Super User

Super User

ผู้ดูแลระบบ

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลง 1.1% เมื่อคืนนี้ (17 ก.ค.) เนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับการผลิตน้ำมันที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐ หลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) คาดการณ์ว่า การผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐจะปรับตัวสูงขึ้นในเดือนส.ค. รวมทั้งรายงานที่ระบุว่า แท่นขุดเจาะน้ำมันของสหรัฐมีจำนวนเพิ่มขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา
สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนส.ค. ลดลง 52 เซนต์ หรือ 1.1% ปิดที่ 46.02 ดอลลาร์/บาร์เรล
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนก.ย. ลดลง 49 เซนต์ หรือ 1% ปิดที่ 48.42 ดอลลาร์/บาร์เรล
สัญญาน้ำมันดิบร่วงลงหลังจาก EIA คาดการณ์ว่า การผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐจะเพิ่มขึ้น 113,000 บาร์เรล/วัน สู่ระดับ 5.585 ล้านบาร์เรล/วัน ในเดือนส.ค.
ทางด้านเบเกอร์ ฮิวจ์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการขุดเจาะบ่อน้ำมันสหรัฐ เปิดเผยรายงานแท่นขุดเจาะน้ำมันรายสัปดาห์ พบว่า แท่นขุดเจาะน้ำมันที่มีการใช้งานในสหรัฐ มีจำนวนเพิ่มขึ้น 2 แท่น สู่ระดับ 765 แท่นในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย.2015
ทั้งนี้ นักลงทุนกังวลว่าการเพิ่มขึ้นของปริมาณการผลิตน้ำมันในสหรัฐอาจเป็นปัจจัยที่ขัดขวางความพยายามในการปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก)
กลุ่มโอเปก และประเทศผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มโอเปกได้บรรลุข้อตกลงในการประชุมกันเมื่อวันที่ 25 พ.ค.ในการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตจนถึงไตรมาสแรกของปีหน้า แต่ราคาน้ำมันได้ถูกกดดันก่อนหน้านี้จากการผลิตน้ำมันที่มากขึ้นของสหรัฐ รวมทั้งลิเบียและไนจีเรีย ซึ่งเป็น 2 ประเทศสมาชิกโอเปกที่ได้รับการยกเว้นจากข้อตกลงปรับลดกำลังการผลิต
นักลงทุนจับตารัฐมนตรีน้ำมันจาก 5 ชาติของโอเปก ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อตกลงปรับลดกำลังการผลิต รวมทั้งซาอุดิอาระเบีย จะเข้าร่วมการประชุมที่รัสเซียในวันที่ 24 ก.ค. โดยที่ประชุมอาจมีการเสนอมาตรการกระตุ้นราคาเพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมโอเปกเต็มคณะในเดือนพ.ย.
นอกจากนี้ นักลงทุนยังรอดูรายงานสต็อกน้ำมันดิบประจำสัปดาห์ของสหรัฐ โดยสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ จะเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวในวันพุธนี้ เวลา 21.30 น.ตามเวลาไทย

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- อังคารที่ 18 กรกฎาคม 2560

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดเพิ่มขึ้นเมื่อคืนนี้ (17 ก.ค.) โดยบรรยากาศการซื้อขายยังคงได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังจากสหรัฐเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อที่อ่อนแอ
สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนส.ค. เพิ่มขึ้น 6.20 ดอลลาร์ หรือ 0.5% ปิดที่ระดับ 1,233.70 ดอลลาร์/ออนซ์
สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนก.ย. เพิ่มขึ้น 16.6 เซนต์ หรือ 1% ปิดที่ 16.10 ดอลลาร์/ออนซ์
สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนต.ค. พุ่งขึ้น 6.80 ดอลลาร์ หรือ 0.7% ปิดที่ 930.30 ดอลลาร์/ออนซ์
สัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนก.ย. เพิ่มขึ้น 8.80 ดอลลาร์ หรือ 1% ปิดที่ 865.55 ดอลลาร์/ออนซ์
สัญญาทองคำปิดตลาดในแดนบวกติดต่อกันเป็นวันที่ 2 เมื่อคืนนี้ เนื่องจากข้อมูลเงินเฟ้อที่อ่อนแอของสหรัฐได้สนับสนุนการคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ทรงตัวในเดือนมิ.ย. สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.2% และเมื่อเทียบรายปี ดัชนี CPI ปรับตัวขึ้น 1.6% ในเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นน้อยที่สุดนับตั้งแต่เดือนต.ค.2016
ข้อมูล CPI ล่าสุดบ่งชี้ถึงอัตราเงินเฟ้อในระดับต่ำของสหรัฐ และอาจส่งผลให้เฟดชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ 3 ในปีนี้ หลังจากปรับขึ้นไปแล้วในเดือนมี.ค. และมิ.ย.
นอกจากนี้ ข้อมูลเศรษฐกิจที่ซบเซาล่าสุดของสหรัฐเมื่อวานนี้ ยังส่งผลให้นักลงทุนยังลดการถือครองทองคำ โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก รายงานว่า ดัชนีภาคการผลิต (Empire State Index) มีการขยายตัวเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันในเดือนก.ค. แต่ในอัตราที่ชะลอตัวลงอย่างมาก ขณะที่คำสั่งซื้อใหม่ และการจ้างงานร่วงลง
ทั้งนี้ ดัชนีภาคการผลิตดิ่งลงสู่ระดับ 9.8 ในเดือนก.ค. จากระดับ 19.8 ในเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าดัชนีภาคการผลิตจะอยู่ที่ระดับ 15 ในเดือนก.ค.

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- อังคารที่ 18 กรกฎาคม 2560


นายพชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการ เศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์หรือ EIC แถลงมุมมองเศรษฐกิจไทยว่า EIC ปรับเพิ่มประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยปี 2560 จาก 3.3% เป็น 3.4% หลังการส่งออกฟื้นตัวชัดเจน โดยพบว่าเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญ ทั้งสหรัฐ ยุโรป จีน และกลุ่ม CLMV โตต่อเนื่อง สินค้าส่งออกที่จะได้รับประโยชน์ได้แก่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และอาหารและ เครื่องดื่ม ซึ่งมีสัดส่วน 30% ของการส่งออกรวม จึงปรับเพิ่มเป้าส่งออกโต 3.5% จากเดิม 1.5%
อย่างไรก็ตาม กำลังซื้อภายในประเทศ ยังชะลอตัวจากสภาวะตลาดแรงงานซบเซา และรายได้เกษตรกรลดลง โดยคาดว่าเศรษฐกิจครึ่งปีหลังจะได้รับแรงหนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากงบกลางของภาครัฐซึ่งจะช่วยให้กำลังซื้อดีขึ้นโดยเฉพาะในต่างจังหวัด

ด้านธุรกิจส่วนใหญ่ยังคงไม่เพิ่มการจ้างงาน แม้ส่งออกจะขยายตัวได้ดี เพราะการฟื้นตัวของส่งออกไม่ได้เกิดขึ้นในส่วนที่ใช้แรงงานมากนัก เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งออกได้เพิ่มขึ้นมาก แต่กลับมีต้นทุนแรงงานเพียง 4% ของต้นทุนรวม

ขณะเดียวกันภาคธุรกิจยังคงช
ลอการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ได้แก่ การก่อสร้าง และการลงทุนในเครื่องมือเครื่องจักรส่วนหนึ่งมาจากการที่ธุรกิจขนาดใหญ่ หันไปลงทุนในรูปแบบการควบรวมกิจการ มากขึ้นโดยสัดส่วนของเงินลงทุนเพื่อควบรวม กิจการต่อเงินลงทุนระยะยาวทั้งหมดเพิ่มขึ้นจาก 11% มาอยู่ที่ 42% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมดังกล่าวทำให้ความต้องการในการใช้ปัจจัยการผลิตใหม่รวมถึงการจ้างงานน้อยลง

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทย ในครึ่งปีหลังมีความเสี่ยงที่ต้องจับตา 3 ประการ 1.กำลังซื้อครัวเรือนที่ชะลอตัว 2.ค่าเงินบาทแข็งค่า 3.ตลาดการเงินโลกเปราะบางเพิ่มขึ้น ราคาสินทรัพย์ทางการเงินสูงขึ้นต่อเนื่องทั้งพันธบัตร หุ้น สกุลเงินในภูมิภาคเอเชีย รวมทั้งเงินบาท อาจได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ และการเริ่มลดขนาดงบดุล นอกจากนี้ตลาด การเงินโลกยังมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบ ภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศที่คาดเดา ได้ยาก ความไม่สงบในคาบสมุทรเกาหลี และตะวันออกกลาง รวมทั้งความไม่แน่นอน ในการบริหารรัฐบาล และนโยบายต่างประเทศ ของนายโดนัลด์ ทรัมป์

ส่วนค่าเงินบาทคาดว่าสิ้นปีนี้จะแข็งค่ามากขึ้นมาอยู่ที่ 35.00-35.50 บาท/ดอลลาร์ จากเดิม 36.00-36.50 บาท/ดอลลาร์ เนื่องจากดอลลาร์อ่อนค่าลง ตามความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์ และแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้นของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ในเอเชีย รวมทั้ง ไทยที่ส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การลงทุนภาคเอกชนคาดไว้ที่ 1.4% คาดว่าปีนี้ และปีหน้าจะยังซบเซาต่อประกอบกับกำลังซื้อในประเทศ ยังหดตัวจากราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ การบริโภคเอกชนอยู่ที่ 3.1% หากการลงทุนภาคเอกชนและการบริโภคโตต่ำกว่าประมาณการก็มีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวต่ำกว่าที่คาด

แนวหน้า -- อังคารที่ 18 กรกฎาคม 2560

ตลาดหุ้นยุโรปปิดขยับขึ้นเมื่อคืนนี้ (17 ก.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ หลังจากมีรายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัวแข็งแกร่งเกินคาดในไตรมาส 2/2560 อย่างไรก็ตาม ภาวะการซื้อขายเป็นไปอย่างซบเซา โดยดัชนีตลาดหุ้นเยอรมนีและฝรั่งเศสปิดอ่อนแรงลง เนื่องจากนักลงทุนชะลอการซื้อขายก่อนที่บริษัทจดทะเบียนจะเปิดเผยผลประกอบการ
ดัชนี Stoxx Europe 600 ขยับขึ้น 0.01% ปิดที่ 386.86 จุด
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 7,404.13 จุด เพิ่มขึ้น 25.74 จุด หรือ +0.35% ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 5,230.17 จุด ลดลง 5.14 จุด หรือ -0.10% และดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมันปิดที่ 12,587.16 จุด ลดลง 44.56 จุด หรือ -0.35%
หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ดีดตัวขึ้น หลังจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานเมื่อวานนี้ว่า GDP ไตรมาส 2/2560 ขยายตัว 6.9% ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 6.8% และสูงกว่าเป้าหมายของรัฐบาลที่ 6.5%
ทั้งนี้ หุ้นอันโตฟากัสต้า ซึ่งเป็นผู้ผลิตทองแดง พุ่งขึ้น 2.3% หุ้นเซนตามิน ซึ่งเป็นบริษัทเหมืองรายใหญ่ ทะยานขึ้น 2.3% หุ้นโบลิเดน ผู้ประกอบการเหมืองสัญชาติสวีเดน พุ่งขึ้น 1.3% และหุ้นเทรานิส ผู้ผลิตท่อเหล็ก ปรับตัวขึ้น 0.9%
หุ้นไอทีวี พุ่งขึ้น 3.2% หลังจากมีรายงานว่า ไอทีวีจะดึงนางแคโรลีน แมคคอลล์ ผู้บริหารของสายการบินอีซี่เจ็ท ให้นั่งตำแหน่งซีอีโอของไอทีวี โดยจะเริ่มทำหน้าที่ในเดือนม.ค.ปีหน้า ขณะที่ข่าวดังกล่าวช่วยหนุนหุ้นอีซี่เจ็ทปรับตัวขึ้น 0.3%
อย่างไรก็ตาม ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นยุโรปเป็นไปอย่างซบเซา โดยดัชนีตลาดหุ้นเยอรมนีและฝรั่งเศสปิดตลาดอ่อนแรงลง เนื่องจากนักลงทุนชะลอการซื้อขายก่อนที่บริษัทจดทะเบียนจะเปิดเผยผลประกอบการ
นักลงทุนรอดูข้อมูลเศรษฐกิจของประเทศยุโรปในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงอัตราเงินเฟ้อเดือนมิ.ย.ของอังกฤษ,  ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจเดือนก.ค.ของเยอรมนีจาก ZEW, ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนมิ.ย.ของเยอรมนี และยอดค้าปลีกเดือนมิ.ย.ของอังกฤษ
นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันพฤหัสบดีนี้ ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า ECB จะยังไม่มีมติปรับลดวงเงินตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในการประชุมวันพฤหัสบดีนี้ โดยคาดว่าทางธนาคารกลางจะเริ่มปรับลดวงเงินดังกล่าวในการประชุมเดือนม.ค.ปีหน้า และมีแนวโน้มว่า จะทยอยปรับลดในช่วงระยะเวลา 9 เดือน

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- อังคารที่ 18 กรกฎาคม 2560

ตลาดหุ้นลอนดอนปิดในแดนบวกเมื่อคืนนี้ (17 ก.ค.) ด้วยแรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ หลังจากที่จีนซึ่งเป็นประเทศผู้บริโภคแร่โลหะรายใหญ่ของโลก เปิดเผยตัวเลข GDP ที่ขยายตัวดีกว่าระดับคาดการณ์ของตลาด
ดัชนี FTSE 100 เพิ่มขึ้น 25.74 จุด หรือ +0.35% แตะที่ 7,404.13 จุด
ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นลอนดอนเมื่อวานนี้ หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ทะยานขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ภายหลังจากที่สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีนเปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ซึ่งขยายตัว 6.9% ในไตรมาส 2/2560 สูงกว่าระดับคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ที่ระดับ 6.8% ทั้งนี้หุ้นกลุ่มเหมืองแร่มีความอ่อนไหวต่อข้อมูลเศรษฐกิจของจีนเป็นอย่างมาก เนื่องจากจีนเป็นประเทศผู้บริโภคแร่โลหะสำหรับอุตสาหกรรมและแร่โลหะมีค่ารายใหญ่ของโลก
หุ้นริโอ ทินโต ขยับขึ้น 0.7% หุ้นเกลนคอร์ เพิ่มขึ้น 1.5% หุ้นแองโกล อเมริกัน เพิ่มขึ้น 1.2% หุ้นบีเอชพี บิลลิตัน เพิ่มขึ้น 1.3% และหุ้นแรนด์โกลด์ รีซอสเซส เพิ่มขึ้น 1.2%
หุ้นจดทะเบียนรายใหญ่ที่น่าจับตา หุ้นไอทีวี พุ่งขึ้น 1.3% หลังเครือข่ายสถานีโทรทัศน์สหราชอาณาจักรรายนี้ได้ประกาศแต่งตั้งนางแคโรลีน แมคคอลล์ ผู้บริหารสายการบินอีซี่เจ็ท ให้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ของไอทีวี
ขณะที่หุ้นอีซี่เจ็ท ดีดตัวขึ้น 1.4% หลังสายการบินเปิดเผยว่าได้เริ่มมองหาผู้สืบทอดตำแหน่งของนางแมคคอลล์แล้ว
สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดของอังกฤษนั้น อังกฤษ และสหภาพยุโรป (EU) ได้จัดการเจรจารอบที่ 2 ในประเด็นที่อังกฤษแยกตัวออกจากการเป็นสมาชิกของ EU ที่กรุงบรัสเซลส์เมื่อวานนี้ โดยนายเดวิด เดวิส รัฐมนตรีฝ่ายกิจการ Brexit จะเจรจาร่วมกับนายมิเชล บาร์นิเยร์ ตัวแทนเจรจาฝ่าย EU เป็นเวลา 4 วัน เพื่อหาข้อยุติประเด็นเงื่อนไขที่เกี่ยวกับ Brexit
การเจรจาครั้งนี้จะมุ่งเน้นในประเด็นสำคัญๆที่เกี่ยวข้องกับการถอนตัวของอังกฤษ ซึ่งรวมถึงสิทธิของพลเมือง, ร่างกฎหมายการออกจากการเป็นสมาชิก EU ของอังกฤษ และประเด็นชายแดนในไอร์แลนด์เหนือ โดยทาง EU เรียกร้องให้อังกฤษจ่ายเงิน 6 หมื่นล้านยูโร หรือ 7 หมื่นล้านดอลลาร์ เป็นค่าธรรมเนียมในการถอนตัวออกจาก EU

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- อังคารที่ 18 กรกฎาคม 2560

นางเคที สต็อกตัน นักวิเคราะห์จากบริษัท BTIG กล่าวเตือนว่า ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทมีแนวโน้มร่วงลง 3-5% ในเดือนส.ค. ขณะที่ดัชนี S&P 500 มีแนวรับที่ระดับ 2,400 จุด
อย่างไรก็ดี นางสต็อกตันระบุว่า หลังจากปรับฐานดังกล่าว ดัชนี S&P 500 จะดีดตัวขึ้นแตะระดับ 2,640 จุดในระยะกลาง
ก่อนหน้านี้ ในเดือนก.ค.ปีที่แล้ว นางสต็อกตันสามารถคาดการณ์ได้อย่างถูกต้องที่ว่าดัชนี S&P 500 จะสามารถพุ่งแตะระดับ 2,400 จุด จากระดับ 2,135 จุดในขณะนั้น ซึ่งต่อมาในเดือนพ.ค.ปีนี้ ดัชนี S&P 500 ก็สามารถทะยานขึ้นเหนือระดับ 2,400 จุดเป็นครั้งแรก
ในวันนี้ ดัชนี S&P ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 2,461 จุด

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- อังคารที่ 18 กรกฎาคม 2560

ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวเปิดลดลงในวันนี้ จากปัจจัยสกุลเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มส่งออก
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ดัชนีนิกเกอิเปิดลดลง 44.45 จุด หรือ -0.22% แตะที่ 20,074.41 จุด
หุ้นกลุ่มที่ปรับตัวลงประกอบด้วยหุ้นกลุ่มธนาคาร กลุ่มอุปกรณ์ขนส่ง และกลุ่มหลักทรัพย์

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- อังคารที่ 18 กรกฎาคม 2560

ตลาดหุ้นยุโรปปิดขยับขึ้นเมื่อคืนนี้ (17 ก.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ หลังจากมีรายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัวแข็งแกร่งเกินคาดในไตรมาส 2/2560 อย่างไรก็ตาม ภาวะการซื้อขายเป็นไปอย่างซบเซา โดยดัชนีตลาดหุ้นเยอรมนีและฝรั่งเศสปิดอ่อนแรงลง เนื่องจากนักลงทุนชะลอการซื้อขายก่อนที่บริษัทจดทะเบียนจะเปิดเผยผลประกอบการ
ดัชนี Stoxx Europe 600 ขยับขึ้น 0.01% ปิดที่ 386.86 จุด
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 7,404.13 จุด เพิ่มขึ้น 25.74 จุด หรือ +0.35% ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 5,230.17 จุด ลดลง 5.14 จุด หรือ -0.10% และดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมันปิดที่ 12,587.16 จุด ลดลง 44.56 จุด หรือ -0.35%
หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ดีดตัวขึ้น หลังจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานเมื่อวานนี้ว่า GDP ไตรมาส 2/2560 ขยายตัว 6.9% ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 6.8% และสูงกว่าเป้าหมายของรัฐบาลที่ 6.5%
ทั้งนี้ หุ้นอันโตฟากัสต้า ซึ่งเป็นผู้ผลิตทองแดง พุ่งขึ้น 2.3% หุ้นเซนตามิน ซึ่งเป็นบริษัทเหมืองรายใหญ่ ทะยานขึ้น 2.3% หุ้นโบลิเดน ผู้ประกอบการเหมืองสัญชาติสวีเดน พุ่งขึ้น 1.3% และหุ้นเทรานิส ผู้ผลิตท่อเหล็ก ปรับตัวขึ้น 0.9%
หุ้นไอทีวี พุ่งขึ้น 3.2% หลังจากมีรายงานว่า ไอทีวีจะดึงนางแคโรลีน แมคคอลล์ ผู้บริหารของสายการบินอีซี่เจ็ท ให้นั่งตำแหน่งซีอีโอของไอทีวี โดยจะเริ่มทำหน้าที่ในเดือนม.ค.ปีหน้า ขณะที่ข่าวดังกล่าวช่วยหนุนหุ้นอีซี่เจ็ทปรับตัวขึ้น 0.3%
อย่างไรก็ตาม ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นยุโรปเป็นไปอย่างซบเซา โดยดัชนีตลาดหุ้นเยอรมนีและฝรั่งเศสปิดตลาดอ่อนแรงลง เนื่องจากนักลงทุนชะลอการซื้อขายก่อนที่บริษัทจดทะเบียนจะเปิดเผยผลประกอบการ
นักลงทุนรอดูข้อมูลเศรษฐกิจของประเทศยุโรปในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงอัตราเงินเฟ้อเดือนมิ.ย.ของอังกฤษ,  ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจเดือนก.ค.ของเยอรมนีจาก ZEW, ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนมิ.ย.ของเยอรมนี และยอดค้าปลีกเดือนมิ.ย.ของอังกฤษ
นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันพฤหัสบดีนี้ ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า ECB จะยังไม่มีมติปรับลดวงเงินตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในการประชุมวันพฤหัสบดีนี้ โดยคาดว่าทางธนาคารกลางจะเริ่มปรับลดวงเงินดังกล่าวในการประชุมเดือนม.ค.ปีหน้า และมีแนวโน้มว่า จะทยอยปรับลดในช่วงระยะเวลา 9 เดือน

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- อังคารที่ 18 กรกฎาคม 2560

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดขยับลงเมื่อคืนนี้ (17 ก.ค.) ท่ามกลางภาวะการซื้อขายที่ซบเซา เนื่องจากนักลงทุนชะลอการซื้อขายก่อนที่บริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ของสหรัฐ ซึ่งรวมถึงโกลด์แมน แซคส์ และไมโครซอฟต์ จะเปิดเผยผลประกอบการในสัปดาห์นี้ นอกจากนี้ ตลาดหุ้นนิวยอร์กยังได้รับแรงกดดันจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มสุขภาพ หลังจากแกนนำวุฒิสภาสหรัฐได้ตัดสินใจเลื่อนการลงมติร่างกฎหมายประกันสุขภาพ อันเนื่องมาจากการที่นายจอห์น แมคเคน วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันต้องใช้เวลาในการพักรักษาตัว หลังจากเข้ารับการผ่าตัด
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 21,629.72 จุด ลดลง 8.02 จุด หรือ -0.04% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,459.14 จุด ลดลง 0.13 จุด หรือ -0.01% ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 6,314.43 จุด เพิ่มขึ้น 1.97 จุด หรือ +0.03%
ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กเป็นไปอย่างซบเซาเมื่อคืนนี้ เนื่องจากนักลงทุนชะลอการซื้อขายก่อนที่บริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ของสหรัฐจะเปิดเผยผลประกอบการในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึง โกลด์แมน แซคส์, ไมโครซอฟต์, อีเบย์, แบงก์ ออฟ อเมริกา, เจเนอรัล อิเล็กทริค และจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน
ผลสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์ซึ่งจัดทำโดย S&P Capital IQ ระบุว่า ผลประกอบการโดยรวมของบริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเพียง 6.2% ในไตรมาส 2 ซึ่งน้อยกว่าผลประกอบการในไตรมาสแรกที่พุ่งขึ้นแข็งแกร่งถึง 15%
นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยกดดันจากดัชนีหุ้นกลุ่มธุรกิจสุขภาพซึ่งปรับตัวลง 0.3% หลังจากนายมิทช์ แมคคอนเนล แกนนำวุฒิสภาของสหรัฐได้ประกาศเลื่อนการลงคะแนนเสียงร่างกฎหมายประกันสุขภาพออกไป เนื่องจากนายจอห์น แมคเคน วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันต้องพักรักษาตัว หลังจากที่เข้ารับการผ่าตัดเพื่อรักษาอาการเส้นเลือดอุดตัน
เมื่อเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐมีมติอนุมัติร่างกฎหมายประกันสุขภาพฉบับใหม่ที่ผลักดันโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วยคะแนนเสียงฉิวเฉียด 217-213 เสียง โดยร่างกฎหมายประกันสุขภาพฉบับใหม่ หรือที่เรียกว่า "อเมริกันเฮลธ์แคร์" นั้นจะถูกนำมาบังคับใช้แทนกฎหมายประกันสุขภาพฉบับโอบามาแคร์ของรัฐบาลชุดก่อน หากผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้จะเผชิญอุปสรรคมากกว่าในสภาผู้แทนราษฎร โดยแกนนำของพรรครีพับลิกันต้องใช้เวลาเกือบ 2 เดือนเพื่อรวบรวมคะแนนเสียงเพื่อให้เพียงพอต่อการผ่านร่างกฎหมายดังกล่าว
หุ้นแบล็คร็อค ซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์รายใหญ่ระดับโลก ร่วงลง 3.1% หลังจากบริษัทเปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์
ทั้งนี้ แบล็คร็อค ระบุว่า บริษัทมีกำไร 5.24 ดอลลาร์/หุ้น ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 5.40 ดอลลาร์/หุ้น ขณะเดียวกันบริษัทมีรายได้ 2.965 พันล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.019 พันล้านดอลลาร์
หุ้น Blue Apron ซึ่งเป็นบริษัทอุปกรณ์สำหรับทำอาหาร ร่วงลง 10.5% หลังจากมีรายงานว่าบริษัท อเมซอน เตรียมเปิดตัวธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์สำหรับทำอาหาร โดยข่าวดังกล่าวส่งผลให้เกิดความกังวลว่า Blue Apron อาจเผชิญกับคู่แข่งรายใหญ่
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่มีการเปิดเผยล่าสุดนั้น  ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก รายงานเมื่อวานนี้ว่า ดัชนีภาคการผลิต (Empire State Index) มีการขยายตัวเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันในเดือนก.ค. แต่ในอัตราที่ชะลอตัวลงอย่างมาก ขณะที่คำสั่งซื้อใหม่ และการจ้างงานร่วงลง
ทั้งนี้ ดัชนีภาคการผลิตดิ่งลงสู่ระดับ 9.8 ในเดือนก.ค. จากระดับ 19.8 ในเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าดัชนีภาคการผลิตจะอยู่ที่ระดับ 15 ในเดือนก.ค.
นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐซึ่งจะมีการเปิดเผยในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้แก่ ดัชนีราคาส่งออก-นำเข้าเดือนมิ.ย., ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนก.ค.จากสมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB), ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาตก่อสร้างเดือนมิ.ย. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- อังคารที่ 18 กรกฎาคม 2560

สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักบางสกุล ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (17 ก.ค.) ท่ามกลางกระแสความวิตกที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในปีนี้หรือไม่ สืบเนื่องจากข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดที่อ่อนแอของสหรัฐ
ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเยน ที่ระดับ 112.63 เยน จากระดับ 112.55 เยน แต่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9622 ฟรังก์สวิส จากระดับ 0.9639 ฟรังก์สวิส
ยูโรแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1478 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1466 ดอลลาร์ ในขณะที่ปอนด์อ่อนค่าลงแตะ 1.3054 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3089 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลง ที่ระดับ 0.7797 ดอลลาร์ จากระดับ 0.7824 ดอลลาร์
ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้นไม่ถึง 0.01% สู่ระดับ 95.155 เมื่อคืนนี้
ภาวะการซื้อขายในตลาดเงินนิวยอร์กเป็นไปอย่างระมัดระวังเนื่องจากขาดปัจจัยชี้นำตลาดจากข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ตลาดได้รับแรงกดดันบางส่วนจากความวิตกในตลาดเกี่ยวกับความเชื่อมั่นของเฟดในการตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในปีนี้ หลังจากที่สหรัฐเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อที่ซบเซา โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ทรงตัวในเดือนมิ.ย. สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.2% และเมื่อเทียบรายปี ดัชนี CPI ปรับตัวขึ้น 1.6% ในเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นน้อยที่สุดนับตั้งแต่เดือนต.ค. 2016
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่มีการเปิดเผยล่าสุดนั้น ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก รายงานเมื่อวานนี้ว่า ดัชนีภาคการผลิต (Empire State Index) มีการขยายตัวเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันในเดือนก.ค. แต่ในอัตราที่ชะลอตัวลงอย่างมาก ขณะที่คำสั่งซื้อใหม่ และการจ้างงานร่วงลง
ทั้งนี้ ดัชนีภาคการผลิตดิ่งลงสู่ระดับ 9.8 ในเดือนก.ค. จากระดับ 19.8 ในเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าดัชนีภาคการผลิตจะอยู่ที่ระดับ 15 ในเดือนก.ค.
นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐซึ่งจะมีการเปิดเผยในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้แก่ ดัชนีราคาส่งออก-นำเข้าเดือนมิ.ย., ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนก.ค.จากสมาคมผู้สร้างบ้านแห่งชาติ (NAHB), ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาตก่อสร้างเดือนมิ.ย. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- อังคารที่ 18 กรกฎาคม 2560