Super User

Super User

ผู้ดูแลระบบ

หอการค้าไทย ประเมินผลกระทบภัยแล้งฉุดเศรษฐกิจ 0.85% คิดเป็นมูลค่า 1.19 แสนล้านบาท

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจการประเมินสถานการณ์ภัยแล้งของประเทศไทย จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยในส่วนของเกษตรกร พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 81.3 เกิดผลกระทบจากภัยแล้ง และได้เริ่มปรับตัวด้วยการปรับเปลี่ยนอาชีพ, เปลี่ยนชนิดพืชในการเพาะปลูก ในขณะที่ผู้ประกอบการบอกว่า ภัยแล้งส่งผลต่อยอดจำหน่าย, กำไร, คำสั่งซื้อ,กำลังการผลิต และจำนวนแรงงานลดลง แต่ต้นทุนสูงขึ้น โดยประเมินว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะขยายตัวได้ร้อยละ 3.01 - 3.50

สำหรับหน่วยงานด้านการเกษตร พบว่าภัยแล้งส่งผลต่อปริมาณการผลิตโดยรวมของเกษตรกร ลดลงร้อยละ 25.2, รายได้จากการขายสินค้าเกษตรลดลง ร้อยละ 22.8 ในขณะที่ระดับราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้นร้อยละ 7.6 ส่งผลต่อภาพรวมผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหาภัยแล้งตั้งแต่เดือนตุลาคม2558 จนถึงเดือนมิถุนายน 2559 มีผลต่อเศรษฐกิจ ร้อยละ 0.85 คิดเป็นมูลค่า 119,278.37 ล้านบาท

ที่มา : สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น

นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีนกล่าวว่า เอเชียควรกอบโกยผลประโยชน์จากทรัพยากรณ์มนุษย์ในภูมิภาค เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

นายกรัฐมนตรีของจีนเปิดเผยในระหว่างการประชุม Boao Forum for Asia 2016 ว่า เอเชียควรพึ่งพาประชากรทั้ง 4 พันล้านคนในภูมิภาคเพื่อก่อให้เกิดความก้าวหน้าและการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นายหลี่กล่าวในที่ประชุมในเมืองโป๋อ่าว มณฑลไห่หนานซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของจีนว่า "เอเชียจะมีอนาคตใหม่ก็ต่อเมื่อเรามีนวัตกรรมและบุคลากรที่มีทักษะ"

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ภูมิภาคเอเชียเคยประสบความสำเร็จแห่งปาฏิหารย์มาได้ เนื่องจากความอุตสาหะและความชาญฉลาดของประชาชน และควรใช้คุณภาพเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์มากกว่านี้

นวัตกรรมเป็นหนึ่งในหลักปฏิบัติสำคัญของการบรรลุการเปลี่ยนผ่านทาง เศรษฐกิจของจีน จากการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุนและการส่งออกเป็นการเติบโตที่ขับ เคลื่อนโดยการบริโภค

นายหลี่กล่าวว่า ภูมิภาคนี้ควรพยายามเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงานผ่านการศึกษาและการฝึกฝน และเพิ่มการลงทุนด้านการวิจัยและการพัฒนา พร้อมระบุว่า "เราควรใช้งานต้นแบบใหม่ๆ เช่น Internet Plus เป็นต้น เราควรสร้างเวทีสำหรับความร่วมมือด้านนวัตกรรมและสนับสนุนให้มีการแบ่งปัน แนวทางปฏิบัติที่ยอดเยี่ยม เพื่อการมีส่วนร่วมในสาธารณะ โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน"

"แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ประเทศต่างๆในภูมิภาคสามารถเริ่มดำเนินการตาม แผนการพัฒนาที่ขับเคลื่อนโดยนวัตกรรมและการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการยก ระดับได้" เขากล่าวเสริม

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

คณะกรรมการเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจของสิงคโปร์ (EDB) รายงานในวันนี้ว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนก.พ. ลดลง 4.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี

ทั้งนี้ หากไม่รวมการผลิตในภาคอุตสาหกรรมชีวเวช ผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนก.พ. ลดลง 7.4% ในขณะที่เมื่อเทียบรายเดือน ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลง 4.8% และหากไม่รวมผลผลิตทางชีวเวช ผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนก.พ. ลดลง 2.1%

ผลผลิตจากภาควิศวกรรมการขนส่งในเดือนก.พ. ร่วงลง 14.5% เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยภาควิศกรรมนอกชายฝั่งและทางทะเลยังคงอ่อนแอ โดยมีผลผลิตลดลงถึง 23.1% อันเนื่องมาจากมีการสร้างแท่นขุดเจาะน้ำมันที่น้อยลง อีกทั้งความต้องการอุปกรณ์เกี่ยวกับแหล่งน้ำมันและก๊าซก็ร่วงลงตามสถานการณ์ ราคาน้ำมันในปัจจุบันที่ยังคงซบเซา

ผลผลิตจากภาคอิเล็กทรอนิกส์หดตัวลง 8.4% ในเดือนก.พ.เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยการขยายตัวของการผลิตอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ถูกหักลบด้วยภาคการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ประเภทอื่น ๆ ที่ปรับตัวลดลง สำนักข่าวซินหัวรายงาน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ

การยางแห่งประเทศไทย ผนึก 8 แบงก์พาณิชย์ เทงบฯสินเชื่อ 15,000 ล้านบาท เปิดโครงการสนับสนุนสินเชื่อให้ผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง รับสมัครผ่าน กยท. วันนี้-12 กันยายน 2559

นายเชาว์ ทรงอาวุธ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2559 อนุมัติหลักการโครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง วงเงินสินเชื่อ 15,000 ล้านบาท ขณะนี้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้เปิดรับสมัครผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ยางเข้าร่วมโครงการแล้ว โดยมีธนาคารพาณิชย์ 8 แห่งร่วมดำเนินโครงการ ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME) เพื่อให้ผู้ประกอบการได้กู้สินเชื่อไปใช้ขยายกำลังการผลิต/ปรับเปลี่ยน เครื่องจักรการผลิต ณ ที่ตั้งเดิม หรือที่ตั้งใหม่ โดยรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการร้อยละ 3 ตลอดเวลา 10 ปี (พ.ศ. 2559-2569) จำนวนชดเชยดอกเบี้ยประมาณ 4,500 ล้านบาท โครงการจะช่วยให้เกิดการกู้เงิน และรับซื้อยางดิบประมาณ 60,000 ตัน ไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยาง ถือเป็นงบประมาณใหม่ช่วยเหลือชาวสวนยาง

ด้านนายพิเชฏฐ์ พร้อมมูล ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง การยางแห่งประเทศไทย กล่าวถึงคุณสมบัติของผู้ประกอบการที่จะเข้าร่วมโครงการว่า ต้องเป็นผู้ประกอบการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางต่าง ๆ ทั้งผลิตภัณฑ์จากน้ำยางข้น และผลิตภัณฑ์จากยางแห้งที่มีมูลค่าสูง เช่น ถุงมือยาง ยางยืด ยางล้อ ยางที่ใช้ในงานวิศวกรรม ฯลฯ และเป็นผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในประเทศไทย โดยมีผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยมากกว่า 50% ของทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว ซึ่ง กยท. โดยสถาบันวิจัยยาง จะเป็นหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ ปริมาณการใช้ยางธรรมชาติของผู้ประกอบการที่จะต้องมีมากขึ้นอย่างน้อย 4 ตัน/ปี/วงเงินกู้ 1 ล้านบาท

ในส่วนของการอนุมัติสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ ที่ผู้ประกอบการยื่นขอสินเชื่อผ่านโครงการนั้น จะอนุมัติสินเชื่อภายใน 60 วัน นับจากวันที่ได้รับคำขอจาก กยท. หากไม่สามารถอนุมัติได้ทันใน 60 วัน กยท.สามารถขยายระยะเวลาได้อีกไม่น้อยกว่า 30 วัน เมื่อครบกำหนดแล้ว ธนาคารจะแจ้งผลการพิจารณาสินเชื่อ และวงเงินที่อนุมัติให้ กยท.ทราบภายใน 15 วัน นับจากวันที่อนุมัติ และผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อต้องทำนิติกรรมสัญญากับ กยท.และธนาคารภายใน 30 วัน นับจากวันที่ธนาคารอนุมัติ ซึ่งผู้ประกอบการต้องเบิกจ่ายเงินกู้ภายใน 18 เดือน นับจากวันที่ทำสัญญา

นายพิเชฏฐ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ให้ยื่นคำขอพร้อมเอกสารหลักฐานจำนวน 2 ชุด ได้แก่ สำเนาบัตรประชาชนของผู้มีอำนาจลงชื่อแทนนิติบุคคล/หนังสือมอบอำนาจ สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียน วัตถุประสงค์ หนังสือบริคณห์สนธิ สำเนาใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) แผนที่ตั้งโรงงาน แผนการขยายกำลังการผลิต อุปกรณ์ เครื่องจักร อาคารและสิ่งก่อสร้าง ข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กำลังการผลิต แผนการผลิตและจำหน่าย เป็นต้น รายงานปริมาณการใช้ยาง/ผลผลิต รายเดือน แยกชนิดยางย้อนหลัง 2 ปี โดยยื่นคำขอพร้อมเอกสารหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สถาบันวิจัยยาง การยางแห่งประเทศไทย แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โทร.0-2579-1576 ต่อ 307 ตั้งแต่วันนี้-12 กันยายน 2559

 

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

กระทรวงเกษตรฯ เผยโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง และโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ ช่วยเหลือชาวสวนยาง และกระตุ้นกลไกตลาดราคายางให้สูงขึ้น พร้อมเปิดโครงการสนับสนุนสินเชื่อให้ผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง สมัครผ่าน กยท. ตั้งแต่วันนี้ – 12  กันยายน 2559 เป็นต้นไป

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากภาวะที่ราคายางตกต่ำอย่างต่อเนื่อง สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกรชาวสวนยาง รัฐบาลจึงได้มอบหมายให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์(กษ.) โดยการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เป็นหน่วยงานหลักร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำ โครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง และโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ  มาแก้ปัญหาราคายาง ซึ่งภายหลังสิ้นสุดการรับแจ้งสิทธิ์เข้าร่วมโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ เกษตรกรชาวสวนยาง ตั้งแต่ช่วงปลายกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีจำนวนเกษตรกรชาวสวนยางเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 804,127 ครัวเรือน และ กยท. ได้จ่ายเงินช่วยเหลือไปแล้ว 491,048 ครัวเรือน แบ่งเป็นเจ้าของสวนยาง 491,048 ครัวเรือน และคนกรีดยาง 469,181 ครัวเรือน รวมเป็นเงิน 7,198,622,475 บาท (ข้อมูล ณ วันที่ 18 มีนาคม 2559)

ในส่วนของโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ เริ่มทยอยปิดจุดรับซื้อยางทั่วประเทศ เนื่องจากยางเริ่มผลัดใบไม่สามารถกรีดยางได้ จึงไม่จำเป็นต้องตั้งจุดรับซื้อ ซึ่งขณะนี้มีปริมาณยางที่รับซื้อทั้งหมด 2,891.11 ตัน จากเกษตรกร 26,665 ราย คิดเป็นเงิน 121,467,793.30 บาท แบ่งเป็น ยางแผ่นดิบคุณภาพ 3 จำนวน 533.97 ตัน  น้ำยางสด จำนวน 796.25 ตัน และยางก้อนถ้วย จำนวน 1,560.89 ตัน (ข้อมูล ณ วันที่ 18 มีนาคม 2559) ทั้งนี้ หลังจากเดือนเมษายนเป็นต้นไป เมื่อเกษตรกร  กรีดยางได้ ทาง กยท. จะเริ่มเปิดจุดรับซื้อยาง ตามโครงการฯ อีกครั้ง ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2559

“ทั้ง 2 โครงการ ที่รัฐบาลนำมาช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางนั้น เป็นการช่วยเกษตรกรเฉพาะหน้าระยะสั้น และมีส่วนสำคัญที่ทำให้ราคายางในปัจจุบันถีบตัวสูงขึ้นกว่าแต่ก่อน ทั้งยางแผ่นดิบแตะที่ระดับ 43.80 บาท/กิโลกรัม และแผ่นยางรมควันอยู่ที่ระดับ 48.52 บาท/กิโลกรัม และพร้อมสนับสนุนในเรื่องของการแปรรูปยาง เพื่อกระตุ้นการใช้ยางภายในประเทศให้สูงขึ้น ทั้งนี้ ทาง กษ. หวังว่า มาตรการต่าง ๆ   ที่นำออกมาใช้จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางมีชีวิตที่ดีขึ้น อย่างยั่งยืน” นายธีรภัทร กล่าว

ด้าน นายสุรพล จารุพงศ์ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้านโครงการสนับสนุนสินเชื่อให้ผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง วงเงิน 15,000 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ประกอบการได้กู้สินเชื่อไปใช้ขยายกำลังการผลิต/ปรับเปลี่ยน เครื่องจักรการผลิต ณ ที่ตั้งเดิม หรือ ที่ตั้งใหม่ กำลังอยู่ในช่วงเปิดให้ผู้ที่สนใจยื่นคำขอพร้อมเอกสาร

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรฯเป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูง โดยทำการแทนพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ เดินทางไปประเทศจอร์แดน เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือสองประเทศในโครงการฝนหลวง โดยปลัดกระทรวงฯแถลงความคืบหน้าโครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราภาครัฐ ที่ทุกหน่วยงานมีความต้องการใช้1 แสนตันในปี59 ว่าขณะนี้การยางแห่งประเทศไทย(กยท.)ยังเปิดจุดซื้อยางพาราจากเกษตรกรโดยตรง ได้ปริมาณ2.9 พันตัน ซึ่งยังมีปริมาณที่น้อยเพราะเป็นช่วงปิดกรีด คาดว่าเปิดกรีดเดือนพ.ค.จะมียางมาขายมากขึ้น ซึ่งได้ให้ กยท.ประสานกับบริษัทเอกชน ที่หน่วยงานต่างๆได่ว่าจ้างให้ไปผลิตตามวัถตุประสงค์โดยเร็วภายใน1-2 เดือนนี้ เช่นทำถนน ปูพื้นบ่อปลา ทำสนามกีฬา

อย่างไรก็ตามราคายางขยับขึ้นมาต่อเนื่องจากเดือนม.ค.ที่ราคา33 บาทต่อกก.วันนี้ขึ้นไปถึง 47 บาทต่อกก.ซึ่งสูงกว่าราคาที่กยท.รับซื้อที่45 บาท ก็เป็นผลที่รัฐบาลมีมาตรการช่วยซื้อ รวมทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ ได้พาเอกชนต่างประเทศเข้ามาซื้อด้วย ซึ่งปัญหาราคายางตกช่วงปลายปี 58 มีหลายปัจจัยจากภายนอกภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงซบเซาต่อเนื่องมาจากราคาน้ำมันตก ต่ำที่มากระทบราคายางในประเทศ ไม่ได้มาจากการทำงานของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งที่ผ่านมามีหลายมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเสริมรายได้ เช่นทำเกษตรผสมผสานในสวนยางพารา

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

กระทรวงเกษตรฯ เผยโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง และโครงการส่งเสริม การใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ ช่วยเหลือชาวสวนยางและกระตุ้นกลไกตลาดราคายางให้สูงขึ้น พร้อมเปิดโครงการสนับสนุนสินเชื่อให้ผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง สมัครผ่าน กยท. ตั้งแต่วันนี้ – 12 กันยายน 2559 เป็นต้นไป
นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากภาวะที่ราคายางตกต่ำอย่างต่อเนื่อง สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกรชาวสวนยาง รัฐบาลจึงได้มอบหมายให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์(กษ.) โดยการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เป็นหน่วยงานหลักร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำโครงการสร้าง ความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง และโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐมาแก้ปัญหาราคายาง ซึ่งภายหลังสิ้นสุดการรับแจ้งสิทธิ์เข้าร่วมโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ เกษตรกรชาวสวนยางตั้งแต่ช่วงปลายกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีจำนวนเกษตรกรชาวสวนยางเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 804,127 ครัวเรือน และ กยท. ได้จ่ายเงินช่วยเหลือไปแล้ว 491,048 ครัวเรือน แบ่งเป็นเจ้าของสวนยาง 491,048 ครัวเรือน และคนกรีดยาง 469,181 ครัวเรือน รวมเป็นเงิน 7,198,622,475 บาท (ข้อมูล ณ วันที่ 18 มีนาคม 2559)
ในส่วนของโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐเริ่มทยอยปิดจุดรับซื้อ ยางทั่วประเทศ เนื่องจากยางเริ่มผลัดใบไม่สามารถกรีดยางได้ จึงไม่จำเป็นต้องตั้งจุดรับซื้อ ซึ่งขณะนี้มีปริมาณยางที่รับซื้อทั้งหมด 2,891.11 ตัน จากเกษตรกร 26,665 ราย คิดเป็นเงิน 121,467,793.30 บาท แบ่งเป็น ยางแผ่นดิบคุณภาพ 3 จำนวน 533.97 ตัน น้ำยางสด จำนวน 796.25 ตัน และยางก้อนถ้วย จำนวน 1,560.89 ตัน (ข้อมูล ณ วันที่ 18 มีนาคม 2559) ทั้งนี้ หลังจากเดือนเมษายนเป็นต้นไป เมื่อเกษตรกร กรีดยางได้ ทาง กยท. จะเริ่มเปิดจุดรับซื้อยาง ตามโครงการฯ อีกครั้ง ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2559
"ทั้ง 2 โครงการ ที่รัฐบาลนำมาช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางนั้น เป็นการช่วยเกษตรกรเฉพาะหน้าระยะสั้น และมีส่วนสำคัญที่ทำให้ราคายางในปัจจุบันถีบตัวสูงขึ้นกว่าแต่ก่อน ทั้งยางแผ่นดิบแตะที่ระดับ 43.80 บาท/กิโลกรัม และแผ่นยางรมควันอยู่ที่ระดับ 48.52 บาท/กิโลกรัม และพร้อมสนับสนุนในเรื่องของการแปรรูปยาง เพื่อกระตุ้นการใช้ยางภายในประเทศให้สูงขึ้น ทั้งนี้ ทาง กษ. หวังว่า มาตรการต่าง ๆ ที่นำออกมาใช้จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางมีชีวิตที่ดีขึ้น อย่างยั่งยืน" นายธีรภัทร กล่าว
นายสุรพล จารุพงศ์ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า "ด้านโครงการสนับสนุนสินเชื่อให้ผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง วงเงิน 15,000 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ประกอบการได้กู้สินเชื่อไปใช้ขยายกำลังการผลิต/ปรับเปลี่ยน เครื่องจักรการผลิต ณ ที่ตั้งเดิม หรือที่ตั้งใหม่ กำลังอยู่ในช่วงเปิดให้ผู้ที่สนใจยื่นคำขอพร้อมเอกสารหรือสอบถามเพิ่มเติม ได้ที่ สถาบันวิจัยยาง การยางแห่งประเทศไทย แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โทร. 02-579-1576 ต่อ 307 ตั้งแต่วันนี้ – 12 กันยายน 2559 ด้วย"นายสุรพล กล่าว


ที่มา ThaiPR.net

วิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อราคายาง

วันศุกร์ที่  25  มีนาคม  พ.ศ. 2559

 

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ราคายางในปัจจุบันถีบตัวสูงขึ้นกว่าแต่ก่อน ทั้งยางแผ่นดิบ และแผ่นยางรมควัน เป็นผลจากโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง และโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ

จากภาวะที่ราคายางตกต่ำอย่างต่อเนื่อง สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกรชาวสวนยาง รัฐบาลจึงได้มอบหมายให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์(กษ.) โดยการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เป็นหน่วยงานหลักร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำ โครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง และโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ มาแก้ปัญหาราคายาง

ซึ่งภายหลังสิ้นสุดการรับแจ้งสิทธิ์เข้าร่วมโครงการสร้างความเข้มแข็ง ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง ตั้งแต่ช่วงปลายกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีจำนวนเกษตรกรชาวสวนยางเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 804,127 ครัวเรือน และ กยท. ได้จ่ายเงินช่วยเหลือไปแล้ว 491,048 ครัวเรือน แบ่งเป็นเจ้าของสวนยาง 491,048 ครัวเรือน และคนกรีดยาง 469,181 ครัวเรือน รวมเป็นเงิน 7,198,622,475 บาท (ข้อมูล ณ วันที่ 18 มีนาคม 2559)

ในส่วนของโครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ เริ่มทยอยปิดจุดรับซื้อยางทั่วประเทศ เนื่องจากยางเริ่มผลัดใบไม่สามารถกรีดยางได้ จึงไม่จำเป็นต้องตั้งจุดรับซื้อ ซึ่งขณะนี้มีปริมาณยางที่รับซื้อทั้งหมด 2,891.11 ตัน จากเกษตรกร 26,665 ราย คิดเป็นเงิน 121,467,793.30 บาท แบ่งเป็น ยางแผ่นดิบคุณภาพ 3 จำนวน 533.97 ตัน น้ำยางสด จำนวน 796.25 ตัน และยางก้อนถ้วย จำนวน 1,560.89 ตัน (ข้อมูล ณ วันที่ 18 มีนาคม 2559) ทั้งนี้ หลังจากเดือนเมษายนเป็นต้นไป เมื่อเกษตรกร กรีดยางได้ ทาง กยท. จะเริ่มเปิดจุดรับซื้อยาง ตามโครงการฯ อีกครั้ง ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2559

“ทั้ง 2 โครงการ ที่รัฐบาลนำมาช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางนั้น เป็นการช่วยเกษตรกรเฉพาะหน้าระยะสั้น และมีส่วนสำคัญที่ทำให้ราคายางในปัจจุบันถีบตัวสูงขึ้นกว่าแต่ก่อน ทั้งยางแผ่นดิบแตะที่ระดับ 43.80 บาท/กิโลกรัม และแผ่นยางรมควันอยู่ที่ระดับ 48.52 บาท/กิโลกรัม และพร้อมสนับสนุนในเรื่องของการแปรรูปยาง เพื่อกระตุ้นการใช้ยางภายในประเทศให้สูงขึ้น ทั้งนี้ ทาง กระทรวงเกษตรฯ หวังว่า มาตรการต่าง ๆ ที่นำออกมาใช้จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางมีชีวิตที่ดีขึ้น อย่างยั่งยืน” นายธีรภัทร กล่าว

ด้านนายสุรพล จารุพงศ์ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สำหรับโครงการสนับสนุนสินเชื่อให้ผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง วงเงิน 15,000 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ประกอบการได้กู้สินเชื่อไปใช้ขยายกำลังการผลิต/ปรับเปลี่ยน เครื่องจักรการผลิต ณ ที่ตั้งเดิม หรือ ที่ตั้งใหม่ กำลังอยู่ในช่วงเปิดให้ผู้ที่สนใจยื่นคำขอพร้อมเอกสาร ตั้งแต่วันนี้ – 12 ก.ย.นี้

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)