สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดปรับตัวลงเมื่อคืนนี้ (15 พ.ย.) หลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐพุ่งขึ้นในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลง ขณะที่การผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 37 เซนต์ หรือ 0.7% ปิดที่ 55.33 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 2 พ.ย.ปีนี้

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนม.ค. ลดลง 34 เซนต์ หรือ 0.6% ปิดที่ 61.87 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบปรับตัวลงติดต่อกันเป็นวันที่ 2 เมื่อคืนนี้ หลังจากรายงานของ EIA ระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐเพิ่มขึ้น 1.9 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลง 2.2 ล้านบาร์เรล

ส่วนสต็อกน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 894,000 บาร์เรล ตรงข้ามกับที่นักวิเคราะห์ที่คาดว่าลดลง 919,000 บาร์เรล ขณะที่สต็อกน้ำมันกลั่น ซึ่งรวมถึงฮีตติ้งออยล์และน้ำมันดีเซล ลดลง 799,000 บาร์เรล น้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลง 1.3 ล้านบาร์เรล

นอกจากนี้ รายงานของ EIA ยังระบุว่า การผลิตน้ำมันของสหรัฐเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 9.65 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ภาวะการซื้อขายในตลาดน้ำมันนิวยอร์กยังคงได้รับปัจจัยกดดันจากการที่สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ได้ปรับลดคาดการณ์อุปสงค์น้ำมันราว 100,000 บาร์เรล/วันในปีนี้ และปีหน้า สู่ระดับ 1.5 ล้านบาร์เรล/วัน และ 1.3 ล้านบาร์เรล/วันตามลำดับ

นักลงทุนจับตาการประชุมโอเปกในวันที่ 30 พ.ย.นี้ที่กรุงเวียนนา ขณะที่นักวิเคราะห์ระบุว่า หากสมาชิกโอเปกเห็นพ้องกันเกี่ยวกับการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันออกไปอีก 9 เดือนจนถึงสิ้นปีหน้า จากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดในไตรมาสแรกของปีหน้า ก็จะส่งผลให้ตลาดเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันราว 830,000 บาร์เรล/วันในปีหน้า เพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดว่าจะขาดแคลน 310,000 บาร์เรล/วัน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560)

กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ขยับขึ้น 0.1% ในเดือนต.ค. สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากดีดตัวขึ้น 0.5% ในเดือนก.ย.

ทั้งนี้ ดัชนี CPI ได้รับแรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของค่าเช่า และค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินดิ่งลง 2.4% หลังพุ่งขึ้น 13.1% ในเดือนก.ย. หลังจากพายุเฮอร์ริเคนฮาร์วีย์พัดถล่มรัฐเท็กซัสของสหรัฐ จนทำให้โรงกลั่นน้ำมันจำนวนมากต้องปิดการดำเนินงานชั่วคราว

ราคาอาหารทรงตัวในเดือนต.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนก.ย.
เมื่อเทียบรายปี ดัชนี CPI ปรับตัวขึ้น 2.0% ในเดือนต.ค. สอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ หลังจากดีดตัวขึ้น 2.2% ในเดือนก.ย.

หากไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ดัชนี CPI พื้นฐานปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือนต.ค. หลังจากขยับขึ้น 0.1% ในเดือนก.ย.

เมื่อเทียบรายปี ดัชนี CPI พื้นฐานดีดตัวขึ้น 1.8% ในเดือนต.ค. หลังจากปรับตัวขึ้น 1.7% เป็นเวลา 5 เดือนติดต่อกัน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560)

บริษัทสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ ระบุว่า เศรษฐกิจอิตาลีมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้น หลังจากที่ประสบภาวะซบเซาเป็นเวลา 6 ปี

S&P เปิดเผยว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของอิตาลีมีการขยายตัว 1.5% ในไตรมาส 2 เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 ปี

นักวิเคราะห์ระบุว่า เศรษฐกิจของอิตาลีมีการขยายตัวทุกภาคส่วน ขณะที่การลงทุนเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หลังจากที่หยุดชะงักในช่วงต้นปี

ขณะเดียวกัน ตลาดแรงงานกำลังปรับตัวดีขึ้น โดยมีการสร้างงานใหม่จำนวน 150,000 ตำแหน่งในช่วงครึ่งแรกของปีนี้

สำนักงานสถิติอิตาลีรายงานว่า GDP ในไตรมาส 3 ปรับตัวขึ้น 0.5% เมื่อเทียบรายไตรมาส และพุ่งขึ้น 1.8% เมื่อเทียบรายปี

ตัวเลขดังกล่าวบ่งชี้ว่าอิตาลีมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากกว่าสหราชอาณาจักร

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560)

สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐเพิ่มขึ้น 1.9 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลง 2.2 ล้านบาร์เรล

ส่วนสต็อกน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 894,000 บาร์เรล เทียบกับนักวิเคราะห์ที่คาดว่าลดลง 919,000 บาร์เรล

สต็อกน้ำมันกลั่น ซึ่งรวมถึงฮีตติ้งออยล์และน้ำมันดีเซล ลดลง 799,000 บาร์เรล ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลง 1.3 ล้านบาร์เรล

EIA ยังระบุว่า การผลิตน้ำมันของสหรัฐเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 9.65 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560)

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก รายงานในวันนี้ว่า ดัชนีภาคการผลิต (Empire State Index) ชะลอตัวลงในเดือนพ.ย. หลังจากมีการขยายตัวสูงสุดรอบ 3 ปีในเดือนต.ค.

ทั้งนี้ ดัชนีภาคการผลิตปรับตัวลงสู่ระดับ 19.4 ในเดือนพ.ย. จากระดับ 30.2 ในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี

อย่างไรก็ดี ดัชนียังคงอยู่สูงกว่าระดับ 0 ซึ่งบ่งชี้ถึงการขยายตัวของภาคการผลิตในนิวยอร์ก

คำสั่งซื้อใหม่มีการขยายตัวมากขึ้น ขณะที่การจ้างงานชะลอตัวลง

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560)

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนต.ค. หลังจากพุ่งขึ้น 1.9% ในเดือนก.ย.

นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่ายอดค้าปลีกจะทรงตัวในเดือนต.ค.
เมื่อเทียบรายปี ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 4.6% ในเดือนต.ค.
ยอดค้าปลีกที่เพิ่มขึ้นในเดือนต.ค. ได้รับแรงหนุนจากการซื้อรถยนต์ แม้อุปสงค์สำหรับวัสดุก่อสร้างได้ปรับตัวลง

ส่วนยอดค้าปลีกพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมยอดขายรถยนต์ น้ำมัน วัสดุก่อสร้าง และอาหาร เพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนต.ค. หลังจากดีดตัวขึ้น 0.5% ในเดือนก.ย.

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560)

นายซูเฮล อัล-มัสรู รมว.พลังงานของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กล่าวว่า ผู้ผลิตน้ำมันที่อยู่นอกกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) อาจเข้าร่วมเป็นสมาชิกของโอเปก ซึ่งขณะนี้มีสมาชิกจำนวน 14 ชาติ

ทั้งนี้ ต่อข้อถามที่ว่า ประเทศผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มโอเปก ซึ่งให้ความร่วมมือในการปรับลดกำลังการผลิต จะสามารถเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการของโอเปกหรือไม่นั้น นายอัล-มัสรูกล่าวว่า "เรามีความพร้อม และมีความปรารถนาที่จะขยายโอเปกออกไป"

"เป็นเรื่องยากที่จะพยายามสร้างความสมดุลแก่ตลาดตามลำพัง ซึ่งผมคิดว่าทางกลุ่มจะยังคงจับมือกัน และอาจจะขยายตัวโดยรับสมาชิกมากขึ้น" เขากล่าว

นายอัล-มัสรูยังคาดว่า โอเปกและประเทศนอกกลุ่มโอเปก จะบรรลุข้อตกลงขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตในการประชุมสิ้นเดือนนี้

นายอัล-มัสรูกล่าวว่า "การคาดการณ์ของผมก็คือโอเปกจะยังคงดำเนินการปรับลดการผลิตต่อไปเพื่อสร้างความสมดุลในตลาด"

เขากล่าวเสริมว่า ขณะนี้ยังไม่มีสมาชิกประเทศใดแสดงการคัดค้านการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน แต่ที่ประชุมยังคงต้องพิจารณาร่วมกันเกี่ยวกับช่วงเวลาในการขยายการปรับลดการผลิต

นักลงทุนจับตาการประชุมโอเปกที่กรุงเวียนนาในวันที่ 30 พ.ย. ซึ่งจะมีการหารือกันเกี่ยวกับการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน

ซาอุดิอาระเบียและรัสเซียต่างก็สนับสนุนให้มีการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันออกไปอีก 9 เดือนจนถึงสิ้นปีหน้า จากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดในไตรมาสแรกของปีหน้า

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสส์ (วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560)

ทาร์เก็ต ซึ่งเป็นบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ของสหรัฐ เปิดเผยว่า บริษัทมีผลประกอบการในไตรมาส 3 ดีกว่าที่คาดไว้

ทั้งนี้ ทาร์เก็ตระบุว่า บริษัทมีกำไรที่ระดับ 91 เซนต์/หุ้น ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 86 เซนต์/หุ้น

ขณะเดียวกัน บริษัทมีรายได้ที่ระดับ 1.667 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ระดับ 1.661 หมื่นล้านดอลลาร์

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560)

สู่ระดับ 33.42 ล้านบาร์เรลต่อวัน

กลุ่ม ประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ออกรายงานประจำเดือนพ.ย.ระบุว่า ประเทศต่างๆทั่วโลกจะมีความต้องการใช้น้ำมันโอเปกในปีหน้าเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 33.42 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้น 360,000 บาร์เรลต่อวันจากตัวเลขคาดการณ์ก่อนหน้านี้

การปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าวถือเป็นครั้งที่ 4 ติดต่อกันของโอเปก นับตั้งแต่ที่มีการประเมินครั้งแรกในเดือนก.ค.

นอกจากนี้ รายงานยังคาดการณ์ว่า อุปสงค์น้ำมันจะเพิ่มขึ้น 1.51 ล้านบาร์เรลต่อวันในปีหน้า โดยเพิ่มขึ้น 130,000 บาร์เรลต่อวันจากตัวเลขคาดการณ์เดิม สู่ระดับ 98.45 ล้านดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยได้แรงหนุนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่ดีดตัวสู่ระดับ 3.7% ในปีหน้า โดยเพิ่มขึ้นจากตัวเลขคาดการณ์เดิมที่ระดับ 3.5%

รายงานระบุว่า การประชุมโอเปกที่กรุงเวียนนาในวันที่ 30 พ.ย. นี้ หากสมาชิกเห็นพ้องกันเกี่ยวกับการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันออกไปอีก 9 เดือนจนถึงสิ้นปีหน้า จากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดในไตรมาสแรกของปีหน้า จะส่งผลให้ตลาดเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันราว 830,000 บาร๋เรลต่อวันในปีหน้า เพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดว่าจะขาดแคลน 310,000 บาร์เรลต่อวัน

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ (วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560)

Cepsa Energy Outlook 2030 คือรายงานวิจัยที่นำเสนอภาพสัดส่วนการใช้พลังงาน (energy mix) ในปี 2030 พร้อมกับตอบคำถามต่างๆ เช่น ประเทศใดและเทคโนโลยีใดที่จะตอบสนองความต้องการด้านพลังงาน, ผลพวงของการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมีอะไรบ้าง และระบบขนส่งจะพัฒนาไปอย่างไรเมื่อเทียบกับรถยนต์ส่วนตัว เป็นต้น

ในการศึกษาจากมุมมองด้านพลังงาน Cepsa ได้พิจารณากฎระเบียบข้อบังคับ การผลิต และการใช้พลังงานของภูมิภาคต่างๆ และแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้คุมกฎ กลุ่มผู้ผลิต และกลุ่มผู้บริโภค ซึ่งรายงานฉบับนี้จะแสดงให้เห็นว่า ความเคลื่อนไหวของกลุ่มเหล่านี้มีบทบาทสำคัญอย่างไรในการกำหนดทิศทางพลังงาน ในอนาคต

กลุ่มผู้คุมกฎ ประกอบด้วยประเทศในกลุ่ม OECD ทั้งหมดยกเว้นเม็กซิโก ซึ่งมีตลาดพลังงานที่มีการควบคุมอย่างดี และคาดว่าจะมีอุปสงค์พลังงานต่ำกว่าภูมิภาคอื่นๆ ต่อมาคือ กลุ่มผู้ผลิต ประกอบด้วยประเทศผู้ส่งออกพลังงานในละตินอเมริกา แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอดีตสหภาพโซเวียต สุดท้ายคือ กลุ่มผู้บริโภค ประกอบด้วยประเทศในเอเชีย ซึ่งคาดว่าจะมีการใช้พลังงานมหาศาลในอนาคต
ทิศทางพลังงานปี 2030

รายงาน Cepsa Energy Outlook 2030 ระบุว่า ยานยนต์พลังงานไฟฟ้าจะมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้นและครองส่วนแบ่งตลาด มากขึ้น ทว่ายานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เผาไหม้จะยังครองตลาดด้วยสัดส่วน 85%

ขณะเดียวกัน อุปสงค์น้ำมันโลกจะเพิ่มขึ้น 10% ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่ชะลอลง เนื่องจากมีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงมีการใช้พลังงานจากแหล่งอื่นร่วมด้วย อุปสงค์น้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะได้รับแรงหนุนหลักจากชนชั้นกลางในเอเชียที่คาด ว่าจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ พลังงานหมุนเวียนจะมีสัดส่วนเกินครึ่งหนึ่งของการผลิตพลังงานไฟฟ้าในช่วง 15 ปีข้างหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมที่เพิ่มมากขึ้น ส่วนก๊าซธรรมชาติตามมาเป็นอันดับสอง แต่จะมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นแค่ 1% เนื่องจากถูกบดบังโดยการเติบโตของพลังงานหมุนเวียน

น้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน จะยังคงครองสัดส่วนพลังงานโลกในปี 2030 แม้ว่าพลังงานหมุนเวียนจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมากก็ตาม

รายงานยังระบุด้วยว่า ประเทศจีน อินเดีย รวมถึงประเทศอื่นๆในเอเชีย จะมีอุปสงค์พลังงานสูงสุด โดยเทียบเท่าน้ำมันดิบ 1,770 ตัน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560)