Super User

Super User

ผู้ดูแลระบบ

พนมเปญ (เอเอฟพพี/รอยเตอร์) - ธนาคารกลาง กัมพูชาสั่งธนาคารและสถาบันการเงินเพิ่มทุนจดทะเบียนขั้นต่ำภายในเดือนมีนาคม 2561

สำนักข่าวซินหัวของจีนอ้างประกาศของธนาคารกลางกัมพูชาว่า ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในกัมพูชาเป็นบริษัทในประเทศหรือบริษัทในเครือของ บริษัทต่างประเทศจะต้องเพิ่มทุนจดทะเบียนขั้นต่ำจาก 37.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,325 ล้านบาท) ในปัจจุบันเป็น 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2,650 ล้านบาท) ส่วนธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนเป็นสาขาต่างประเทศของธนาคารที่ได้รับการจัด อันดับว่าสามารถลงทุนได้จะต้องเพิ่มทุนจดทะเบียนขั้นต่ำจาก 12.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 440 ล้านบาท) เป็น 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,756 ล้านบาท)

ขณะที่ธนาคารเฉพาะด้านจะต้องเพิ่มทุนจดทะเบียนขั้นต่ำจาก 7.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 265 ล้านบาท) เป็น 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 530 ล้านบาท) สถาบันการเงินขนาดเล็กที่รับฝากเงินจะต้องเพิ่มทุนจดทะเบียนขั้นต่ำจาก 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 88 ล้านบาท) เป็น 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,060 ล้านบาท) และสถาบันการเงินขนาดเล็กที่ไม่รับฝากเงินจะต้องเพิ่มทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ จาก 62,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.2 ล้านบาท) เป็น 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 53 ล้านบาท)

ธนาคารกลางกัมพูชาระบุในประกาศว่า จุดประสงค์ของการสั่งเพิ่มทุนจดทะเบียนขั้นต่ำคือทำให้สถาบันการธนาคารและ การเงินมีทุนที่แข็งแกร่งขึ้น โดยให้เวลาปฏิบัติตาม คำสั่งภายใน 2 ปี ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 นับตั้งแต่ปี 2542 ที่ธนาคารกลางกัมพูชาสั่งเพิ่มทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ ปัจจุบันกัมพูชามีธนาคารพาณิชย์ 36 แห่ง ธนาคารเฉพาะด้าน 11 แห่ง สถาบันการเงินขนาดเล็ก 58 แห่ง ในจำนวนนี้รับฝากเงิน 7 แห่ง

ในอีกด้านหนึ่ง ตลาดหลักทรัพย์ย่างกุ้งของเมียนมาเปิดการซื้อขายอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อ วันที่ 25 มี.ค. ที่อาคารเก่าแก่ สมัยอาณานิคมที่ได้รับการบูรณะใหม่ ตั้งอยู่ใจกลางนครย่างกุ้ง นายหม่อง หม่อง เต็ง ประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เมียนมา กล่าวว่า เป็นวันอันยิ่งใหญ่ของเมียนมา เป็นวันที่เมียนมาสามารถป่าวประกาศต่อประชาคมโลกได้อย่างภาคภูมิใจและมั่นใจ ว่าเมียนมาไม่ใช่ประเทศล้าหลังอีกต่อไป

ตลาดหลักทรัพย์ย่างกุ้งเปิดตัวตั้งแต่เดือนตุลาคมปีก่อน จนถึงขณะนี้มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดเพียง 1 ตัว คือบริษัทเฟิร์สเมียนมาร์อินเวสเมนต์ เป็นหนึ่งในบริษัทใหญ่ที่สุดของประเทศ ทำธุรกิจด้านการบินและอุตสาหกรรม เริ่มซื้อขายที่ราคาพื้นฐานหุ้นละ 26,000 จ๊าต (ราว 759 บาท) ขณะที่อีกหลายบริษัทได้รับการอนุญาตให้จดทะเบียนในตลาดแล้วแต่เตรียมตัวเข้า ตลาดไม่ทัน ปัจจุบันอนุญาตให้ซื้อขายได้เฉพาะนักลงทุนและบริษัทในประเทศเท่านั้น โดยมีแผนจะขยายให้แก่ นักลงทุนต่างชาติในภายหลัง

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า (วันที่ 27 มีนาคม 2559)

นายอนันต์ อักษรศรี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 จังหวัดสงขลา (สวพ.8) กรมวิชาการเกษตร 
เปิด เผยว่า การปฏิบัติงานตรวจสอบรับรองแหล่งผลิตพืช GAP พื้นที่ภาคใต้ตอนล่างในปี 2558 มีการตรวจรับรองทั้งสิ้น 6,217 แปลง มาตรการที่หน่วยงานดำเนินการคือการถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรในการผลิตพืชให้ มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ความสำเร็จโดยรวมคือผลผลิตพืชที่เข้าร่วมโครงการ รับรองระบบเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) มีความปลอดภัยเกือบ 100%

ทั้ง นี้กลุ่มพัฒนาการตรวจสอบพืชและปัจจัยการผลิต โดย นางสรัญญา ช่วงพิมพ์ น.ส.สาวิตรี เขมวงศ์ และคณะ ได้ศึกษาชนิดและปริมาณสารพิษตกค้างในพืชผักผลไม้แปลงที่มีการรับรองระบบ GAP พบว่า การตรวจสอบวิเคราะห์สารพิษตกค้างในภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ ตรัง สตูล พัทลุง สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ระหว่างเดือนตุลาคม 2553 ถึงเดือนกันยายน 2558 มีการสุ่มเก็บตัวอย่างผลผลิตเพื่อวิเคราะห์หาชนิดและปริมาณสารพิษตกค้างทาง การเกษตรจากแปลงผลิต 673 ตัวอย่าง พบว่ามีตัวอย่างที่ปลอดภัยจากสารพิษตกค้าง ร้อยละ 99.7 ของตัวอย่างวิเคราะห์ทั้งหมด

ด้าน การตรวจสอบสารพิษตกค้างในพืช ณ แหล่งจำหน่ายทั่วไปในตลาดสดและห้างสรรพสินค้า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ปี 2555-2558 สุ่มตัวอย่างรวม 1,546 ตัวอย่าง พบว่ามีความปลอดภัยจากสารพิษตกค้างร้อยละ 95.4 อย่างไรก็ตาม ชนิดพืชที่ผู้บริโภคควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษในการกำจัดสารพิษที่อาจตกค้าง ในผลผลิต ได้แก่ พริก คะน้า มะเขือ ถั่วฝักยาว ผักกาดขาว กวางตุ้ง บวบ มะเขือเทศ แคนตาลูป ฝรั่ง ส้ม แตงโม และมะม่วง นอกจากนั้นมีการสุ่มวิเคราะห์อะฟลาทอกซิน ในเก๊กฮวย พริกหอม และกานพลู แบบแห้ง จำนวน 1,706 ตัวอย่าง พบว่าผลผลิตร้อยละ 90.4 มีความปลอดภัย

นาย ธัชธาวินท์ สะรุโณ ผู้เชี่ยวชาญ สวพ.8 กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมาการใช้สารเคมีของเกษตรกรในกลุ่มที่มีการผลิตพืชเชิงการค้า ยังพบว่ายังมีการใช้สารเคมีมาก ซึ่งมีสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งจากการระบาดของศัตรูพืช การปลูกพืชเชิงเดี่ยว การโฆษณาของ
ผู้ค้าสารเคมีเข้าถึงเกษตรกรมากขึ้น มาตรการที่ดำเนินการได้ผลและต้องขยายผล คือ การให้ความรู้เกษตรกร การนำผู้ผลิตเข้าสู่ระบบการผลิตพืชตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์และ GAP การกวดขันจับกุมผู้ผลิตสารเคมีที่ผิดกฎหมาย รวมทั้งต้องเร่งรณรงค์สร้าง จิตสำนึกที่รับผิดชอบต่อสังคมให้กับผู้ผลิต การใช้สารชีวินทรีย์ เช่น ไส้เดือนฝอย เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า เชื้อราเมตาไรเซี่ยม เชื้อราบิวเวอเรีย การใช้กับดัก แมลงศัตรูธรรมชาติ สารสกัดจากพืชทดแทนสารเคมี การใส่ปุ๋ยที่เหมาะสม ควบคุมการโฆษณาสารเคมีที่เกินจริง เป็นต้น

 

ที่มา แนวหน้า 28/03/59

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์ เรื่อง การส่งออกไทยเดือนก.พ. 2559 โต 10.27% YoY ตามแรงหนุนจากทองคำ และรายการพิเศษอื่นๆ

การ ส่งออกของไทยเดือนก.พ. 2559 กลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 14 เดือน แต่ผลส่วนใหญ่มาจากการส่งออกทองคำ และสินค้ารายการพิเศษอื่นๆ จากรายงานข้อมูลการค้าระหว่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์ล่าสุด มูลค่าการส่งออกของไทยพลิกกลับมาเติบโตถึงร้อยละ 10.27 (YoY) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ในเดือนก.พ. 2559 (นอกจากจะเป็นการกลับมาขยายตัวครั้งแรกในรอบ 14 เดือนแล้ว ยังเป็นอัตราการเติบโตของมูลค่าการส่งออกรายเดือนที่สูงที่สุดในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา) โดยแม้การส่งออกที่ขยายตัวสูงในเดือนก.พ. 2559 จะช่วยล้างภาพการหดตัวของเดือนม.ค. 2559 ที่ร้อยละ -8.9 ได้ และหนุนให้ภาพรวมของการส่งออกขยายตัวได้ร้อยละ 0.67 (YoY) ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2559 อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า สัญญาณดังกล่าวอาจจะยังไม่ถือเป็นภาพบวกมากนักต่อภาคการส่งออกของไทย เพราะหากไม่นับรวมการส่งออกรายการพิเศษจากทองคำ เฮลิคอปเตอร์และยานยนต์ซ้อมรบแล้ว สถานการณ์การส่งออกสินค้าในหมวดสำคัญอื่นๆ ของไทย ก็ยังคงมีภาพที่อ่อนแอ

สถานการณ์การส่งออกเดือนก.พ. 2559 … แม้มีอัตราการขยายตัวสูง แต่ภาพด้านบวกยังมีไม่มาก

การขยายตัวสูงของการส่งออกไทยในเดือนก.พ. 2559 น่าจะมาจากหลายปัจจัยพิเศษที่เกิดขึ้นเฉพาะในระหว่างเดือน ซึ่งอาจจะมีแรงหนุนลดลงต่อมูลค่าการส่งออกในช่วงหลายเดือนข้างหน้า อาทิ

1)สถิติ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของมูลค่าการส่งออกทองคำ ที่ 1,890 ล้านดอลลาร์ฯ  ในเดือนก.พ. 2559 ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 1,051 (YoY) โดยปริมาณการส่งออกทองคำในเดือนนี้พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 ปีที่ 50,992 กิโลกรัม ตามแรงเก็งกำไร หลังจากที่ราคาทองคำในประเทศพุ่งขึ้นเหนือระดับ 20,500 บาทต่อบาททองคำ ตามทิศทางราคาทองคำในตลาดโลกที่ทะยานขึ้นไปใกล้ระดับ 1,250 ดอลลาร์ฯ ต่อออนซ์

2)การส่งออกเฮลิคอปเตอร์และยานยนต์ที่ใช้ในการซ้อมรบกลับออกไป (หลังการร่วมซ้อมรบกับกองทัพไทยแล้วเสร็จ) ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 683 ล้านดอลลาร์ฯ

ดังนั้น หากหักการส่งออกน้ำมัน ทองคำและรายการพิเศษจากการส่งออกเฮลิคอปเตอร์และยานยนต์ซ้อมรบออกไป จะทำให้การส่งออกสินค้าปกติของไทยในเดือนก.พ. 2559 ยังคงหดตัวลงอย่างต่อเนื่องที่ประมาณร้อยละ -2.0 (YoY)

ราคาสินค้าส่งออกในหมวดที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน และหมวดสินค้าเกษตร ที่อยู่ต่ำกว่าระดับของช่วงเดียวกันปีก่อน ยังคงฉุดมูลค่าการส่งออกสินค้าในหลายหมวด โดยเฉพาะมูลค่าการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป (-36.5% YoY) เคมีภัณฑ์ (-16.5% YoY) เม็ดพลาสติก (-5.4% YoY) ขณะที่ ราคายางพาราและราคาข้าวที่ยังไม่ฟื้นตัวขึ้นมาก ก็กดดันให้มูลค่าการส่งออกยางพารา  (-19.7% YoY) และข้าว (+0.3% YoY) อยู่ในระดับต่ำ แม้ว่า ปริมาณการส่งออกยางพารา และข้าวในเดือนก.พ. นี้ จะขยายตัวสูงถึงร้อยละ 4.9 (YoY) และร้อยละ 14.2 (YoY) ตามลำดับ

อย่างไรก็ดี สินค้าส่งออกรายการสำคัญ อาทิ รถยนต์นั่ง ยังขยายตัวสูงถึงร้อยละ 98.5 (YoY) โดยเฉพาะในตลาดออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  ขณะที่ การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับที่ไม่รวมทองคำ ก็กลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือนที่ร้อยละ 18.4 (YoY) โดยมีแรงหนุนจากตลาดฮ่องกงเป็นสำคัญ (มีการส่งออกไปขายในงาน Hong Kong International Jewelry Fair)

มุมมองของศูนย์วิจัยกสิกรไทย

แม้การส่งออกจะกลับมาบันทึกตัวเลขการเติบโตได้สูงเป็นตัวเลขสองหลักใน เดือนก.พ. 2559 (+10.27% YoY) แต่รายละเอียดของข้อมูลสะท้อนว่า ความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกยังคงส่งผลทำให้การส่งออกในสินค้ากลุ่มที่มีความ สำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมของประเทศยังไม่ฟื้นตัวกลับมาอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์/อุปกรณ์/ส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรกล/ส่วนประกอบ อาหารทะเลแช่แข็ง/กระป๋อง/แปรรูป ขณะที่ สินค้าในกลุ่มที่มีราคาส่งออกเคลื่อนไหวตามทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลก (เช่น น้ำมันสำเร็จรูป ยางพารา เคมีภัณฑ์ และเม็ดพลาสติก) ก็ยังคงเผชิญข้อจำกัดในการฟื้นตัว ตราบใดที่ราคาน้ำมันยังคงเคลื่อนไหวในกรอบที่ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน

หลังจากที่ภาพรวมการส่งออกในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2559 ขยายตัวได้ร้อยละ 0.67 (YoY) ดังนั้น การที่การส่งออกของไทยทั้งปี 2559 จะสามารถเลี่ยงตัวเลขที่ติดลบได้นั้น สถานการณ์การส่งออกในช่วง 10 เดือนที่เหลือของปี จะต้องมีมูลค่าการส่งออกต่อเดือนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 18,000 ล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งสูงกว่าในช่วง 2 เดือนแรกของปี ที่มีค่าเฉลี่ยประมาณ 17,350 ล้านดอลลาร์ฯ [ทั้งที่รวมผลของเดือนก.พ. ที่มีแรงหนุนจากการส่งออกทองคำ และรายการสินค้าส่งกลับในกลุ่มยุทโธปกรณ์]

ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงประเมินว่า แนวโน้มการฟื้นตัวของภาคการส่งออกในปีนี้ ยังคงมีความท้าทายอยู่อีกมากพอสมควร เพราะนอกจากจะเผชิญกับภาวะการค้าและเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนแล้ว การฟื้นตัวของสินค้าส่งออกที่เป็นรายการสำคัญ ก็คงไม่อาจเกิดขึ้นได้เร็ว ตราบใดที่คำสั่งซื้อจากตลาดส่งออกหลัก โดยเฉพาะจีน สหรัฐฯ และยุโรป ยังคงมีภาพที่อ่อนแอ

 

 

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจออนไลน์ (28/03/2559)

นาย หลิน ยีฟู อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ระบุในบทความซึ่งเผยแพร่วานนี้ว่า การชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องของอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนไม่ได้หมายความ ว่า จีนจะไม่สามารถรักษาอัตราการขยายตัวอย่างน้อยที่ระดับ 6.5% เอาไว้ได้ในช่วงอีก 5 ข้างหน้า

ใน แผน 5 ปีฉบับที่ 13 รัฐบาลจีนได้คำมั่นว่าจะเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) และรายได้โดยเฉลี่ยของภาคครัวเรือนในเขตเมืองและชนบทของจีนเป็น 2 เท่า จากระดับของปี 2553 ซึ่งหมายความว่าเศรษฐกิจจีนจจะต้องขยายตัวอย่างน้อยที่ระดับ 6.5% เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว

ทั้งนี้ เศรษฐกิจจีนขยายตัวที่ระดับ 6.9% ในปีที่ผ่านมา สูงกว่าตัวเลขดังกล่าว 0.4%

แต่ อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์หลายรายได้แสดงความวิตกกังวลว่า เศรษฐกิจจีนจะสามารถรักษาอัตราการขยายตัวที่ระดับเป้าหมายที่ 6.5% ไว้ได้หรือไม่ เนื่องจากทั้งเศรษฐกิจญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ซึ่งเป็นคู่ค้ารายสำคัญต่างก็ กำลังชะลอตัวลง

นาย หลิน ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งอธิการบดีภาควิชาการพัฒนาแห่งชาติแห่งมหาวิทยาลัยเพ คิงระบุว่า “ผมเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ สิ่งที่นักวิเคราะห์เหล่านั้นไม่ได้นำมาพิจารณาด้วยคือข้อเท็จจริงที่ว่า ประเทศอุตสาหกรรมต่างๆไม่ได้หยุดอยู่กับที่ และต่างก็กำลังขยายตัวและมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเปิดโอกาสให้กับประเทศกำลังพัฒนาได้เรียนรู้ไปพร้อมๆกัน"

นาย หลินระบุว่า ดัชนีชี้วัดที่ชัดเจนที่สุดก็คือความแตกต่างประหว่างรายได้ต่อหัวของประชากร ระหว่างจีนและสหรัฐ ซึ่งรายได้ต่อหัวของประชากรของจีนอยู่ที่เพียง 30% ของสหรัฐ ซึ่งบ่งชี้ว่า จีนยังคงมีโอกาสในการขยายตัวได้อีกมาก พร้อมกับยกเหตุผลสนับสนุนว่า รายได้ต่อหัวของประชากรของญี่ปุ่นพุ่งขึ้นสู่ระดับ 70% ของสหรัฐก่อนที่จะเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว สำนักข่าวซินหัวรายงาน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 26 มีนาคม 2559)

ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นในช่วงเช้าวันนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ทะยานขึ้นหลังเงินเยนอ่อนค่า ขณะเดียวกันตลาดยังขานรับสหรัฐปรับเพิ่มประมาณการ GDP ไตรมาส 4 ปีที่แล้ว

ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดวันนี้ที่ 17,129.27 จุด เพิ่มขึ้น 126.52 จุด, ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนเปิดวันนี้ที่ 2,988.01 จุด เพิ่มขึ้น 8.58 จุด, ดัชนี TAIEX ตลาดหุ้นไต้หวันเปิดวันนี้ที่ 8,713.72 จุด เพิ่มขึ้น 8.75 จุด, ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เปิดวันนี้ที่ 1,984.93 จุด เพิ่มขึ้น 1.12 จุด, ดัชนี FTSE STI ตลาดหุ้นสิงคโปร์เปิดวันนี้ที่ 2,851.39 จุด เพิ่มขึ้น 4.00 จุด, ดัชนี FBMKLCI ตลาดหุ้นมาเลเซียเปิดวันนี้ที่ 1,701.72 จุด ลดลง 2.07 จุด ส่วนตลาดหุ้นฮ่องกงปิดทำการวันนี้ เนื่องในวัน Easter Monday


ทั้ง นี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขประมาณการครั้งสุดท้ายสำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 4 ของปี 2558 ขยายตัว 1.4% โดยปรับเพิ่มขึ้นจากตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 ที่ระดับ 1.0% ขณะที่ตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 อยู่ที่ระดับ 0.7%

 

กลุ่มผู้นำธุรกิจ 250 รายของสหราชอาณาจักรประกาศสนับสนุนการรณรงค์ให้สหราชอาณาจักรถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกภาพของสหภาพยุโรป (EU)

รายงาน ระบุว่า กลุ่มนักธุรกิจซึ่งรวมถึงอดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเอชเอสบีซี ผู้บริหารบริษัทเชลล์ และผู้บริหารบริษัทบีพี ได้เรียกร้องให้ประชาชนออกเสียงลงประชามติเพื่อให้สหราชอาณาจักรถอนตัวออก จาก EU ในการลงประชามติในวันที่ 23 มิ.ย.นี้

กลุ่ม นักธุรกิจดังกล่าวระบุถึงเหตุผลในการสนับสนุนการรณรงค์ว่า ถึงแม้ว่าการเป็นสมาชิกภาพของ EU จะส่งผลดีต่อบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ แต่ก็ได้ทำลายการสร้างงานของบริษัทขนาดเล็ก

นอก จากนี้ กลุ่มนักธุรกิจซึ่งนำโดยนายจอห์น ลองเวิร์ธ ซึ่งลาออกจากตำแหน่งประธานหอการค้าสหราชอาณาจักยังกล่าวโจมตีนายกเดวิด คาเมรอน ของอังกฤษว่า ได้พยายามโน้มน้าวให้ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงหวาดกลัวที่จะทำการสินใจ

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 26 มีนาคม 2559)

สำนัก งานสถิติแห่งชาติจีนรายงานว่า กำไรของบริษัทภาคอุตสาหกรรมชั้นนำของจีน ขยายตัวขึ้น 4.8% เมื่อเทียบเป็นรายปี ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2559

สำนัก ข่าวซินหัวรายงานว่า กำไรของบริษัทอุตสาหกรรมที่มีรายได้ต่อปีสูงกว่า 20 ล้านหยวน หรือประมาณ 3.1 ล้านดอลลาร์นั้น อยู่ที่ 7.80 แสนล้านหยวนในช่วงเดือนม.ค.-ก.พ. 2559

ทั้งนี้ กำไรในช่วงเดือนธ.ค.นั้น ร่วงลง 4.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี และลดลง 2.3% ในปีที่แล้ว

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 27 มีนาคม 2559)

ธนาคาร กลางญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ทรัพย์สินทางการเงินของภาคครัวเรือนญี่ปุ่นพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็น ประวัติการณ์ที่ 1,741 ล้านล้านเยน (15.5 ล้านล้านดอลลาร์) ณ สิ้นเดือนธ.ค.2558 เนื่องจากกำไรจากตลาดหุ้นหลังจากการขายสินทรัพย์ และผู้บริโภคเองมีเงินสดและเงินฝากเพิ่มขึ้น

ตัวเลขดังกล่าวปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.7% จากปีก่อน หลังจากที่ทำสถิติสูงสุดครั้งก่อนเอาไว้ที่ 1,734 ล้านล้านเยน ณ สิ้นเดือนมิ.ย.

แม้ ว่าจำนวนทรัพย์สินของภาคครัวเรือนจะทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่แนวโน้มก็ยังคงไม่แน่นอนเนื่องจากความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับ ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่งนำไปสู่ความผันผวนในตลาดการเงินในไตรมาสปัจจุบันซึ่งจะสิ้นสุดลงในวัน ที่ 31 มี.ค.นี้

ทั้ง นี้ เมื่อแยกประเภทเป็นรายทรัพย์สินแล้ว เงินสดและเงินฝากธนาคารเพิ่มขึ้น 1.3% แตะที่ 902 ล้านล้านเยน คิดเป็นสัดส่วน 51.8% ของทรัพย์สินทั้งหมด

มูลค่าหลักทรัพย์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.9% แตะที่ 169 ล้านล้านเยน ทรัสต์การลงทุนเพิ่มขึ้น 4.1% ที่ระดับ 96 ล้านล้านเยน

ข้อมูล รายไตรมาสดังกล่าวมีเข้ามาในช่วงที่รัฐบาลพยายามกระตุ้นผู้บริโภคและภาค ธุรกิจให้เพิ่มค่าใช้จ่าย เพื่อกระตุ้นอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ

ในส่วนของภาคธุรกิจ ทรัพย์สินทางการเงินของธุรกิจนอกภาคการเงินเพิ่มขึ้น 4.4% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1,117 ล้านล้านเยน

ธุรกิจ นอกภาคการเงินมีเงินสดและเงินฝากธนาคารสูงกว่าในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ ผ่านมา และแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 246 ล้านล้านเยน ซึ่งเพิ่มขึ้น 7.9% สำนักข่าวเกียวโดรายงาน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 25 มีนาคม 2559)

สำนัก ข่าวเกียวโดเผยผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์จากหน่วยงานวิจัยภาคเอกชน 15 แห่งที่คาดว่า ความเชื่อมั่นของบรรดาผู้ผลิตรายใหญ่ญี่ปุ่นในไตรมาสแรกปีนี้อาจย่ำแย่ลงอีก เนื่องจากสกุลเงินเยนแข็งค่าและตลาดหุ้นปรับตัวลง

นัก เศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นในกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตเครื่องจักรกลไฟฟ้า และผู้ผลิตรายใหญ่อื่นๆ ในผลสำรวจทังกัน ซึ่งธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จัดทำขึ้นเป็นรายไตรมาส และมีกำหนดเปิดเผยในวันที่ 1 เม.ย.นี้ จะปรับตัวลงสู่ระดับ +8 ซึ่งลดลง 4 จุด จากผลสำรวจเดือนธ.ค.ปีที่แล้ว

หากตัวเลขของ BOJ เป็นไปตามโพลล์ของเกียวโด ก็จะถือเป็นครั้งแรกที่ดัชนีปรับตัวลงต่ำกว่าระดับ 10 นับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2556

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 25 มีนาคม 2559)

กรมการค้าภายใน ขอความร่วมมือผู้ประกอบการปุ๋ย-ยางรถยนต์ ขยายเวลาลดราคาออกไปถึงสิ้นปี “อารีพงศ์” ตีปี๊บงาน “เพลินพลังงาน งานวิจัยขายได้” ได้ผลเกินคาด ประชาชนแห่ซื้อสินค้าพลังงานราคาถูก

นายสมศักดิ์ เกียรติชัยลักษณ์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กรมฯ จะหารือกับผู้ประกอบการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยเคมี และยากำจัดศัตรูพืชอีกครั้ง ในช่วงต้นเดือนเม.ย. 2559 นี้ เพื่อขอให้ขยายระยะเวลาการลดราคาจำหน่ายปุ๋ยออกไปจากเดิมที่จะสิ้นสุดในสิ้น เดือน พ.ค. 2559 ให้ขยายไปเป็นสิ้นเดือนธ.ค. 2559 แทน รวมถึงจะขอความร่วมมือให้ปรับลดราคาจำหน่ายปุ๋ยเคมี และยากำจัดศัตรูพืชลงจากเดิม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร

ทั้งนี้ที่ผ่านมาผู้ประกอบการให้ความร่วมมือปรับลดราคาลงมาแล้วตั้งแต่ปลาย ปี 2558 โดยได้ปรับลดราคาปุ๋ยลงไปแล้วก่อนหน้านี้แล้ว เฉลี่ยที่ 50 บาทต่อกระสอบ และยาฆ่าแมลงลดลงไปเฉลี่ยชนิดละ 10% และมองว่าการขยายเวลาลดราคาปุ๋ยไปถึงสิ้นปีไม่น่าจะมีปัญหา แต่ขณะนี้ก็ยังพบว่าผู้ประกอบการได้ปรับลดราคาจำหน่ายลงจากเดิมอีก เพราะความต้องการใช้ปุ๋ยลดลงจากสถานการณ์ภัยแล้ง เกษตรกรเพาะปลูกพืชต่างๆ ได้น้อยลง หรือไม่ได้เลย ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายปรับลดราคาในระยะนี้เพื่อให้ขายสินค้าได้ ซึ่งในแต่ละพื้นที่ราคาจำหน่ายไม่เท่ากัน

ขณะเดียวกันกรมฯ ได้สอบถามไปยังผู้ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่ ในการขอความร่วมมือให้ปรับลดราคาลงอีก เพราะราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับราคายางพารา รวมถึงยางสังเคราะห์ที่ราคายังปรับลดลงตามราคาน้ำมัน โดยกลุ่มผู้ประกอบการยางรถยนต์จะให้คำตอบกลับมายังกรมการค้าภายในภายใน สัปดาห์นี้ ทั้งนี้ ต้นทุนวัตถุดิบของการผลิตยางรถยนต์มีสัดส่วน 40% แต่ในส่วนนี้เป็นต้นทุนยางจริงๆ 30% ที่เป็นทั้งยางพารา และยางสังเคราะห์ และหากคิดเป็นต้นทุนการผลิตส่วนของวัตถุดิบที่ลดลงไปแล้วน่าจะลดลงไปประมาณ 15%

“ที่ผ่านมาทางผู้ประกอบการได้ระบุว่าได้ปรับลดราคาจำหน่ายปลีกยางรถยนต์แล้ว แต่กรมฯ เห็นว่าการปรับลดดังกล่าวเป็นลักษณะของการลดโดยการจัดโปรโมชั่น ส่งเสริมการขาย หรือเพียงกลยุทธ์ทางการตลาดเท่านั้น ยังไม่ใช่การปรับลดลงที่ตรงจุดนัก เพราะยังมีค่าใช้จ่ายอย่างอื่นแอบแฝงอยู่และผู้บริโภคยังไม่ได้รับประโยชน์ มากนัก”

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยผลการจัดงาน ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม “เพลินพลังงาน งานวิจัยขายได้” ซึ่งเปิดให้ประชาชนมาเที่ยว ชม ชิม ช็อป ทั้งสินค้า และองค์ความรู้ต่างๆ ภายในงาน ตั้งแต่วันที่ 5-27 มี.ค.ที่ผ่านมานั้นประสบผลสำเร็จ และได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี มีประชาชนสนใจมาเที่ยวงานตั้งแต่เปิดตลาดจนปิดตลาด 54,901 คน สามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายสินค้าตลอดการจัดงาน 24,040,630 บาท สินค้าที่ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสนใจเลือกซื้อมากที่สุดอันดับต้น ๆ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากร้านค้าพลังงานชุมชน สินค้าประหยัดไฟเบอร์ 5 สินค้าชุมชนรอบโรงไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์จากร้านค้าชุมชนจาก แหล่งผลิตปิโตรเลียม สินค้าจากกลุ่มพัฒนาพลังงานทดแทน เป็นต้น

สำหรับงานนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติและหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เป็นเจ้าภาพ ภาพรวมการจัดงานครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จ

“ประชาชนส่วนใหญ่ชื่นชอบรูปแบบการจัดงาน และมีความพึงพอใจในร้านจำหน่ายสินค้าที่มีความหลากหลาย ซึ่งมีราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด ตลอดจนพ่อค้าแม่ค้าต่างรู้สึกดีใจที่มีโอกาสได้มาจำหน่ายสินค้าภายในงาน สร้างช่องทางอาชีพและรายได้อย่างดี” นายอารีพงศ์ กล่าว

ที่มา:หนังสือพิมพ์แนวหน้า

27 มีนาคม 2559