ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์เงินบาทสัปดาห์หน้า (13-17 พ.ย.) โดยธนาคารกสิกรไทย ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 33.00-33.30 บาทต่อดอลลาร์ โดยคงต้องติดตามทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ จากเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด ) ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนพ.ย. ดัชนีราคาผู้ผลิต ยอดค้าปลีก ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคานำเข้าและส่งออก ข้อมูลการผลิตภาคอุตสาหกรรม การเริ่มสร้างบ้านและการขออนุญาตก่อสร้างเดือนต.ค. สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจ และข้อมูลเงินทุนไหลเข้าสุทธิ สู่ตลาดการเงินสหรัฐฯ เดือนก.ย. นอกจากนี้ ตลาดอาจรอติดตามตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 3/60 ของญี่ปุ่น และยูโรโซนด้วยเช่นกัน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 12 พฤศจิกายน 2560)

นายแพทริค ฮาร์เกอร์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาฟิลาเดลเฟีย ส่งสัญญาณว่า เขาอาจจะสนับสนุนให้คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนหน้า อย่างไรก็ตาม นายฮาร์เกอร์ยอมรับว่า เขามีความกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ พร้อมระบุว่า เฟดจะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจที่อาจจะ เกิดขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ นายฮาร์เกอร์เปิดเผยในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในวันนี้ว่า เขา "อาจจะ" สนับสนุนให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า นายฮาร์เกอร์มีความเชื่อมั่นลดลงจากที่เคยกล่าวไว้เมื่อเดือนที่แล้วว่า เขา "สนับสนุน" ให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ.ค.

การแสดงความเห็นของนายฮาร์เกอร์ค่อนข้างเป็นไปในทิศทางเดียวกับนาง ลอเร็ตตา เมสเตอร์ ประธานเฟดสาขาคลีฟแลนด์ ซึ่งกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป ถือเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการรับมือกับปัญหาเงินเฟ้อ และพยุงเศรษฐกิจสหรัฐ

ทางด้านตลาดการเงินคาดการณ์ว่า เฟดอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. โดย CME Group ระบุว่า จากการใช้เครื่องมือ FedWatch วิเคราะห์ภาวะการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ พบว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่ามีโอกาสเกือบ 96.7% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค.

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560)

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. กล่าวถึงแนวโน้มราคายางพาราว่า สถานการณ์ยางพารา ในช่วงเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม ของทุกปี เป็นช่วงที่ปริมาณยางออกสู่ตลาดสูงทำให้ราคายางในสภาพปกติมีแนวโน้มปรับตัว ลดลง สำหรับปี 2560 นี้ ภาพรวมราคายางเป็นไปตามกลไกตลาด โดยราคาทั้งในและต่างประเทศ ปรับตัวในทิศทางเดียวกัน แต่ปัญหาราคายางขณะนี้ สาเหตุที่แท้จริงมาจาก

1.ปริมาณผลผลิตและความต้องการใช้ยางไม่สมดุลกัน ส่งผลต่อราคาขาย โดยประเทศผู้ผลิตหลักทั้ง 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ราคาปรับตัวลดลงเช่นเดียวกัน แต่ราคายางในประเทศไทยยังคงสูงกว่าประเทศอื่น นอกจากนี้ ยังมีประเทศผู้ผลิตยางรายใหม่ มีผลผลิตเพิ่มมากขึ้นจากปี 2559 สูงมาก เช่น กัมพูชา เพิ่มขึ้น 33.1% อินเดีย เพิ่มขึ้น 21.0% และ เวียดนาม เพิ่มขึ้น 11.3% ทำให้ผลผลิตทั่วโลกเพิ่มขึ้น

2.ปัจจัยด้านเศรษฐกิจชะลอตัว โดยเฉพาะประเทศผู้ใช้ยางรายใหญ่ของโลก ทั้งจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ทำให้เกิดชะลอการซื้อของประเทศผู้ใช้ยาง เหล่านี้ รวมถึงความตึงเครียดทางการเมือง หลายประเทศ ทำให้นักลงทุนชะลอการซื้อและราคา ในตลาดล่วงหน้า มีความผันผวนอย่างรุนแรง ส่ง ผลกระทบต่อราคายางในตลาดซื้อขายจริงในประเทศ ที่ปรับตัวลดลงตามไปด้วย

3.การเก็งกำไรของนักลงทุนทั้งตลาดซื้อขายจริงในประเทศและตลาดล่วงหน้า กระทบต่อการซื้อขายทำให้ราคาในตลาดนั้นๆ ผันผวนลดลงเช่นกัน ซึ่ง การดำเนินงานนโยบายของบริษัทร่วมทุน ไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหาราคายางที่กำลังเผชิญอยู่

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560)

มีรายงานว่า ตัวแทนเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางพารานัดแต่งดำเดินทางเข้ากรุงเทพ และไปกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในวันที่ 13 พ.ย.นี้ เพื่อกดดันให้รมว.เกษตรและสหกรณ์แสดงความรับผิดชอบต่อการดำเนินนโยบายผิดพลาดในการจัดตั้ง บริษัท ร่วมทุนยางพาราไทย จำกัด ที่เป็นต้นเหตุของปัญหาวิกฤติราคายางอยู่ขณะนี้

 

ขณะเดียวกันจะยื่นข้อเรียกร้อง จำนวน 3 ข้อผ่านไปถึงรัฐบาล คือ 1.ให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ถอนหุ้นจากบริษัท ร่วมทุนยางพาราไทย และจัดตั้งบริษัทใหม่โดยถือหุ้นร่วมกับเกษตรกร 2.ให้ยึดระเบียบการบริหารราคายางพาราตามตลาดกลางอย่างเคร่งครัด และ3.ให้รัฐบาลผลักดันนโยบายส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดการใช้ยางในประเทศเพิ่มมากขึ้น

แหล่งข่าววงการยาง กล่าวว่า เป็นความจริงที่ว่าชาวสวนยางจะเข้ากรุงเทพ เพราะตอนนี้ราคายางพาราตกต่ำมาก คาดว่าจะเริ่มเดินทางในวันที่ 12 พฤศจิกายนนี้

"เห็นว่าจะแต่งดำกันมา ส่วนจะมากันยังไงก็ไม่รู้"แหล่งข่าว กล่าวกับ"อินโฟเควสท์"
 
 
กรุงเทพฯ--10 พ.ย.--การยางแห่งประเทศไทย
 

กยท. ส่งเสริมเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแปรรูปผลผลิตยางจากวัตถุดิบสู่ผลิตภัณฑ์ยาง ผลักดันให้เพิ่มมูลค่ายางพารา ร่วมมือเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางภาคตะวันออก นำร่องโครงการยางล้อประชารัฐจังหวัดตราด เป็นตัวแทนจำหน่ายยางล้อ TH-TYRE หนุนเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

 

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยางเผยว่า การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) สนับสนุนและส่งเสริมการใช้ยางพาราในประเทศ รวมถึงการแปรรูปยางเพิ่มมูลค่า ซึ่งการแปรรูปยางจะเป็นวิธีการแก้ปัญหาราคายางที่มีความผันผวนได้อย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรมมากที่สุด โดยที่ผ่านมา มีการดำเนินโครงการและกิจกรรมที่มุ่งเน้นไปในด้านการแปรรูปยางและนำนวัตกรรมต่างๆ มาใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับยางพารา เช่น โครงการยางล้อประชารัฐ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ยางที่เกิดจากการบูรณาการจากองค์กร 3 ภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน และ ภาคเกษตรกร เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม ขณะนี้ได้รับการตอบรับที่ดีจากเกษตรกรและผู้ที่สนใจในพื้นที่ภาคต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางภาคตะวันออกที่ร่วมนำร่องโครงการยางล้อประชารัฐจังหวัดตราด ตั้งจุดจำหน่ายผู้ที่สนใจภาคตะวันออกและภาคกลาง สามารถติดต่อซื้อล้อยางได้ที่ กยท.จ.ตราด

นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมทางหลวง จะนำยางพารามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ในภารกิจของกรมทางหลวง ได้แก่ เสาหลักนำทาง แบริเอ่อร์ ซึ่งนอกจากจะเป็นการส่งเสริมการใช้อย่างในประเทศแล้วยังเป็นการช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ ที่สำคัญ ยังเพิ่มปริมาณการใช้ยางให้มากขึ้นด้วย รวมไปถึงในอนาคต กยท. มีแนวคิดที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรแปรรูปหมอนยางพาราภายใต้คุณภาพและมาตรฐานเดียวกัน โดยให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่ผลิตหมอนยางพารา เข้าร่วมโครงการเพื่อผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานตามที่กำหนด และ กยท. จะดำเนินการเร่งหาตลาดในการส่งออกผลิตภัณฑ์หมอนยางพารา ซึ่งอยู่ระหว่างการพูดคุยร่วมกับกลุ่มสหกรณ์และผู้ประกอบการกว่า 50 แห่งทั่วประเทศ

""ขอบคุณความร่วมมือต่างๆ จากเกษตรกรและสถาบันเกษตรชาวสวนยาง รวมถึงข้อเสนอแนะต่างๆ กยท. พร้อมนำข้อเสนอต่างๆ ไปทบทวนและหาแนวทางแก้ปัญหา และเชื่อว่าหากมีการทำงานร่วมกันเดินไปด้วยกัน เราก็จะสามารถผ่านทุกปัญหาไปได้"" รองผู้ว่าการกล่าวทิ้งท้าย

ด้าน นายวิชระ ชื่นอารมณ์ ประธานสหกรณ์เครือข่ายยางพารา จ.ตราด จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันทางสหกรณ์รับซื้อน้ำยางสดจากเกษตรกรแล้วนำมาปั่นเป็นน้ำยางข้น สำหรับสถานการณ์ราคายางตอนนี้ ทางสหกรณ์ได้ช่วยรับซื้อพยุงราคาให้เกษตรกรรายย่อยซึ่งสูงกว่าเอกชนอื่นๆ ในพื้นที่ โดยน้ำยางสดทางสหกรณ์รับซื้อที่ราคา 41 บาท/กิโลกรัม ทั้งนี้ มองว่าการแก้ปัญหาราคายางอีกวิธีที่ดี คือ การแปรรูปยางและส่งออกเป็นผลิตภัณฑ์ยางให้เพิ่มขึ้น เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยส่งออกวัตถุดิบยางถึง 87% ในขณะที่ส่งออกเป็นผลิตภัณฑ์ยางแค่ 13% จึงไม่สามารถแก้ปัญหายางในประเทศได้ในระยะยาว เมื่อเกษตรกรสามารถแปรรูปและมีรายได้จากผลิตภัณฑ์แทนการขายแต่วัตถุดิบเพียงอย่างเดียวก็จะสามารถพึ่งพาตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งราคายางเพียงอย่างเดียว อีกทั้ง ยังเป็นการช่วยเหลือด้านราคายางในระยะยาว ซึ่งจะยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

นายเกรียงไกร เทพินทร์ ประธานสหกรณ์ยางพาราเนินดินแดงตราด กล่าวว่า สถานการณ์ในช่วงราคายางผันผวน เกิดขึ้นตามกลไกการตลาด จะต้องส่งเสริมการเพิ่มมูลค่ายางพาราโดยแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางต่างๆ ใช้ในประเทศและส่งออกขายต่างประเทศ ไม่หยุดแค่วัตถุดิบยางเท่านั้น ขณะนี้ทางสหกรณ์ก็ได้แปรรูปวัตถุดิบยางที่รับซื้อเป็นหมอนยางพารา ซึ่งการทำหมอนยางพาราจะเป็นการช่วยเหลือสมาชิกของสหกรณ์ นอกจาก การรับซื้อน้ำยางแล้ว ยังให้กลุ่มแม่บ้านชาวสวนยางตัดเย็บปลอกหมอนเพื่อส่งขายพร้อมหมอนยางพาราด้วย

""รู้สึกเห็นด้วยและชอบที่ กยท. ทำโครงการล้อยางประชารัฐขึ้นมา เพราะเป็นโครงการที่ส่งเสริมการแปรรูปและเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศ และอยากให้ กยท. มีโครงการในรูปแบบนี้อีกหลายๆ โครงการอยากให้เกษตรกรใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง หันมาพึ่งพาตนเอง พยายามจับกลุ่มเข้าหาสถาบันและรวมตัวกันทำกิจกรรมร่วมกันในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับยางพารา เพื่อให้สามารถอยู่ได้ในช่วงที่ราคายางผันผวน การมองหาอาชีพเสริมจะสามารถสร้างรายได้เพื่อนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของพวกเราพี่น้องชาวสวนยางต่อไป"" นายเกรียงไกร กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา ThaiPR.net -- ศุกร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2560

 

กรุงเทพฯ--10 พ.ย.--การยางแห่งประเทศไทย
 

เมื่อวานนี้ (8 พ.ย.60) กยท. จัดประชุมบอร์ด วาระด่วน เพื่อแก้ไขสถานการณ์ยางพารา พร้อมมีมติ ปรับปรุงการเข้าตลาดของกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายางต้องเป็นไปตามระเบียบตลาดกลางอย่างเคร่งครัด ให้ BU พิจารณารุกตลาดภาคอีสาน และเร่งปรับปรุงระเบียบ พร้อมดันสินเชื่อและสวัสดิการให้เข้าถึงพี่น้องเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง

 

นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านบริหาร ในฐานะผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย วาระเร่งด่วน เพื่อแก้ไขสถานการณ์ยางพาราในขณะนี้ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาประเด็นที่จะเป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางอย่างเร่งด่วน ซึ่งมีข้อเสนอแนะของเครือข่ายเกษตรกรที่ยื่นข้อเสนอผ่านคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทยที่เป็นผู้แทนเกษตรกร โดยมีมติให้ทบทวนวิธีการเข้าตลาดของกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายาง ให้สะท้อนความเป็นจริง ไม่สูงกว่าราคากลางมากเกินไป และให้ปฏิบัติตามระเบียบตลาดกลาง กยท. อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการรับมอบยางภายใน 2 วัน หากเกินกำหนดจะต้องจ่ายค่าปรับเป็นรายวัน รวมถึงให้หน่วยธุรกิจพิจารณาการเข้าซื้อยางก้อนถ้วยในพื้นที่จากเกษตรกรโดยตรงเพิ่มเติมผ่านทางตลาดของ กยท. ในภาคอีสาน และขยายเปิดจุดในแต่ละตลาดให้เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ให้ กยท. ทบทวนระเบียบการขอสนับสนุนสินเชื่อแก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนแปรรูปหรือการตลาด ให้มีความผ่อนปรนขึ้น หรือหาแนวทางเพื่อให้เกษตรกรหันมา แปรรูปมากขึ้นตามข้อเสนอแนะของเครือข่ายเกษตรกรภาคตะวันออกและผู้แทนเกษตรกรชาวสวนยาง และพิจารณาปรับปรุงสวัสดิการให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับความเดือดร้อนให้ได้รับสิทธิมากขึ้น

นายสุนันท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมมีนโยบายให้เร่งผลักดันโครงการสินเชื่อเพื่อดูดซับปริมาณผลผลิตยางพาราของกลุ่มต่างๆ เช่น สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบการขั้นกลางและผู้ผลิตผลิตภัณฑ์จากยางพารา เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรในด้านการรับซื้อผลผลิตตามโครงการต่างๆ ตามที่รัฐบาลให้การสนับสนุน

""ผลจากการประชุมประเด็นวาระเร่งด่วนเหล่านี้ กยท.จะเร่งดำเนินการพิจารณาและขับเคลื่อนให้เร็วที่สุด ซึ่งจะเกิดประโยชน์และสามารถช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางได้อย่างยั่งยืน ส่วนประเด็นเรียกร้องที่ไม่ส่งผลต่อการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ไม่ได้มีมติพิจารณา"" นายสุนันท์ กล่าวย้ำ

ที่มา ThaiPR.net -- ศุกร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2560

 

ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐดิ่งลงสู่ระดับ 97.8 ในเดือนพ.ย. หลังจากดีดตัวแตะระดับ 100.7 ในช่วงสิ้นเดือนต.ค. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าดัชนีจะทรงตัวเมื่อเทียบกับเดือนต.ค.

ดัชนีความเชื่อมั่นพุ่งขึ้นแตะ 101.1 ในวันที่ 13 ต.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 13 ปี

นายริชาร์ด เคอร์ติน หัวหน้านักวิเคราะห์สำหรับการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภค กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นปรับตัวลง เนื่องจากผู้บริโภคมีมุมมองในเชิงลบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต และภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน จากความกังวลเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และการดีดตัวขึ้นของเงินเฟ้อ

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐเป็นการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภค 500 รายต่อภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งได้แก่ ฐานะการเงินส่วนบุคคล, ภาวะเงินเฟ้อ, การว่างงาน, อัตราดอกเบี้ย และนโยบายรัฐบาล

 
 

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก เปิดเผยว่า แบบจำลองการคาดการณ์ Nowcast แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัว 3.15% ในไตรมาส 4 โดยต่ำกว่าเล็กน้อยจากตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 3.16% ที่ระบุไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน

ทั้งนี้ เฟดคงตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐใกล้เคียงระดับ 3.2% เนื่องจากสัปดาห์นี้ไม่มีการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐมากนักที่จะส่งผลกระทบต่อการคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจ

 
 

ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐดิ่งลงสู่ระดับ 97.8 ในเดือนพ.ย. หลังจากดีดตัวแตะระดับ 100.7 ในช่วงสิ้นเดือนต.ค. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าดัชนีจะทรงตัวเมื่อเทียบกับเดือนต.ค.

ดัชนีความเชื่อมั่นพุ่งขึ้นแตะ 101.1 ในวันที่ 13 ต.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 13 ปี

นายริชาร์ด เคอร์ติน หัวหน้านักวิเคราะห์สำหรับการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภค กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นปรับตัวลง เนื่องจากผู้บริโภคมีมุมมองในเชิงลบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต และภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน จากความกังวลเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และการดีดตัวขึ้นของเงินเฟ้อ

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐเป็นการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภค 500 รายต่อภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งได้แก่ ฐานะการเงินส่วนบุคคล, ภาวะเงินเฟ้อ, การว่างงาน, อัตราดอกเบี้ย และนโยบายรัฐบาล

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 10 พฤศจิกายน 2560)

เบเกอร์ ฮิวจ์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการขุดเจาะน้ำมันของสหรัฐ เปิดเผยว่า แท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐที่มีการใช้งาน มีจำนวนเพิ่มขึ้น 9 แท่น สู่ระดับ 738 แท่นในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 10 พ.ย.

การเพิ่มขึ้นของจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันในสัปดาห์นี้ ถือเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย.

นอกจากนี้ จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันในสัปดาห์นี้ มีจำนวนสูงกว่าระดับ 452 แท่นในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว