว่างแถวยาง ห่างแถวยาง 1.5 เมตร

            พืชร่วมที่ทนต่อสภาพร่มเงาของต้นยางชนาดกลางหรือต้นยางที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ได้แก่ พืชสกุลระกำ (เช่น ระกำหวาน สละเนินวง สละหม้อ) หวายตะค้าทอง กระวานนครศรีธรรมราช โดยปลูกกึ่งกลางแถวยาง สำหรับหวายตะค้าทองอาจเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานในสวนยาง แนะนำให้ปลูกเป็นพืชเสริมรายได้ก่อนการโค่นยาง ส่วนสะเดาเทียมสามารถปลูกระหว่างแถวยางเมื่อยางมีอายุ 1-2 ? ปี อัตรา 20 ต้นต่อพื้นที่ปลูกยาง 1 ไร่และควรปลูกให้กระจายหลายแห่งไม่ควรปลูกเกินแห่งละ 6 ไร่ นอกจากนี้ มีไม้ป่าบางชนิดที่ทนต่อสภาพร่มเงาของต้นยางขนาดใหญ่ที่สถาบันวิจัยยางแนะนำให้ปลูกในสวนยางตามแหล่งปลูกในภาคต่างๆ โดยปลูกผสมผสานกึ่งกลางระหว่างแถวยางและทดแทนการปลูกซ่อมต้นยาง เช่นไม้ป่าที่แนะนำให้ปลูกในสวนยางทางภาคใต้ ได้แก่ กระถินเทพา กระถินณรงค์ สะเดาเทียม ทัง พะยอม มะฮอกกานี เคี่ยม ตะคียนทอง ยางนา ยมหิน และตำเสา ไม้ป่าที่แนะนำให้ปลูกในแหล่งปลูกยางทางภาคตะวันออก ได้แก่ กระถินเทพา กระถินณรงค์ สะเดาไทย ยมหอม ตะเคียนทอง ยมหิน ยางนำแดง และประดู่ป่า ส่วนไม้ป่าที่แนะนำให้ปลูกในแหล่งปลูกยางทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ กระถินเทพา กระถินณรงค์ สะเดาไทย ยางนา ตะเคียนทอง ยมหิน พะยูง สาธร และประดู่ป่า การปลูกไม้ป่าเมื่อถึงเวลาโค่นเกษตรกรต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติสวนป่า พ.ศ. 2535 โดยต้องจ้างให้เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ทราบและปลูกในที่ดินมีเอกสารสิทธิ์ จึงจะนำไม้ไปใช้ประโยชน์หรือจำหน่ายได้

            คุณสุขุม กล่าวว่า การปลูกพืชแซมและพืชร่วมในสวนยาง เป็นวิธึชีวิตในสวนยางที่เหมาะสมต่อเกษตรำรไทยซึ่งร้อยละ 90 เป็นสวนยางขนาดเล็ก เพื่อใช้บริโภคในครัวเรือนหรือเสริมรายได้ในครอบครัวก่อนที่จะได้รับผลผลิตจากต้นยางหรือแม้ต้นยางให้ผลผลิตแล้วก็ตาม เกษตรกรตามแหล่งปลูกยางต่าง ๆ สามารถเลือกปลูกพืชแซมและพืชร่วมได้ตามความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ควรควบคุมระยะห่างของต้นยางกับพืชแซมและพืชร่วม เพื่อมิให้รบกวนการเจริญเติบโตของต้นยางและไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานในสวนยาง แต่หากสภาพสวนยางไม่เหมาะสมต่อการปลูกพืชแซมยาง เกษตรกรควรปลูกพืชคลุมดินตระกูลถั่ว ขณะที่ผลดีของการปลูกพืชแซมและพืชร่วมหรือพืชคลุมดินตระกูลถั่วยังเป็นการช่วยควบคุมวัชพืชในสวนยาง ช่วยเพิ่มความหลากหลายในสวนยาง ช่วยรักษาความชุ่มชื้นในดินและป้องกันการชะล้างหน้าดิน อีกทั้งช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากขึ้น ส่งผลดีต่อการเจริญเติมโต และการให้ผลผลิตของต้นยางต่อไป แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นเกษตรกรควรให้การเอาใจใส่ดูแลสวนยางและใส่ปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำเพื่อให้ต้นยางเจริญเติบโต เป็นต้น ยางที่สมบูรณ์แข็งแรง มีความต้านทานโรคเปิดกรีดได้เร็ว และให้ผลผลิตสูงสม่ำเสมอ นอกจากนี้การปลูกพืชหลากหลากหลายชนิดยังเป็นการลดความเสี่ยงจากการปลูกยาง หรือปลูกพืชเพียงชนิดเดียว เพราะหากเกิดโรคระบาดหรือมีราคาไม่คุ้มทุนพืชอีกชนิดหนึ่งที่ได้ปลูกไว้จะสามารถเข้ามาทดแทนและชดเชยรายได้อย่างทันท่วงที เกษตรกรและผู้สนใจสามารถขอข้อมูลเพิ่มเติมและเอกสรแนะนำการปลูกพืชร่วมยางได้ที่สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตรไทย.0-2579-1576 หรือศูนย์วิจัยยาง ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิต (สถานีทดลองยาง)และสำนักงานตลาดกลางยางพารา กรมวิชาการเกษตรตามจังหวัดต่างๆ ในวันและเวลาราชการ หรือดูข้อมูลวิชาการ ถามปัญหาทางหน้าเว็บบอร์ดและติดตามราคายางได้ที่ WWW.RUBBERTHAI.COM CALL CENTER 1174