ข่าวเด่น

Super User

Super User

ผู้ดูแลระบบ

วรรธนา มงคลศรี รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ร่วมลงนามในบันทึกความร่วมมือ ด้านสินเชื่อเพื่อสนับสนุนการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมยางพารา (Rubber City) และนิคมอุตสาหกรรมในเขตเศรษฐกิจพิเศษกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า (วันที่ 26 มีนาคม 2559)

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงมาตรการกระตุ้นราคายางพารา ว่า ผลการดำเนินงานในปัจจุบันมีความก้าวหน้าเป็นที่น่าพอใจในฐานะรัฐบาล แต่กลุ่มเกษตรกรอาจจะยังไม่พอใจมากนัก เพราะต้องการราคาที่สูงมากกว่านี้ ขอเวลาสักระยะ

"วันนี้ ตนต้องเข้ามา กว่าจะได้อะไรติดไปหมด เพราะปัญหาเก่ามีอยู่ จึงต้องมาแก้ ต้องใช้อำนาจบางอย่างที่มีอยู่ในการที่ทำให้เกิดขึ้น วันนี้ที่น่าพอใจ เห็นราคาและจำนวนที่มียอดสั่งซื้อและมูลค่าการซื้อขายเป็นจำนวนมาก สามารถช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ยางภายในประเทศ ทั้งยางแท่งยางแผ่นรมควันน้ำยางข้น รวมเกือบ 8 แสนตัน นอกจากนี้ ยังมียอดสั่งซื้อไม้ยางพารากว่า 2 หมื่นตู้คอนเทนเนอร์" นายกฯ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ล่าสุดมีผู้ซื้อจากต่างประเทศให้ความสนใจเพิ่มเติม ทั้งจากกลุ่มประเทศอาเซียนจีน อินเดีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป สหรัฐฯ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา นอกจากนี้ ในการเยือนจีนครั้งล่าสุด ท่านรัฐมนตรีจีนก็รับปากว่าจะเร่งดำเนินการในเรื่องของการซื้อยางและข้าวจาก ไทยให้ได้โดยเร็ว ซึ่งหลายๆ อย่างดีขึ้น หลายประเทศมีความเชื่อมั่นเรามากขึ้น วันนี้เราต้องเชื่อมั่นกัน ถ้าไม่เชื่อมั่นกัน ต่างประเทศไม่เชื่อมั่น เพราะฉะนั้นกรุณาฟังว่าตนทำอะไรอยู่

ทั้ง นี้ ในเรื่องของการใช้ยาง ต้องกำชับหน่วยงานตรงกลาง กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ BOI ต้องเร่งดำเนินการ รีบผลิตออกมาให้จับต้องได้เสียที โดยต้องเป็นไปตามกฎหมาย ไม่เอื้อประโยชน์ให้กับใครทั้งสิ้น

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า (วันที่ 25 มีนาคม 2559)

นาย ธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรฯเป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูง โดยทำการแทนพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯ เดินทางไปประเทศจอร์แดน เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือสองประเทศในโครงการฝนหลวง โดยปลัดกระทรวงฯแถลงความคืบหน้าโครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราภาครัฐ ที่ทุกหน่วยงานมีความต้องการใช้1 แสนตันในปี59 ว่าขณะนี้การยางแห่งประเทศไทย(กยท.)ยังเปิดจุดซื้อยางพาราจากเกษตรกรโดยตรง ได้ปริมาณ2.9 พันตัน ซึ่งยังมีปริมาณที่น้อยเพราะเป็นช่วงปิดกรีด คาดว่าเปิดกรีดเดือนพ.ค.จะมียางมาขายมากขึ้น ซึ่งได้ให้ กยท.ประสานกับบริษัทเอกชน ที่หน่วยงานต่างๆได่ว่าจ้างให้ไปผลิตตามวัถตุประสงค์โดยเร็วภายใน1-2 เดือนนี้ เช่นทำถนน ปูพื้นบ่อปลา ทำสนามกีฬา

อย่าง ไรก็ตามราคายางขยับขึ้นมาต่อเนื่องจากเดือนม.ค.ที่ราคา33 บาทต่อกก.วันนี้ขึ้นไปถึง 47 บาทต่อกก.ซึ่งสูงกว่าราคาที่กยท.รับซื้อที่45 บาท ก็เป็นผลที่รัฐบาลมีมาตรการช่วยซื้อ รวมทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ ได้พาเอกชนต่างประเทศเข้ามาซื้อด้วย ซึ่งปัญหาราคายางตกช่วงปลายปี 58 มีหลายปัจจัยจากภายนอกภาวะเศรษฐกิจโลกยังคงซบเซาต่อเนื่องมาจากราคาน้ำมันตก ต่ำที่มากระทบราคายางในประเทศ ไม่ได้มาจากการทำงานของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งที่ผ่านมามีหลายมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเสริมรายได้ เช่นทำเกษตรผสมผสานในสวนยางพารา

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า(วันที่ 23 มีนาคม 2559)

กรุงกัวลาลัมเปอร์ – คณะกรรมการยางมาเลเซีย (MRB) ยืนยันว่าราคายางพาราจะไม่ลดมากกว่านี้อีก จากการเริ่มระบายสต็อกยางที่มีเป็นจำนวนมาก
การส่งออกยางที่เริ่มลดลงในเดือนนี้ของประเทศสมาชิกสภาไตรภาคียางพารา ระหว่างประเทศ (ITRC) ทั้งมาเลเซีย ไทย และอินโดนีเซีย หลังจากได้ตกลงร่วมกันที่จะลดปริมาณการส่งออกยางใน 6 เดือนข้างหน้า โดยจะลดปริมาณการส่งออก 615,000 ตัน ซึ่งจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ ตามมาตรการจำกัดปริมาณการส่งออก (AETS) และมาเลเซียจะลดการส่งออกร้อยละ 8.5 หรือปริมาณ 52,259 ตัน
นอกจากนี้ ทั้ง 3 ประเทศต่างตกลงที่จะเพิ่มปริมาณการใช้งานยางพาราภายในประเทศรวมกันให้ได้ถึง 300,000 ตันต่อปี ซึ่งเริ่มต้นในปีนี้ โดยเน้นในการใช้สร้างถนนยางพารา เพื่อลดอุปทานยางของโลก
ทางคณะกรรมการยางมาเลเซียกล่าวว่า “คณะกรรมการฯ เห็นมองแนวโน้มราคายางจะฟื้นตัวจากการดำเนินตามมาตรการจำกัดปริมาณการส่งออก ยาง และล่าสุดประเทศเวียดนามก็ให้คำมั่นที่จะร่วมดำเนินมาตรการนี้ที่การประชุม คณะกรรมการสภาไตรภาคีฯ ที่จัดขึ้น ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยจะลดปริมาณการส่งออกยางลง 85,000 ตัน ในขณะเดียวกันทางสภาไตรภาคีฯ จะศึกษาผลกระทบในช่วงที่ดำเนินการมาตรการนี้ และทบทวนการตัดสินใจที่จะคงมาตรการนี้ในช่วงเดือนที่จะมาถึง โดยการตัดสินใจอยู่ในอำนาจของรัฐมนตรีสภาไตรภาคีฯ ของทั้ง 3 ประเทศ”
ราคายางพาราที่ตกต่ำขณะนี้สาเหตุหลักเนื่องมาจากได้รับผลกระทบจากภาวะ เศรษฐกิจจีนชะลอตัว ทำให้มีความต้องการใช้ยางลดลง ส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ลดลงตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ความพยายามระบายสต็อกยางที่มีจำนวนมากโดยดำเนินโครงการเมืองยางเมือง Kedah ซึ่งตั้งเป้าเริ่มพัฒนาโครงการในปีนี้ในอันที่จะให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม ยางในมาเลเซียให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
เมื่อปลายปีที่แล้ว มีการประมาณการว่านิคมยางจะสร้างมูลค่าการพัฒนาเบื้องต้น (gross development value: GDV) ที่11,200 ล้านริงกิต และคาดว่าจะสร้างงานได้ถึง 20,000 ตำแหน่ง
โครงการนิคมยางริเริ่มโดยรัฐ Kedah ในปีนี้มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการทั้งสิ้น 320 ล้านริงกิต ปัจจุบันคณะกรรมการยางมาเลเซียมีสถานีวิจัยพื้นที่ 635 เฮกตาร์ ในเขตนิคมยาง ประกอบด้วยห้องปฏิบัติการและเครื่องมือทดสอบที่สำนักงานในเขต Sungai Petani ซึ่งคณะกรรมการยางฯ คาดว่าจะสนับสนุนโครงการยางให้ประสบผลสำเร็จ
คณะกรรมการยางฯ กล่าวว่า นิคมยางที่สร้างขึ้นจะมีบริการการให้คำปรึกษา ฝึกอบรม และเครื่องมือทดสอบเพื่อการพัฒนา”


ที่มา http://globalrubbermarkets.com

บริษัท Kobe Steel ของญี่ปุ่นกำลังวางแผนเปิดบริษัทสาขาในประเทศจีนเพื่อจำหน่ายเครื่องจักร ผลิตยางล้อและผลิตภัณฑ์ยาง รวมถึงการให้บริการหลังการขายเพื่อรองรับอุตสาหกรรมการผลิตยางล้อของจีนที่ กำลังเติบโต และให้บริการลูกค้าซึ่งมีเป็นจำนวนมากในประเทศจีน
บริษัทใหม่ที่จะเปิดในจีนใช้ชื่อว่า Kobelco Machinery System Engineering Qingdao (KMQ) ตั้งอยู่ในเมือง Qingdao มณฑล Shangdong  ใช้เงินลงทุน 350,000 เหรียญสหรัฐฯ โดยจะขายเครื่องผสมยาง เครื่องอัดรีดยางแบบเกลียวคู่ และเครื่องทดสอบยางล้อที่ใช้ในการผลิตยางล้อและผลิตภัณฑ์ยางชนิดอื่นๆ ซึ่งการตั้งบริษัท KMQ นี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนงานของ Kobe Steel ที่ต้องการจะสร้างส่วนแบ่งตลาดเครื่องผสมยางให้ได้ถึงร้อยละ 50 ของตลาดโลก
ข้อมูลยอดขายตามที่ระบุในวารสาร European Rubber Journal ในเครือสำนักพิมพ์ Tire Business รายงานว่า ภาคธุรกิจเครื่องจักรของ KMQ ทำยอดขายได้ราวร้อยละ 9 ของมูลค่ายอดขายต่อปีของ Kobe Steel หรือประมาณ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยจำนวนนี้คิดเป็นยอดขายจากเครื่องจักรยางล้อและยางประมาณ 285 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และทาง Kobe Steel คาดว่ายอดขายเครื่องจักรในกลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้นอีก 9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2563
ปริมาณการผลิตยางล้อทั่วโลกเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 3 ต่อปีในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ โดยประเทศจีนมีสัดส่วนการผลิตมากถึงเกือบร้อยละ 40 ของทั้งหมด และคาดว่าการผลิตในจีนจะเติบโตขึ้นร้อยละ 5 ต่อปี หรือสามารถผลิตยางล้อได้ถึง 650 ล้านเส้นในปี 2563 จากเดิมที่ผลิตได้ 520 ล้านเส้นในปี 2558
ปัจจุบัน Kobe Steel เป็นผู้ผลิตและขายเครื่องจักรผลิตยางล้อและยางกว่า 250 เครื่องในตลาดจีน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต้องการด้านการให้บริการหลังการขายที่เพิ่มขึ้น
ธุรกิจเครื่องจักรผลิตยางล้อและยางของบริษัทมีฐานการผลิตและจำหน่ายใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ ที่เมือง Takasago ประเทศญี่ปุ่น เมือง Kanchipuram ประเทศอินเดีย เมือง Yiyang ประเทศจีน และที่เมือง Hudson รัฐ Ohio สหรัฐอเมริกา


ที่มา http://www.tirebusiness.com

กรุงดับลิน, ประเทศไอร์แลนด์ – ตามรายงานของสำนักวิจัย Research and Markets ในหัวข้อ “ตลาดยางอะไหล่ทดแทนสำหรับยางล้อเครื่องบินทั่วโลกในช่วงปี 2559-2563” คาดการณ์ว่าจะเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ร้อยละ 5.12 ในช่วงระหว่างปี 2559-2563
การขยายตัวของธุรกิจในตลาดเกิดใหม่มีส่วนช่วยเพิ่มการใช้จ่ายในด้านการ ดูแลรักษา การซ่อมบำรุงและการปฏิบัติงาน รายได้ที่เพิ่มขึ้นในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างอินเดียและจีนทำให้การท่อง เที่ยวของประชากรในประเทศเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด ส่งผลให้การใช้งานเครื่องบินโดยสาร การเปลี่ยนทดแทนเครื่องบินเก่า และมีการจ้างบุคลากรเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การเกิดอุปสงค์เทคโนโลยีการประหยัดเชื้อเพลิงของเครื่องบินรุ่นใหม่และยาง ล้อเครื่องบินทดแทนคาดว่าจะช่วยเพิ่มการใช้จ่ายด้านการดูแลรักษา การซ่อมบำรุงและการปฏิบัติงานด้านต่างๆ อีกด้วย
ตามรายงานระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพทั่วโลกส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติในการบริโภคของผู้คนที่มีต่อการท่อง เที่ยวและวันหยุดพักผ่อน ซึ่งกระตุ้นให้ผู้คนออกไปเดินทางท่องเที่ยวกันมากขึ้น และการมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นสัญญาณของสภาวะเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง นำไปสู่การใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า สภาวะตลาดที่มีความผันผวนมีส่วนทำให้กำไรของธุรกิจลดลง


ที่มา http://www.rubberworld.com,

กรุงกัวลาลัมเปอร์ – สำนักวิจัย Affin Hwang Capital Research ยืนกรานแนวคิดที่เป็นกลางต่อภาคธุรกิจถุงมือยาง โดยมองว่าการจัดเก็บภาษีประจำปีจากแรงงานต่างชาติในอัตราใหม่จะไม่ส่งผล กระทบอย่างเด่นชัดต่อรายได้ของบริษัท
รัฐบาลประกาศว่าการจัดเก็บภาษีดังกล่าวจากภาคการผลิต การก่อสร้าง และภาคการบริการจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,850 ริงกิตต่อคน ถึงแม้ว่าจะมีการปรับเพิ่มอัตราภาษีอีก 600 ริงกิต จากเดิมที่จัดเก็บ 1,250 ริงกิต แต่ก็ยังนับว่าต่ำกว่าอัตราภาษีที่เคยยื่นเรื่องขอไว้ที่ 2,500 ริงกิต
ทางสำนักวิจัยกล่าวว่า “อัตราภาษีใหม่นี้กำหนดขึ้นหลังจากที่มีการหารือกันระหว่างกระทรวงที่เกี่ยว ข้องกับสมาคมและองค์กรทางการค้าหลายกลุ่ม และเชื่อว่าการปรับเพิ่มภาษีแรงงานต่างชาติครั้งนี้จะเป็นที่ยุติและไม่คิด ว่าจะต้องมีการทบทวนอีก”
ค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงานนั้นคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 9-13 ของต้นทุนการดำเนินการทั้งหมด โดย Affin ประมาณการว่าภาษีแรงงานประจำปีนั้นจะมีสัดส่วนราวร้อยละ 3 ของต้นทุนค่าจ้างแรงงานทั้งหมด ซึ่งการปรับขึ้นอัตราภาษีแรงงานต่างชาติจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของบริษัท เพียงร้อยละ 0.5-1.5 เท่านั้น และคาดว่าผู้ผลิตจะเป็นผู้แบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ต่อไปเพื่อรักษา ระดับความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ โดยผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ยางต้องรักษาระดับราคาเป้าหมายและประมาณการรายได้เพื่อ ให้ครอบคลุมต้นทุน


ที่มา http://globalrubbermarkets.com

กรุงจาการ์ตา, เมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่ามา รัฐบาลอินโดนีเซียกล่าวว่า หน่วยงานภาครัฐของอินโดนีเซีย และบริษัทตัวแทนของรัฐจะรับซื้อยางที่ผลิตในประเทศปริมาณ 5 แสนตัน เพื่อสนับสนุนราคายาง
รัฐบาลยังไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับระยะเวลาของการรับซื้อ แต่สมาคมผู้ผลิตยางแห่งอินโดนีเซีย (Gapkindo) คาดว่าอุปสงค์ควรมาจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การใช้ยางผสมยางมะตอยราดถนน
อินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่เป็นอันดับสองของโลก แต่ในเดือนที่ผ่านมาราคายางแตะระดับต่ำสุดในรอบเจ็ดปี เนื่องจากมีอุปทานยางในตลาดเป็นจำนวนมาก ประกอบกับการชะลอซื้อของจีนซึ่งเป็นผู้ใช้ยางรายใหญ่ของโลก
นาย Amran Sulaiman รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของอินโดนีเซียกล่าวว่า "การดำเนินการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความต้องการใช้ยางในประเทศและการ เปลี่ยนแปลงระดับราคายางในตลาดโลก"
รัฐบาลจะสนับสนุนเงินกู้ยืมแก่เกษตรกรสวนยางพาราเพื่อปลูกยางทดแทนจำนวน 1 ล้านเฮกตาร์ ในช่วงระหว่างปี 2559 – 2562
นาย Moenarji Soedargo ประธาน Gapkindo กล่าวว่า การดำเนินการรับซื้อยางเป็นไปตามมาตรการจำกัดปริมาณการส่งออกยาง 615,000 ตัน เป็นเวลา 6 เดือน ของประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ของเอเชีย โดยเริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคมเพื่อช่วยหนุนราคายาง
 
ที่มา http://globalrubbermarkets.com

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุวันนี้ว่า การทรุดตัวของราคาน้ำมันไม่มีแนวโน้มที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโลกจนกว่า อัตราดอกเบี้ยจะเริ่มปรับตัวขึ้น ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ก็จะฟื้นตัวขึ้น

ก่อนหน้านี้ IMF เชื่อว่าการดิ่งลงถึง 65% ของราคาน้ำมันจะให้ผลบวกสุทธิต่อเศรษฐกิจโลก โดยประโยชน์ที่ประเทศที่นำเข้าน้ำมันได้รับ จะมากกว่าความเสียหายของประเทศที่ส่งออกน้ำมัน

"เรายังไม่เห็นผลบวกที่เศรษฐกิจโลกคาดว่าจะได้รับ โดยเรามีความเห็นว่าประโยชน์ที่โลกได้รับจากราคาน้ำมันที่ระดับต่ำจะเกิด ขึ้นก็ต่อเมื่อราคาได้ฟื้นตัวขึ้น และประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจมีความคืบหน้าจากภาวะอัตราดอกเบี้ย ต่ำในขณะนี้" IMF ระบุ

IMF ระบุว่า ภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกก่อนที่ราคาน้ำมันเริ่มดิ่งลง หมายความว่า บรรดาธนาคารกลางได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับต่ำมากแล้ว ทำให้ธนาคารเหล่านี้ไม่สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงต่อไปเพื่อขจัดแรงกดดัน จากภาวะเงินฝืดที่เกิดจากต้นทุนการผลิตที่ลดลงอันเนื่องจากการดิ่งลงของราคา น้ำมัน การลดลงของเงินเฟ้อจึงส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงปรับตัวขึ้น ทำให้อุปสงค์ร่วงลง และเป็นปัจจัยขัดขวางการเพิ่มขึ้นของผลผลิต หรือการจ้างงาน

ที่มา --อินโฟเควสท์

นายเจมส์ บูลลาร์ด ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาเซนต์ หลุยส์ กล่าวว่า เฟดอาจจะใกล้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งใหม่แล้ว หลังจากที่ได้คงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่ทำการปรับลดคาดการณ์ตัวเลขทางเศรษฐกิจเล็กน้อย

นายบูลลาร์ดระบุว่า ตลาดแรงงานได้ปรับตัวดีขึ้นนับตั้งแต่เดือนธ.ค. และการปรับลดคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจเพียงเล็กน้อย บ่งชี้ว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไปอาจจะอยู่ไม่ไกลนัก ถ้าหากภาวะเศรษฐกิจปรับตัวตามที่เฟดคาดการณ์

นายบูลลาร์ดยังกล่าวว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐจะส่งผลให้เฟดพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้า

คำกล่าวของประธานเฟดสาขาเซนต์ หลุยส์ สะท้อนคำพูดของนายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดสาขาซานฟรานซิสโก และนายเดนนิส ล็อคฮาร์ท ประธานเฟดสาขาแอตแลนต้า ซึ่งส่งสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้าเช่นกัน