Super User

Super User

ผู้ดูแลระบบ

TOKYO (March 22): Benchmark Tokyo  rose on Tuesday, remaining within reach of a two-week high set last week, helped by higher Tokyo stock market and the yen’s fall before deadly blasts in Brussels prompted a flight towards safe-heaven assets such as yen.

The Tokyo Commodity Exchange for August delivery finished 1.5 yen higher at 180.4 yen (US$1.62) per kg, near Friday’s high of 181.5 yen, its best level since March 7.

’s Nikkei share average soared to a one-week high on Tuesday, as the dollar rose against the yen after two U.S. Federal Reserve officials supported the case for an interest rate hike sooner rather than later.

Against the yen, the U.S. dollar popped back above 112.10 yen, recovering from a 16-1/2 month trough of 110.67 reached last week.

But the yen rose to a session high of 111.635 yen per dollar in late Asia trade, after news that two explosions rocked Brussels airport spurred inflows into traditional safe-havencurrencies and assets.

prices also got a boost from investors hoping that a jump in the Shanghai stockmarket on Monday will help improve market sentiment,” a Tokyo-based dealer said.

“But the  gains were capped as the Shanghai stock market has quickly run out of steam,” he said, adding that the yen’s climb after the Brussels blasts will likely weigh on prices on Wednesday.

China stocks fell on Tuesday, surrendering gains from the previous day.

The most active rubber contract on the Shanghai  exchange for September delivery fell 70 yuan to finish at 11,775 yuan (US$1,814.05) per tonne.

The front-month rubber contract on Singapore’s SICOM exchange for April delivery last traded at 133.0 U.S. cents per kg, up 0.5 cent.

(US$1 = 6.4910 Chinese yuan renminbi)
(US$1 = 111.7000 yen)

Source: globalrubbermarket

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐประกาศในวันนี้ว่า ทางกระทรวงจะทำการผ่อนปรนการส่งออกให้แก่บริษัท ZTE Corp ซึ่งเป็นบริษัทผลิตโทรศัพท์มือถือของจีน เป็นเวลา 3 เดือน หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐประกาศมาตรการจำกัดการส่งออกต่อทางบริษัทในช่วงต้น เดือนนี้ โดยกล่าวหาว่า ZTE มีแผนตั้งบริษัทหลายแห่งขึ้นมาบังหน้าเพื่อส่งออกสินค้าที่อยู่ในบัญชีควบ คุมของสหรัฐไปยังอิหร่าน
กระทรวงระบุว่า จะผ่อนปรนมาตรการดังกล่าวจนถึงวันที่ 30 มิ.ย.

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การบังคับใช้มาตรการจำกัดการส่งออก จะทำให้ ZTE ประสบความยากลำบากมากขึ้นในการซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆจากสหรัฐ เนื่องจากทำให้บริษัทสหรัฐไม่สามารถส่งออกสินค้าไปยัง ZTE ได้

ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศของจีนออกแถลงการณ์ก่อนหน้านี้ แสดงความไม่พอใจต่อมาตรการของทางสหรัฐ โดยระบุว่าจีนขอคัดค้านการที่สหรัฐใช้กฎหมายภายในประเทศเพื่อมาคว่ำบาตรต่อ บริษัทของจีน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม เดือนมกราคม 2559 หดตัวร้อยละ 3.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อุตสาหกรรมสำคัญที่หดตัว อาทิ รถยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบสำหรับยานยนต์เหล็กและเหล็กกล้า อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อตอบสนองในประเทศ (สัดส่วนส่งออกน้อยกว่าร้อยละ 30) ยังคงขยายตัวได้อาทิ น้ำมันประกอบอาหารน้ำมันเชื้อเพลิง ผลิตภัณฑ์กระดาษ

อุตสาหกรรมรถยนต์ เดือนมกราคม 2559 หดตัวเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2558 ซึ่งเป็นการหดตัวของตลาดในประเทศ ส่วนตลาดส่งออกยังคงขยายตัวได้

อุตสาหกรรมน้ำมันประกอบอาหาร ภาวะการผลิตเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มขึ้นในสินค้าน้ำมันปาล์มดิบและน้ำมันปาล์ม บริสุทธิ์โดยช่วงต้นปี 2558 เป็นช่วงที่วัตถุดิบผลปาล์มไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้เนื่องจากตั้งแต่ ปลายปี 2557 ได้เกิดภาวะน้ำท่วมในหลายพื้นที่ทางภาคใต้จนรัฐต้องออกมาตรการแก้ไขดังนั้น ในเดือนมกราคม 2559 ผลผลิตปาล์มมีเพียงพอทำให้การผลิตเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน

การเปิดปิดโรงงาน เดือนมกราคม 2559 มีโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการจำนวน 269 ราย ลดลงจากเดือนธันวาคม 2558 ร้อยละ 24.4 มียอดเงินลงทุนรวมลดลงร้อยละ 48.7 และมีจำนวนการจ้างงานลดลงร้อยละ 7.3 โดยอุตสาหกรรมที่สำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้ามีจำนวน 3 โรงจำนวนเงินทุน 3,645.90 ล้านบาท และจำนวนคนงาน 530 คน เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน มีโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการลดลงจากเดือนมกราคม 2558 ร้อยละ 18.5 สำหรับโรงงานที่ปิดดำเนินกิจการมีจำนวน 135 ราย มากกว่าเดือนธันวาคม 2558 ร้อยละ 22.73 และมากกว่าเดือนเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 26.17

การนำเข้าของภาคอุตสาหกรรมไทย ในเดือนมกราคม 2559 การนำเข้าเครื่องจักรใช้ในอุตสาหกรรมและส่วนประกอบ หดตัวร้อยละ 1.2 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน จากการนำเข้าเครื่องยนต์ เพลาส่งกำลังและส่วนประกอบอื่น ๆ เครื่องจักรและอุปกรณ์ใช้ในการแปรรูปยางหรือพลาสติก และเครื่องจักรใช้ในการแปรรูปโลหะและส่วนประกอบที่ลดลง

ด้านการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป(ไม่รวมทองคำ) มีมูลค่า 5,406.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัวร้อยละ 16.9 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน จากการนำเข้าด้ายและเส้นใย ผ้าผืน เคมีภัณฑ์ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ รวมถึงอุปกรณ์ส่วนประกอบของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ลดลง

การใช้ไฟฟ้าของภาคอุตสาหกรรมการผลิต ในเดือนมกราคม 2559 มีปริมาณทั้งหมดจำนวน 9,590.8 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง ลดลงจากเดือนธันวาคม 2559 ร้อยละ 1.08 (9,695.3 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง) แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากช่วงเดียวกันของปี 2558 (8,964.6 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง) หากแยกการใช้ไฟฟ้าตามขนาดของกิจการ พบว่า ปริมาณการใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กและขนาดกลาง มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าลดลงจากเดือนที่ผ่านมา แต่เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2558 ส่วนกิจการขนาดใหญ่มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมาและจาก ช่วงเดียวกันของปี 2558

การผลิตในภาคอุตสาหกรรมไทยเมื่อพิจารณาจากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index : MPI) เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ลดลงหรือหดตัวร้อยละ 3.3 อุตสาหกรรมสำคัญที่ส่งผลให้การผลิตลดลง เช่น รถยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เหล็กและเหล็กกล้า เป็นต้น อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อตอบสนองในประเทศยังคงขยายตัวได้ อาทิ น้ำมันประกอบอาหาร น้ำมันเชื้อเพลิง ผลิตภัณฑ์กระดาษ เป็นต้น
ขณะที่การผลิตในภาคอุตสาหกรรมประเทศไต้หวันหดตัวร้อยละ 6.3

การผลิตในภาคอุตสาหกรรมประเทศเกาหลีใต้หดตัวร้อยละ 2.1

สำหรับข้อมูลการผลิตในภาคอุตสาหกรรมประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ประจำเดือนมกราคม 2559 ยังไม่มีการเผยแพร่ แต่ยังมีแนวโน้มขยายตัวเป็นบวกต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า โดยในเดือนธันวาคม 2558 การผลิตในภาคอุตสาหกรรมประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ขยายตัวร้อยละ 4.1 และ 1.0 ตามลำดับ

สถานภาพการประกอบกิจการอุตสาหกรรมเดือนมกราคม 2559

ภาวะการประกอบกิจการของโรงงานจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมในเดือนมกราคม 2559 เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนธันวาคม 2558 มีโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการจำนวน 269 ราย ลดลงจากเดือนธันวาคม 2558 ซึ่งมีโรงงานเริ่มประกอบกิจการจำนวน 356 ราย หรือคิดเป็นจำนวนน้อยกว่าร้อยละ 24.44 มียอดเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 17,707 ล้านบาท ลดลงจากเดือนธันวาคม 2558 ซึ่งมีการลงทุน 34,502 ล้านบาท ร้อยละ 48.68 และมีการจ้างงานจำนวน 6,879 คน ลดลงจากเดือนธันวาคม 2558 ที่มีจำนวนการจ้างงาน 7,419 คน ร้อยละ 7.28

ภาวะการประกอบกิจการของโรงงานจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมในเดือนมกราคม 2559 เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน มีโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการน้อยกว่าเดือนมกราคม 2558 ซึ่งมีโรงงานเริ่มประกอบกิจการจำนวน 330 ราย หรือคิดเป็นจำนวนน้อยกว่าร้อยละ 18.48 แต่มียอดเงินลงทุนรวมเพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม 2558 ซึ่งมีการลงทุน 17,042 ล้านบาท ร้อยละ 3.9 และมีการจ้างงานรวมเพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม 2558 ที่มีจำนวนการจ้างงาน 6,292 คน ร้อยละ 9.33

- อุตสาหกรรมที่มีจำนวนโรงงานเริ่มประกอบกิจการมากที่สุดในเดือนมกราคม 2559 คือ อุตสาหกรรมขุดดินสำหรับใช้ในการก่อสร้าง จำนวน 23 โรงงาน รองลงมา คืออุตสาหกรรม ซ่อมรถยนต์ พ่นสีรถยนต์ จำนวน 18 โรงงาน

- อุตสาหกรรมที่เริ่มประกอบกิจการโดยมีการลงทุนสูงสุดในเดือนมกราคม 2559 คือ อุตสาหกรรม ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า จำนวนเงินทุน 3,645.90 ล้านบาท รองลงมาคือ อุตสาหกรรม ผลิตผลิตภัณฑ์เซรามิก จำนวนเงินทุน 2,386.00 ล้านบาท

- อุตสาหกรรมที่เริ่มประกอบกิจการและมีการจ้างงานสูงสุดในเดือนมกราคม 2559 คือ อุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปพร้อมบริโภคทันที จำนวนคนงาน 666 คน รองลงมา คือ อุตสาหกรรมผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า จำนวนคนงาน 530 คน

ภาวะการเลิกกิจการของโรงงานจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมในเดือนมกราคม 2559 เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนธันวาคม 2558 มีโรงงานที่ปิดดำเนินกิจการจำนวน 135 ราย มากกว่าเดือนธันวาคม 2558 ซึ่งมีโรงงานที่ปิดดำเนินกิจการจำนวน 110 ราย คิดเป็นร้อยละ 22.73 มีเงินทุนของการเลิกกิจการรวม 2,616 ล้านบาท มากกว่าเดือนธันวาคม 2558 ที่การเลิกกิจการคิดเป็นเงินทุน 1,372 ล้านบาท และมีการเลิกจ้างงาน จำนวน 3,829 คน มากกว่าเดือนธันวาคม 2558 ซึ่งมีการเลิกจ้างงานจำนวน 2,895 คน

ภาวะการเลิกกิจการของโรงงานจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมในเดือนมกราคม 2559 เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน มีโรงงานที่ปิดดำเนินกิจการมากกว่าเดือนมกราคม 2558 ซึ่งมีโรงงานที่ปิดดำเนินกิจการจำนวน 107 ราย คิดเป็นจำนวนมากกว่าร้อยละ 26.17 มีเงินทุนของการเลิกกิจการมากกว่าเดือนมกราคม 2558 ที่การเลิกกิจการคิดเป็นเงินทุน 1,526 ล้านบาท แต่มีการเลิกจ้างงานน้อยกว่าเดือนมกราคม 2558 ที่การเลิกจ้างงานมีจำนวน 3,985 คน

- อุตสาหกรรมที่มีจำนวนโรงงานเลิกกิจการมากที่สุดในเดือนมกราคม 2559 คือ อุตสาหกรรม ซ่อมรถยนต์ พ่นสีรถยนต์ จำนวน 32 โรงงาน รองลงมาคือ อุตสาหกรรมตัดเย็บเครื่องนุ่งห่ม ผ้าเช็ดหน้า เนกไท ถุงมือ ถุงเท้าจากผ้า หนังสัตว์ จำนวน 12 โรงงาน

- อุตสาหกรรมที่เลิกประกอบกิจการโดยที่มีเงินลงทุนสูงสุดในเดือนมกราคม 2559 คือ อุตสาหกรรมผลิต ประกอบ ซ่อมตาข่าย แห อวน และชิ้นส่วนอุปกรณ์ เงินทุน 777 ล้านบาท รองลงมาคือ อุตสาหกรรมอบใบยาสูบให้แห้ง รูดก้านใบยาสูบ เงินทุน 530 ล้านบาท

- อุตสาหกรรมที่เลิกประกอบกิจการและจำนวนคนงานสูงสุดในเดือนมกราคม 2559 คือ อุตสาหกรรมตัดเย็บเครื่องนุ่งห่ม ผ้าเช็ดหน้า เนกไท ถุงมือ ถุงเท้าจากผ้า หนังสัตว์ จำนวนคนงาน 1,162 คน รองลงมาคือ อุตสาหกรรมผลิต ประกอบ ซ่อมตาข่าย แห อวน และชิ้นส่วนอุปกรณ์ จำนวนคนงาน 690 คน

1.อุตสาหกรรมอาหาร

ภาวะการผลิตของอุตสาหกรรมอาหาร ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเล็กน้อย จากวัตถุดิบออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ส่วนมูลค่าการส่งออกยังคงหดตัวอย่างต่อเนื่อง จากประเทศผู้นำเข้าชะลอคำสั่งซื้อลดลงจากเศรษฐกิจโลกที่ยังคงชะลอตัว และระดับราคาสินค้าในตลาดโลกปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมัน ประกอบกับการทำประมงไทยเข้าข่ายการทำประมงผิดกฎหมายของสหภาพยุโรป และการยกเลิกสัมปทานน่านน้ำของประเทศอินโดนีเซีย ส่วนการจำหน่ายในประเทศทรงตัว
1. การผลิต

ภาวะการผลิตกลุ่มสินค้าอาหารสำคัญ (ไม่รวมน้ำตาล) เดือนมกราคม 2559 ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 3.5 แบ่งเป็น

กลุ่มสินค้าสำคัญที่อิงตลาดส่งออก หากเปรียบเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน สินค้าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เช่น สับปะรดกระป๋อง และแป้งมันสำปะหลัง การผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 36.1 และ 0.8 ตามลำดับ เนื่องจากปริมาณวัตถุดิบเพิ่มขึ้น

กลุ่มสินค้าที่อิงตลาดภายในประเทศ แบ่งเป็นสินค้าที่ใช้วัตถุดิบในประเทศ เช่น น้ำมันปาล์ม การผลิตเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 88.5 เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ส่วนสินค้าที่ใช้วัตถุดิบนำเข้า คือ น้ำมันถั่วเหลือง การผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 28.7

2. การตลาด

1) ตลาดในประเทศ เดือนมกราคม 2559 ปริมาณการจำหน่ายสินค้าอาหาร และเกษตรในประเทศทรงตัวเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 0.1 จากความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่แม้จะเพิ่มขึ้น แต่อำนาจซื้อยังคงชะลอตัว

2) ตลาดต่างประเทศ ภาพรวมมูลค่าการส่งออกอุตสาหกรรมอาหาร (ไม่รวมน้ำตาล) เดือนมกราคม 2559 ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จากเดือนเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 9.6 จากสินค้าที่ปรับลดลง เช่น ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ผลิตภัณฑ์ข้าว และทูน่ากระป๋องปรับตัวลดลงร้อยละ 19.6 16.5 และ 15.1 ตามลำดับ เนื่องจากประเทศผู้นำเข้าชะลอคำสั่งซื้อ จากเศรษฐกิจโลกที่ยังคงชะลอตัว และระดับราคาสินค้าในตลาดโลกปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมัน นอกจากนี้ ยังขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมประมง จากการประกาศแจ้งเตือนการทำประมงของไทยเข้าข่ายการทำประมงผิดกฎหมายของสหภาพ ยุโรป การยกเลิกสัมปทานน่านน้ำของประเทศอินโดนีเซีย และการปฏิบัติตามกฎหมายประมงฉบับใหม่ ทำให้เรือประมงบางส่วนต้องหยุดทำประมง แม้จะมีบางสินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน ของปีก่อน เช่น สับปะรดกระป๋องเพิ่มขึ้นร้อยละ 26.1 จากคำสั่งซื้อจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น ส่วนมูลค่าการส่งออกน้ำตาลปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี ก่อนร้อยละ 25.8 จากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มอาเซียน และจากค่าเงินบาทอ่อนตัว

3. แนวโน้ม

คาดว่า การผลิตและการส่งออกในภาพรวมจะมีอัตราการเติบโตเล็กน้อย จากปัจจัยลบการใช้แรงงานผิดกฎหมาย และการทำประมงผิดกฎ IUU ของสหภาพยุโรป การที่อุปสงค์จากจีนชะลอตัวลง และราคาส่งออกปรับลดตามระดับราคาน้ำมัน แต่ด้วยปัจจัยบวกในหลายกลุ่มสินค้า ได้แก่ สินค้าปศุสัตว์ (ไก่แปรรูป) ที่มีการเพิ่มคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ สินค้าน้ำตาลทรายที่มีคำสั่งซื้อล่วงหน้าเพิ่มขึ้น สินค้าประมง เช่น กุ้ง จากสถานการณ์การผลิตกุ้งไทยฟื้นตัวจากการระบาดของโรค EMS ประกอบกับรัฐบาลใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเร่งด่วน มาตรการช่วยเหลือทางการเงิน SMEs และมาตรการเร่งรัด การลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการกระตุ้นการท่องเที่ยวที่ส่งผลต่อการบริโภคอาหารในประเทศ จะส่งผลให้การผลิตและการส่งออกอุตสาหกรรมอาหารขยายตัวได้เล็กน้อย

2. อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม

การผลิตกลุ่มสิ่งทอสำหรับอุตสาหกรรมต่อเนื่องภายใน จะทรงตัวถึงชะลอตัว สำหรับกลุ่มเครื่องนุ่งห่มคาดว่า จะนำเข้าเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะเสื้อผ้าแฟชั่นต่าง ๆ ตามความต้องการสินค้าแฟชั่นของผู้บริโภคในประเทศ

1. การผลิต

ผลิตภัณฑ์กลุ่มสิ่งทอเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของ ปีก่อน การผลิตเส้นใยสิ่งทอเพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.3 ซึ่งเป็นผลจากการผลิตในกลุ่มเส้นใยสังเคราะห์ขยายตัว ในขณะที่การผลิตในกลุ่มเส้นด้ายลดลงตามการผลิตในกลุ่มผ้าผืนที่ลดลงร้อยละ 10.1 จากความต้องการในประเทศที่ถดถอย และมีการนำเข้าบางส่วนจากต่างประเทศ

ผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องนุ่งห่มเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การผลิตเสื้อผ้าถักเพิ่มขึ้น ร้อยละ 9.1 ในผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งกายชั้นนอกบุรุษและเด็กชายและเครื่องแต่งกายชั้นนอก สตรีและเด็กหญิงในส่วนกลุ่มเสื้อผ้าทอเพิ่มขึ้น ร้อยละ 1.1 ในกลุ่มเครื่องแต่งกายชั้นนอกและชั้นในสตรีและเด็กหญิง จากคำสั่งซื้อสินค้าในตลาดสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้น

2. การจำหน่าย

ปริมาณการจำหน่ายในประเทศเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลิตภัณฑ์เส้นใยสิ่งทอ ผ้าผืน และเสื้อผ้าสำเร็จรูป มีปริมาณลดลงร้อยละ 3.4 8.5 และ 2.9 ตามลำดับ เนื่องจากประชาชนชะลอการจับจ่ายใช้สอยตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ประกอบกับช่วงต้นปีมีวันหยุดยาว ส่งผลให้ประชาชนใช้จ่ายเงินในส่วนการท่องเที่ยวมากกว่าการซื้อสินค้าอุปโภค เช่น เสื้อผ้า

การส่งออกเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มูลค่าการส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มในภาพรวมลดลงร้อยละ 11.8 แบ่งเป็นกลุ่มสิ่งทอลดลง ร้อยละ 14.2 ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ผ้าผืน ด้ายฝ้าย ด้ายเส้นใยประดิษฐ์ เคหะสิ่งทอ และเส้นใยประดิษฐ์ ลดลง ร้อยละ20.5 38.9 7.3 5.1 และ 13.3 ตามลำดับ โดยเฉพาะตลาดนำเข้าหลัก ได้แก่ เวียดนาม สามารถพัฒนาสิ่งทอต้นน้ำเพิ่มขึ้นจากการเข้าไปลงทุนของไต้หวันและจีน จึงลดการนำเข้าจากไทย กลุ่มเครื่องนุ่งห่มลดลง ร้อยละ 8.3 ได้แก่ เสื้อผ้าสำเร็จรูปเครื่องยกทรง รัดทรงและส่วนประกอบถุงเท้าและถุงน่อง ลดลง ร้อยละ 6.1 21.7 และ 24.5 ตามลำดับซึ่งเป็นผลจากการส่งออกไปตลาดอาเซียน ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา มีมูลค่าลดลง ร้อยละ 8.3 7.8 และ 12.7 ตามลำดับ ตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

3. แนวโน้ม

กลุ่มสิ่งทอที่ผลิตสำหรับอุตสาหกรรมต่อเนื่องภายในประเทศคาดว่า จะทรงตัวถึงชะลอตัว เนื่องจากวันทำงานที่น้อยกว่าเดือนอื่นสำหรับการส่งออก คาดว่า จะชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่ยังคงชะลอตัว ส่วนการนำเข้าผลิตภัณฑ์กลุ่มสิ่งทอ คาดว่า จะนำเข้าลดลงทั้งเส้นใยสิ่งทอและผ้าผืนยกเว้นในกลุ่มเสื้อผ้าสำเร็จรูปคาด ว่า จะนำเข้าเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะเสื้อผ้าแฟชั่นต่าง ๆ ตามความต้องการสินค้าแฟชั่นของผู้บริโภคในประเทศ

3. อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐอเมริกา ประกาศ อัตราการ ตอบโต้การทุ่มตลาดผลิตภัณฑ์เหล็กแผ่นรีดเย็นจากประเทศจีน บราซิล ญี่ปุ่น และ สหราชอาณาจักร อินเดีย เกาหลีใต้และรัสเซีย อยู่ในช่วงระหว่างร้อยละ 2.17 - 265.79 โดยประเทศจีนเป็นประเทศที่โดนอัตราอากรตอบโต้สูงที่สุด

1.การผลิต

สถานการณ์การผลิตของอุตสาหกรรมเหล็กในเดือนมกราคม 2559 ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมในเดือนนี้มีค่า 113.75 มีอัตราการเปลี่ยนแปลงลดลง ร้อยละ 8.73 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุดังนี้

ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเหล็กทรงแบนมีการผลิตที่ลดลง ร้อยละ 9.64 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเหล็กแผ่นเคลือบโครเมียม ลดลง ร้อยละ 27.89 และเหล็กแผ่นเคลือบดีบุก ลดลง ร้อยละ 20.91 และจากข้อมูลของสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย พบว่า ความต้องการใช้ในประเทศในส่วนของเหล็กทรงแบน 821,859 ตัน ลดลง ร้อยละ 9.2 โดยเหล็กแผ่นรีดเย็น ลดลง ร้อยละ 23.6 และเหล็กแผ่นเคลือบดีบุก ชนิดอื่นๆ ลดลง ร้อยละ 23.2 ในส่วนของการนำเข้า พบว่า การนำเข้าเหล็กทรงแบน ลดลง ร้อยละ 10.3 โดยเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสี EG ลดลง ร้อยละ 37.4 และเหล็กแผ่นเคลือบชนิดอื่นๆ ลดลง ร้อยละ 30.4 สำหรับการส่งออก พบว่า การส่งออกเหล็กทรงแบน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 1.5 โดยเหล็กแผ่นรีดเย็น Alloy steel เพิ่มขึ้น ร้อยละ 4,800 (ปริมาณการส่งออก 196 ตัน) และเหล็กแผ่นรีดเย็น เพิ่มขึ้น ร้อยละ 104.3

ผลิตภัณฑ์เหล็กทรงยาวมีการผลิต ลดลงร้อยละ 9.51 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเหล็กเส้นข้ออ้อย ลดลง ร้อยละ 11.19 และลวดเหล็กแรงดึงสูง ลดลง ร้อยละ 9.17และจากข้อมูลของสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย พบว่า ความต้องการใช้ในประเทศในส่วนของเหล็กทรงยาว ลดลงร้อยละ 14.4 โดยเหล็กเหล็กเส้นและเหล็กโครงสร้างรูปพรรณ ลดลง ร้อยละ 24.1 สำหรับการนำเข้า ลดลง ร้อยละ 23.2 โดยเหล็กเส้น Alloy steel ลดลง ร้อยละ 60.5 และท่อเหล็กไร้ตะเข็บ ลดลง ร้อยละ 41.9 สำหรับการส่งออก ลดลง ร้อยละ 29.8 โดยเหล็กลวด Alloy Steel ลดลง ร้อยละ 61.9 และท่อเหล็กไร้ตะเข็บ ลดลง ร้อยละ 49.3

2. ราคาเหล็ก

จากข้อมูลดัชนีราคาเหล็กต่างประเทศของสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่ง ประเทศไทย พบว่า การเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาเหล็ก (FOB) โดยเฉลี่ยที่สำคัญในตลาด CIS ณ ท่าทะเลดำ (Black Sea) ในเดือกุมภาพันธ์ 2559 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พบว่า ผลิตภัณฑ์เหล็กมีการปรับตัวลดลงทุกชนิด เช่น เหล็กแผ่นรีดร้อน ลดลงจาก 84.1 เป็น 51.28 ลดลง ร้อยละ 39.02 เหล็กแผ่นรีดเย็น ลดลงจาก 91.58 เป็น 57 ลดลง ร้อยละ 37.76 เหล็กแท่งแบน ลดลงจาก 80.23 เป็น 51.62 ลดลง ร้อยละ 35.66 เหล็กเส้น ลดลงจาก 86.8 เป็น 58.08 ลดลง ร้อยละ 33.09 และ เหล็กแท่งเล็ก Billet ลดลงจาก 84.47 เป็น 58.58 ลดลง ร้อยละ 30.65

3. แนวโน้ม

สถานการณ์การผลิตเหล็กของไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดว่าการผลิตเหล็กโดยรวมจะลดลง ทั้งเหล็กทรงยาวและเหล็กทรงแบน เนื่องจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศที่ยังชะลอตัวอยู่ นอกจากนี้ ยังเป็นผลมาจากอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่เป็นผู้ใช้เหล็กที่สำคัญ เช่น ก่อสร้าง เครื่องใช้ไฟฟ้า ที่มีสถานการณ์การผลิตที่ทรงตัว นอกจากนี้ ผู้ผลิตไทยยังต้องแข่งขันกับสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ จึงส่งผลให้การผลิตลดลง

4. อุตสาหกรรมยานยนต์
รถยนต์

อุตสาหกรรมรถยนต์ในเดือนมกราคม 2559 ชะลอตัวเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2558 ซึ่งเป็นการชะลอตัวของตลาดในประเทศ
1.การผลิตรถยนต์

จำนวน 147,651 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม 2558 ซึ่งมีการผลิต 167,165 คัน ร้อยละ 11.67 โดยเป็นการปรับลดลงของการผลิตรถยนต์นั่งรถยนต์กระบะ 1 ตันและรถยนต์เพื่อการพาณิชย์
2.การจำหน่ายรถยนต์

จำนวน 51,821 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม 2558 ซึ่งมีการจำหน่าย 59,721 คัน ร้อยละ 13.23 โดยเป็นการปรับลดลงของการจำหน่ายรถยนต์นั่ง รถยนต์กระบะ 1 ตัน และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์แต่มีการจำหน่ายรถยนต์ PPV รวมกับ SUV เพิ่มขึ้น
3.การส่งออกรถยนต์

จำนวน 93,714 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม 2558 ซึ่งมีการส่งออก 92,440 คัน ร้อยละ 1.38 โดยตลาดส่งออกมีการขยายตัวในประเทศแถบเอเชีย โอเชียเนีย และยุโรป
4.แนวโน้ม

ภาวะอุตสาหกรรมรถยนต์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 คาดว่าจะชะลอตัวเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์2558 สำหรับการผลิตรถยนต์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ประมาณการว่าจะมีการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศร้อยละ 33 และส่งออกร้อยละ 67

รถจักรยานยนต์

อุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ในเดือนมกราคม 2559 ชะลอตัวเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2558 ซึ่งเป็นการลดลงของตลาดส่งออก
1. การผลิตรถจักรยานยนต์

จำนวน 159,434 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม 2558 ซึ่งมีการผลิต 173,146 คัน ร้อยละ 7.92 โดยเป็นการปรับลดลงของการผลิตรถจักรยานยนต์แบบอเนกประสงค์
2. การจำหน่ายรถจักรยานยนต์

จำนวน 154,643 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม 2558 ซึ่งมีการจำหน่าย 142,931 คัน ร้อยละ 8.19 โดยเป็นการปรับเพิ่มขึ้นของการจำหน่ายรถจักรยานยนต์แบบครอบครัว แบบสกูตเตอร์และแบบสปอร์ต
3. การส่งออกรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป(CBU)

จำนวน 24,646 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม 2558 ซึ่งมีการส่งออก 27,601 คัน ร้อยละ 10.71 โดยเป็นการปรับลดลงจากการส่งออกไปประเทศสหรัฐอเมริกาสหราชอาณาจักรและ อินโดนีเซีย
4. แนวโน้ม

ภาวะอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 คาดว่าจะทรงตัวเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2558 สำหรับการผลิตรถจักรยานยนต์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ประมาณการว่าจะมีการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศร้อยละ 75 และส่งออกร้อยละ 25
5.อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์

"ในภาพรวมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย โดยมีปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นถึงแม้ว่าปริมาณการจำหน่ายในประเทศจะยังไม่ขยาย ตัว เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจยังซบเซา ส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนไม่ฟื้นตัว และกระทบต่อยอดการจำหน่ายปูนซีเมนต์ในประเทศ โดยมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นได้ในระยะต่อไปจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของภาครัฐ ในส่วนของมูลค่าการส่งออกปรับตัวลดลงเนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นตลาด หลักของไทยปรับลดคำสั่งซื้อปูนซีเมนต์จากไทยลง"
1. การผลิตและการจำหน่ายในประเทศ

ในเดือนมกราคม 2559 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ปริมาณการผลิตปูนซีเมนต์ (ไม่รวมปูนเม็ด) เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.66 ในขณะที่ปริมาณการจำหน่ายปูนซีเมนต์ในประเทศลดลงร้อยละ 0.32

ในภาพรวมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ปรับตัวดีขึ้น โดยมีปริมาณการผลิตปูนซีเมนต์เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถึงแม้ว่าจะยังมีปริมาณการจำหน่ายในประเทศที่ค่อนข้างทรงตัวแต่ก็ถือว่าเติบ โตต่อเนื่องจากเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา หลังจากที่ตลาดปูนซีเมนต์ในประเทศซบเซาติดต่อกันเป็นระยะเวลานานถึง 10 เดือน เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในประเทศหดตัวลงจากปัญหาเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ทำให้ภาคเอกชนชะลอการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ประกอบกับกำลังซื้อ/ซ่อมแซมบ้านในต่างจังหวัดยังไม่ขยับตัวสูงขึ้นมากเท่า ที่คาดการณ์ไว้ ตลาดปูนซีเมนต์ในประเทศจึงยังไม่ขยายตัวมากนัก
2. การส่งออก

มูลค่าการส่งออกปูนซีเมนต์เดือนมกราคม 2559เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ปรับตัวลดลงร้อยละ 3.11เนื่องจากประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย ทั้งเมียนมาร์ กัมพูชาและมาเลเซียปรับลดคำสั่งซื้อปูนซีเมนต์จากไทยลง โดยในส่วนของเมียนมาร์ได้เร่งสร้างเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจนค่อนข้างที่ จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว ความต้องการใช้ปูนซีเมนต์จากไทยจึงลดลงและมีแนวโน้มที่จะลดลงอีกเป็นลำดับใน ระยะต่อไป
3. แนวโน้ม

การผลิตและจำหน่ายในประเทศของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์มีแนวโน้มที่จะขยาย ตัวดีขึ้นได้จากการที่ภาครัฐมีมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล (โครงการตำบลละ 5 ล้านบาท) และโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอ ตัว ซึ่งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวข้างต้นน่าจะช่วยให้ภาคประชาชนมีกำลัง ซื้อและภาคเอกชนมีความมั่นใจในการลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในพื้นที่ตามแนวเส้นทางรถไฟสายที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต อันใกล้

สำหรับแนวโน้มการส่งออก คาดว่าจะมีมูลค่าลดลง เนื่องจากฐานตัวเลขของปีก่อนสูงมาก ประกอบกับปัจจุบันประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นตลาดหลักของสินค้าปูนซีเมนต์ของ ไทยต่างพัฒนาประเทศของตนขึ้นมาเรื่อยๆ และเร่งพัฒนามากขึ้นในช่วงปี 2557-2558 ที่ผ่านมา จนบางแห่งเกือบจะเป็นเมืองที่สมบูรณ์แล้ว แนวโน้มความต้องการใช้ปูนซีเมนต์จากไทยจึงน่าจะค่อยๆ ลดลง
6. อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

ภาพรวมภาวะการผลิตของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในเดือนมกราคม 2559 ปรับตัวลดลงร้อยละ 4.03 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ปรับตัวลดลงร้อยละ 13.55 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการผลิต HDD IC ที่ปรับตัวลดลง แต่อุตสาหกรรมไฟฟ้าปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.34 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
1.การผลิต

ภาพรวมภาวะการผลิตอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ของเดือน มกราคม 2559 มีดัชนีผลผลิตอยู่ที่ระดับ 98.32 ลดลงร้อยละ 4.03 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยอุตสาหกรรมไฟฟ้ามีดัชนีผลผลิตอยู่ที่ระดับ 117.37 เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.34 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบทั้งหมด เช่น เครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนคอนเดนซิ่ง เครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนแฟนคอยล์ยูนิต คอมเพรสเซอร์ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.02 17.18 5.46 3.76 และ 12.40 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามลำดับ เนื่องจากการส่งออกเครื่องปรับอากาศไปตลาดหลักบางตลาดเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น เช่น สหภาพยุโรป อาเซียนและสหรัฐอเมริกา ยกเว้นเครื่องรับโทรทัศน์ ลดลงร้อยละ 63.25 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมีการย้ายฐานการผลิตเครื่องรับโทรทัศน์จากไทยไปยังประเทศในอาเซียน

อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มีดัชนีผลผลิต อยู่ที่ 86.44 ปรับตัวลดลงร้อยละ 13.55 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ปรับตัวลด ลง ได้แก่ HDD Semiconductor Monolithic IC และ Other IC ปรับตัวลดลง ร้อยละ 12.75 25.08 7.08 และ 12.19 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามลำดับ เนื่องจากความต้องการคอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊คในตลาดโลกลดลง และความต้องการผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก

เครื่องใช้ไฟฟ้า/ มูลค่า %YoY
อิเล็กทรอนิกส์ (ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

อุปกรณ์ประกอบของ 1,421.36 -8.86
เครื่องคอมพิวเตอร์

แผงวงจรไฟฟ้า 555.22 -10.73

เครื่องปรับอากาศ 371.49 6.75

กล้องถ่ายโทรทัศน์ กล้อง 117.92 -3.55
ถ่ายบันทึกภาพดิจิทัล

รวมเครื่องใช้ไฟฟ้า 4,179.53 -8.90
และอิเล็กทรอนิกส์
6. อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (ต่อ)
2. การส่งออก

มูลค่าการส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เดือนมกราคม 2559 มีมูลค่า 4,179.53 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง ร้อยละ 8.90 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน

สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า มีมูลค่าการส่งออก 1,726.28 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 6.93 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของ ปีก่อน เนื่องจากการส่งออกไปตลาดหลักส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง ได้แก่ อาเซียน จีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ลดลงร้อยละ 4.47 11.35 22.26 และ 0.59 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ตามลำดับ ยกเว้น สหภาพยุโรป ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.13 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุด ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ มีมูลค่าส่งออก 371.49 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.75 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน จากการส่งออกไปอาเซียน สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา เพิ่มขึ้นร้อยละ 31.98 32.26 และ 8.55 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน สินค้ารองลงมาคือ กล้องถ่ายโทรทัศน์ กล้องถ่ายบันทึกภาพดิจิทัล มีมูลค่า 117.92 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 3.55 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของ ปีก่อน เนื่องจากการส่งออกไปตลาด สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ลดลงมากถึงร้อยละ 35.01 และ 44.18 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ตามลำดับ จากการที่มีเทคโนโลยีใหม่/ผลิตภัณฑ์มาทดแทน สำหรับเครื่องรับโทรทัศน์มีมูลค่า 42.18 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 56.35 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน จากการส่งออกไปสหรัฐอเมริกาเริ่มชะลอตัวหลังจากที่มีการขยายตัวค่อนข้างมาก เมื่อปี 2558 โดยลดลงถึงร้อยละ 72.20 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน

สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ มีมูลค่าการส่งออก 2,453.25 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 10.24 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของ ปีก่อน เนื่องจากการส่งออกไปตลาดหลักทุกตลาดปรับตัวลดลง ได้แก่ อาเซียน สหภาพยุโรป จีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ลดลงร้อยละ 8.46 9.41 12.34 7.93 และ 10.53 โดยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุด คือ อุปกรณ์ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ มีมูลค่าส่งออก 1,421.36 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 8.86 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการส่งออกไปตลาดหลักทุกตลาดลดลง ได้แก่ อาเซียน สหภาพยุโรป จีน และสหรัฐอเมริกา ลดลงร้อยละ 5.85 2.97 24.82 และ 11.36 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน รองลงมา คือ แผงวงจรไฟฟ้า มีมูลค่าส่งออก 555.22 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 10.73 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการส่งออกไป อาเซียน สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ลดลงร้อยละ 11.36 17.18 8.07 และ 3.79 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน แต่การส่งออก ไปจีน เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 55.08 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของ ปีก่อน ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558
3. แนวโน้ม

ภาพรวมอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์เดือนกุมภาพันธ์ 2559 จากแบบจำลองดัชนีชี้นำที่จัดทำโดยสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ประมาณการแนวโน้มการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ลดลงร้อยละ 11.30 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยอุตสาหกรรมไฟฟ้าคาดว่าจะลดลงร้อยละ 2.30 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากตลาดส่งออกหลักยังไม่ฟื้นตัว สำหรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ คาดว่าจะปรับตัวลดลงร้อยละ 20.57 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน จากการส่งออก HDD IC ไปตลาดหลักชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก

ที่มา : สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ระยะที่ 3 (แผนพัฒนาฯ ระยะที่ 3) ตามที่กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยได้ร่วมกันนำเสนอ

สำหรับแผนพัฒนาฯ ระยะที่ 3 (2559–2563) จัดทำขึ้นเพื่อกำหนดและทิศทางการพัฒนาระบบสถาบันการเงินสำหรับเตรียมความ พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยวิสัยทัศน์ของแผนพัฒนาฯ ระยะที่ 3 คือ ระบบสถาบันการเงินไทยแข่งขันได้ สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายขึ้นด้วยราคาที่เป็นธรรม และสนับสนุนการเชื่อมโยงการค้าการลงทุนในภูมิภาค ภายใต้การกำกับดูแลเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงิน หรือตามแนวคิด “แข่งได้ เข้าถึง เชื่อมโยง ยั่งยืน"

แผนดังกล่าวมีกรอบนโยบายหลัก 4 ด้าน ดังนี้ 1. ส่งเสริมการใช้บริการทางการเงินและการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ (Digitization & Efficiency) โดยสนับสนุนให้ผู้ให้บริการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มีผลิตภัณฑ์ และบริการที่สอดรับความต้องการของผู้ใช้บริการ ส่งเสริมการให้ความรู้และสร้างความมั่นใจแก่ผู้ใช้บริการและทบทวนกลไกราคา เพื่อกระตุ้นการใช้บริการทางการเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์

ขณะเดียวกัน ธปท.จะสนับสนุนแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบ อิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment) ของภาครัฐ อีกทั้ง สนับสนุนให้พัฒนากระบวนการทำงานภายในให้เป็นอัตโนมัติ และมีการเชื่อมโยงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่งเสริมการใช้โครงสร้างพื้นฐานกลางร่วมกัน และมีระบบติดตามการทุจริตทางการเงิน (Fraud monitoring system) เพื่อป้องกันความเสี่ยงทางไซเบอร์ (Cyber risk)

นอกจากนี้ ในการส่งเสริมประสิทธิภาพและเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน ธปท. จะประเมินโครงสร้างระบบสถาบันการเงินและกำหนดภูมิทัศน์ (Landscape) ที่เหมาะสม เพื่อให้ระบบสถาบันการเงินมีความมั่นคงมีเสถียรภาพ และรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจการเงินของประเทศในระยะต่อไป

2. สนับสนุนการเชื่อมต่อการค้าการลงทุนในภูมิภาค (Regionalization) เพื่อเพิ่มศักยภาพของระบบการเงินไทยในการสนับสนุนการขยายตัวของการค้าการลง ทุนและการเชื่อมโยงของประเทศในภูมิภาค รองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) และการขยายตัวของธุรกิจไทยไปยังกลุ่มภูมิภาคดังกล่าว โดยมีมาตรการที่สำคัญ เช่น การเจรจาเปิดเสรีภาคการธนาคารในกลุ่มอาเซียน (Qualified ASEAN Banks: QABs) และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินระหว่างประเทศ รวมถึงสร้างสภาพแวดล้อมทางการเงินให้เอื้อต่อการเชื่อมโยงการค้าการลงทุนใน อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

3. ส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงิน (Access) เพื่อให้ประชาชนรายย่อย กลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ เข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างเหมาะสม ทั่วถึง และสอดคล้องกับความต้องการ โดยส่งเสริมให้ผู้ให้บริการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินให้สอดคล้อง กับความต้องการ ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เพิ่มช่องทางการในการเข้าถึงในพื้นที่ต่าง ๆ ให้มากขึ้น รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่จำเป็นของระบบสถาบันการเงินเพื่อ เพิ่มโอกาสให้ SMEs ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านสถาบันการเงินและช่องทางอื่น

นอกจากนี้ ธปท. จะสนับสนุนการดำเนินการตามแผนพัฒนาตลาดทุนไทยเพื่อส่งเสริมและพัฒนาสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการระดมทุนของภาคเอกชน

4. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Enablers) เพื่อสนับสนุนวิสัยทัศน์ของแผนพัฒนาฯ ระยะที่ 3 จึงจะมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ในระบบการเงินควบคู่กันไป ทั้งการพัฒนาบุคลากรทางการเงิน การส่งเสริมความรู้ทางการเงินและความคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน การสนับสนุนให้มีกฎหมายทางการเงินที่เอื้อต่อการบริหารความเสี่ยงและการ ดำเนินธุรกิจของสถาบันการเงิน รวมทั้งการพัฒนาเกณฑ์การกำกับดูแลสถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงิน ให้เหมาะสมตามมาตรฐานสากลเพื่อรักษาเสถียรภาพโดยรวมของระบบ

ธปท.ระบุว่า การดำเนินงานตามแผนพัฒนาฯ ระยะที่ 3 จะเป็นประโยชน์ในวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจการเงินไทย และช่วยให้มีการเติบโตอย่างมีส่วนร่วม (Inclusive growth) โดยเพิ่มโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินและสินเชื่อ ด้วยช่องทางที่หลากหลายและมีต้นทุนรวมทั้งค่าธรรมเนียมที่เหมาะสม เป็นการสร้างโอกาสใหม่ ๆ สำหรับการดำเนินธุรกิจการประกอบอาชีพ การศึกษา และการพัฒนาคุณภาพชีวิต

ขณะเดียวกันการส่งเสริมความรู้ทางการเงินอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ ประชาชนและภาคธุรกิจมีการบริหารจัดการทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สอดคล้องกับความต้องการ พร้อมกันนี้ มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินของ ธปท.และการกำกับดูแลสถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงินที่เป็นมาตรฐาน สากลจะช่วยดูแลและสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนและธุรกิจ ผู้ใช้บริการด้วย

โดยระบบสถาบันการเงินไทยภายหลังแผนพัฒนาฯ ระยะที่ 3 จะมีลักษณะดังนี้ สถาบันการเงินไทยแข่งขันได้ทั้งในและต่างประเทศ โดยมีต้นทุนดำเนินงานต่ำ มีบริการที่ครบถ้วนและหลากหลาย ด้วยราคาที่เหมาะสมเป็นธรรม, ประชาชนรายย่อย SMEs และธุรกิจขนาดใหญ่ สามารถเข้าถึงบริการและผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้อย่างเหมาะสม ทั่วถึง และตรงกับความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคต, สถาบันการเงินไทยมีบทบาทในภูมิภาค และมีบริการระหว่างประเทศมากขึ้น เพื่อสนับสนุนการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ, ระบบสถาบันการเงินไทยมีเสถียรภาพ เพื่อรองรับการเติบโตของประเทศและสนับสนุนความอยู่ดีกินดีของประชาชนอย่าง ยั่งยืน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

สภาผู้แทนประชาชนนครเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Municipal People’s Congress) รายงานผลการดำเนินงานที่สำคัญในปี 2558 และแถลงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม 5 ปี ฉบับที่ 13 ซึ่งเริ่มต้นในปี 2559 นี้ จึงเป็นประโยชน์สำหรับภาคธุรกิจไทยที่สนใจลงทุนในนครเซี่ยงไฮ้ใช้ประกอบการ วางแผนรุกตลาดอย่างแยบยล

ในปี 2558 นครเซี่ยงไฮ้ประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจอย่างน่าทึ่งท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจ โลกที่ชะลอตัว เช่น สร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ได้ถึง 2.5 ล้านล้านหยวน (13.2 ล้านล้านบาท) เพิ่มจากปี 2557 ถึง 6.9% เห็นตัวเลขนี้แล้วก็เชื่อว่า ไทยซึ่งมีความชำนาญในธุรกิจบริการหลายประเภท น่าจะมีโอกาสทำธุรกิจใน นครเซี่ยงไฮ้ได้ดี เพราะรายได้จากภาคบริการมีสัดส่วนสูงมากถึง 68% ของ GDP และ 30.3% ของมูลค่าการส่งออกและนำเข้าในปีนี้และปีต่อไป นักธุรกิจต่างชาติน่าจะทำธุรกิจในนครเซี่ยงไฮ้ได้สะดวกยิ่งขึ้น เพราะรัฐบาลนครเซี่ยงไฮ้มีมาตรการอำนวยความสะดวก

สำหรับการประกอบธุรกิจ อาทิ การผ่อนปรนด้านภาษีสำหรับ SMEs และการจดทะเบียนธุรกิจแบบ Three-In-One (คือ บูรณาการการขอใบอนุญาตจัดตั้งบริษัท หนังสือรับรองรหัสองค์กร และหนังสือรับรองการลงทะเบียนผู้เสียภาษี) ทำให้มีบริษัทจดทะเบียนใหม่ถึง 245,000 แห่ง อีกทั้งมีนโยบายส่งเสริมการจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคของธุรกิจต่างชาติ ซึ่งขณะนี้มีจำนวนถึง 535 แห่ง

ในเขตทดลองการค้าเสรีนครเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Free-Trade Zone: SFTZ) รัฐบาลได้เปิดกว้างทางการเงินและขยายการใช้ระบบ “Single Window” ซึ่งเป็นการบูรณาการระหว่างหน่วยงานนครเซี่ยงไฮ้ 3 แห่ง คือ สำนักงานตรวจสอบ ควบคุม และกักกันโรค (CIQ) กรมศุลกากร และสำนักงานตรวจ คนเข้าเมือง เพื่ออำนวยความสะดวกด้านศุลกากรและลดระยะเวลาตรวจสอบมาตรฐานสินค้าสำหรับ บริษัทที่เข้ามาลงทุน

สำหรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมนครเซี่ยงไฮ้ 5 ปี ฉบับที่ 13 (พ.ศ.2559 – 2563) มีเป้าหมายหลักดังนี้

1.บรรลุแผนการพัฒนานครเซี่ยงไฮ้ให้เป็น 4 ศูนย์กลางระดับโลกในปี พ.ศ. 2563 ได้แก่ ศูนย์กลางเศรษฐกิจ ศูนย์กลางการค้า ศูนย์กลางการเงิน และศูนย์กลางการขนส่งทางน้ำ และพัฒนาเป็นมหานครนานาชาติที่ทันสมัยตามแนวทางสังคมนิยม

2. เร่งให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจที่ใช้นวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อน โดยรักษาอัตราการเติบโตของ GDP ให้สูงกว่า 6.5% ต่อปี และเพิ่มงบประมาณ R&D ให้สูงกว่า 3.5% ของ GDP

3. เสริมสร้าง Soft Power ด้านวัฒนธรรมอย่างมีนัยสำคัญ โดยพัฒนานครเซี่ยงไฮ้ให้เป็นมหานครนานาชาติทางวัฒนธรรมซึ่งมีความเปิดกว้าง และทุกคนสามารถมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง

4. ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น โดยลดค่ามาตรฐานความเข้มข้นของ PM 2.5 ในอากาศเหลือ 42 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (ปี 2558 อยู่ที่ระดับ 53 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) และขจัดน้ำเสีย
ในปี 2559 นี้ รัฐบาลนครเซี่ยงไฮ้ตั้งเป้าการเติบโตของ GDP ระหว่าง 6.5 – 7% และมุ่งพัฒนา SFTZ ให้เป็นเขตการค้าเสรีที่มีระดับการเปิดเสรีสูงสุด โดยใช้นวัตกรรมการจัดการแบบ Negative List และ Pre-Establishment National Treatment (โดยบริษัทต่างชาติได้รับสิทธิประโยชน์เทียบเท่าบริษัทสัญชาติจีน) เพิ่มหน่วยงานใน “Single Window” เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุนยิ่งขึ้น อนุญาตให้แลกเปลี่ยนเงินหยวน และขยายการใช้บัญชี Free Trade Account ซึ่งช่วยให้ภาคธุรกิจกู้ยืมเงินหยวนจากสถาบันการเงินในอัตราต้นทุนที่ต่ำ กว่าการกู้ยืมเงินหยวนภายในจีน อีกทั้งให้ความสำคัญกับการปกป้องนักลงทุนและทรัพย์สินทางปัญญา

นอกจากด้านเศรษฐกิจแล้ว รัฐบาลนครเซี่ยงไฮ้ยังเน้นการพัฒนานวัตกรรม การส่งเสริมอุตสาหกรรมด้านวัฒนธรรม เช่น เกมแอนิเมชันและการออกแบบที่สร้างสรรค์ การพัฒนาระบบสาธารณูปโภค การพัฒนาคุณภาพชีวิตและสวัสดิการประชาชน ตลอดจนเพิ่มการรักษาความปลอดภัยในเขตเมืองและควบคุมความปลอดภัยด้านอาหาร

เห็นได้ชัดว่า ข้อได้เปรียบของนครเซี่ยงไฮ้คือเป็นเมืองนำร่องในการปฏิรูปที่เปิดกว้างทาง เศรษฐกิจ ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับภาคเอกชนไทยที่สนใจมาลงทุน แต่ต้องแลกกับค่าครองชีพและต้นทุนการดำเนินธุรกิจสูง โดยภาคเอกชนไทยอาจต้องปรับตัวโดยใช้นวัตกรรมมาช่วยสร้างสินค้าและบริการที่ เพิ่มมูลค่า เพื่อตอบโจทย์นครเซี่ยงไฮ้ซึ่งจัดเป็นตลาดระดับพรีเมียมของจีน

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส ระบุว่า เศรษฐกิจในกลุ่มประเทศอาเซียนมีแนวโน้มที่จะขยายตัวอย่างไม่สอดคล้องกันในปี 2559 และปี 2560 อันเนื่องมาจากอุปสงค์ทั่วโลกที่ซบเซาลง

ราหุล กอช รองประธานและนักวิเคราะห์อาวุโสด้านการวิจัยของมูดี้ส์ กล่าวว่า ในปี 2559-2560 นั้น แนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศรายใหญ่ในกลุ่มอาเซียนที่ต้องพึ่งพา การส่งออก อันได้แก่ประเทศไทย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย จะยังคงอ่อนแอกว่าอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์ภายในประเทศ

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเบื้องต้นเดือนมี.ค.ของญี่ปุ่น ซึ่งจัดทำโดยมาร์กิต/นิกเกอิ ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 49.1 จากระดับ 50.1 ในเดือนก.พ. โดยเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกในรอบเกือบ 1 ปี เนื่องจากการส่งออกล็อตใหม่ในภาคการผลิตร่วงลงอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ ดัชนี PMI ที่เคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับ 50 บ่งชี้ว่า ภาคการผลิตหดตัวลง และดัชนีที่เคลื่อนไหวเหนือระดับ 50 บ่งชี้ถึงการขยายตัวของภาคการผลิต

รายงานระบุว่า ดัชนีการส่งออกล็อตใหม่ในภาคการผลิต ปรับตัวลงสู่ระดับ 45.9 ในเดือนมี.ค. จากระดับ 49.0 ในเดือนก.พ. ซึ่งเป็นการหดตัวรุนแรงสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. 2556

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

กรุง กัวลาลัมเปอร์, ประเทศมาเลเซีย – สำนักข่าว Star Online รายงานว่า “ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPPA) คาดว่าจะส่งผลให้มีการยกเลิกภาษีศุลกากรผลิตภัณฑ์ยางราวร้อยละ 85 ทันที และภาษีผลิตภัณฑ์ยางรายการอื่นจะถูกยกเลิกทั้งหมดภายในระยะเวลา 16 ปี ภายใต้กรอบข้อตกลงทางการค้าในปี 2561
ทาง สภาส่งเสริมการส่งออกยางมาเลเซีย (MREPC) กล่าวว่า “อุปสรรคทางภาษีที่ลดลงภายใต้ข้อตกลง TPPA จะทำให้อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางมาเลเซียสามารถแข่งขันได้มากขึ้นในตลาด ฉะนั้น บริษัทมาเลเซียควรถือความได้เปรียบเหนือคู่แข่งอย่าง ไทย จีน อินโดนีเซีย และศรีลังกา ในด้านการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางไปยังประเทศสมาชิกรายหลัก ได้แก่ สหรัฐฯ แคนาดา เม็กซิโก และออสเตรเลีย
ทาง สภาฯ เปิดเผยเมื่อปี 2557 ว่า ผลิตภัณฑ์ยางนำเข้าทั้งหมด (ยางล้อ ถุงมือยาง รองเท้าและผลิตภัณฑ์ยางที่ใช้ในอุตสาหกรรม) จากประเทศสมาชิก TPP ทั้ง 12 ประเทศ มีมูลค่าถึง 96,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (394,000 ล้านริงกิต) ในขณะที่การนำเข้าผลิตภัณฑ์ยางทั่วโลกมีมูลค่า 269,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (1,100,000 ล้านริงกิต) ประเทศสมาชิก TPP มีความต้องการผลิตภัณฑ์ยางเป็นจำนวนมาก มีสัดส่วนปริมาณการนำเข้าถึงราวร้อยละ 36 ของปริมาณการนำเข้าโดยรวมของโลก นอกจากนี้ มาเลเซียยังติดอันดับ 1 ใน 10 ในการเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ยางไปยังประเทศสมาชิก TPP ด้วย
ใน ขณะเดียวกัน กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าระหว่างประเทศ (MITI) ของมาเลเซีย กล่าวถึงความเป็นไปได้ในการเข้าร่วมกลุ่ม TPP ของประเทศผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ยางรายใหญ่ เช่น ไทย และอินโดนีเซีย ว่าจะยังไม่เกิดขึ้นในเร็ววันนี้
การ เป็นสมาชิก TPP จะทำมาเลเซียให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางการจากการเข้าร่วม ส่วนประเทศที่ต้องการเข้าร่วมเป็นสมาชิกในภายหลังจะต้องมีการเจรจากับสมาชิก TPP เป็นราย ๆ ไป
ใน ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎระเบียบด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อม ทางกระทรวง ฯ กล่าวว่า นโยบายบางนโยบายจัดอยู่ภายใต้กฎหมายและกระบวนการของแต่ละประเทศ และไม่สามารถนำมาใช้กับข้อตกลง TPPA ได้ แต่ TPPA ก็ให้ความมั่นใจได้ว่าประเทศสมาชิกจะปฏิบัติตามมาตรฐานสากลในเรื่องที่ เกี่ยวกับแรงงานและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะสนับสนุนให้มีการกำกับดูแลที่ดีโดยเน้นความโปร่งใสมากขึ้นในการดำเนิน ธุรกิจ และข้อตกลงนี้ยังช่วยปกป้องธุรกิจในประเทศด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
ที่มา: http://www.rubberworld.com

เฟดลดเป้าหมายดอกเบี้ย ดันบาทแข็งค่า | เดลินิวส์
„ในการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Fed Funds Rate) ไว้ที่ 0.25-0.50% ซึ่งเป็นไปตามความคาดหมายของบรรดานักวิเคราะห์ในตลาดเงินตลาดทุน แต่ก็ได้ปรับลดเป้าหมายอัตราดอกเบี้ย ณ สิ้นปี 2559 นี้ลงเป็น 0.875% จากเดิม 1.375% ซึ่งหมายความว่า เฟดเล็งที่จะปรับดอกเบี้ยขึ้นเพียง 2 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้ จากเดิมที่เคยระบุว่าจะปรับดอกเบี้ยขึ้น 4 ครั้ง นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ปรับลดเป้าหมายอัตราดอกเบี้ย ณ สิ้นปี 2560 และ 2561 ลงจากเดิม รวมถึงปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ลงอีกเล็กน้อยด้วย สำหรับสาเหตุที่ทำให้เฟดปรับลดเป้าหมายดอกเบี้ยและการคาดการณ์เศรษฐกิจนั้น แถลงการณ์หลังการประชุมชี้ว่าเป็นผลมาจากความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกและความ ผันผวนของตลาดเงินตลาดทุน ซึ่งยังคงมีความเสี่ยงที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจสหรัฐจะสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่องก็ตาม“

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันที่ 22 มีนาคม 2559

อ่านต่อที่ : http://www.dailynews.co.th/article/387035

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา ม.อ. ส่งมอบสนามกีฬาพื้นยางพาราให้แก่โรงเรียนเทศบาล 2 เมืองกะทู้ และสนามกีฬา ม.อ.ภูเก็ต

รองศาสตราจารย์ภูวดล บุตรรัตน์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสงขลานนิทร์ วิทยาเขตภูเก็ต เป็นประธานในพิธีส่งมอบสนามกีฬาทำจากผลิตภัณฑ์แผ่นยางปูพื้นจากยางพารา ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งมีการจัดพิธีส่งมอบด้วยกัน 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนเทศบาล 2 เมืองกะทู้ โดยมี นายอรรพงษ์ จันทรัตนวงศ์ รองนายกเทศมนตรีเมืองกะทู้ และนายสังวรณ์ ภริงคาร ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาล 2 บ้านกะทู้ เป็นผู้รับมอบ จากนั้น รองศาสตราจารย์ภูวดล บุตรรัตน์ รองอธิการบดีวิทยาเขตภูเก็ต ประธานกล่าวเปิดใช้สนามพื้นยางพารา พร้อมรับมอบ โดยมีรองศาสตราจารย์อาซีซัน แกสมาน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวความเป็นมาของการดำเนินงานสถาบันวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ณ สนามกีฬาพื้นยางพารา ม.อ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2559

ผลิตภัณฑ์แผ่นยางปูพื้นจากยางพารา ธรรมชาติเป็นงานวิจัย และพัฒนาเพื่อต่อยอดสร้างนวัตกรรมของสถาบันวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งได้ใช้องค์ความรู้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ยางพารา โดยการสนับสนุนทางวิชาการแก่ “ชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางสตูล จำกัด” เพื่อสร้างโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง ทำเป็นแผ่นปูพื้นสนามกีฬา และลานกีฬาของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทั้ง 5 วิทยาเขต คือ วิทยาเขตหาดใหญ่ ปัตตานี ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และวิทยาเขตตรัง เพื่อช่วยเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มในภาวะที่ยางมีราคาตกต่ำ และเป็นภารกิจเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นภาคใต้

ลานกีฬาอเนกประสงค์พื้นยางพารา สร้างขึ้นเพื่อเป็นต้นแบบ และเป็นตัวขับเคลื่อนให้เห็นว่ายางพาราสามารถนำไปเป็นส่วนประกอบในการแปรรูป เป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายรูปแบบ เพื่อผู้ประกอบการ กลุ่มสหกรณ์ หรือเอกชนจะได้นำไปผลิตต่อในเชิงพาณิชย์ เป็นการสนับสนุนการใช้วัตถุดิบ และแรงงานในพื้นที่ เพื่อสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ ซึ่งเมื่อก่อนเกษตรกรขายยางในรูปของวัตถุดิบ แต่หากนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จำหน่ายจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 5-6 เท่า และเป็นราคาที่เสถียรไม่ขึ้นลงเหมือนที่ผ่านมา นอกจากนั้น ยังเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิจัย เนื่องจากลานกีฬาในทุกวิทยาเขตแม้จะมีสูตรการผลิตผลิตภัณฑ์ยางปูพื้นที่ เหมือนกัน แต่จะมีการติดตามศึกษาวิจัยเพื่อประเมินความทนทานของการใช้งานในสภาพแวดล้อม ที่ต่างกัน

รองศาสตราจารย์ภูวดล บุตรรัตน์ รองอธิการบดีวิทยาเขตภูเก็ต เผยว่า สถาบันวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ทำการวิจัยแปรรูปน้ำยางสดเป็นผลิตภัณฑ์แผ่นยางปูพื้นลานกีฬาจากยางพารา สร้างรายได้แก่เกษตรกร และสอดคล้องต่อนโยบายรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำ โดยนำแผ่นยางปูพื้นลานกีฬาติดตั้งให้แก่โรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ตั้ง ของมหาวิทยาลัยทั้ง 5 วิทยาเขต คือ วิทยาเขตหาดใหญ่ ปัตตานี ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และวิทยาเขตตรัง เพื่อทดสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้เยาวชนได้ใช้ประโยชน์ ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต เลือกจัดสร้างสนามกีฬา และสนามเด็กเล่นแก่โรงเรียนเทศบาล 2 บ้านกระทู้ อ.กระทู้ จ.ภูเก็ต พร้อมกันกับสนามกีฬาวิทยาเขตภูเก็ต จำนวน 1 สนาม

รองอธิการบดีวิทยาเขตภูเก็ต เผยต่อว่า ครอบครัวของนักศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต ที่เป็นเจ้าของสวนยางพารา ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตราคายางพาราวิทยาเขตภูเก็ต ได้ดำเนินการให้นักศึกษาแจ้งขอผ่อนผันการลงทะเบียน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาในระยะสั้นสำหรับการลงทะเบียน แต่ในการใช้ชีวิตประจำวันของนักศึกษาเป็นสิ่งสำคัญ วิทยาเขตภูเก็ตจึงคิดหาแนวทางในการเพิ่มรายได้ให้แก่นักศึกษา โดยการให้นักศึกษาที่ว่างจากการเรียนสามารถมาปฏิบัติงานช่วยงานในสำนักงาน ของคณะหน่วยงานในวิทยาเขตภูเก็ต เพื่อได้รับทุนเป็นค่าตอบแทนการทำงาน นอกจากนี้ ได้ดำเนินการหารือศิษย์เก่าที่เป็นเจ้าของธุรกิจ หรือผู้ประกอบการภาคเอกชนในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อขอทราบความต้องการนักศึกษาช่วยงาน หรือปฏิบัติงาน อันจะช่วยให้นักศึกษามีรายได้ ถือเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองส่วนหนึ่ง และยังช่วยให้นักศึกษามีประสบการณ์ในการทำงานอีกด้วย

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

วันที่ 22 มีนาคม 2559