Super User

Super User

ผู้ดูแลระบบ

สถานการณ์ตลาดและราคายางช่วงวันที่ 7 - 11 มีนาคม 2559 การเคลื่อนไหวของราคายางปรับตัวสูงขึ้นทุกตลาด สาเหตุเพราะ
1. ปริมาณผลผลิตยางธรรมชาติที่ออกสู่ตลาดมีปริมาณน้อย โดยเฉพาะภาคใต้ของไทยอยู่ในช่วงฤดูยางผลัดใบ เช่นเดียวกับอินโดนีเซียและมาเลเซีย ขณะที่ผู้ประกอบการ
เร่งซื้อเพราะเกรงจะขาดแคลนยาง เนื่องจากสภาพอากาศที่แห้งแล้งและร้อนจัด จะทำให้ฤดูเปิดกรีดต้องล่าช้าออกไป
2. ราคาน้ำยางสดปรับตัวสูงขึ้นอยู่ในระดับกิโลกรัมละ 45.00 บาท เทียบกับสัปดาห์ก่อนอยู่ในช่วงกิโลกรัมละ 39.00 - 41.00 บาท ทำให้เกษตรกรขายน้ำยางสดเพิ่มขึ้น
3. ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นอยู่ในระดับ 36.50 - 38.50 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล (เฉลี่ย 37.81 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล) เทียบกับสัปดาห์ก่อนที่ 33.758 - 35.92
ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล (เฉลี่ย 34.66 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล) หรือสูงขึ้นร้อยละ 9.09 ส่งผลให้นักเก็งกำไรหันมาซื้อยางธรรมชาติมากขึ้น เห็นได้จากราคายางตลาดโตเกียวและ
สิงคโปร์ล่วงหน้า 1 เดือน ปรับตัวสูงขึ้นอยู่ที่กิโลกรัมละ 146.38 เซนต์สหรัฐ และ 143.08 เซนต์สหรัฐ หรือสูงขึ้นร้อยละ 6.66 และ 5.35 ตามลำดับ
4. ความต้องการยางเพื่อส่งมอบของผู้ประกอบการในประเทศ และสาเหตุจากข้อ 1 จึงเกิดการแข่งขันซื้อสูง ส่งผลให้เกษตรกรขายยางได้ราคาสูงขึ้นตลอดสัปดาห์ โดยมี
ราคาสูงกว่าสัปดาห์ก่อนกิโลกรัมละ 3.39 บาท หรือสูงขึ้นถึงร้อยละ 8.11
5. ข้อมูลทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุน
5.1 รัฐบาลจีนยืนยันว่าสามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจตามแผนพัฒนาระยะ 5 ปี โดยมีเป้าหมายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ แม้ว่าจีนจะเผชิญ
กับภาวะทางเศรษฐกิจในต่างประเทศที่มีความซับซ้อนและท้าทาย
5.2 นักลงทุนตอบรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางยุโรป (ECB) รวมถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในการประชุมเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2559
5.3 นักลงทุนมีมุมมองบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังจากสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลด้านแรงงานที่แข็งแกร่ง ขณะที่ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 7 เดือน
5.4 รัฐบาลญี่ปุ่นปรับเพิ่มปริมาณการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4 ปี 2558 หดตัวลงร้อยละ 1.1 จากประมาณการเบื้องต้นที่ระบุ
ว่าหดตัวร้อยละ 1.4
สำหรับราคายางในช่วงวันที่ 14 - 18 มีนาคม 2559 คาดว่าโอกาสที่เกษตรกรจะขายยางได้ในราคาสูงขึ้นยังมีอยู่ เนื่องจากมีปัจจัยบวกที่สำคัญคือ ปริมาณผลผลิตที่ออกสู่
ตลาดน้อยในฤดูยางผลัดใบ ทำให้ผู้ประกอบการเร่งซื้อ อย่างไรก็ตาม เงินเยนและเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่า รวมทั้งราคาน้ำมันดิบที่ผันผวนอยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับนักลงทุนวิตก
กังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีน หลังจากจีนเปิดเผยข้อมูลส่งออกเดือนกุมภาพันธ์ลดลงร้อยละ 20.6 ยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันราคายางได้ในระดับหนึ่ง

นายดักลาส โอเบอร์เฮลแมน ประธานและซีอีโอของแคทเทอร์พิลลาร์ บริษัทผู้ผลิตเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้างและเหมืองแร่ชั้นนำของ สหรัฐ เปิดเผยว่า การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจของจีนสู่การขยายตัวที่ชะลอลงแต่มีคุณภาพมากยิ่ง ขึ้นนั้น จะส่งผลดีต่อนานาประเทศ

นายโอเบอร์เฮลแมนเปิดเผยนอกรอบการประชุม China Development Forum 2016 ว่า ไม่มีประเทศเศรษฐกิจใดที่มีขนาดเท่ากับจีน จะสามารถรักษาระดับการขยายตัวที่อัตราตัวเลขสองหลักได้ และการเปลี่ยนผ่านสู่อัตราการขยายตัวที่ 6.5%-7% ถือว่ามี "ความแข็งแกร่งมาก"

ซีอีโอแคทเทอร์พิลลาร์ยังได้แสดงความชื่นชมต่อแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมระยะ 5 ปีฉบับที่ 13 ของจีนที่มีการเปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยกล่าวว่า "องค์ประกอบในแผนพัฒนาเหมาะสมกับช่วงเวลาปัจจุบันอย่างมาก"

"จีนกำลังเดินหน้าการปฏิรูปโครงสร้างในเชิงลึก ซึ่งจะช่วยหนุนการขยายตัวในอนาคตหากดำเนินการสำเร็จแล้ว" ซีอีโอแคเทอร์พิลลาร์กล่าว

นอกจากนี้ เป้าหมายการทำให้อากาศสะอาดยิ่งขึ้นของจีน จะสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับแคเทอร์พิลลาร์ เนื่องจากบริษัทสามารถผลิตเครื่องจักรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้อย่าง ครอบคลุม

นายโอเบอร์เฮลแมนกล่าวเสริมว่า โครงการ Belt and Road Initiative อาจหมายถึงการขยายตัวของบริษัทต่างชาติอย่างแคทเทอร์พิลลาร์ ซึ่งได้ก่อตั้งบริษัทสาขาจำนวนมากสำหรับโครงการนี้โดยเฉพาะ

ด้านภาคการผลิตของจีนกำลังปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน เนื่องจากเครื่องขุดเจาะของแคเทอร์พิลลาร์ที่ผลิตในจีน มีคุณภาพสูงกว่าเครื่องที่ผลิตในญี่ปุ่น โดยนายโอเบอร์เฮลแมนกล่าวว่า "ลูกค้าบางแห่งนิยมใช้เครื่องขุดเจาะที่ผลิตในจีนมากกว่า"

แม้ว่าในขณะนี้ จีนกำลังประสบภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจ แต่จีนยังคงขยายตัวเร็วกว่าอัตราเฉลี่ยทั่วโลกถึง 2 เท่า ซีอีโอแคทเทอร์พิลลาร์กล่าวเสริมว่า อัตราการขยายตัวที่ 6.5%-7% ในอีก 5 ปีข้างหน้านี้ยังจะต้องอาศัยการลงทุนเพิ่มขึ้น

"เราลงทุนครั้งใหญ่ในจีนในตลอด 20 ปีที่ผ่านมานี้ และเราจะลงทุนในจีนต่อไปอีกในอนาคต" นายโอเบอร์เฮลแมนทิ้งท้าย

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควทส์
วันอังคารที่ 22 มีนาคม 2559
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ระยะที่ 3 (แผนพัฒนาฯ ระยะที่ 3) ตามที่กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยได้ร่วมกันนำเสนอ
สำหรับแผนพัฒนาฯ ระยะที่ 3 (2559–2563) จัดทำขึ้นเพื่อกำหนดและทิศทางการพัฒนาระบบสถาบันการเงินสำหรับเตรียมความ พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยวิสัยทัศน์ของแผนพัฒนาฯ ระยะที่ 3 คือ ระบบสถาบันการเงินไทยแข่งขันได้ สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายขึ้นด้วยราคาที่เป็นธรรม และสนับสนุนการเชื่อมโยงการค้าการลงทุนในภูมิภาค ภายใต้การกำกับดูแลเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน หรือตามแนวคิด “แข่งได้ เข้าถึง เชื่อมโยง ยั่งยืน"

แผนดังกล่าวมีกรอบนโยบายหลัก 4 ด้าน ดังนี้ 1. ส่งเสริมการใช้บริการทางการเงินและการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ (Digitization & Efficiency) โดยสนับสนุนให้ผู้ให้บริการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มีผลิตภัณฑ์ และบริการที่สอดรับความต้องการของผู้ใช้บริการ ส่งเสริมการให้ความรู้และสร้างความมั่นใจแก่ผู้ใช้บริการและทบทวนกลไกราคา เพื่อกระตุ้นการใช้บริการทางการเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์

ขณะเดียวกัน ธปท.จะสนับสนุนแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบ อิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment) ของภาครัฐ อีกทั้ง สนับสนุนให้พัฒนากระบวนการทำงานภายในให้เป็นอัตโนมัติ และมีการเชื่อมโยงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่งเสริมการใช้โครงสร้างพื้นฐานกลางร่วมกัน และมีระบบติดตามการทุจริตทางการเงิน (Fraud monitoring system) เพื่อป้องกันความเสี่ยงทางไซเบอร์ (Cyber risk)

นอกจากนี้ ในการส่งเสริมประสิทธิภาพและเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน ธปท. จะประเมินโครงสร้างระบบสถาบันการเงินและกำหนดภูมิทัศน์ (Landscape) ที่เหมาะสม เพื่อให้ระบบสถาบันการเงินมีความมั่นคงมีเสถียรภาพ และรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจการเงินของประเทศในระยะต่อไป

2. สนับสนุนการเชื่อมต่อการค้าการลงทุนในภูมิภาค (Regionalization) เพื่อเพิ่มศักยภาพของระบบการเงินไทยในการสนับสนุนการขยายตัวของการค้าการลง ทุนและการเชื่อมโยงของประเทศในภูมิภาค รองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) และการขยายตัวของธุรกิจไทยไปยังกลุ่มภูมิภาคดังกล่าว โดยมีมาตรการที่สำคัญ เช่น การเจรจาเปิดเสรีภาคการธนาคารในกลุ่มอาเซียน (Qualified ASEAN Banks: QABs) และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินระหว่างประเทศ รวมถึงสร้างสภาพแวดล้อมทางการเงินให้เอื้อต่อการเชื่อมโยงการค้าการลงทุนใน อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

3. ส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงิน (Access) เพื่อให้ประชาชนรายย่อย กลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ เข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างเหมาะสม ทั่วถึง และสอดคล้องกับความต้องการ โดยส่งเสริมให้ผู้ให้บริการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินให้สอดคล้อง กับความต้องการ ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เพิ่มช่องทางการในการเข้าถึงในพื้นที่ต่าง ๆ ให้มากขึ้น รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่จำเป็นของระบบสถาบันการเงินเพื่อ เพิ่มโอกาสให้ SMEs ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านสถาบันการเงินและช่องทางอื่น

นอกจากนี้ ธปท. จะสนับสนุนการดำเนินการตามแผนพัฒนาตลาดทุนไทยเพื่อส่งเสริมและพัฒนาสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการระดมทุนของภาคเอกชน

4. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Enablers) เพื่อสนับสนุนวิสัยทัศน์ของแผนพัฒนาฯ ระยะที่ 3 จึงจะมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ในระบบการเงินควบคู่กันไป ทั้งการพัฒนาบุคลากรทางการเงิน การส่งเสริมความรู้ทางการเงินและความคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน การสนับสนุนให้มีกฎหมายทางการเงินที่เอื้อต่อการบริหารความเสี่ยงและการ ดำเนินธุรกิจของสถาบันการเงิน รวมทั้งการพัฒนาเกณฑ์การกำกับดูแลสถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงิน ให้เหมาะสมตามมาตรฐานสากลเพื่อรักษาเสถียรภาพโดยรวมของระบบ

ธปท.ระบุว่า การดำเนินงานตามแผนพัฒนาฯ ระยะที่ 3 จะเป็นประโยชน์ในวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจการเงินไทย และช่วยให้มีการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม (Inclusive growth) โดยเพิ่มโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินและสินเชื่อ ด้วยช่องทางที่หลากหลายและมีต้นทุนรวมทั้งค่าธรรมเนียมที่เหมาะสม เป็นการสร้างโอกาสใหม่ ๆ สำหรับการดำเนินธุรกิจการประกอบอาชีพ การศึกษา และการพัฒนาคุณภาพชีวิต

ขณะเดียวกันการส่งเสริมความรู้ทางการเงินอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ ประชาชนและภาคธุรกิจมีการบริหารจัดการทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สอดคล้องกับความต้องการ พร้อมกันนี้ มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินของ ธปท.และการกำกับดูแลสถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงินที่เป็นมาตรฐาน สากลจะช่วยดูแลและสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนและธุรกิจ ผู้ใช้บริการด้วย

โดยระบบสถาบันการเงินไทยภายหลังแผนพัฒนาฯ ระยะที่ 3 จะมีลักษณะดังนี้ สถาบันการเงินไทยแข่งขันได้ทั้งในและต่างประเทศ โดยมีต้นทุนดำเนินงานต่ำ มีบริการที่ครบถ้วนและหลากหลาย ด้วยราคาที่เหมาะสมเป็นธรรม, ประชาชนรายย่อย SMEs และธุรกิจขนาดใหญ่ สามารถเข้าถึงบริการและผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้อย่างเหมาะสม ทั่วถึง และตรงกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคต, สถาบันการเงินไทยมีบทบาทในภูมิภาค และมีบริการระหว่างประเทศมากขึ้น เพื่อสนับสนุนการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ, ระบบสถาบันการเงินไทยมีเสถียรภาพ เพื่อรองรับการเติบโตของประเทศและสนับสนุนความอยู่ดีกินดีของประชาชนอย่าง ยั่งยืน


ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)
วันอังคารที่ 22 มีนาคม 2559 14:57:12 น.


กทม.รับแผนร่วมมือรัฐช่วยชาวสวนยางฯ พร้อมตั้งงบ7ล้าน ปรับลานกีฬา "สวนรถไฟ" เล็งสานขอกระทรวงวิทย์ฯนั่งเก้าอี้เป็นที่ปรึกษา


น.ส.ปราณี สัตยประกอบ ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว(สวท.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวถึงกรณีที่ ผู้ว่าฯกทม.สนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ในการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพารา โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานสังกัดกทม.สนับสนุนการจัดซื้อยางพาราเพื่อใช้ใน ภาระกิจของกทม.จำนวน 2,000 ตัน ว่า ภารกิจที่กทม.จะนำยางพารามาใช้ประกอบด้วย 1.การปรับปรุงพื้นที่ลานกีฬา สนามเด็กเล่น ลู่วิ่ง 2.ผสมแอสฟัลต์ในการปรับปรุงผิวทางถนนและซอย 3.ผลิตอุปกรณ์ต่างๆเช่นทุ่นดักเก็บขยะทางน้ำ ตัวหนอนปูพื้นทางเดินเท้า 4.จัดทำพื้นสำหรับติดตั้งเครื่องเล่นเด็กในโรงเรียนสังกัดกทม. 5.ปรับปรุงลู่วิ่ง ลู่จักรยานและบล็อกตัวหนอนในสวนสาธารณะ 6.ส่งเสริมผลิตภัณฑ์แบงค๊อกแบรนด์ เน้นสินค้าที่ผลิตจากยางพารา และ7.จัดทำอุปกรณ์จราจรและเส้นทางจักรยาน ทั้งนี้ สวท.พิจารณาแล้วเห็นว่าสำนักงานเขตมีลานกีฬารวม 1,206 แห่ง ซึ่งสามารถใช้ผลิตภัณฑ์และการใช้ประโยชน์จากยางพารา ได้ จึงให้สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต ทำการสำรวจออกแบบประมาณราคาในการปรับปรุงลานกีฬาพื้นที่ละ 3-4 แห่ง และขอจัดสรรงบประมาณปี 60 ที่สำนักงบประมาณกทม.เพื่อดำเนินการ

น.ส.ปราณี กล่าวต่อว่า ส่วนในปี 2559 นี้ สวท.ได้เสนอของบประมาณ 7 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงลานกีฬาที่สวนวชิรบเญจทัศ (สวนรถไฟ) โดยใช้ยางพาราเป็นส่วนประกอบในการปรับปรุง ประกอบด้วย สนามฟุตซอลจำนวน 5 สนาม ลานแอโรบิค 1 ลาน และสนามเด็กเล่น 1 ลาน ขณะเดียวกันกทม.จะประสานกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อเป็นที่ปรึกษาโครงการปรับปรุงลานกีฬาด้วยยางพารา เนื่องจากมีความรู้ ความชำนาญ มีอุปกรณ์เครื่องมือ และเคยสร้างลานกีฬาเอนกประสงค์ ซึ่งมีส่วนผสมของยางพาราที่โรงเรียนบางยี่ขันวิทยาคมมอบให้กับกทม.อีกด้วย ทั้งนี้ หากสำนักงบประมาณอนุมัติงบให้ภายในเดือนมี.ค.นี้ สวท.จะใช้เวลาประมูลหาผู้รับจ้าง 48 วัน และตั้งเป้าการปรับปรุงลานกีฬาที่สวนรถไฟให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน

ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ (21/03/59)

แม้ จะเริ่มราวกลางปี 2558 จากนโยบายนายกรัฐมนตรีที่ให้หน่วยงานต่างๆ เพิ่มการใช้ยางพาราในประเทศ พร้อมทั้งแนะให้ใช้เป็นวัตถุดิบผลิตชิ้นส่วนใช้ในระบบราง กระทั่งเป็นที่มาของ “แผ่นรองรางรถไฟจากยางพารา” ผลิตภัณฑ์น้องใหม่ในเครืออีโนเว รับเบอร์(ประเทศไทย) ที่ทำเม็ดเงินเข้าบริษัทเรียบร้อยแล้ว

ประเทศไทยผลิตและส่งออกแผ่นรองรางฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายขยายเส้นทางเดินรถไฟและสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงให้ ครอบคลุมทั่วประเทศในอนาคต ส่งผลให้ความต้องการใช้แผ่นรองรางฯ มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยปี 2556 มีมูลค่าการนำเข้า 38.73 ล้านบาท เพิ่มจากปี 2554 ที่มูลค่าการนำเข้าเพียง 7.72 ล้านบาท

แผ่นยางรองรางรถไฟวางอยู่ระหว่างหมอนรองรางกับรางรถไฟ ทำหน้าที่ลดการสั่นสะเทือนขณะที่รถไฟเคลื่อนที่ผ่าน เป็นแผ่นสี่เหลี่ยมหนาประมาณ 2-12 มิลลิเมตร ความยาว 18 เซนติเมตร ความกว้าง 10 เซนติเมตร ในระยะทาง 1 กิโลเมตรจะใช้ 3,300 ชิ้น ซึ่งใช้วัตถุดิบยางพาราในการผลิตประมาณ 290 กิโลกรัม หากมีการผลิตป้อนให้ระบบรางของไทยซึ่งรวมระยะทางประมาณ 4,300 กิโลเมตร คาดว่าจะต้องใช้ยางธรรมชาติมากถึง 1,200 ตัน และในอนาคตหากมีการขยายระบบรางเป็น 8,400 กิโลเมตร ย่อมหมายถึงการระบายยางในสต็อกได้มากถึง 2,400 ตัน จากปริมาณในสต็อก 6.42 แสนตัน (ข้อมูลตัวเลขเบื้องต้นจากสถาบันวิจัยยาง)

กลางปีที่ผ่านมา ธเนศ สุขโต และอมร อาจินสมาจาร นักวิจัยบริษัท ไอ อาร์ ซี (เอเซีย) รีเสิร์ช จำกัด ในเครือ บมจ.อีโนเว รับเบอร์ (ประเทศไทย) รับโจทย์จากบริษัทแม่มาขบคิดหาสูตรพัฒนาแผ่นรองรางรถไฟ ที่ใช้น้ำยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบ 100% โดยไม่ผสมทั้งเม็ดพลาสติกและยางสังเคราะห์ แม้ว่าแผ่นรองรางฯที่ผลิตจากพลาสติกจะมีต้นทุนต่ำและอายุการใช้งานยาวนาน แต่แผ่นรองรางฯที่ทำจากยางจะช่วยดูดซับพลังงานและยืดอายุการใช้งานของหมอน คอนกรีตได้ดีกว่า ขณะที่คุณสมบัติของยางสังเคราะห์จะทนกว่าพลาสติกและยางธรรมชาติแต่ต้นทุนก็ สูงกว่ามากเช่นกัน

ธเนศ กล่าวว่า หัวใจหลักในการพัฒนาคือ วิศวกรรมย้อนรอย โดยนำเข้าแผ่นยางจากต่างประเทศมาวิเคราะห์อย่างละเอียดทั้งสูตรเคมีและ คุณสมบัติต่างๆ เช่น ความคงทน ความแข็งแรง ความยืดหยุ่น ทนต่อโอโซนและความร้อน จากนั้นนำข้อมูลความรู้นั้นมาพัฒนาให้มีคุณสมบัติดีกว่า เบื้องต้นคิดค้นสูตรเคมีประกอบตามเกณฑ์ สมอ.ได้ 7 สูตร จากนั้นนำมาทดสอบดูคุณสมบัติแต่ละด้าน เปรียบเทียบกับมาตรฐานต่างประเทศ กระทั่งได้คำตอบดีที่สุดในเรื่องอายุการใช้งานคือ สูตร 6 แต่ก็มีขั้นตอนการผลิตที่ซับซ้อนเกินไป คำตอบจึงมาลงตัวที่สูตร 7 ซึ่งมีความเหมาะสมทั้งด้านต้นทุนและสูตรผลิต อีกทั้งเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้าในอนาคต ทางบริษัทจึงตั้งคุณสมบัติอ้างอิงมาตรฐานต่างประเทศ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานกลางของ สมอ.ในเรื่องแผ่นยางรองรางรถไฟจากยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์ ซึ่งเพิ่งประกาศใช้เมื่อปี 2558

“แผ่นรองรางฯ ที่ไทยผลิตมีทั้งแบบพลาสติกและยางสังเคราะห์ แต่ยังไม่มีที่เป็นยางพารา 100% เราจึงเป็นผู้ผลิตรายแรกในประเทศ โดยคิดค้นสูตรเคมีที่นำมาผสมในน้ำยางให้มีคุณสมบัติตามที่ผู้ใช้ต้องการทั้ง ความแข็งแรง ความยืดหยุ่น ทนต่อความร้อนและโอโซนซึ่งส่งผลต่อคุณภาพยางอย่างมาก ทั้งยังต้องคืนรูปได้เร็วอีกด้วยหลังจากถูกขบวนรถกดทับ” อมร กล่าว
ทั้งนี้ การพัฒนาสูตรได้ทำร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค สวทช.) ส่วนการทดสอบชิ้นงานต้นแบบทำร่วมกับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

ทั้งนี้ บมจ.อีโนเว รับเบอร์ (ประเทศไทย) เป็นบริษัทผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ยางสำหรับผู้อุปโภคโดยตรง ได้แก่ ยางรถจักรยานยนต์ “IRC” ชิ้นส่วนสำหรับใช้ในการประกอบรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ตลอดจนผลิตภัณฑ์ยางใช้ในระบบชลประทานและอุตสาหกรรมก่อสร้าง เป็นต้น อีกทั้ง บริษัทฯ ยังมีประสบการณ์ด้านการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาง และการบริหารกระบวนการผลิตที่มีคุณภาพระดับสูง ได้มาตรฐานสากลมามากกว่า 42 ปี ตลอดจนการลงทุนทำวิจัยและพัฒนาทางด้านผลิตภัณฑ์และวัสดุที่เกี่ยวข้อง ภายใต้การส่งเสริมของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมามากกว่า 18 ปี ซึ่งเป็นการลงทุนทางด้านบุคลากรทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เครื่องทดสอบ ระบบทดสอบต่างๆ รวมมูลค่ากว่า 700 ล้านบาท

 

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ (วันที่ 21 มีนาคม 2559)

กยท.หารือ สถาบันเกษตรกรจัดสรรโควตายางแผ่นรมควัน-ยางแท่งส่งซิโนเค็ม 2 แสนตัน คาดรับออร์เดอร์ได้ไม่เกิน 30% ผู้ส่งออกพร้อมช่วยประทับตรายางที่ส่งออกเพื่อสร้างความมั่นใจให้จีน ด้าน "ฉัตรชัย" ยันไม่ขยับราคาซื้อ 1 แสนตันจาก 45 บาท/กก.ขึ้นไปอีก

แหล่งข่าววงการยาง เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า คณะกรรมการบริหาร กยท. ผู้บริหาร กยท.และสถาบันเกษตรกรจะมีการประชุมร่วม 3 ฝ่ายเพื่อพิจารณาแบ่งสรรปันส่วนปริมาณยางแผ่นรมควันและยางแท่งที่ กยท.ขายให้กลุ่มซิโนเค็มของจีนจำนวน 2 แสนตัน และจะเริ่มส่งมอบในเดือน เม.ย.นี้ ซึ่งต้องดูความพร้อมของสถาบันเกษตรกรแต่ละแห่งว่าจะขายยางให้ กยท.ได้จำนวนเท่าใด รวมกันแล้วอาจจะได้โควตารวมประมาณ 10-30% ปัจจุบันสถาบันเกษตรกรมีโรงงานที่ได้มาตรฐานการผลิต GMP ที่พร้อมจะแปรรูปยางแล้ว 12 โรง ที่เหลือ 70-90% กยท.จะต้องซื้อยางจากกลุ่ม 5 เสือส่งออกตามที่จีนกำหนด

อย่างไรก็ตาม ทางจีนต้องการให้กลุ่ม 5 เสือประทับตรารับรองผลิตภัณฑ์ยางของสถาบันเกษตรกรที่จะส่งออก ดังนั้นทาง กยท.จึงได้เจรจากับ 5 กลุ่มผู้ส่งออกดังกล่าว ปรากฏว่า กลุ่ม บมจ.ไทยฮั้วยางพารา บางสาขา กลุ่มบริษัททองไทย จ.นครศรีธรรมราช และกลุ่มบริษัทเซ้าท์แลนด์ รับเบอร์ พร้อมจะประทับตรารับรองให้ การส่งออกให้จีนในลอตแรกเดือน เม.ย.นี้ จึงไม่น่าจะมีปัญหา

"เมื่อพิจารณาออร์เดอร์ที่ กยท.จะต้องซื้อยางให้ภาคเอกชนที่จะต้องนำไปผลิตเพื่อส่งมอบแก่หน่วย งานราชการ 1 แสนตัน และออร์เดอร์จากจีน 2 แสนตัน หากถึงฤดูเปิดกรีดยางใหม่มาถึง ราคายางไม่น่าจะมีปัญหา หากงานทั้ง 2 ส่วนไม่สะดุด"

แหล่งข่าวกล่าวว่า ล่าสุดสถาบันเกษตรกรแห่งใดมีปริมาณยางอยู่เท่าใด สามารถขายให้ กยท.ได้เต็มที่ในการส่งมอบแก่จีน 2 ลอตคือ เดือน เม.ย.-พ.ค.นี้ เนื่องจากก่อนหน้านี้สถาบันเกษตรกรขายยางออกไปมากจนเหลือน้อย และหากจะขายเป็นยางแผ่นรมควันชั้น 3 ไม่จำเป็นต้องอัดก้อน กยท.พร้อมจะจ้างโรงงานแปรรูปอัดเป็นก้อนต่อไป ส่วนราคารับซื้อ กยท.จะกำหนดราคาในขั้นต่อไปพร้อมกับพรีเมี่ยมเพิ่มเติมตามคุณภาพยาง

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้พื้นที่กรีดยางส่วนใหญ่ของไทยโดยเฉพาะภาคใต้ เข้าสู่ฤดูปิดกรีด ไม่มีน้ำยางออกสู่ตลาด สต๊อกยางในโลกขณะนี้มีปริมาณไม่ได้สูงอย่างที่เคยประมาณการไว้ โดยเฉพาะสต๊อกยางของจีนขณะนี้แทบไม่มี ส่งผลให้ราคายางปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยราคาในประเทศสูงกว่าราคาที่รัฐบาลรับซื้อในโครงการ รับซื้อยาง 1 แสนตันราคา 45 บาท/กก. และราคาเอฟโอบีอยู่ที่ราคาสูงกว่า 50 บาท/กก. ซึ่งการปรับเพิ่มของราคายางพาราในประเทศ ที่ขณะนี้สูงกว่าราคารับซื้อ รัฐบาลจะยังไม่ปรับราคารับซื้อยางพาราเพื่อชี้นำตลาดให้สูงขึ้นแต่อย่างใด

สำหรับการส่งมอบยางพาราตามสัญญาซื้อขายผลิตภัณฑ์ยางระหว่างการยางแห่งประเทศ ไทย (กยท.) กับกลุ่มซิโนเค็มของจีนจำนวน 2 แสนตัน ประกอบด้วยยางแผ่นรมควันชั้น 3 จำนวน 1.5 แสนตัน และยางแท่ง จำนวน 5 หมื่นตัน ผลิตไม่เกิน 3 เดือน โดยจะส่งมอบยางเฉลี่ยเดือนละ 1.66 หมื่นตัน เริ่มส่งได้เดือนแรก เม.ย. 2559 ขณะนี้ กยท.อยู่ระหว่างการรวบรวมยางพารา ซึ่งยอมรับว่าปริมาณยางช่วงนี้มีไม่มากพอที่จะส่งมอบให้กับกลุ่มซิโนเค็ม จึงได้สั่งการให้ กยท.เร่งทำสัญญารับซื้อยางจากเกษตรกรเพื่อให้ทันส่งมอบ จึงเชื่อว่าการตกลงซื้อขายยางพาราระหว่างไทยและจีนในลอตนี้ไม่น่าจะมีปัญหา กยท.น่าจะสามารถรวบรวมยางเพื่อส่งมอบได้ทัน

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ (วันที่ 21 มีนาคม 2559)

แม้ปัจจัยการลดลงของการค้าโลกและราคาน้ำมัน ตามด้วยสินค้าโภคภัณฑ์และความผันผวนของค่าเงิน จะทำให้แนวโน้มภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศอินโดนีเซียดูไม่สดใส แต่นักวิเคราะห์ตลาดทุนกลับมองว่าเศรษฐกิจเมืองอิเหนาปีนี้จะกลับมาขยายตัว ได้อีกครั้งจากความเชื่อมั่นในตัวประธานาธิบดี โจโควี วิโดโด หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า ‘โจโควี’

หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทม์สอ้าง นาย เฮรัลด์ ฟาน เดอ ลินด์ นักวิเคราะห์ยุทธศาสตร์หุ้นเอเชียของธนาคารเอชเอสบีซี ระบุว่า เศรษฐกิจอินโดนีเซียในปี 2559 อาจจะเป็นแบบเดียวกับประเทศอินเดียในปี 2558 ที่ขยายตัวอย่างมาก
ไฟแนนเชียลไทม์ส ระบุว่า ประเทศอินโดนีเซียมีปัญหาต้องแข่งแย่งนักลงทุนกับอินเดียและจีนเสมอ แต่ขณะนี้ดูเหมือนว่านักลงทุนเริ่มหันมาให้ความสนใจกับอินโดนีเซีย โดยมีผลมาจาก 2 ปัจจัย คือตลาดหุ้นจาการ์ตาเป็นบวกได้ แม้นักลงทุนทั่วโลกจะระมัดระวังการลงทุนในตลาดหุ้นเศรษฐกิจเกิดใหม่ ส่วนปัจจัยที่ 2 คือความเชื่อว่าประธานาธิบดีโจโควี จะสามารถปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจได้

ล่าสุดดัชนีตลาดหุ้นอินโดนีเซียเป็นบวก 4.8% ในราคาเงินรูเปียห์และ 9.7% ในราคาเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ติดอันดับ 1 ใน 10 ตลาดหุ้นผลงานดีเด่นทั่วโลก เป็นผลงานที่ถ่วงน้ำหนักลดลงจากปัจจัยความกลัวเศรษฐกิจจีนเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกเฉลี่ยลดลง

รายงานระบุว่า ตลาดหุ้นจาการ์ตาเป็นบวก หลังจากที่ต้องประสบกับปัญหาหลายด้านทั้งราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทำให้การขยายตัว ทางเศรษฐกิจต่ำกว่า 5% และค่าเงินอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง แต่นักลงทุนต่างประเทศเริ่มมีความเชื่อมั่นในตัวประธานาธิบดีโจโควี ว่าจะสามารถรวมพลังผู้สนับสนุนให้สามารถปฏิรูปเศรษฐกิจได้สำเร็จซึ่งจะมีผล ให้เศรษฐกิจกลับมาขยายตัวอีกครั้งหนึ่งได้

นาย เดวิด มานน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์สำหรับเอเชียของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด กล่าวว่า “ประเทศที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนในภูมิภาคนี้คือ ประเทศที่ได้ทำได้ดีในสิ่งที่บอกว่าจะทำ ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วคนทั่วไปคิดว่าถ้ามีการทำในสิ่งที่ควรทำ ก็จะทำให้เกิดการเติบโตได้”

ล่าสุดรัฐบาลของประธานาธิบดี โจโควี ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาเป็นระลอก มีทั้งการลดขั้นตอนราชการ การเร่งโครงการโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ หลังจากที่การเพิ่มงบประมาณลงทุนของรัฐ 7.3% ยังไม่มีผลให้เศรษฐกิจขยายตัวตามเป้าโดยในไตรมาสที่แล้วเศรษฐกิจของ อินโดนีเซียขยายตัวเพียง 5%

ไฟแนนเชียลไทม์ส รายงานว่า การปรับเปลี่ยนท่าทีของรัฐบาลหันมาเป็นมิตรและสนับสนุนการลงทุนต่างชาติมาก ขึ้น เกิดขึ้นหลังจากที่สื่อต่างชาติวิจารณ์โจโควีว่า มีนโยบายปกป้องประเทศด้วยการประกาศให้ต่างชาติที่มาทำงานในอินโดนีเซียต้อง ผ่านการทดสอบทางด้านภาษาท้องถิ่นและขึ้นภาษีนำเข้า

นายจาฮานเซบ นาซิร (Jahanzeb Naseer) นักวิเคราะห์จากธนาคารเครดิตสวิส กล่าวว่า “ความเปลี่ยนแปลงจากปลายปีที่แล้วคือ รัฐบาลเริ่มใช้จ่ายอย่างมากซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นการเจริญเติบโต” ขณะที่นักวิเคราะห์คนอื่นระบุว่า โครงการก่อสร้างทำให้แรงงานมีงานทำและส่งผลต่อสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ บุหรี่ ของขบเคี้ยว บัตรเติมเงินโทรศัพท์
นายเฮ็นรี่ ซู หัวหน้าฝ่ายวิจัยของบริษัทหลักทรัพย์ บาฮาน่า กล่าวว่า “โจโควี กำลังช่วยกลุ่มคนระดับล่างด้วยการสร้างงาน ผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน”

การสร้างงานให้คนระดับล่างของรัฐบาลอินโดนีเซีย เริ่มส่งผลโดยมีรายงานว่า หุ้นของบริษัท เอชเอ็มซัมโปน่า ในเครือของฟิลิป มอรีส ขายบุหรี่และบริษัทอินโดฟู้ด ขายบะหมี่สำเร็จรูป ซึ่งเป็นสินค้าของคนระดับล่างมีราคาขึ้นทั้ง 2 ตัว

นายนาซีร์ กล่าวว่า สินค้าอุปโภคบริโภคที่มีแนวโน้มขายได้มากขึ้นจะทำให้อุตสาหกรรมโฆษณาขยายตัว ตามและทำให้หุ้นสื่อมีราคาขึ้นไปด้วย โดยขณะนี้หุ้นของบริษัท มีเดียนูซานทาราซิตรา มีราคาเพิ่มขึ้นกว่า 23% แล้ว

นักวิเคราะห์เชื่อว่า การลงทุนรัฐที่เพิ่มขึ้น ระดับเงินเฟ้อที่ต่ำ และการลดดอกเบี้ยของแบงก์ชาติอินโดฯจาก 7.5% เหลือ 7% เมื่อช่วงต้นปีและการชะลอการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริกาที่ช่วยสร้าง เสถียรภาพให้ค่าเงินรูเปียห์ เป็นปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติหันกลับมาสนใจตลาดทุนอินโดนีเซีย

บริษัทหลักทรัพย์ บาฮาน่า คาดว่า แบงก์ชาติอินโดฯจะลดดอกเบี้ยพื้นฐานลงอีกครั้งเหลือ 6.25% ในช่วงปลายปีซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ทุกภาคธุรกิจได้รับผลดีถ้วนหน้ายกเว้นภาค ธนาคารที่คาดว่าจะได้กำไรน้อยลง เนื่องจากภาครัฐประกาศว่า จะกดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงอีกทำให้ส่วนต่างกำไรของแบงก์คาดว่าจะหดแคบลง

ไฟแนนเชียลไทม์ส ระบุด้วยว่า นอกจากอินโดนีเซียแล้วนักลงทุนยังกลับมาสนใจตลาดหุ้นไทย ซึ่งคาดว่าจะมีการเติบโตเช่นกัน

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ (วันที่ 22 มีนาคม 2559)

สถานการณ์ยางรายวัน
วันอังคร์ ที่ 22 มีนาคม 2559
       ราคา ยางตลาดกลางยางพาราสงขลา ยางแผ่นดิบแตะระดับ 47.70 บาท/กก. และยางแผ่นรมควันแตะระดับ 50.71 บาท/กก. ปรับตัวสูงขึ้น 0.58 บาท/กก. และ 0.40 บาท/กก. ในทิศทางเดียวกับตลาดล่วงหน้าโตเกียวจากการอ่อนค่าของเงินเยนและราคาน้ำมัน ที่ฟื้นตัวขึ้น ประกอบกับนักลงทุนขานรับมติคงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) รวมทั้งอุปทานยางที่ออกสู่ตลาดลดลง ขณะที่ผู้ประกอบการภายในประเทศยังมีความต้องการซื้อ จึงเกิดการแข่งขันเพิ่มขึ้น

 

สถานการณ์ยางรายวัน
วันพุธ ที่ 2 ธันวาคม 2558
       ราคายางตลาดกลางยางพาราสงขลา ยางแผ่นดิบแตะระดับ 38.44 บาท/กก. และยางแผ่นรมควันแตะระดับ 40.80 บาท/กก. ปรับตัวสูงขึ้น 0.54 บาท/กก. และ 0.22 บาท/กก. ตามตลาดล่วงหน้าโตเกียวและราคาน้ำมัน ประกอบกับเงินบาทอยู่ในระดับอ่อนค่า และอุปทานยางออกสู่ตลาดน้อย รวมทั้งนักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลังจากผลสำรวจภาคการผลิตหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะเดินหน้าผ่อนคลายนโยบายทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจยูโรโซนในการประชุม วันพฤหัสบดีนี้
สถานการณ์ยางรายวัน
วันอังคาร ที่ 1 ธันวาคม 2558
       ราคายางตลาดกลางยางพาราสงขลา ยางแผ่นดิบแตะระดับ 37.90 บาท/กก. ปรับตัวสูงขึ้น 0.31 บาท/กก. และยางแผ่นรมควันแตะระดับ 40.58 บาท/กก. ปรับตัวสูงขึ้น 0.14 บาท/กก. ในทิศทางเดียวกับตลาดล่วงหน้าโตเกียวจาก การอ่อนค่าของเงินเยน และอุปทานยางที่ออกสู่ตลาดน้อย เพราะภาคใต้ยังคงมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ ประกอบกับสต๊อคยาง ณ ตลาดเซี่ยงไฮ้ของจีน ณ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2558 ลดลงมาอยู่ที่ 191,473 ตัน จากสต๊อคเดิม 230,759 ตัน เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2558 อย่างไรก็ตาม ราคายางปรับตัวสูงขึ้นในกรอบจำกัด เพราะมีปัจจัยเสี่ยงจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายการเงินของธนาคารกลาง สหรัฐฯ (เฟด) และราคาน้ำมันปรับตัวลดลง