Super User

Super User

ผู้ดูแลระบบ

นายสุรพงษ์ เจียสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งในปี 2558 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2559 ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรหลายชนิดลดลง เมื่อวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 1 ของปี 59 จึงหดตัว ร้อยละ 2.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2558 โดยสาขาการผลิตที่หดตัว ได้แก่ สาขาพืช หดตัวร้อยละ 3.2 พืชที่มีผลผลิตลดลง คือ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และลำไย สาขาประมง หดตัวร้อยละ 0.8 เนื่องจากปัญหาการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (IUU Fishing) ที่สหภาพยุโรปประกาศให้ใบเหลืองทำให้เรือประมงขนาดเล็กและเรือประมงพาณิชย์ บางส่วนต้องหยุดทำประมงและจอดเทียบท่า สาขาบริการทางการเกษตร หดตัวร้อยละ 2.7 เป็นผลต่อเนื่องจากปัญหาภัยแล้งที่ทำให้พื้นที่เพาะปลูกลดลง การใช้บริการจ้างเตรียมดิน หรือเกี่ยวนวดข้าวลดลงตามไปด้วย ขณะที่สาขาปศุสัตว์มีการขยายตัวร้อยละ 2.0 เพราะการผลิตปศุสัตว์ในภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดี มีระบบการผลิตที่ได้มาตรฐาน และความต้องการของตลาดยังคงขยายตัว ส่วนสาขาป่าไม้ ขยายตัวร้อยละ 2.2 จากผลผลิตไม้ยูคาลิปตัสและไม้ยางพารามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม จากการติดตามสถานการณ์ที่ทางกรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ไว้ว่าปีนี้ฝนจะตกอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยปกติ และมีปริมาณมากกว่าปี 58 ซึ่งเพียงพอต่อการผลิตพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าวนาปีคาดว่าจะสามารถปลูกได้ตามฤดูกาล ส่งผลให้ผลผลิตข้าวนาปี รวมทั้งผลผลิตตัวอื่นจะมีปริมาณเพิ่มขึ้น ฉะนั้น คาดว่าภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 2, 3, 4 จะมีการขยายตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

โดยคาดการณ์ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรในภาพรวมทั้งปี 2559 จะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 1.8-2.8 ทั้งนี้ คาดว่าสาขาพืชจะขยายตัวร้อยละ 2.2-3.2 สาขาปศุสัตว์ ขยายตัวร้อยละ 1.5-2.5 สาขาประมง ขยายตัวร้อยละ 0.5-1.5 สาขาบริการทางการเกษตร ขยายตัวร้อยละ 0.3-1.3 สาขาป่าไม้ ขยายตัวร้อยละ 2.3-3.3 แต่อย่างไรก็ดี ยังคงต้องติดตามสถานการณ์น้ำ สถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตร และภาวะเศรษฐกิจโลก ที่จะมีผลกระทบต่อภาคเกษตรอย่างใกล้ชิดต่อไปด้วย.

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ (วันที่ 29 มีนาคม 2559)

นายวรุตม์ ศิวะศริยานนท์ กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด กล่าวว่า สัปดาห์นี้ ตลาดยังคงจะผันผวนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก ตลาดกลับมาให้น้ำหนักกับ Federal Reserve เรื่องแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ โดยอาจเริ่มปรับในการประชุมครั้งต่อไปในเดือน เมษายน หลังจากที่ประธาน Fed แต่ละสาขาออกมาพูดในเชิงที่จะปรับดอกเบี้ย แต่อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอคำกล่าวของ นางเจนเนท เยเลน ประธาน Fed ที่จะออกมาแถลงในวันอังคารนี้ว่าจะมีทีท่าต่อการปรับดอกเบี้ยอย่างไร ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเรื่องการปรับดอกเบี้ยส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงและกดดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ สำหรับในสัปดาห์นี้ ยังต้องติดตามตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ทั้งตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร และตัวเลขบ้าน ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ต้องออกมาดีพอสมควรที่จะยืนยันว่าสหรัฐฯจะไม่กลับไปเกิด ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอีกแต่ก็ต้องไม่ดีมากเกินไปจนทำให้ทำให้กลับมากลัว Fed ขึ้นดอกเบี้ย ถ้าเป็นเช่นนี้หุ้นสหรัฐฯ ก็จะนำหุ้นโลกเดินหน้าต่อได้

ด้านราคาน้ำมัน ถูกกดดันจากตัวเลขปริมาณสำรองน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้นทำ New high อย่างต่อเนื่อง แต่มองว่ากรอบการเคลื่อนไหวน้ำมันที่ 35-40 USD/ บาร์เรล ถือว่าราคาน้ำมันผ่านจุดต่ำสุดที่ระดับ 27.1 USD/ บาร์เรล แล้ว

ส่วนตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ หุ้นกลุ่มพลังงาน อาจถูกกดดันจากราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่องได้ และหุ้นกลุ่มโทรคมนาคม ถูกกดดันจากเรื่อง 4G ส่งผลให้คาดว่า ตลาดหุ้นสัปดาห์นี้ ยังคงผันผวน และ SET Index น่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,380-1,420 จุด กลยุทธ์การลงทุนยังคงเน้นหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง เงินปันผลดี และหุ้นที่ได้ประโยชน์จากโครงการก่อสร้างภาครัฐขนาดใหญ่ เช่น รับเหมา และวัสดุก่อสร้าง และหุ้นที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว และโรงพยาบาล

นายวรุตม์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับ Trading Idea ประจำสัปดาห์นี้ แนะนำหุ้น CPF ของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจอาหารสัตว์ ธุรกิจการเลี้ยงสัตว์ ธุรกิจอาหาร และธุรกิจค้าปลีกและร้านอาหาร โดยคาดว่าปีนี้จะมีการเติบโตของกำไรแบบฟื้นตัวแรง ที่ 176% หลังจากปี 2558 ติดลบ 58% และปี 60 คาดว่าจะเติบโต 13% ธุรกิจหลัก ๆ ของ CPF มีแนวโน้มดีขึ้นชัดเจน ทั้งกุ้ง และไก่

โดยด้านธุรกิจกุ้ง ลูกกุ้งที่ขายให้เกษตรกรมียอดขายเพิ่มขึ้น 20% YoY มาตั้งแต่ต้นปี สะท้อนความเชื่อมั่นของเกษตรกรว่า โรค EMS ที่ทำให้ลูกกุ้งตายได้คลี่คลายลง

ส่วนธุรกิจอาหารสัตว์ ราคาต้นทุนการผลิตอยู่ในระดับต่ำ เพราะพืชเกษตร เช่น ข้าวโพด และถั่วเหลือง ที่เป็นวัตถุดิบที่นำมาผลิตราคาถูก

ด้านธุรกิจเนื้อหมู ราคาดีขึ้น หลังจากเกิดความขาดแคลนในประเทศจีน ส่วนธุรกิจเนื้อไก่ อุปทานและอุปสงค์ดีขี้น หลังจากปีที่แล้ว อุปทานล้นตลาด แต่ปีนี้ตลาดสมดุลย์มากขึ้น ล่าสุดจำนวนแม่พันธุ์ไก่ในสหรัฐฯ ขาดแคลนเพราะเกิดไข้หวัดนกระบาด และยอดขายไก่ในญี่ปุ่นของ CPF หลังจากจับมือกับ อิโต ชู พุ่งสูงขึ้นมาก นอกจากนี้ ปีที่แล้วมีการเข้าซื้อกิจการฟาร์มไก่ในกัมพูชา และฟาร์มไก่ในรัสเซีย ซึ่งจะทำให้มียอดขาบเพิ่มขึ้นอีก

ด้านอัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) อยู่ที่ราวเกือบ 4% และอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E ratio) ที่ 17 เท่า สำหรับราคาเป้าหมายปีนี้ตามปัจจัยพื้นฐานที่ 26 บาท ด้าน Technical เกิดสัญญาณซื้อรายวัน และรายสัปดาห์ และคาดว่าจะเกิดสัญญาณรายเดือน ทำให้หุ้นอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นชัดเจน

ที่มา : หนังสือพิมพ์โลกวันนี้ (วันที่ 28 มีนาคม 2559)

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวภายหลังหารือกับนาย David Martin สมาชิกรัฐสภายุโรปว่า ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ดีต่อความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจการค้าระหว่าง ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) โดยเฉพาะที่ผ่านมารัฐสภายุโรปมีบทบาทสำคัญต่อนโยบายการต่างประเทศของสหภาพ ยุโรป โดยเน้นเรื่องการเชื่อมโยงประเด็นทางการเมือง สิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตย กับประเด็นด้าน เศรษฐกิจการค้ามากยิ่งขึ้น

ที่ผ่านมา การเจรจา FTA ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากการเจรจาดังกล่าวไม่ได้มุ่งหวังเพียงแต่การลดภาษีสินค้า และลดอุปสรรคทางการประกอบธุรกิจ เท่านั้นแต่ยังหมายรวมถึงประเด็นใหม่ๆ ที่เชื่อมโยงการค้า และประเด็นด้านสังคมไว้ด้วยกัน เช่น การ ค้าและพัฒนาที่ยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม แรงงาน ทรัพย์สินทางปัญญา และความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม ซึ่งหากการเจรจาสรุปผลลงจะช่วยดึงดูดการลงทุนและ ช่วยให้เกิดการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบภายในประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐาน สากลมากขึ้น

ปัจจุบันการเจรจาได้ชะลอไปเนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังไม่กำหนดวันเจรจาครั้ง ต่อไป ซึ่งไทยพร้อมที่จะเจรจากับสหภาพยุโรปเมื่อสหภาพยุโรปพร้อม และขอให้นาย David Martin ช่วยสนับสนุนการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรปด้วย นอกจากนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหา ด้านสังคมที่มีความเชื่อมโยงกับการค้า อาทิ การทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) การใช้แรงงานผิดกฎหมาย และการค้ามนุษย์ โดยถือเป็นวาระแห่งชาติ และได้มีความก้าวหน้าการดำเนินการในเรื่องต่างๆ อย่างมาก

"การหารือครั้งนี้เป็นโอกาสอันดีที่ไทยได้ชี้แจงและสร้างความเข้าใจที่ ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองไทย โดยที่ผ่านมา สหภาพยุโรปได้รับข่าวสาร ส่วนใหญ่เป็นไปในลบเชิงเกี่ยวกับ ไทยจากสื่อยุโรป หลังจากที่นาย David Martin ได้รับทราบและเข้าใจถึงสถานการณ์ทางการเมืองไทยอย่างถูกต้องมากขึ้น ก็สามารถเป็นกระบอกเสียงให้กับไทยในรัฐสภายุโรปได้และจะส่งผลดีต่อความ สัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจการค้าของทั้งสองฝ่ายต่อไปในอนาคต" นางอภิรดี กล่าว

ที่มา --อินโฟเควสท์ (28/03/59)

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังหารือกับนาย Tatsuya Terazawa อธิบดีกรมการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ กระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น(MATI) เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2559 ว่า ทางญี่ปุ่นโดย MATI ได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 2,500 ล้านเยน หรือประมาณ 21 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในโครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในอาเซียน โดยให้ไทยเป็นศูนย์กลางการพัฒนาบุคลากรในด้านอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น วิศวกร นักออกแบบ นักบริหาร รวมถึงแรงงานทักษะต่ำ ของกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง เพราะเห็นว่าไทยมีความพร้อมที่สุด ซึ่งทางญี่ปุ่นจะให้ความร่วมมือในการส่งบุคลากรที่มีทักษะ เป็นผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม เพื่อมาอบรม ให้ความรู้กับกลุ่ม CLM (กัมพูชา ลาว เมียนมา) ในประเทศไทย การฝึกอบรมในมหาวิทยาลัยของไทย หรือการส่งผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นและไทยไปให้ความรู้กับแรงงานภาคอุตสาหกรรม ใน CLM (ไม่มีเวียดนาม เพราะเป็นโครงการในกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง)

อย่างไรก็ตามกลุ่มผู้เกี่ยวข้องจะหารือกันอีกครั้งว่าควรมีกลุ่มบุคลากร และอุตสาหกรรมใดบ้างที่จะต้องพัฒนาก่อน เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ และควรใช้มหาวิทยาลัยใดบ้าง อีกทั้งจะนำเรื่องโครงการนี้เข้าพูดคุยกันเพิ่มเติมในการประชุมทางเศรษฐกิจ ของไทยกับญี่ปุ่นในเดือนมิ.ย. 2559 นี้ด้วย

ที่มา หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- อังคารที่ 29 มีนาคม 2559

กระทรวง กิจการภายในและการสื่อสารของญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ค่าใช้จ่ายภาคครัวเรือนของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญของการบริโภคภาคเอกชน ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน เมื่อเทียบเป็นรายปี ในดือนก.พ.

รายงานระบุว่า ค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยของภาคครัวเรือนในเดือนก.พ. เพิ่มขึ้น 1.2% จากปีก่อน สู่ระดับ 269,774 เยน (2,379 ดอลลาร์)

อย่าง ไรก็ตาม เจ้าหน้าที่รายหนึ่งเผยว่า สาเหตุที่ค่าใช้จ่ายภาคครัวเรือนปรับตัวขึ้นนั้นเป็นเพราะเดือนก.พ.ปีนี้มี 29 วัน สำนักข่าวเกียวโดรายงาน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 29 มีนาคม 2559)

ซีเอ็นเอ็น มันนี่ รวบรวม 8 ประเทศ "ตลาดเกิดใหม่" ที่เศรษฐกิจกำลังเจริญเติบโตต่อเนื่อง และมีแววว่าปีนี้สภาพเศรษฐกิจจะสดใสอย่างมาก

1. อินเดีย

ขณะนี้อินเดียถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่เศรษฐกิจกำลัง เติบโตอย่างมาก โดยปีนี้ รัฐบาลอินเดียออกมาระบุว่า เศรษฐกิจจะขยายตัวมากขึ้นอีก และมีแนวโน้มว่าเติบโต 9% จึงถือว่าอินเดียเป็นประเทศที่ได้ผลพวงจากการที่ราคาน้ำมันโลกตกอย่างเห็น ได้ชัด

2. เคนย่า

ปี 2015 เคนย่า เศรษฐกิจขยายตัว 6.5% ส่วนปีนี้คาดการณ์ว่าจะเติบโตที่ 6.8% และที่เติบโตได้มากเพราะเคนย่ามีภาคธุรกิจทางเทคโนโลยีที่กำลังเติบโต และได้อานิสงค์จากราคาน้ำมันโลกที่ลดลงด้วย นอกจากนี้ เคนย่าก็ไม่ได้รับผลกระทบจากการที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัว เพราะภาคเศรษฐกิจของประเทศยังไม่ได้พึ่งพาภายนอกมากนัก


3. เวียดนาม

ปี 2015 เศรษฐกิจเวียดนามขยายตัวที่ 6.5% ส่วนปีนี้คาดการณ์ว่าจะเติบโตที่ 6.4%  ทั้งนี้ เป็นเพราะเวียดนามมีภาคแรงงานที่เข้มแข็ง โดยจำนวน ประชากร 60% อายุต่ำกว่า 35 ปี ที่สำคัญคือ เวียดนามได้รับอานิสงค์จากการเข้าร่วมข้อตกลงการค้า TPP ที่เซ็นกับสหรัฐฯ และสมาชิกอีก 11 ประเทศ


4. ชิลี

ขณะนี้ นักลงทุนกำลังตื่นเต้นกับชิลี เพราะชิลีมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจในหลายๆ ภาคส่วนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ชิลียังเข้าร่วมข้อตกลงการค้า TPP ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการทำค้าระหว่างประเทศมากขึ้นอีกด้วย


5. โคลอมเบีย

ปี 2015 เศรษฐกิจโคลอมเบียขยายตัวที่ 2.5% ส่วนปีนี้คาดการณ์ว่าจะเติบโตที่ 2.7% โดยที่รัฐบาลได้ให้คำมั่นว่าจะตัดลดการใช้จ่าย ลดการขาดดุล ซึ่งมาตรการเหล่านี้กระตุ้นนักลงทุนเป็นอย่างมาก

6. เม็กซิโก

ใน บรรดาประเทศแถบละตินอเมริกา เม็กซิโกถือว่าเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมาก ปี 2015 เศรษฐกิจขยายตัวที่ 2.3% ขณะที่ไอเอ็มเอฟ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวขึ้นเป็น 2.8%  นอกจากนี้ อัตราการว่างงานก็ยังลดลง และอัตราหนี้ของประเทศก็ดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา หลังจากรัฐบาลพยายามปฏิรูปทางเศรษฐกิจหลายเรื่อง

7. อินโดนีเซีย

อินโดนีเซีย โฟกัสที่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ หลังจากประสบวิกฤตการเงิน โดยได้ตัดลดหนี้ต่างประเทศ ทำให้ประเทศได้รับผลกระทบต่อการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ลดลง นอกจากนี้ อินโดนีเซียยังประสบความสำเร็จในการตัดลดการใช้จ่าย และยังจำกัดงบขาดดุล ที่สำคัญคือชั้นกลางในอินโดนีเซียก็กำลังขยายตัวอย่างมากด้วย


8. เปรู

ปี นี้ มีการคาดการณ์ว่าเปรูจะเติบโตที่ 3.3% เปรูมีรายได้หลักจากการทำเหมืองแร่ ขณะเดียวกัน ประเทศก็สามารถรับมือกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกลง ได้ดีกว่าประเทศที่พึ่งพาการส่งออกอื่นๆ  นี่จึงเป็นปัจจัยที่ดีของนักลงทุน

 

 

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ (29/03/2559)

กรมการค้าภายใน จี้ผู้ผลิตยางรถยนต์ ปรับลดราคาหลังราคายางพารา-ยางสังเคราะห์ปรับลดลง ด้านผู้ผลิตเตรียมให้คำตอบในสัปดาห์นี้

นายสมศักดิ์ เกียรติชัยลักษณ์ รองอธิบดีกรมการค้าภายในกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยกรณีราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับราคายางพาราและยางสังเคราะห์ที่ราคา ปรับลดลงตามราคาน้ำมันว่า ขณะนี้กรมฯ ได้สอบถามไปยังผู้ผลิตยางล้อรถยนต์รายใหญ่ขอความร่วมมือให้ปรับลดราคาลงอีก ได้หรือไม่ ซึ่งทางกลุ่มผู้ประกอบการยางรถยนต์จะให้คำตอบกลับมายังกรมการค้าภายในภายใน สัปดาห์นี้

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาทางผู้ประกอบการระบุว่า ได้ปรับลดราคาจำหน่ายปลีกยางรถยนต์แล้ว แต่กรมฯเห็นว่า การปรับลดดังกล่าวเป็นลักษณะของการลดโดยการจัดโปรโมชั่น ส่งเสริมการขายหรือเพียงกลยุทธ์ทางการตลาดเท่านั้น ยังไม่ใช่การปรับลดลงที่ตรงจุดนักเพราะยังมีค่าใช้จ่ายอย่างอื่นแอบแฝงอยู่ และผู้บริโภคยังไม่ได้รับประโยชน์มากนัก

“ต้นทุนวัตถุดิบของการ ผลิตยางรถยนต์มีสัดส่วน40%แต่ในส่วนนี้เป็นต้นทุนยางจริงๆ 30%ที่เป็นทั้งยางพารา และยางสังเคราะห์ซึ่งราคาก็ปรับลดลงตามทิศทางของตลาดโลกเช่นกันอย่างไรก็ตาม หากคิดเป็นต้นทุนการผลิตส่วนของวัตถุดิบที่ลดลงไปแล้วน่าจะลดลงไปประมาณ15%”

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ (วันที่ 28 มีนาคม 2559)

นายเสนอ ชูจันทร์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ตรวจเยี่ยมจุดรับซื้อยางพาราตามนโยบายรัฐบาล โครงการส่งเสริมใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ ณ จุดรับซึ้อยางสหกรณ์การเกษตรปฏิรูปที่ดิน ท่าแซะ จำกัด ตำบล ท่าเคย อำเภอ ท่าฉาง จังหวัดสุราษฏร์ธานี เพื่อตรวจสอบขั้นตอนในการรับซื้อยางแผ่นดิบ คุณภาพ 3 ให้เป็นไปตามมาตรฐาน การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และรับฟังปัญหา อุปสรรคในการรับซื้อยางของสมาชิกสหกรณ์ โดยมีนายนันทวัฒน์ แก้วอำดี สหกรณ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายญาณกิตติ์ ฮารุดีน หัวหน้าแผนกปฏิบัติการ การยางแห่งประเทศไทย สาขาอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฏร์ธานี และนายวิเชียร ทองเกิด ประธานสหกรณ์การเกษตรปฏิรูปที่ดิน ท่าแซะ จำกัด ให้การต้อนรับเมื่อเร็วๆนี้

ที่มา : ThaiPR.net (วันที่ 28 มีนาคม 2559)

กรุงจาการ์ตา, เมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่ามา รัฐบาลอินโดนีเซียกล่าวว่า หน่วยงานภาครัฐของอินโดนีเซีย และบริษัทตัวแทนของรัฐจะรับซื้อยางที่ผลิตในประเทศปริมาณ 5 แสนตัน เพื่อสนับสนุนราคายาง
รัฐบาลยังไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับระยะเวลาของการรับซื้อ แต่สมาคมผู้ผลิตยางแห่งอินโดนีเซีย (Gapkindo) คาดว่าอุปสงค์ควรมาจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การใช้ยางผสมยางมะตอยราดถนน
อินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่เป็นอันดับสองของโลก แต่ในเดือนที่ผ่านมาราคายางแตะระดับต่ำสุดในรอบเจ็ดปี เนื่องจากมีอุปทานยางในตลาดเป็นจำนวนมาก ประกอบกับการชะลอซื้อของจีนซึ่งเป็นผู้ใช้ยางรายใหญ่ของโลก
นาย Amran Sulaiman รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของอินโดนีเซียกล่าวว่า "การดำเนินการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความต้องการใช้ยางในประเทศและการ เปลี่ยนแปลงระดับราคายางในตลาดโลก"
รัฐบาลจะสนับสนุนเงินกู้ยืมแก่เกษตรกรสวนยางพาราเพื่อปลูกยางทดแทนจำนวน 1 ล้านเฮกตาร์ ในช่วงระหว่างปี 2559 – 2562
นาย Moenarji Soedargo ประธาน Gapkindo กล่าวว่า การดำเนินการรับซื้อยางเป็นไปตามมาตรการจำกัดปริมาณการส่งออกยาง 615,000 ตัน เป็นเวลา 6 เดือน ของประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ของเอเชีย โดยเริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคมเพื่อช่วยหนุนราคายาง


ที่มา http://globalrubbermarkets.com, 24/03/201

“ทำ หมากแห้งอีกอาชีพหนึ่งของเกษตรกรชาวสวนยางพารา ที่สร้างรายได้ในช่วงที่ราคายางตกต่ำและต้องหยุดกรีดยางพาราในฤดูยางผลัดใบ เพราะต้นทุน กก.ละ7 บาท แต่ขายได้ กก.ละ 48-50 บาท

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า นางสงวน รัตนพันธ์ทัวร์ หรือป้าเผือน อายุ 54 ปี เกษตรกรชาวสวนยางบ้านพรุชบา หมู่ 7 ต.ทุ่งตำเสา อ.หาดใหญ่ ที่ได้หันมายึดอาชีพทำหมากตากแห้งเป็นอาชีพเสริม มีรายได้ในช่วงที่ต้องหยุดกรีดยางพาราในฤดูผลัดใบหรือช่วงหน้าแล้งและราคา ยางตกต่ำ

โดย ป้าเผือน ได้ตระเวนซื้อหมากจากชาวบ้านในพื้นที่ตำบลใกล้เคียง ซึ่งปลูกตามข้างบ้านหรือหัวไร่ปลายนามารวมไว้ ใช้เครื่องผ่าหรือใช้มีดผ่าหมากออกเป็นสองซีก ก็ได้ตามความถนัด แล้วนำไปตากแดดประมาณ 2 วัน เพื่อให้หมากหลุดจากเปลือกและนำมาแกะเมล็ดออก นำไปตากแดดอีกประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อให้เนื้อหมากแห้งสนิทพร้อมที่จะส่งขายได้ทันที

“ป้า เผือน” บอกว่า อาชีพทำหมากถือว่ามีรายได้ดีพอสมควร ซื้อหมากสด กก.ละ 7 บาท แต่เมื่อนำมาผ่าตากแดดจนแห้งแล้วขายต่อ กก.ละ 48-50 บาท จะมีแม่ค้ามารับซื้อถึงที่และนำไปส่งแถว จ.ระนอง และ จ.ชุมพร หรือถ้าเอาเร็วก็แค่ผ่าออกไม่ต้องตากจะขาย กก.ละ 30-35 บาท และว่า แต่ละสัปดาห์จะทำหมากขายได้ 70 กก. มีรายได้ 3,500-4,000 บาท เกษตรกรชาวสวนยางหรือผู้ที่สนใจก็สามารถทำได้เป็นอาชีพที่น่าสนใจทีเดียว เพราะไม่ยุ่งยากและสามารถทำที่บ้านได้ ทั้งนี้ ทุกอาชีพที่ทำโดยไม่ต้องพึ่งทางภาครัฐ ขอให้มีความขยันและอดทน สามารถสร้างรายได้ลดรายจ่ายให้กับครอบครัว ไม่เดือดร้อนที่ไม่ต้องไปกู้หนี้จากสถาบันการเงินและหนี้นอกระบบ ยังมีเวลาสร้างความอบอุ่นให้เกิดกับครอบครัวได้อีก

ที่มา มติชนออนไลน์ (28/03/59)