ข่าวเด่น

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เผยดัชนีราคาสินค้าเกษตรประจำเดือน ต.ค.60 หดตัวจากการปรับตัวลดลงของราคายางพารา ปาล์มน้ำมัน สุกร ไก่เนื้อ และ ไข่ไก่ ขณะที่ราคาข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และกุ้งขาวแวนาไม จะเพิ่มขึ้นจากเดือน ต.ค คาดแนวโน้มรายได้เกษตรกรในเดือน พ.ย.60 ยังลดลงต่อเนื่อง

 

ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรซึ่งวัดจากดัชนีราคาสินค้าเกษตรประจำเดือน ต.ค.60 ลดลง 2.42% จากเดือน ต.ค.59 โดยสินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ยางพารา เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น และภาวะการค้ายังชะลอตัวต่อเนื่อง ทำให้ราคาจึงเคลื่อนไหวอยู่ในเกณฑ์ต่ำ, ปาล์มน้ำมัน เนื่องจากภาวะการค้ายังชะลอตัวและสต็อกน้ำมันอยู่ในเกณฑ์สูง และสุกร เนื่องจากภาวะฝนตกและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ความต้องการบริโภคชะลอตัว

ส่วนสินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ มันสำปะหลัง เนื่องจากความต้องการทั้งในและต่างประเทศที่มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการร่วมมือกันระหว่าง 3 สมาคมมันสำปะหลังในการกำหนดราคาขั้นต่ำสำหรับส่งออกมันเส้น โดยไม่ขายตัดราคากัน, ไก่เนื้อ เนื่องจากปริมาณผลผลิตไก่เนื้อออกสู่ตลาดสอดคล้องกับความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย และกุ้งขาวแวนนาไม เนื่องจากผู้ประกอบการมีความต้องการใช้เป็นวัตถุดิบแปรรูปเพื่อการส่งออกสูงขึ้น

ขณะที่ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือน ต.ค.60 ลดลง 1.57% จากเดือน ต.ค.59 สินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และลองกอง ส่วนสินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา สับปะรด ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สุกร ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และกุ้งขาวแวนนาไม

ทั้งนี้ ภาพรวมรายได้ของเกษตรกรวัดจากดัชนีรายได้เกษตรกรเดือน ต.ค.60 ลดลง 3.96% จากเดือนต.ค.59 เป็นผลมาจากดัชนีราคาและดัชนีผลผลิตปรับตัวลดลง

หากมองผลวิเคราะห์แนวโน้มดัชนีสินค้าเกษตร พบว่า เดือน พ.ย.60 แนวโน้มรายได้ของเกษตรกร วัดจากดัชนีรายได้เกษตรกร คาดว่าจะลดลง 4.61% จากเดือน พ.ย.59 เป็นผลมาจากดัชนีราคาปรับตัวลดลง 5.19% โดยสินค้าสำคัญที่มีราคาลดลง ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน สุกร ไก่เนื้อ และไข่ไก่ ขณะที่ดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.61% โดยสินค้าสำคัญที่มีการผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน สุกร ไก่เนื้อ และไข่ไก่

แนวโน้มสินค้าเกษตรที่สำคัญเดือน พ.ย.60 พบว่า ข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิ และข้าวเปลือกเหนียว คาดว่าราคาจะเพิ่มขึ้นจากเดือน ต.ค.60 เนื่องจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สศก. และกรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน ได้ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย และสภาเกษตรกร ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลผลผลิตข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียวที่แท้จริงตามนโยบายของ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้ง 20 จังหวัด พบว่า ข้าวหอมมะลิ ปี 2560/61 มีผลผลิตประมาณ 7.16 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายข้าวครบวงจรที่ตั้งไว้, ข้าวเหนียวนาปี ปี 2560/61 มีผลผลิตประมาณ 5.73 ล้านตันข้าวเปลือก ลดลงกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมเช่นเดียวกัน จึงส่งผลให้แนวโน้มราคาปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังมีนโยบายจำนำยุ้งฉางภายใต้โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี 2560/61 เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา โดยกำหนดราคารับจำนำที่ 90% ของราคาเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง อยู่ที่ 10,800 บาทต่อตัน ซึ่งได้รับการตอบรับดีโดยมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้มีโรงสีนอกพื้นที่เข้ามารับซื้อข้าวหอมมะลิในภาคอีสาน ส่งผลให้ราคาดีดตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ คาดว่า ดัชนีราคาจะเพิ่มขึ้นจากเดือน ต.ค.60 เนื่องจากเข้าสู่ฤดูหนาวปริมาณฝนลดลง ส่งผลให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีความชื้นที่ลดลง ประกอบกับมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐผ่านโมเดลไตรภาคีเชื่อมโยง รับซื้อผลผลิต และโครงการสนับสนุนสินเชื่อให้กับเกษตรกรเพื่อการรวบรวมผลผลิต

มันสำปะหลัง คาดว่าดัชนีราคาจะเพิ่มขึ้นจากเดือน ต.ค.60 เนื่องจากภาครัฐมีมาตรการเชื่อมโยงตลาดล่วงหน้าให้กับกลุ่มเกษตรกรที่ผลิตมันเส้นสะอาดกับโรงงานเอทานอลและมีการเชื่อมโยงตลาดระหว่างเกษตรกรกับกลุ่มผู้เลี้ยงปศุสัตว์

กุ้งขาวแวนนาไม ดัชนีราคาจะเพิ่มขึ้นจากเดือน ต.ค.60 เนื่องจากเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูหนาวที่ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลง ส่งผลให้ราคาขายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ดัชนีราคาเดือน พ.ย.60 คาดว่ามีแนวโน้มทรงตัวและอาจปรับตัวลงจากเดือน ต.ค.60 ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ปาล์มน้ำมัน ยางพารา ไข่ไก่และสุกร จากผลผลิตที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ เดือน ธ.ค.60 คาดว่า ดัชนีรายได้เกษตรกรคาดว่าอยู่ในระดับทรงตัว ด้านดัชนีราคาคาดว่าจะลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับเดือน ธ.ค.59 ขณะที่ดัชนีผลผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง และสับปะรด

ที่มา อินโฟเควสท์ (20/11/2560)

 

สกุลเงินยูโรร่วงลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์และเยนในการซื้อขายที่โตเกียววันนี้ ภายหลังจากที่นางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี เปิดเผยว่า การเจรจาเพื่อจัดตั้งรัฐบาลผสม 3 ฝ่ายนั้นคว้าน้ำเหลว

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า เมื่อเวลา 17.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น ยูโรเคลื่อนไหวอยู่ที่ 1.1753-1.1755 ดอลลาร์ และ 131.68-131.72 เยน เทียบกับระดับ 1.1786-1.1796 ดอลลาร์ในนิวยอร์ก และ 1.1787-1.1788 ดอลลาร์ และ 132.69-132.73 เยนที่ตลาดโตเกียว เมื่อวันศุกร์

ทั้งนี้ มีแรงขายเงินยูโรเข้ามาในตลาดโตเกียวช่วงเช้า ภายหลังจากที่พรรคพรรคประชาธิปไตยเสรี (FDP) ไม่สามารถสรุปการเจรจากับกลุ่มพรรรคฝ่ายอนุรักษ์นิยมของนางแมร์เคิลได้ แม้ว่าจะมีการเจรจาต่อรองมาเป็นเวลาหลายสัปดาห์แล้วก็ตาม

ความล้มเหลวในการเจรจาดังกล่าวทำให้นางแมร์เคิลขาดเสียงข้างมากในรัฐสภา และอาจจะกดดันให้เยอรมนีต้องจัดการเลือกตั้งใหม่อีกครั้ง

 
 

นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า เงินบาทปิดตลาดเย็นนี้อยู่ที่ระดับ 32.73 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจาก

 
ช่วงเช้าที่เปิดตลาดที่ระดับ 32.79 บาท/ดอลลาร์

วันนี้เงินบาทยังอยู่ในทิศทางแข็งค่าต่อเนื่อง หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

(สศช.) ประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 3/60 ขยายตัวถึง 4.3% และยังได้ปรับคาดการณ์ GDP ทั้งปี 60 เพิ่มขึ้นเป็น 3.9% จาก

เดิมที่ 3.7% ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้เงินบาทแข็งค่าต่อ

"วันนี้สภาพัฒน์ประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ซึ่งออกมาดี เลยหนุนให้บาทแข็งค่าต่ออีก" นักบริหารเงินระบุ

นักบริหารเงิน คาดว่า พรุ่งนี้เงินบาทยังมีโอกาสแข็งค่าต่อ ให้กรอบไว้ที่ 32.70-32.80 บาท/ดอลลาร์

 
* ปัจจัยสำคัญ
 

- เย็นนี้เงินเยนอยู่ที่ระดับ 112.10 เยน/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าที่ระดับ 112 เยน/ดอลลาร์

- ส่วนเงินยูโรอยู่ที่ระดับ 1.1793 ดอลลาร์/ยูโร จากช่วงเช้าที่ระดับ 1.743 ดอลลาร์/ยูโร

- ดัชนี SET ปิดวันนี้ที่ระดับ 1,714.38 จุด เพิ่มขึ้น 5.00 จุด (+0.29%) มูลค่าการซื้อขาย 49,171 ล้านบาท

- สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติซื้อสุทธิ 371.57 ลบ.(SET+MAI)

- สภาพัฒน์ เปิดเผยตัวเลข GDP ไตรมาส 3/60 ขยายตัวถึง 4.3% สูงสุดในรอบ 18 ไตรมาส และขยายตัวเร่งขึ้น

จากไตรมาสก่อนหน้า โดยปัจจัยสนับสนุนมาจากการส่งออกสินค้าและการบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุนรวม ส่วน

ในด้านการผลิต มาจากแรงหนุนการผลิตสาขาอุตสาหกรรม ค้าส่ง-ค้าปลีก สาขาไฟฟ้า ก๊าซ โรงแรม ภัตาคาร สาขาขนส่ง และคม

มนาคม พร้อมปรับคาดการณ์ GDP ของไทยทั้งปี 60 เพิ่มเป็นขยายตัว 3.9% จากเดิมที่คาดไว้ 3.7% และคาดการณ์ GDP ในปี 61

ว่าจะเติบโตได้ในช่วง 3.6-4.6%

- ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ให้มุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.70-33.00

บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่ากว่าเมื่อเทียบกับระดับปิดในสัปดาห์ก่อนที่อยู่ที่ระดับ 32.85 บาทต่อดอลลาร์ พร้อมคาดว่าการเกินดุลบัญชีเดิน

สะพัดของไทย กระแสเงินทุนไหลเข้าระลอกใหม่ท่ามกลางปัจจัยความไม่แน่นอนต่อนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะส่งผลให้เงินบาท

ในช่วงที่เหลือของปีเคลื่อนไหวผันผวนมากขึ้น

- สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิเดือนตุลาคม 2560 ซึ่งเป็นเดือน

แรกของปีงบประมาณ 2561 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ จำนวน 192,425 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 9,180 ล้านบาท สาเหตุ

จากการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจ และการจัดเก็บรายได้ของส่วนราชการอื่น สูงกว่าประมาณการ 4,444 ล้านบาท และ 1,376

ล้านบาท หรือ 14.8% และ 8.3% ตามลำดับ โดยภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมายที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีเบียร์ ภาษีน้ำมัน และภาษีเงิน

ได้บุคคลธรรมดา

- สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดในเดือนตุลาคม

2560 ซึ่งเป็นเดือนแรกของปีงบประมาณ 2561 รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้นจำนวน 183,814 ล้านบาท ขณะที่มีการเบิกจ่ายเงิน

งบประมาณทั้งสิ้นจำนวน 428,374 ล้านบาท รัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลจำนวน 40,600 ล้านบาท ส่งผลให้เงินคงคลัง

ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2560 มีจำนวนทั้งสิ้น 304,817 ล้านบาท ซึ่งฐานะการคลังในเดือนตุลาคม 2560 ถือว่าอยู่ในระดับที่เข้มแข็ง

- กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ต.ค.) มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ

จำนวน 28,824,753 คน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.69% และก่อให้เกิดรายได้รวม 1,472,698 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก

ช่วงเดียวกันของปีก่อน 9.31%

- ธนาคารกลางจีน (PBOC) ได้อัดฉีดเม็ดเงิน 2 หมื่นล้านหยวน (3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เข้าสู่ตลาดการเงินใน

วันนี้ เพื่อบรรเทาภาวะสภาพคล่องตึงตัว

- นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เปิดเผยว่า รัฐบาลและธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด รวมถึงใช้

มาตรการที่จำเป็นเพื่อลดภาวะเงินฝืด โดยหวังว่า BOJ จะใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินอย่างเข้มงวด เพื่อบรรลุเป้าหมายเงิน

เฟ้อ 2%

- โกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 4 ครั้งในปี 201

เนื่องจากตลาดแรงงานสหรัฐอยู่ในภาวะตึงตัว และภาพรวมด้านเงินเฟ้อเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ

- นักลงทุนจับตาการกล่าวสุนทรพจน์ของนางเจเน็ต เยนเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้

ตามเวลาสหรัฐ เพื่อประเมินทิศทางเศรษฐกิจและแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสำหรับปีนี้

ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังติดตามรายงานการประชุมประจำวันที่ 31 ต.ค.-1 พ.ย.60 ของธนาคารกลางสหรัฐ

(เฟด) ซึ่งมีกำหนดจะเผยแพร่ในวันพุธนี้ตามเวลาสหรัฐ ขณะที่กระแสคาดการณ์ส่วนใหญ่เชื่อว่าคณะกรรมการกำหนดนโยบาย

(FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค.60
 
 

นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เปิดเผยว่า รัฐบาลและธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด รวมถึงใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อลดภาวะเงินฝืด

ทั้งนี้ นายอาเบะแถลงในรัฐสภาว่า ตนเองหวังว่า BOJ จะใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินอย่างเข้มงวด เพื่อบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% โดยเสริมว่า ตนเองจะปล่อยให้ธนาคารกลางเป็นผู้กำหนดมาตรการทางการเงินเฉพาะ

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 20 พฤศจิกายน 2560)

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของออสเตรเลียจะเติบโตเพียงระดับปานกลาง เนื่องจากอัตราค่าแรงที่มีการขยายตัวอย่างเชื่องช้า จะสร้างแรงกดดันต่อการอุปโภคบริโภค และจะส่งผลให้ทางการออสเตรเลียต้องเดินหน้าใช้มาตรการกระตุ้นทางการเงินและการคลังต่อไป

อย่างไรก็ตาม IMF คาดว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจของออสเตรเลียมีแนวโน้มเติบโตได้อีก เพราะได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล

นอกจากนี้ IMF ระบุว่า อัตราดอกเบี้ยของออสเตรเลียอยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยธนาคารกลางออสเตรเลียได้ตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.5% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ในการประชุมครั้งล่าสุด พร้อมกับคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจออสเตรเลียจะขยายตัวรายปีที่ระดับ 3% ในช่วง 2 ปีข้างหน้า

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 20 พฤศจิกายน 2560)

ธนาคารกลางจีน (PBOC) ได้อัดฉีดเม็ดเงิน 2 หมื่นล้านหยวน (3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เข้าสู่ตลาดการเงินในวันนี้ เพื่อบรรเทาภาวะสภาพคล่องตึงตัว

ทั้งนี้ ธนาคารกลางจีนได้อัดฉีดเม็ดเงิน 1 แสนล้านหยวน ผ่านทางข้อตกลงซื้อคืนธนบัตรโดยมีสัญญาขายคืน (reverse repo) ในวันนี้ ส่วนเม็ดเงินสุทธิที่ธนาคารกลางได้อัดฉีดเข้าตลาดนั้น อยู่ที่ 2 หมื่นล้านหยวน เนื่องจากมีสัญญา reverse repo ที่ครบกำหนดไถ่ถอนมูลค่า 8 หมื่นล้านหยวน

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า reverse repo คือกระบวนการที่ธนาคารกลางเข้าซื้อหลักทรัพย์จากธนาคารพาณิชย์ด้วยข้อตกลงที่จะขายคืนในอนาคต

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 20 พฤศจิกายน 2560)

กระทรวงอุตสาหกรรมจีนได้เปิดเผยร่างมาตรการกระตุ้นการลงทุนของบริษัทต่างๆในภาคการผลิต ซึ่งรวมถึงการดำเนินมาตรการสนับสนุนด้านการเงิน

ว็บไซต์ของกระทรวงอุตสาหกรรมจีนระบุว่า ทางการจีนจะสนับสนุนการระดมทุนของบริษัทเอกชนในภาคการผลิต ผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น หุ้นกู้ และหลักทรัพย์ที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน

นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจีนจะสนับสนุนให้บริษัทต่างๆของจีนเข้าไปลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคในต่างประเทศ เช่น รถไฟความเร็วสูง และผลิตภัณฑ์ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 20 พฤศจิกายน 2560)

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (20 พ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนชะลอการซื้อขายก่อนที่การประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า ขณะที่นักลงทุนจับตารายงานสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐซึ่งจะมีการเปิดเผยในวันพรุ่งนี้

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 46 เซนต์ หรือ 0.8% ปิดที่ 56.09 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนม.ค. ลดลง 50 เซนต์ หรือ 0.8% ปิดที่ 62.22 ดอลลาร์/บาร์เรล

นักลงทุนชะลอการซื้อขายก่อนที่การประชุมกลุ่มโอเปกจะมีขึ้นในวันที่ 30 พ.ย.นี้ ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย โดยที่ประชุมจะหารือกันเกี่ยวกับการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า หากสมาชิกโอเปกเห็นพ้องกันเกี่ยวกับการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันออกไปอีก 9 เดือนจนถึงสิ้นปีหน้า จากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดในไตรมาสแรกของปีหน้า ก็จะส่งผลให้ตลาดเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันราว 830,000 บาร์เรล/วันในปีหน้า เพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดว่าจะขาดแคลน 310,000 บาร์เรล/วัน

ทางด้านนายคาลิด อัล-ฟาลีห์ รัฐมนตรีพลังงานของซาอุดิอาระเบีย เปิดเผยว่า กลุ่มโอเปกอาจขยายเวลาการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน ในการประชุมวันที่ 30 พ.ย.นี้

"แม้กลุ่มโอเปกมีแนวโน้มที่จะไม่ปรับลดกำลังการผลิตลงอีก เมื่อข้อตกลงการปรับลดกำลังการผลิตมีกำหนดสิ้นสุดลงในไตรมาสแรกของปีหน้า แต่ก็คาดว่ากลุ่มโอเปกจะขยายเวลาการปรับลดกำลังการผลิตออกไป" นายคาลิดกล่าว

นักลงทุนจับตารายงานสต็อกน้ำมันดิบประจำสัปดาห์ซึ่งสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) จะเปิดเผยในวันพรุ่งนี้ เวลา 22.30 น.ตามเวลาไทย

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 21 พฤศจิกายน 2560)

Conference Board เปิดเผยว่า ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ Leading Economic Index (LEI) ประจำเดือนต.ค.พุ่งขึ้น 1.2% หลังจากที่ร่วงลง 0.2% ในเดือนก.ย.

นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าดัชนีจะปรับตัวขึ้น 0.6% ในเดือนต.ค.
ทั้งนี้ ดัชนี LEI ถือเป็นดัชนีบ่งชี้ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐ โดยคำนวณจากตัวเลขเศรษฐกิจ 10 รายการ ซึ่งรวมถึง คำสั่งซื้อใหม่ของภาคการผลิต, ราคาหุ้น และตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน

นายแอททาแมน โอซิลดิริม ผู้อำนวยการ Conference Board กล่าวว่า ดัชนี LEI บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะมีการขยายตัวที่แข็งแกร่งในช่วงเทศกาลวันหยุด และช่วงเข้าสู่ปีใหม่

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 21 พฤศจิกายน 2560)

นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ด้านบริหาร กล่าวว่า  ทุกวันนี้ กยท.ได้เดินหน้าขับเคลื่อนให้การสนับสนุนเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ตลอดจนผู้ประกอบกิจการยาง ตาม พ.ร.บ.กยท.พ.ศ.2558 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดเงินสนับสนุนเพื่อเป็นสวัสดิการให้พี่น้องชาวสวนยาง ไม่ว่าจะเป็น กรณีสวนยางประสบภัยธรรมชาติ เสียชีวิต และบรรเทาความเดือดร้อน โดยมีตัวแทนเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ปัจจุบันมูลค่าที่ใช้จ่ายเพื่อเป็นสวัสดิการชาวสวนยางรวมทั้งสิ้น 31,619,500 บาท

สำหรับสถานการณ์ราคายางพาราตกต่ำนั้น แม้ว่าในช่วงฤดูฝนของบางพื้นที่ถึงแม้เกษตรกรชาวสวนยางจะกรีดยางได้น้อยลง แต่ไม่ได้หมายความว่า ราคายางจะปรับสูงขึ้น เพราะยังมีผลผลิตในภาคอื่นๆ ของประเทศ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศผู้ปลูกยางรายใหม่ เช่น กัมพูชา อินเดีย หรือเวียดนาม ก็เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เป็นปกติ

"ฝนตกไม่ใช่เพียงปัจจัยเดียวที่จะทำให้ราคายางปรับตัว ยกเว้นกรณีฝนตกหนักติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจมีผลต่อปริมาณและความต้องการใช้ยาง เช่น ช่วง ธ.ค.59 – ก.พ. 60 หลายพื้นที่ภาคใต้ประสบน้ำท่วมเป็นเวลานาน เป็นต้น ที่สำคัญราคายาง ยังขึ้นกับปัจจัยอื่นๆ ด้วย" นายสุนันท์ กล่าว

โดยสถานการณ์ปัจจุบันประเทศผู้ใช้ยางรายใหญ่ของโลก อย่างจีน สหรัฐฯ หรือญี่ปุ่น กำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลต่อการซื้อขายเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีเรื่องการเก็งกำไร และความกังวลของนักลงทุนในตลาดล่วงหน้า ส่งผลให้เกิดการชะลอซื้อ และกระทบต่อราคายาง ทั้งในตลาดล่วงหน้า ตลาดซื้อขายจริงในประเทศให้ปรับตัวตามไปด้วย การให้ข้อมูลข่าวเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญต่อราคายางด้วยเช่นกัน ทุกภาคส่วนจึงต้องให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นข้อเท็จจริง มีแหล่งอ้างอิงและตรวจสอบได้

รองผู้ว่าการ กยท. กล่าวว่า ภาครัฐมีกระบวนการตรวจสอบสต็อกยางตาม พ.ร.บ.ควบคุมยาง พ.ศ.2542 แต่การจำกัดปริมาณส่งออกยางซึ่ง กยท.เคยให้ข้อมูลไปแล้วว่า ที่ประชุมรัฐมนตรีของประเทศสมาชิก ITRC มีความเห็นร่วมกันว่า มาตรการนี้ จะนำมาใช้ก็ต่อเมื่อสภาวะราคาปรับลดลงในระดับหนึ่ง โดยมีการเอ็กซเรย์สถานการณ์ราคายางอย่างใกล้ชิด หากมีความผันผวนผิดปกติจะรีบเชิญประเทศสมาชิกประชุมเร่งด่วนร่วมกันเพื่อขอความเห็นชอบต่อไป

ส่วนการส่งเสริมใช้ยางในประเทศได้นำร่องโดยหน่วยงานรัฐ ด้วยการพัฒนานวัตกรรม และเทคโนโลยี ในการนำยางพาราไปใช้เพื่อเพิ่มมูลค่ายาง ขณะนี้มีหลายหน่วยงานภาครัฐที่เสนอและจัดสรรงบประมาณในการนำยางไปใช้ ซึ่งอาจจะต้องใช้ระยะเวลา แต่มั่นใจว่า ขณะนี้ทุกภาคส่วนได้รับนโยบาย เพื่อให้เดินหน้าใช้ยางอย่างเต็มที่

"นอกจากนี้อัตราค่าธรรมเนียมส่งออกยางแบบคงที่ ไม่กระทบต่อราคายาง แต่ในทางกลับกันจะเป็นการทราบต้นทุนที่แท้จริงในการส่งออกยางของผู้ประกอบกิจการยาง ไม่ต้องเก็งกำไร ไม่ต้องกดราคาต้นทุน เป็นผลดีต่อเกษตรกรจะขายผลผลิตในราคาตามคุณภาพยางจริง" นายสุนันท์ กล่าว

สำหรับประเด็นข่าวยางแลกปุ๋ยนั้นไม่เป็นความจริง ทาง กยท.ไม่มีนโยบายดำเนินโครงการดังกล่าว และผู้บริหาร กยท.พร้อมให้ข้อมูลที่ถูกต้องก่อนนำไปเผยแพร่ เพื่อจะได้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 20 พฤศจิกายน 2560)