จีน ตลาดส่งออกยางพาราที่สำคัญของไทย

       ไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางพารารายใหญ่ที่สุดในโลก ประเภทของยางพาราที่ไทยส่งออกส่วนใหญ่เป็นยางแผ่นรมควัน รองลงมาคือ ยางแท่งและน้ำยางข้น ตามลำดับ โดยมีจีนเป็นตลาดส่งออกยางพาราที่สำคัญ อันดับสองของไทยรองจากญี่ปุ่น
       ปัจจัยสำคัญที่ทำให้จีนเป็นตลาดส่งออกยางพาราที่น่าสนใจของไทย ได้แก่
       1. จีนมีความต้องการใช้ยางพาราสูงกว่าปริมาณยางพาราที่ผลิตได้ค่อนข้างมาก เนื่องจากในปัจจุบันมีนักลงทุนจากต่างชาติเข้าไปลงทุนตั้งฐานการผลิตยางรถยนต์ในจีนเพิ่มขึ้น ทำให้ในปี 2543 จีนมีความต้องการใช้ยางพาราสูงถึง 970,000 ตัน/ปี ซึ่งมาเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา ขณะที่จีนสามารถผลิตยางพาราได้ประมาณ 500,000 ตัน/ปี เท่านั้น ทำให้จีนต้องนำเข้ายางพาราจากต่างประเทศสูงถึง 470,000 ตัน/ปี
       2. ต้นทุนการผลิตยางพาราของจีนค่อนข้างสูง เนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่ไม่เหมาะสม โดยจีนสามารถปลูกยางพาราได้เฉพาะพื้นที่ในมณฑลทางใต้เท่านั้น ประกอบกับเกษตรกรสวนยางของจีนไม่มีความชำนาญในการเพาะปลูกยางพารา ทำให้ต้นทุนการผลิตยางพาราของจีนค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ รวมทั้งประเทศไทย
       3. จีนจะเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (Word Trade Organization : WTO) ทำให้จีนต้องเร่งเปิดตลาดสินค้าเกษตรมากขึ้น นอกจากนี้ในช่วงกลางปี 2544 รัฐบาลจีนได้เพิ่มโควต้านำเข้ายางพาราอีก 100,000 ตัน จากโควต้านำเข้ายางพาราปกติที่ให้แก่ผู้นำเข้าภายในประเทศราว 240,000 ตัน/ปี โดยโควต้าที่เพิ่มขึ้นนี้รัฐบาจีนตกลงที่จะซื้อยางพาราจากไทย 50,000 ตัน ส่งผลให้ผู้ส่งออกไทยมีลู่ทางขยายการส่งออกยางพาราไปจีนมากขึ้น
       ผู้ส่งออกไทยที่สนใจส่งออกยางพาราไปประเทศจีน ควรทราบข้อมูลเบื้องต้น ดังนี้
       1. อัตราภาษีรัฐบาลจีนเรียกเก็บภาษีนำเข้ายางพาราเฉลี่ยร้อยละ 30 ของราคานำเข้า ทั้งนี้ยางพาราส่วนใหญ่ที่ไทยส่งออกไปจีนเสียภาษีนำเข้า ดังนี้
          - ยางแผ่นรมควัน เรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราร้อยละ 25
          - ยางแท่ง เรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราร้อยละ 25
          - น้ำยางข้น เรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราร้อยละ 20
       อย่างไรก็ตาม ทันทีที่จีนเข้าเป็นสมาชิก WTO จีนตกลงจะลดอัตราภาษีนำเข้ายางพาราลง เหลือเฉลี่ยร้อยละ 20 ของราคานำเข้า
       2. ข้อกำหนดในการนำเข้ายางพารา การนำเข้ายางพาราจากต่างประเทศต้องดำเนินการผ่านบริษัทนำเข้าและส่งออก (Export and Import Firm) ที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลจีนเท่านั้น โดยจีนแบ่งการนำเข้ายางพาราเป็น 2 ประเภท คือ
          2.1 การนำเข้ายางพาราเพื่อใช้ภายในประเทศ สำนักงานคณะกรรมการวางแผนพัฒนาแห่งชาติจีน (State Development Planning Commission) เป็นผู้กำหนดโควต้านำเข้ายางพาราเพื่อใช้ภายในประเทศ โดยพิจารณาจากปริมาณการผลิตและความต้องการใช้ยางพาราในประเทศ ทั้งนี้ผู้ที่ต้องการนำเข้าต้องขอใบอนุญาตนำเข้า (Import License) จากรัฐบาลจีน และต้องเสียภาษีนำเข้าตามอัตราที่กำหนด
          2.2 การนำเข้ายางพารามาเพื่อผลิตส่งออก สามารถนำเข้าได้เสรี โดยไม่มีโควต้านำเข้า แต่ต้องเสียภาษีนำเข้าตามอัตราที่กำหนด อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกที่นำเข้ายางพาราสามารถขอคืนภาษีนำเข้าได้อีกด้วย
       3. คู่แข่งในตลาดยางพาราของจีน ในปี 2543 ไทยครองส่วนแบ่งตลาดยางพาราในจีนมากที่สุดถึงร้อยละ 67 ของมูลค่าการนำเข้ายางพารารวมของจีน รองลงมา คือ มาเลเซีย (ร้อยละ 13.5) เวียดนาม (ร้อยละ 7.6) และอินโดนีเซีย (ร้อยละ 6.3) ตามลำดับ
       4. ประเภทของยางพาราที่จีนนำเข้าจากไทยในปี 2543 ยางพาราที่จีนนำเข้าจากไทยมากที่สุด คือ ยางแท่ง โดยมีสัดส่วนถึงร้อยละ 47 ของมูลค่าการนำเข้ายางพาราทั้งหมดจากไทย รองลงมาคือ ยางแผ่นรมควัน (ร้อยละ 41.8) โดยยางพาราส่วนใหญ่จีนนำเข้าไปเพื่อใช้ผลิตยางรถยนต์

จดหมายข่าวเกษตารและสหรณ์
ปีที่ 1 ฉบับที่ 5 เดือนกันยายน-ตุลาคม 2544