ข่าวเด่น

Super User

Super User

ผู้ดูแลระบบ

ดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้าร่วงลงในวันนี้ บ่งชี้ว่าตลาดหุ้นวอลล์สตรีทจะปรับตัวลงในคืนนี้ ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน

ณ เวลา 20.14 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้าลบ 14 จุด หรือ 0.06% สู่ระดับ 22,048 จุด

ราคาหุ้นของไมเคิล คอร์ส โฮลดิ้งส์ ผู้ผลิตกระเป๋าและสินค้าแบรนด์เนมชื่อดัง พุ่งขึ้น 12.4% สู่ระดับ 41.85 ดอลลาร์ในการซื้อขายก่อนเปิดตลาดวันนี้ หลังบริษัทเปิดเผยตัวเลขผลประกอบการดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ แม้บริษัทมีกำไรและรายได้ลดลง

ทั้งนี้ ไมเคิล คอร์สเปิดเผยว่า กำไรสุทธิร่วงลง 15% สู่ระดับ 125.5 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปีงบการเงินของบริษัท ซึ่งสิ้นสุดวันที่ 1 ก.ค. หรืออยู่ที่ระดับ 80 เซนต์/หุ้น จากระดับ 147.1 ล้านดอลลาร์ หรือ 83 เซนต์/หุ้นในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าบริษัทจะมีกำไร 62 เซนต์/หุ้นในไตรมาสแรก

นอกจากนี้ รายได้ของบริษัทลดลง 3.6% สู่ระดับ 952.4 ล้านดอลลาร์ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าบริษัทจะมีรายได้ 918.6 ล้านดอลลาร์

เมื่อเดือนที่แล้ว ไมเคิล คอร์ส เปิดเผยว่า ทางบริษัทได้เทคโอเวอร์กิจการของจิมมี ชู ผู้ผลิตรองเท้าและเครื่องประดับสุดหรู ด้วยวงเงิน 896 ล้านปอนด์ หรือ 1.17 พันล้านดอลลาร์

บริษัทคาดว่าการซื้อกิจการดังกล่าวจะทำให้รายได้เพิ่มขึ้น 275 ล้านดอลลาร์ในช่วงครึ่งหลังของปีงบการเงินปัจจุบัน ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนมี.ค.2018

นอกจากนี้ ไมเคิล คอร์สยังคาดว่ารายได้ของปีงบการเงิน 2018 จะอยู่ที่ระดับ 4.28 พันล้านดอลลาร์ โดยสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 4.25 พันล้านดอลลาร์

ทางด้านราล์ฟ ลอเรน คอร์ป ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์แฟชั่นและเฟอร์นิเจอร์ระดับโลก เปิดเผยผลประกอบการในไตรมาสแรกของปีงบการเงินของบริษัทที่สิ้นสุดวันที่ 1 ก.ค.

ทั้งนี้ บริษัทเปิดเผยว่ารายได้ลดลงสู่ระดับ 1.35 พันล้านดอลลาร์ จากระดับ 1.55 พันล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

ส่วนกำไรอยู่ที่ระดับ 59.5 ล้านดอลลาร์ หรือ 72 เซนต์/หุ้น จากที่ขาดทุน 22.3 ล้านดอลลาร์ หรือ 27 เซนต์/หุ้นในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

นายเจมส์ บูลลาร์ด ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาเซนต์หลุยส์ กล่าวว่า เฟดสามารถชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อไม่มีแนวโน้มที่จะพุ่งขึ้นมาก หากตลาดแรงงานสหรัฐยังคงมีการปรับตัวดีขึ้น

"อัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับปัจจุบันยังคงมีความเหมาะสมในระยะใกล้" นายบูลลาร์ดระบุ

ทั้งนี้ ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ อยู่ที่ระดับ 1.5% และอยู่ห่างจากระดับ 2% ซึ่งเป็นเป้าหมายของเฟดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

นายบูลลาร์ดกล่าวว่า มีการคาดการณ์กันว่าอัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวขึ้นเพียงแค่ระดับ 1.8% ถึงแม้อัตราการว่างงานของสหรัฐร่วงลงสู่ระดับ 3% จากระดับ 4.3% ในปัจจุบัน ซึ่งจากการที่มีแรงกดดันต่อเงินเฟ้อเพียงเล็กน้อย ทำให้เฟดจึงไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อชะลอการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พุธที่ 9 สิงหาคม 2560

ราคาหุ้นของไทม์ อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทสื่อสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ ดิ่งลง 6% ในวันนี้ หลังเปิดเผยผลประกอบการที่ต่ำกว่าคาดในไตรมาส 2

ไทม์ระบุว่า รายได้จากการจำหน่ายนิตยสารดิ่งลง 12% ขณะที่รายได้จากการโฆษณาร่วงลง 12% เช่นกัน

ส่วนรายได้รวมทั้งบริษัทลดลง 9.7% สู่ระดับ 694 ล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ระดับ 703.5 ล้านดอลลาร์

ไทม์รายงานตัวเลขขาดทุนที่ระดับ 44 ล้านดอลลาร์ หรือ 44 เซนต์/หุ้น เทียบกับที่กำไร 18 ล้านดอลลาร์ หรือ 79 เซนต์/หุ้นในช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว

หากไม่นับรายการพิเศษ บริษัทมีกำไร 13 เซนต์/หุ้น โดยสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ระดับ 11 เซนต์/หุ้น

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พุธที่ 9 สิงหาคม 2560

ราคายางตลาดกลางยางพาราจังหวัดสงขลา ยาแผ่นดิบแตะระดับ 49.92 บาท/กก. ปรับตัวลดลง 0.75 บาท/กก. โดยมีปัจจัยลบมาจากนักลงทุนวิตกกังวลหลังจากสหรัฐฯ และจีนเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ซบเซาและราคาน้ำมันปรับตัวลดลง ส่วนยางแผ่นรมควันแตะระดับ 55.00 บาท/กก. ปรับตัวสูงขึ้น 0.62 บาท/กก.  ในทิศทางเดียวกับตลาดโตเกียว โดยมีปัจจัยบวกมาจากเงินเยนอ่อนค่าลงจากวันที่ผ่านมา และภาคใต้มีฝนตกเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปริมาณยางออกสู่ตลาดน้อยลง 

ดัชนีดาวโจนส์เปิดแดนลบในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนจำนวนมากในสัปดาห์นี้

ณ เวลา 20.44 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์อยู่ที่ 21,539.63 จุด ลดลง 40.44 จุด หรือ 0.19%

หุ้นกลุ่มธุรกิจรักษาสุขภาพดิ่งลงนำตลาดวันนี้ ขณะที่หุ้นโกลด์แมน แซคส์ร่วงลงมากที่สุดในการซื้อขายช่วงแรก หลังจากที่ถูกยูบีเอสปรับลดอันดับความน่าลงทุน หลังเผยผลประกอบการที่น่าผิดหวังในไตรมาส 2
ทั้งนี้ บริษัทราว 180 แห่งในดัชนี S&P 500 จะประกาศผลประกอบการในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงเฟซบุ้ก, อเมซอน และอัลฟาเบท ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกูเกิล

บริษัทราว 73% ในดัชนี S&P 500 ซึ่งได้ประกาศผลประกอบการจนถึงสัปดาห์ที่แล้ว มีผลประกอบการสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ ขณะที่ 77% มียอดขายสูงกว่าคาด

นักวิเคราะห์คาดว่าบริษัทจดทะเบียนจะมีการขยายตัวของผลประกอบการเฉลี่ย 6.2%
นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ในวันที่ 25-26 ก.ค.นี้ ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ที่ว่า คณะกรรมการ FOMC จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ หลังจากที่ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 1.00-1.25% ในการประชุมเมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังจับตาปัจจัยการเมืองในสหรัฐ หลังจากที่นายฌอน สไปเซอร์ โฆษกทำเนียบขาว ประกาศลาออกจากตำแหน่ง โดยจะมีผลในเดือนก.ย. หลังจากที่เขาแสดงท่าทีคัดค้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในการแต่งตั้งนายแอนโธนี สคารามุคซี เป็นผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารประจำทำเนียบขาว

ทั้งนี้ นายสคารามุคซีเป็นอดีตผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ และเป็นผู้จัดการประชุม SkyBridge Alternatives (SALT) ประจำปี ขณะที่ปัจจุบันนี้ เขาดำรงตำแหน่งรองประธานอาวุโสของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของสหรัฐ

ปธน.ทรัมป์ได้เรียกร้องให้นายสไปเซอร์ยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไป แต่นายสไปเซอร์กล่าวว่า การแต่งตั้งนายสคารามุคซีถือเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- อังคารที่ 25 กรกฎาคม 2560

ดอลลาร์ร่วงลงในวันนี้ หลุดระดับ 111 เยน แตะระดับต่ำสุดในรอบ 1 เดือน ขณะที่นักลงทุนกังวลว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองในสหรัฐ จะส่งผลกระทบต่อความพยายามผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ณ เวลา 21.49 น.ตามเวลาไทย ดอลลาร์อ่อนค่า 0.04% สู่ระดับ 111.05 เยน หลังจากดิ่งลงแตะ 110.71 เยนในช่วงแรก ขณะที่ยูโรปรับตัวลง 0.25% สู่ระดับ 129.25 เยน และร่วงลง 0.21% สู่ระดับ 1.1637 ดอลลาร์ ส่วนดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน บวก 0.17% สู่ระดับ 94.02
ดอลลาร์ร่วงลงต่ำกว่า 111 เยนในการซื้อขายที่ตลาดการเงินโตเกียวในวันนี้
การสอบสวนกรณีที่รัสเซียอาจแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในปีที่แล้ว เป็นปัจจัยกดดันดอลลาร์ เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองในสหรัฐ จะส่งผลให้การผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของปธน.ทรัมป์ เช่น การปฏฺรูปภาษี และการใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมาก จะประสบปัญหาล่าช้าออกไป

นายฌอน สไปเซอร์ โฆษกทำเนียบขาว ประกาศลาออกจากตำแหน่ง โดยจะมีผลในเดือนก.ย. หลังจากที่เขาแสดงท่าทีคัดค้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในการแต่งตั้งนายแอนโธนี สคารามุคซี เป็นผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารประจำทำเนียบขาว

ทั้งนี้ นายสคารามุคซีเป็นอดีตผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ และเป็นผู้จัดการประชุม SkyBridge Alternatives (SALT) ประจำปี ขณะที่ปัจจุบันนี้ เขาดำรงตำแหน่งรองประธานอาวุโสของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของสหรัฐ

ปธน.ทรัมป์ได้เรียกร้องให้นายสไปเซอร์ยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไป แต่นายสไปเซอร์กล่าวว่า การแต่งตั้งนายสคารามุคซีถือเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่

นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ในวันที่ 25-26 ก.ค.นี้ ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ที่ว่า คณะกรรมการ FOMC จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ หลังจากที่ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 1.00-1.25% ในการประชุมเมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- อังคารที่ 25 กรกฎาคม 2560

พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวลงในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนจับตาตัวเลขเศรษฐกิจ และผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาล

การร่วงลงของราคาพันธบัตร ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลประเภทอายุ 10 ปี ดีดตัวสู่ระดับ 2.259% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลประเภทอายุ 30 ปี อยู่ที่ระดับ 2.834%

ทั้งนี้ ราคาพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกัน

กระทรวงการคลังสหรัฐเปิดเผยในวันนี้ว่า ทางกระทรวงได้จำหน่ายพันธบัตรประเภทอายุ 3 เดือน และ 6 เดือนในวันนี้ โดยมีอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค.2008 ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับการชำระหนี้ของสหรัฐ หากสภาคองเกรสไม่สามารถปรับเพิ่มเพดานหนี้ ก่อนที่รัฐบาลจะขาดงบประมาณในการบริหารประเทศ

กระทรวงการคลังประมูลพันธบัตรอายุ 3 เดือน วงเงิน 3.9 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยมีอัตราผลตอบแทนที่ระดับ 1.180% และประมูลพันธบัตรอายุ 6 เดือน วงเงิน 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยมีอัตราผลตอบแทนที่ระดับ 1.130%

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 ต.ค.2008 กระทรวงการคลังประมูลพันธบัตรอายุ 3 เดือน โดยมีอัตราผลตอบแทนที่ระดับ 1.250% ขณะที่ในสัปดาห์ต่อมา ทางกระทรวงประมูลพันธบัตรอายุ 6 เดือน โดยมีอัตราผลตอบแทนที่ระดับ 1.400%

ผลการสำรวจของไอเอชเอส มาร์กิตระบุว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) เบื้องต้นรวมภาคการผลิตและบริการของสหรัฐ ดีดตัวสู่ระดับ 54.2 ในเดือนก.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน หลังจากแตะระดับ 53.9 ในเดือนมิ.ย.

ดัชนียังคงอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ถึงการขยายตัวของภาคการผลิตและบริการของสหรัฐ

ส่วนดัชนี PMI เบื้องต้นภาคการผลิตของสหรัฐ ดีดตัวสู่ระดับ 53.2 ในเดือนก.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือน หลังจากแตะระดับ 52.0 ในเดือนมิ.ย.

ทางด้านดัชนี PMI เบื้องต้นผลผลิตภาคการผลิตของสหรัฐ ดีดตัวสู่ระดับ 54.3 ในเดือนก.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือน หลังจากแตะระดับ 52.6 ในเดือนมิ.ย.

นอกจากนี้ ดัชนี PMI เบื้องต้นภาคบริการของสหรัฐ ทรงตัวที่ระดับ 54.2 ในเดือนก.ค. ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนมิ.ย.

สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ยอดขายบ้านมือสองร่วงลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ หลังจากที่ราคาบ้านพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากเกิดภาวะขาดแคลนบ้านในตลาด

ทั้งนี้ ยอดขายบ้านมือสองร่วงลง 1.8% ในเดือนมิ.ย. เมื่อเทียบรายเดือน สู่ระดับ 5.52 ล้านยูนิต

นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่ายอดขายบ้านมือสองจะลดลง 1.0% สู่ระดับ 5.58 ล้านยูนิตในเดือนมิ.ย.

เมื่อเทียบรายปี ยอดขายบ้านมือสองเพิ่มขึ้น 0.7% ในเดือนมิ.ย.
สต็อกบ้านในตลาดลดลง 0.5% ในเดือนมิ.ย. สู่ระดับ 1.96 ล้านยูนิต และดิ่งลง 7.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว โดยสต็อกบ้านได้ปรับตัวลงเป็นเวลา 25 เดือนติดต่อกันเมื่อเทียบรายปี

ส่วนราคาบ้านเฉลี่ยพุ่งขึ้น 6.5% ในเดือนมิ.ย. เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 263,800 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 64 ติดต่อกันเมื่อเทียบรายปี

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- อังคารที่ 25 กรกฎาคม 2560

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดปรับตัวลงเมื่อคืนนี้ (24 ก.ค.) โดยได้รับปัจจัยลบจากการที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐในปีนี้และปีหน้า และจากรายงานที่ว่า ยอดขายบ้านมือสองของสหรัฐร่วงลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม ดัชนี Nasdaq ปิดตลาดทำนิวไฮ เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอย่างคึกคัก ก่อนที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐ ซึ่งรวมถึงเฟซบุ๊ก จะเปิดเผยผลประกอบการในสัปดาห์นี้
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 21,513.17 จุด ลดลง 66.90 จุด หรือ -0.31% ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 6,410.81 จุด เพิ่มขึ้น 23.05 จุด หรือ +0.36% และดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,469.91 จุด ลดลง 2.63 จุด หรือ -0.11%

ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดในแดนลบ หลังจาก IMF ได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐลง 0.2% สู่ระดับ 2.1% ในปีนี้ และปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจในปีหน้าลง 0.4% สู่ระดับ 2.1%

IMF เปิดเผยในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ว่า ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับช่วงเวลาและแนวทางการเปลี่ยนแปลงนโยบายการคลังของรัฐบาลสหรัฐนั้น ส่งผลให้เกิดความไม่เชื่อมั่นว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะสามารถผลักดันมาตรการเศรษฐกิจให้ผ่านสภาคองเกรสได้หรือไม่

นอกจากนี้ ดัชนีดาวโจนส์ยังได้รับปัจจัยกดดันหลังจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ยอดขายบ้านมือสองร่วงลง 1.8% ในเดือนมิ.ย. เมื่อเทียบรายเดือน สู่ระดับ 5.52 ล้านยูนิต ซึ่งลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะปรับตัวลงเพียง 1% สู่ระดับ 5.58 ล้านยูนิต หลังจากที่ราคาบ้านพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากเกิดภาวะขาดแคลนบ้านในตลาด

หุ้นจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ร่วงลง 1.7% ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยที่ฉุดดัชนี S&P500 และดัชนีดาวโจนส์ปิดในแดนลบ สืบเนื่องมาจากความวิตกกังวลที่ว่าจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน อาจเผชิญกับแข่งขันด้านราคาจากบริษัทคู่แข่ง ในการจำหน่ายยารักษาโรคไขข้ออักเสบ

หุ้นฮัลลิเบอร์ตัน ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานรายใหญ่ ปิดตลาดดิ่งลง 4.2% เนื่องจากนักลงทุนเทขายทำกำไรในช่วงท้ายตลาด หลังจากที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้นขานรับผลประกอบการที่แข็งแกร่งในช่วงแรก

อย่างไรก็ตาม การดีดตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีช่วยหนุนดัชนี Nasdaq ปิดตลาดทำนิวไฮ โดยหุ้นแอปเปิล อิงค์ หุ้นเฟซบุ๊ก และหุ้นอัลฟาเบท ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกูเกิล ต่างพากันปิดตลาดในแดนบวก โดยนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอย่างคึกคัก ก่อนที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จะเปิดเผยผลประกอบการในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงอเมซอน เฟซบุ๊ก และอัลฟาเบท

รายงานระบุว่า บริษัทราว 73% ในดัชนี S&P 500 ซึ่งได้ประกาศผลประกอบการจนถึงสัปดาห์ที่แล้วนั้น มีผลประกอบการสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ ขณะที่ 77% มียอดขายสูงกว่าคาด

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดว่า บริษัทจดทะเบียนจะมีการขยายตัวของผลประกอบการโดยเฉลี่ย 6.2%

นักลงทุนจับตาการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ในวันที่ 25-26 ก.ค.นี้ ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ที่ว่า คณะกรรมการ FOMC จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ หลังจากที่ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 1.00-1.25% ในการประชุมเมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังจับตาปัจจัยการเมืองในสหรัฐ หลังจากที่นายฌอน สไปเซอร์ โฆษกทำเนียบขาว ประกาศลาออกจากตำแหน่ง โดยจะมีผลในเดือนก.ย. หลังจากที่เขาแสดงท่าทีคัดค้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในการแต่งตั้งนายแอนโธนี สคารามุคซี เป็นผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารประจำทำเนียบขาว

นอกจากนี้ นักลงทุนยังรอดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้แก่  ราคาบ้านเดือนพ.ค.โดยเอสแอนด์พี/เคส-ชิลเลอร์, ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.ค.จาก Conference Board, ยอดขายบ้านใหม่เดือนมิ.ย., ดุลการค้าเดือนมิ.ย., ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนมิ.ย., จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเดือนมิ.ย. และผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 2

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- อังคารที่ 25 กรกฎาคม 2560


กลาโหม * พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงภายหลังการประชุมสำนักงานเลขาธิการ คสช. ที่มี พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ คสช. เป็นประธานว่า จากนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหายางพารา โดยให้หน่วยงานภาครัฐพิจารณาใช้ยางพาราเป็นส่วนประกอบในกิจการของหน่วยงานนั้น พล.อ.เฉลิมชัยได้กำชับให้ทุกส่วนงานของ คสช.และกองทัพ พิจารณาสนับสนุนตามนโยบายดังกล่าว โดยขณะนี้หน่วยงานในกระทรวงกลาโหมจะมีการนำยางพาราไปใช้ในการสร้างสนามฟุตซอล ในส่วนของกองทัพบกได้สำรวจเส้นทางที่ชำรุดทั่วประเทศ และเตรียมซ่อมแซมด้วยการใช้ยางพาราเป็นส่วนประกอบในการก่อสร้าง รวมถึงโครงการใช้ยางพาราในการผลิตสิ่งอุปกรณ์และยุทธภัณฑ์ทางทหารที่กองทัพได้ดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว ขอให้ทุกส่วนเร่งดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว เพื่อช่วยเพิ่มการใช้ยางพาราในประเทศให้สูงยิ่งขึ้น

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อังคารที่ 18 กรกฎาคม 2560 

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมติดตามความคืบหน้าการใช้ยางพาราในโครงการของส่วนราชการ โดยมีวาระสำคัญ อาทิ ผลการดำเนินการใช้ยางพาราในปี 2560 และแผนการดำเนินการใช้ยางพารา ในปี 2561 เมื่อเร็วๆ นี้

หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- อังคารที่ 18 กรกฎาคม 2560 


บมจ.บ้านปู เพาเวอร์ (BPP) แจ้งว่าการลงทุนและพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์ฟาร์ม) ผ่านบริษัท Banpu Renewable Singapore Pte.,Ltd. ภายใต้โครงสร้างการลงทุนแบบทีเค ในประเทศญี่ปุ่น โดยได้เข้าทำสัญญาการลงทุนในสัดส่วน 100% เพื่อการพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มเติมอีก 2 โครงการ รวม 28 เมกะวัตต์ (MW) ได้แก่
โครงการฮิโรชิม่า ตั้งอยู่ในจังหวัดฮิโรชิม่า มีกำลังการผลิต 8 เมกะวัตต์ คาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในไตรมาส 2/62 และโครงการเคเซนนุมะ ตั้งอยู่ในจังหวัดมิยางิ มีกำลังการผลิต 20 เมกะวัตต์ คาดว่าจะ COD ในไตรมาส 3/62
ส่งผลให้บริษัทมีโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่นรวมทั้งสิ้น 12 โครงการ กำลังการผลิตรวม 158.4 เมกะวัตต์ เป็นกำลังการผลิตตามสัดส่วนที่บริษัทลงทุน 131.30 เมกะวัตต์ โดยเป็นโครงการที่ COD แล้ว 3 โครงการ กำลังการผลิตรวม 21.5 เมกะวัตต์ เป็นกำลังการผลิตตามสัดส่วนที่บริษัทลงทุน 12.6 เมกะวัตต์ ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการก่อสร้างและพัฒนา ซึ่งคาดว่าจะทยอย COD จนครบในปี 63
ดังนั้น บริษัทจึงมีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่วนการลงทุนรวมเพิ่มเป็น 2,636 เมกะวัตต์ จากโรงไฟฟ้าที่ COD แล้ว 2,069 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น โรงไฟฟ้าถ่านหินรวม 1,904 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์รวม 165 เมกะวัตต์ ส่วนกำลังการผลิตอีก 567 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการก่อสร้างโดยคาดว่าจะสามารถดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 63
บริษัทยังคงมองหาโอกาสการลงทุนทั้งโครงการโรงไฟฟ้าจากพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป และพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุตามแผนกลยุทธ์เพื่อให้มีกำลังการผลิต 4,300 เมกะวัตต์ ภายในปี 68 โดยเน้นการลงทุนในตลาดที่มีความเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้าและมีนโยบายสนับสนุนจากรัฐบาล

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- อังคารที่ 18 กรกฎาคม 2560