ปลูกอ้อยในสวนยาง

              เมื่อก่อนอ้อยกับยางพาราเป็นเรื่องที่อยู่ด้วยกันไม่ได้ด้วยยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่าอ้อยก่อผลเสียหายต่อการปลูกยางมากน้อยแค่ไหน แต่คาดว่าจะมี จึงเป็นข้อห้ามของกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางสำหรับเกษตรกรในการปลูกอ้อยเป็นพืชแซมระหว่างแถวยางพารา

              หลังจากกรมวิชาการเกษตรได้รับรองพันธุ์อ้อยสุพรรณบุรี50 ในปี 2539 นับจากนั้นมาอีก 2 - 3 ปี กว่าที่เกษตรกรและพ่อค้าน้ำอ้อยในภาคใต้จะยอมเปลี่ยนทัศนคติที่ว่า ไม่มีอ้อยพันธุ์ไหนจะดีไปกว่าพันธุ์ดั้งเดิม คือ พันธุ์สิงคโปร์ ศูนย์วิจัยพืชไร่สงขลา กรมวิชาการเกษตร ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการเกษตรภาคใต้ของกรมส่งเสริมการเกษตรในสมัยนั้น ได้แสดงให้เกษตรกรและพ่อค้าได้ประจักษ์ถึงความดีเด่นของอ้อยคั้นน้ำพันธุ์สุพพรณบุรี 50 จนในที่สุดได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยมีสถานการณ์ความแห้งแล้งมาเป็นตัวกระตุ้นทำให้ความต้องการอ้อยคั้นน้ำมีมากในขณะที่ผลผลิตมีน้อย เหลือแต่อ้อยพันธุ์สุพรรณบุรี 50 เท่านั้นที่ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ในแปลง และผู้บริโภคพอใจในสีสันและรสชาติความหวาน ราคาก็พุ่งขึ้นพรวดพราด ถึงกับมีคนมาขนอ้อยจากสุพรรณบุรี ราชบุรี ไปขายแม้จะเสียค่าขนส่งมากเท่าไร ก็ยังมีกำไรเพียบ จากที่ต้องออกแรงผลักดัน กลายเป็นรั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่ มีแต่คนจะปลูกอ้อยคั้นน้ำสุพรรณบุรี 50 กันทั้งนั้น

               ลักษณะพื้นที่เพาะปลูกในภาคใต้ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ดอนมีการปลูกยางพาราเป็นหลัก เกษตรกรอยากปลูกอ้อยในพื้นที่ระหว่างแถวยางปลูกใหม่ก็ติดขัดกับข้อกำหนดในการให้การสงเคราะห์ในการปลูกยาง คำถามและความต้องการเลยพุ่งเข้าหาศูนย์วิจัยพืชไร่สงขลา จากความคุ้นเคยของผมกับอ้อยคั้นน้ำพันธุ์นี้ ประกอบกับผมอยู่ในพื้นที่ภาคใต้มาตั้งแต่เกิด ทราบว่าภาคใต้มีฝนตกชุกและมีการกระจายตัวของฝนค่อนข้างดี งานทดลองเพื่อศึกษาความเหมาะสมในการปลูกอ้อยแซมยางจึงเกิดขึ้นโดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากคุณไววิทย์ บูรณธรรม นักวิชาการเกษตรของศูนย์วิจัยยางสงขลา และองค์การสวนยาง เริ่มดำเนินการในปี 2542 ใช้เวลา 3 ปี คือปลูกอ้อยครั้งหนึ่งแล้วไว้ต่อไปอีก 2 ครั้ง ซึ่งสอดคล้องกับช่วงเวลาการเจริญเติบโตของยางปลูกใหม่พอดี เพราะหลังจากนั้นทรงพุ่มของยางจะใหญ่ขึ้น จนการแก่งแย่งแสงแดดและระบบรากที่แผ่กว้างขึ้นเข้ามาเป็นตัวจำกัด

              ผมทำการทดลองที่ศูนย์วิจัยพืชไร่สงขลา และแปลงปลูกยางขององค์การสวนยางที่นาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช คำตอบที่รอคอยเริ่มเห็นได้ตั้งแต่หลังเก็บเกี่ยวอ้อยในปีแรก คือ การเจริญเติบโตของต้นยางทั้งเส้นรอบวงและความสูง ไม่มีความแตกต่างกันเมื่อวัดด้วยวิธีการทางสถิติ โดยจำนวนลำและน้ำหนักเมื่อคิดต่อพื้นที่ปลูกยาง 1 ไร่นั้น พบว่า ปลูกอ้อยคั้นน้ำแซม 4 แถว ให้ผลผลิจสูงกว่า ผลในปีที่ 2 (อ้อยตอ 1) ก็เป็นไปในลักษณะเดียวกัน งานทดลองสิ้นสุดในปลายปี 2544 โดยแปลงทดลองที่ศูนย์วิจัยพืชไร่สงขลา มีอายุ 3 ปี ซึ่งผลผลิตของอ้อยตอ 2 มีแนวโน้มลดลง โดยการปลูกอ้อย 4 แถว ให้ผบลผลิจน้อยกว่าการปลูก 3 แถว ส่วนการเจริญเติบโตของต้นยางไม่มีความแตกต่างระหว่างการปลูกอ้อยคั้นน้ำเป็นพืชแซม และเมื่อไม่มีการปลูก

              เมื่อคิดผลผลิตโดยเฉลี่ยตลอด 3 ปี พบว่า การปลูกอ้อยคั้นน้ำ 3 แถว ให้ผลผลิต 4,851 ลำ/ไร่ ของพื้นที่ปลูกยาง เป็นน้ำหนักอ้อย 5,184 กก./ไร่ ถ้าขายอ้อยได้กิโลกรัมละ 2 บาท ผู้ปลูกจะมีรายได้เฉลี่ย 10,368 บาท/ไร่/ปี ในขณะที่มีการลงทุนเฉลี่ย 3,252 บาท/ไร่/ปี ส่วนการปลูกอ้อย 4 แถว ให้ผลผลิตได้ 5,817 ลำ/ไร่ ของพื้นที่ปลูกยาง เป็นน้ำหนักอ้อย 6,249 กก./ไร่ ผู้ปลูกจะมีรายได้ เฉลี่ย 12,498 บาท/ไร่/ปี ในขณะที่มีการลงทุนเฉลี่ย 4,199 บาท/ไร่/ปี

              จากข้อมูลที่ได้ทั้งหมด กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางให้การยอบรับผลการทดลองนี้และได้นำไปสู่การเปลี่ยนข้อกำหนดให้สามารถปลูกอ้อยคั้นน้ำเป็นพืชแซมยางได้ โดยได้ออกเป็นคำแนะนำการปลูกอ้อยคั้นน้ำแซมยางพาราอย่างชัดเจน แต่ทั้งนี้ผู้ปลูกต้องพิจารณาถึงปริมาณน้ำฝนและการกระจายของฝนด้วย หากท่านอยู่ในเขตพื้นที่ฝนตกชุกและมีช่วงแล้่งจัดไม่ยาวนาน อ้อยคั้นน้ำแซมยางก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสน

               หากสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อข้อมูลได้ที่หน่วยงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางใกล้บ้านท่าน หรือที่ศูนย์วิจัยพืชไร่สงขลา ตู้ ปณ. 80 ปท.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90110 โทร 074-398201    

จดหมายข่าวผลิใบ
ฉบับที่ 8 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2548