Super User

Super User

ผู้ดูแลระบบ

ร.อ.ดร.ธรรมนัส พรหมเผ่า นายกสมาคมชาวพะเยาเพื่อชาวพะเยา เปิดเผยว่า จังหวัดพะเยามีพื้นที่ 6,355.060 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 3,959,412 ไร่ เป็นพื้นที่การเกษตรแบบผสมผสาน จำนวน 940,870 ไร่ หรือ 24% ของพื้นที่ทั้งหมด ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่ง มีพื้นที่ปลูก จำนวน 140,889 ไร่ หรือ 4% ของพื้นที่เกษตรทั่วจังหวัด เปิดกรีดแล้ว 86,861 ไร่ คาดว่าจะเปิดกรีดเต็มพื้นที่ประมาณ 3-4 ปีในอนาคต ผลผลิตยางก้อนถ้วย 90% ยางแผ่น 10% ผลผลิตต่อปี ยางก้อนถ้วย 52,116.6 ตัน ยางแผ่นดิบ 26,058.3 ตัน เกษตรกร 12,108 ครอบครัว นับว่าปัจจุบันยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของจังหวัด ที่ผ่านมายอมรับว่ายางพารากำลังประสบปัญหาเรื่องราคาตกต่ำ ดังนั้นแผนในระยะยาวที่จะรับมือเพื่อแก้ปัญหาราคาตกต่ำ คือการแปรรูปยางพารา อาจจะต้องมีการผลักดันให้เกิดโรงงานแปรรูปยางพาราขึ้นในพื้นที่ที่มีความเหมาะสม
 
ร.อ.ดร.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า โดยนโยบายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำเรื่องการแปรรูปยางพาราและผลผลิตการเกษตร เพื่อแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ ดังนั้นในเบื้องต้นตนได้มีตัวแทนกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพาราจังหวัดพะเยา เข้าหารือถึงแนวทางการแปรรูปยางพาราโดยนำยางก้อนถ้วยมาทำยางเครบ เพื่อช่วยให้เก็บได้นาน เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และลดปัญหามลพิษทางกลิ่นที่ไม่ต้องมีน้ำจากยางก้อนถ้วยไหลลงพื้นถนนเวลาทำการขนส่งอีกต่อไป
 
“ผมได้มอบหมายให้ทีมงานของผมลงไปศึกษาเรื่องการแปรรูปยางพารา การทำยางเครบตามที่ตัวแทนเกษตรกรได้เสนอทางเลือกมาให้ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้ขายยางพาราได้ราคาสูงขึ้น ซึ่งด้านหนึ่งกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพาราพะเยาสามารถดำเนินการส่งออกยางเครบได้แล้ว หากผลักดันการทำยางเครบได้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำจะหมดไป และกลิ่นเหม็นของก้อนถ้วยก็จะหมดไปด้วย” ร.อ.ดร.ธรรมนัส กล่าว

"ถาวร"จี้รัฐ เร่งแก้ปมราคายางพาราตกต่ำ มอบตัวแทนยื่นข้อเรียกร้อง 10 ข้อ 30 ต.ค.นี้ ผ่าน ผู้ว่าฯจว.สงขลา


 

นายถาวร เสนเนียม อดีตแกนนำกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็น ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)ได้มอบหมายให้นายชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา และนายปรีชา สุขเกษม แกนนำเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางจังหวัดสงขลา พร้อมด้วยพี่น้องชาวสวนยางเพื่อพูดคุย รับฟังปัญหาและข้อเรียกร้องของพี่น้องชาวสวนยางพาราไปยังรัฐบาลและผู้เกี่ยว ข้องในการแก้ปัญหาราคายางพารา ที่ประชุมได้มีมติยื่นข้อเรียกร้องผ่านผู้ว่าราชาการจังหวัดสงขลาในวันศุกร์ ที่ 30 ตุลาคม 2558 เวลา 13.00 น. ณ ศาลากลางจังหวัดสงขลา และขอเชิญชวนพี่น้องชาวสวนยางพร้อมกัน ในวันเวลาและสถานที่ดังกล่าว
 
นายถาวร กล่าวว่า สำหรับข้อสรุปข้อเรียกร้องของเกษตรกรชาวสวนยาง ดังนี้ คือ 1.ช่วยเหลือเกษตรกรและแรงงานกรีดยางคนละหนึ่งหมื่นบาท 2.ยึดหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางตามหลักเกณฑ์ที่รัฐรับรองตาม แนวทางชดเชยปัจจัยการผลิตมีรายละเอียดเบื้องต้น ดังนี้ 2.1 ช่วยเหลือไม่เกิน 20 ไร่ / เกษตรกรหนึ่งคน แรงงานกรีดยางสองคน จำนวนเงินสามหมื่นบาท (เฉลี่ยคนละ 10,000 บาท) 2.2 รายที่มี 8 - 10 ไร่ จ่ายรายละ 20,000 บาท ให้เกษตรกรเจ้าของสวน 10,000 บาท แรงงานกรีดยาง 10,000 บาท 2.3 รายที่มีที่ดินต่ำกว่า 8 ไร่ จ่าย 10,000 บาท ให้เจ้าของสวนยาง (ภายใต้สมมุติฐานว่าเจ้าของสวนตัดเอง)
 
นายถาวร กล่าวว่า 3.ราคายางต้องไม่ต่ำกว่า 50 บาทต่อกิโลกรัม 4.ลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยางเหลือ 3% ต่อปี 5.ตรวจสอบ 5 เสือยางพารา 6. ตั้งเป็นกรมการยาง 7.ให้รัฐเปิดการแข่งขันอุตสาหกรรมยางพาราโดยเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติเข้ามา ร่วมลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และจัดโซนนิ่งประจำภาค และให้เกษตรกรและกลุ่มสหกรณ์เข้าไปถือหุ้นตามสัดส่วน 8.ออกระเบียบให้ถนนลาดยางทุกเส้น ต้องมีส่วนผสมของยางพารา 50% ของวัตถุดิบ และ 9.ต้องจัดตั้งธนาคารเกษตรกรชาวสวนยาง
 
นอกจากนี้ 10.แต่งตั้ง ตัวแทนเกษตรกรผู้ทรงคุณเพื่อติดตามการดำเนินการและแก้ไขปัญหาของชาวสวนยาง คือ นายปรีชา สุขเกษม , นายถวิล หวานวงศ์ , นายเวนิช จินา , นายสนิท ทองจันทร์ และ นายศรีไชย มณีรักษ์

ตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยาง จ.ตรัง เดินทางสมทบเครือข่าย 14 จังหวัดภาคใต้ เตรียมเข้ายื่นหนังสือเปิดผนึกต่อ นายกรัฐมนตรี ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ร้องขอความเห็นใจ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ...


 

วันที่ 24 พ.ย.58 นายศักร์สฤษฎิ์ ศรีประศาสตร์ นายกสมาคมชาวสวนยางรายย่อยภาคใต้ เป็นตัวแทนของเกษตรชาวสวนยางพารา จ.ตรัง ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว ก่อนเดินทางไปยังกรุงเทพฯ เพื่อเข้าพบ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนจะเข้าประชุม ครม. ในวันที่ 24 พ.ย.
 
ทั้งนี้ เพื่อเรียกร้องให้ช่วยบรรเทาความเดือดร้อน และขอความเป็นธรรมต่อเกษตรกรชาวสวนยาง พร้อมกับยื่นหนังสือเปิดผนึก ร่วมกับเครือข่ายชาวสวนยางพารา 14 จังหวัดภาคใต้ โดยมีข้อเรียกร้อง 5 ข้อ ดังนี้
 
1. ขอคัดค้านการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ (บอร์ด) การยางแห่งประเทศไทย เนื่องจากระเบียบวิธีสรรหาอาจขัดต่อ พ.ร.บ. การยาง โดยเฉพาะในกรณีกรอบของเวลาที่ให้อำนาจรัฐมนตรี ไม่เกิน 120 วัน วิธีการสรรหาที่ผ่านมา มีเกษตรกรชาวสวนยางเป็นผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก อาจนำไปสู่การฟ้องร้อง และอาจเกิดความขัดแย้งระหว่างเกษตรกรชาวสวนยางกับเจ้าหน้าที่ กยท. ในวงกว้าง และอาจนำสู่ความวุ่นวาย มีการตั้งข้อสังเกตจากบุคคลหลายฝ่าย กรณีบุคคลที่ผ่านการสรรหา จาก กยท. ว่าอาจเป็นบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทที่ทำธุรกิจค้าขายปุ๋ยซึ่งอาจ ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางต้องใช้ปุ๋ยที่ไม่มีคุณภาพและราคาแพง
 
2. ขอให้ นายกรัฐมนตรี สั่งการให้ กยท. ออกระเบียบให้ชาวสวนยางรายย่อยที่ไม่มีเอกสารสิทธิลงทะเบียนและไม่อยู่ในเขต ป่าต้นน้ำ เขตป่าอนุรักษ์ ให้เข้าถึงมาตรการการช่วยเหลือจากรัฐบาลและมีสิทธิ์ลงทะเบียนเกษตรกรชาวสวน ยางพาราด้วย เพราะ กยท. ออกระเบียบกีดกันชาวสวนยางกลุ่มนี้ซึ่งไม่มีต้นทุนใดๆ
 
3. ขอให้ นายกรัฐมนตรี เร่งรัดมาตรการช่วยเหลือที่อนุมัติไปแล้ว 1,500 บาท/ไร่
 
4. ขอให้ นายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจที่มีอยู่และประชาชนให้โอกาส กำหนดให้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระบุใน TOR การจัดซื้อจัดจ้างให้ผู้รับจ้างใช้ยางธรรมชาติจากสถาบันเกษตรกรหรือเกษตรกร ในท้องถิ่นโดยตรงเท่านั้น
 
5. ขอให้รัฐบาลมีมาตรการควบคุมราคาสินค้าอุปโภค-บริโภค ให้สอดคล้องกับราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะสินค้าทุกชนิดมีน้ำมันเป็นปัจจัยการผลิตการขนส่งแต่ในปัจจุบันสาเหตุ ที่น้ำมันราคาลดลงเป็นเหตุให้ราคายางพาราลดลงเพียงอย่างเดียว แต่สินค้าอื่นกลับแพงขึ้นจนเกษตรกรไม่มีกำลังซื้อและเป็นสาเหตุของปัญหา อื่นๆ ตามมา ดังนั้น ขอให้รัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้เหมือนกับการควบคุม ราคาลอตเตอรี่ ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับชาวสวนยางและคนไทยทุกสาขาอาชีพ

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทำการคิดค้นวิจัยถุงทวารเทียมจากยางพารา เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยในโรคมะเร็งและประสบอุบัติเหตุไม่สามารถขับถ่ายได้ตาม ปกติได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายในการนำเข้าเครื่องมือแพทย์จากต่างประเทศซึ่งมี ราคาแพง และเป็นการเพิ่มประโยชน์ในการใช้ยางพาราจากในประเทศ

นายธงไชย วิจิตรเวชการ ผู้อำนวยการสำนักงานการยางแห่งประเทศไทยจังหวัดระนอง เปิดเผยว่า ในวันที่ 1 ธันวาคม 2558 จะเป็นวันแรกที่จะมีการเปิดรับชาวสวนยางในพื้นที่จังหวัดระนองลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิสนับสนุนการปลูกแทน ซึ่งผู้ที่จะมาลงทะเบียนได้นั้นจะต้องเป็นชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางและได้รับบัตรประจำตัวเกษตรกรชาวสวนยางเรียบร้อยแล้ว ทั้งในกรณีของเจ้าของสวนยาง ,ผู้เช่าสวนยาง และผู้ทำสวนยาง


 

ขณะนี้ ทางจังหวัดระนองได้มีการลงทะเบียนเกษตรชาวสวนยางไปแล้วกว่า 5,000 ราย จากจำนวนทั้งสิ้น 13,000 ราย และจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 ธันวาคม 2558 สำหรับในปีงบประมาณ 2559 นี้ ทางสำนักงานการยางแห่งประเทศไทย จังหวัดระนองเปิดให้รับสิทธิสนับสนุนการปลูกแทนทั้งสิ้น 5,200 ไร่ ซึ่งผู้ที่จะได้รับสิทธินั้นจะต้องมีสวนยางอย่างน้อย 2 ไร่ขึ้นไปมีต้นยางอยู่ไม่น้อยกว่าไร่ละ 10 ต้น เฉลี่ยทั้งแปลงจะต้องมี 25 ต้นต่อไร่ และจะต้องเป็นยางที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป หรือยางที่มีสภาพทรุดโทรมผลผลิตน้อย โดยการขอปลูกแทนในครั้งนี้มีให้เลือก 5 แบบด้วยกัน คือ 1.การปลูกแทนด้วยยางพันธุ์ดี เช่น ยางต้นตอตาเขียว ต้นยางชำถุง 2.การปลูกแทนด้วยต้นกล้า หรือเมล็ดแล้วติดตาทีหลัง 3.การปลูกไม้ผลและไม้ที่สำคัญทางเศรษฐกิจ 4.การปลูกแทนปาล์มน้ำมัน และ 5.การปลูกแบบผสมผสาน คือมียางเป็นพืชหลักและมีพืชอื่นร่วมอย่างน้อย 2 ชนิดหรือจะเป็นพืชอื่นโดยไม่มียางร่วมด้วยก็ได้ ทั้ง 5 กรณีนี้ทางสำนักงานการยางแห่งประเทศไทยจังหวัดระนองจะให้การสนับสนุนในอัตราไร่ละ 16,000 บาท

ทำมาหากิน : เร่งมาตรการทวงคืนผืนป่าอนุรักษ์ ลดพื้นที่ 'ยางพารา' เสริมป่าปลูกแทน : โดย...ทีมข่าวเกษตร


 

จากที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าและแก้ไขปัญหาการ ไร้ที่ดินทำกินของเกษตรกรผู้ยากจน ขณะเดียวกันก็เร่งฟื้นฟูพื้นที่อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี ซึ่งกระทรวงทรัพยากรฯ สั่งการให้กรมป่าไม้ในฐานะผู้รับผิดชอบดูแลป่าสงวนแห่งชาติจัดทำขึ้น ไม่เพียงการบุกรุกจากสิ่งปลูกสร้างเท่านั้น แต่การบุกรุกพื้นที่ป่าด้วยการปลูกยางพาราก็เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่ รัฐบาล โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะต้องเร่งเข้ามาดูแลแก้ไขก่อนจะเกิดปัญหาลุกลามบานปลายจนยากที่จะเยียวยา โดยแนวทางดำเนินการนั้นจะมุ่งไปที่ยึดคืนพื้นที่ต้นน้ำ-ป่าโซน ซี ซึ่งได้แก่ ป่าต้นน้ำลำธารและพื้นที่ป่าอนุรักษ์ หรือป่าโซน ซี หรือพื้นที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์หายาก ฯลฯ โดยรัฐจะยึดพื้นที่คืนและจะตัดโค่นยางพาราทั้งหมดเฉพาะในส่วนพื้นที่ที่มี การดำเนินคดีสิ้นสุดแล้ว จากนั้นจะฟื้นสภาพป่าให้กลับมาเป็นแหล่งต้นน้ำเพื่อป้องกันรักษาสิ่งแวดล้อม ให้มีสภาพดังเดิม
 
ในขณะที่การบุกรุกปลูกยางพาราในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 3, 4 และ 5 ที่มีความลาดชันต่ำ บางส่วนจะเปิดให้ชุมชน สหกรณ์หมู่บ้าน หรือหน่วยงานปกครองท้องถิ่นในพื้นที่ อย่างองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เข้าทำประโยชน์ตามกฎเกณฑ์เงื่อนไขที่กรมป่าไม้กำหนด โดยดำเนินการภายใน พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ซึ่งสวนยางพาราที่บุกรุกปลูกในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 ชั้น 2 และป่าอนุรักษ์โซน ซี หากต้นยางมีอายุปลูก 1-3 ปี จะใช้มาตรการตัดโค่นทิ้งทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ปลูกแปลงเล็กหรือแปลงใหญ่ เพื่อปลูกป่าทดแทนฟื้นฟูสภาพแหล่งต้นน้ำ หากต้นยางอายุ 4 ปีขึ้นไป หรือเติบโตพอจะสามารถกรีดน้ำยางได้แต่ไม่เกิน 20 ปีจะทยอยตัดทั้งหมดพร้อมปลูกไม้ยืนต้นเสริมแล้วฟื้นฟูสภาพป่าเหมือนกับแนว ทางแรก แต่สำหรับไม้ที่โตเกิน 20 ปีจะไม่มีการตัดโดยเด็ดขาด
 
“ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าอยู่ 102 ล้านไร่ จากพื้นที่ของประเทศทั้งหมด 320 ล้านไร่ และมีความคิดว่าเราต้องมีพื้นที่ป่าประมาณ 40% ประมาณ 128 ล้านไร่ เหลือพื้นที่ที่อยากได้มาเป็นป่าประมาณ 26 ล้านไร่ ตรงนี้เป็นพื้นที่ที่มีการบุกรุกเข้าไปทำประโยชน์โดยมิชอบ จึงมีแผนทวงคืนผืนป่าเป็นที่สงสัยของสังคมว่าต้นยางพาราทำไมจึงต้องตัดทำลาย เราไม่ได้ตัดทั้งหมด แต่เราตัดให้เหมาะสมกับระบบนิเวศความลาดชันของพื้นที่ อายุน้อยกว่า 4 ปีตัดทิ้งเพื่อป้องกันไม่ให้นายทุนกลับมาใช้ในพื้นที่  เราจึงจำเป็นต้องตัดและต้องรีบส่งเสริมฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพป่าทั้งภาครัฐ และเอกชน ตั้งแต่ปี 2557 เราปลูกไปแล้ว 230,000ไร่ ที่เราทวงคืนมา 280,000 ไร่ไม่ใช่แปลงเดิมแต่จะเป็นแปลงเก่า เราจึงค่อยทยอยปลูกตั้งเป้าให้ได้ 400,000 ไร่ ภายในระยะเวลา 4 ปี"
 
พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ข้อมูลพร้อมแจงราย ละเอียดหลักการโค่นยางพาราทิ้งเพื่อฟื้นฟูสภาพป่านั้น โดยมีการตัดแบ่งต้นยางพาราออกเป็น 3 ประเภท กล่าวคือต้นยางที่โตไม่เกิน 4 ปี จะตัดทำลายทั้งหมดเพื่อไม่ให้เติบโตต่อไป แต่ถ้าเป็นต้นยางอายุ 4-20 ปี จะตัดออกประมาณ 60% โดยตัด 2 แถวเว้น 3 แถว เพื่อจะปลูกไม้ยืนต้นที่เป็นไม้ป่าเสริมเข้ามาเพื่อให้กลับคืนสภาพป่ามาให้ ได้ แต่สำหรับต้นยางพาราที่โตเกิน 20 ปีจะไม่มีการตัดโดยเด็ดขาดแต่จะทำเป็นพื้นที่ป่า ซึ่งการยึดคืนพื้นที่ยางพาราหากเป็นของผู้มีอิทธิพลก็จะดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่หากเป็นของชาวบ้านคนยากจนในส่วนที่ไม่มีที่ทำกินเป็นผู้ยากไร้เข้าไปทำ กินในพื้นที่ป่าก็จะมีขั้นตอนในการดูแล 2 แนวทาง ประการแรกพื้นที่ในป่านั้นมีประโยชน์หรือไม่สามารถทำมาหากินได้อยู่ก็จะ ผ่อนผันให้สามารถใช้ประโยชน์จากป่าอย่างชั่วคราว ประการที่สอง หากมีพื้นที่ดินที่จัดสรรให้ราษฎรได้ชั่วคราวก็จะจัดสรรทันทีและรัฐบาลจะให้ การดูแลเป็นอย่างดี
 
“หลายพื้นที่ยังไม่มีการตัดเพราะประชาชนต้องทำกินเราก็ผ่อนผันให้ และเพื่อประกันความมั่นใจ กระทรวงทรัพย์ฯ ได้จัดตั้งศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์กรณีพิพาทการใช้ที่ดินในพื้นที่ป่า สงวนแห่งชาติระดับจังหวัดก็ให้ คสช.จังหวัดผ่านศูนย์ดำรงธรรม และระดับภาคให้ กอรมน.ภาคทางฝ่ายทหารเข้ามาช่วยเพื่อเป็นช่องทางให้ประชาชนร้องทุกข์ได้ถ้า รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม  ส่วนกระทรวงทรัพยากรจะดำเนินการใน 2 ส่วน คือให้คนยากจนดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขและรับเรื่องราวร้องทุกข์ เพื่อถ่วงดุลกับการทำงานของเจ้าหน้าที่” พล.อ.สุรศักดิ์กล่าวและย้ำว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกยางพารามากเกินไปจนทำให้ราคายางตกเป็นธรรมดา ซึ่งสอดรับกับราคายางในตลาดโลกที่ตกอยู่แล้ว เนื่องจากมีการผลิตยางสังเคราะห์ขึ้นมาทดแทนเพิ่มมากขึ้นดังนั้นใครคิดทำยาง ต่อไปในอนาคตคงไม่สดใส แต่รัฐบาลพยายามหาพืชชนิดใหม่ๆ เข้ามาทดแทน โดยกระทรวงเกษตรเริ่มส่งเสริมพืชใช้น้ำน้อยหรือพืชที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ อย่างพืชบนพื้นที่สูง เช่น กาแฟและอีกหลายชนิดซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการ
 
ส่วนการปลูกป่าเสริมในพื้นที่เดิมกรมป่าไม้เป็นผู้ดำเนินการ ในขณะพื้นที่ป่าถูกทำลายก็จะส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้าดำเนินการในรูปแบบสวน ป่า โดยส่งเสริมให้มีป่าปลูก ซึ่งจะได้พื้นที่และมีการหมุนเวียนการทำไม้โดยไม่ต้องไปยุ่งกับป่าอนุรักษ์  ขณะเดียวกันรัฐบาลก็กำลังดำเนินการปรับปรุงกฎระเบียบการใช้ระบบเทคโนโลยี เข้ามาช่วยเหลือเพื่อให้ง่ายขึ้นและการทำงานสะดวกขึ้น
 
“ในพื้นที่การปลูกข้าวโพดก็พยายามสร้างจิตสำนึกก่อนว่าปลูกแค่พออยู่พอกิน เพราะเมื่อราคาข้าวโพดตกต่ำก็ต้องบุกรุกป่าเพิ่มเพื่อให้ได้เงินเท่าเดิม นี่คือวงจร ถ้าไม่ปลูกข้าวโพดจะดำรงชีวิตอยู่อย่างไร เป็นสิ่งที่กำลังศึกษา เราไม่ถึงกับไล่อย่างเอาเป็นเอาตายเพราะประชาชนต้องมีชีวิตอยู่ ทำอย่างไรให้เขามีชีวิตอยู่ได้ มองอนาคตคนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน” รมว.ทรัพยากรฯ กล่าวทิ้งท้าย
 
มาตรการแก้ไขปัญหาการบุกรุกปลูกยางพาราในพื้นที่ต้นน้ำ-ป่าโซน ซี และพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 3, 4 และ 5 ที่มีความลาดชันต่ำของรัฐบาล นอกจากตัดโค่นต้นยางพาราทิ้งพร้อมปลูกไม้ยืนต้นทดแทนเพื่อฟื้นฟูสภาพป่าให้ กลับมาเหมือนเดิมแล้วยังพร้อมให้การดูแลชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ  พร้อมส่งเสริมอาชีพให้พวกเขามีรายได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนด้วย
 
ที่มา หนังสือพิมพ์คมชัดลึก (วันที่ 1 ธันวาคม 2558)