สัญญาทองแดงตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงกว่า 2% เมื่อวันศุกร์ (27 ต.ค.) เนื่องจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ได้สร้างแรงกดดันต่อบรรยากาศการซื้อขายในตลาด โดยดอลลาร์พุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับยูโรและสกุลเงินหลักๆ หลังจากธนาคารกลางยุโรป (ECB) ประกาศขยายเวลาโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE)

สัญญาทองแดงตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. ร่วงลง 2.3% ปิดที่ 3.104 ดอลลาร์/ปอนด์ และตลอดทั้งสัปดาห์ สัญญาทองแดงปรับตัวลงราว 2%

สัญญาทองแดงปิดตลาดร่วงลง เนื่องจากการแข็งค่าของดอลลาร์ส่งผลให้สัญญาทองแดงมีความน่าดึงดูดใจน้อยลงสำหรับนักลงทุนที่ถือครองสกุลเงินอื่นๆ โดยปัจจัยที่ทำให้ดอลลาร์แข็งค่านั้น ส่วนหนึ่งมาจากการที่ ECB ประกาศว่าจะขยายเวลาโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการ QE ไปจนถึงเดือนก.ย.ปีหน้า

นอกจากนี้ การที่เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวได้ดีเกินคาดในไตรมาส 3 ยังเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลให้สกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าเช่นกัน โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 3 ขยายตัวที่ระดับ 3.0% สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.5%

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 30 ตุลาคม 2560)

ธนาคารโตเกียว-มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ธนาคารรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น กำลังพิจารณาที่จะลดจำนวนสาขาในประเทศลงถึง 20% โดยจะลดการใช้ทรัพยากรมนุษย์ และหันไปใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแทนมากขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไร

สำนักข่าวเกียวโดรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดกับเรื่องนี้ว่า ธนาคารโตเกียว-มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัทมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟเนียนเชียล กรุ๊ป (MUFG) มีเป้าหมายที่จะลดเครือข่ายสาขาประมาณ 480 แห่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน และปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน

ทั้งนี้ ธนาคารญี่ปุ่นหลายแห่งกำลังพยายามหาทางตัดลดต้นทุนในยามที่อัตราดอกเบี้ยในประเทศอยู่ในระดับที่ต่ำมาก โดย MUFG มีแผนที่จะลดงานที่ปัจจุบันดูแลรับผิดชอบโดยพนักงานประมาณ 9,500 คน ขณะที่กลุ่มธนาคารรายใหญ่อื่นๆ อาทิ มิซูโฮ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป ก็มีแผนที่จะดำเนินมาตรการลักษณะเดียวกัน

กลุ่มธนาคารยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นทั้งสามแห่ง คือ MUFG, มิซูโฮ และซูมิโตโม่ มิตซุย ไฟแนนเชียล กรุ๊ป มีแผนที่จะลดงานที่ปัจจุบันพนักงานรวม 32,500 คนเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินงาน โดยส่วนหนึ่งจะหันไปใช้ระบบอัตโนมัติแทน

แหล่งข่าวอีกรายหนึ่งเผยว่า มิซูโฮกำลังพิจารณาที่จะลดพนักงาน 19,000 คนในญี่ปุ่นและต่างประเทศในช่วงเวลา 10 ปี ซึ่งคิดเป็นหนึ่งในสามของจำนวนพนักงานทั้งหมดของธนาคาร โดยคาดว่าจะลดลงจากปัจจุบันที่ราว 60,000 คนไปอยู่ที่ 40,000 คนโดยประมาณ

การลดจำนวนสาขาและปรับกำลังคนใหม่มีขึ้นในช่วงเวลาที่อินเทอร์เน็ตแบงกิ้งทางสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ดิจิทัลอื่นๆ กำลังเป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีลูกค้าไปใช้บริการที่สาขาลดน้อยลง

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 28 ตุลาคม 2560)

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า การยางแห่งประเทศไทยร่วมกับตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยาง ประชุมหารือแนวทางรับมือสถานการณ์ยางที่ผันผวน เร่งออกมาตรการแก้ปัญหายางพาราทั้งระบบ เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคายาง โดยกล่าวในที่ประชุมถึงข้อหารือเรื่อง มาตรการแก้ปัญหาราคายางในประเทศที่ผันผวน เพื่อเร่งช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง และสร้างเสถียรภาพราคา

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เสนอให้ดำเนินการทั้งระบบตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง จนถึงปลายทาง เริ่มจากต้นทาง มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเรื่องการรับซื้อน้ำยางสดให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ในส่วนนี้มีสมาคมน้ำยางข้นไทย ร่วมบูรณาการอย่างเต็มที่ นำโดยนายชัยพจน์ เรืองอรุณวัฒนา นายกสมาคมน้ำยางข้นไทย สนับสนุนให้เกิดการจัดตั้งตลาดกลางน้ำยางข้นของ กยท. ขึ้นที่ จ. สงขลาเป็นแห่งแรก และจะมีการขยายผลไปในพื้นที่อื่นๆให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ในส่วนของ กยท.จะเป็นตัวกลางการจับคู่หรือหาผู้ซื้อผู้ขายที่มีคุณภาพและสามารถขายได้ในราคาที่เป็นธรรม เพื่อให้เกิดความพอใจกับทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งสมาคมน้ำยางข้นไทยจะรับข้อมูลไปประสานและชี้แจงกับสมาชิกของกลุ่มให้เข้าใจ เพื่อการขยายผลความต้องการที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นมาตรการที่จะผลักดันให้เกิดเสถียรภาพของราคาน้ำยางสดในแต่ละพื้นที่ได้ต่อไป

นายธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของมาตรการขั้นกลางทางนั้น จะใช้กลไกของตลาดกลางของ กยท. จำนวน 6 แห่ง ซึ่งขณะนี้ได้ทำการปรับปรุงการให้บริการ เรื่องการพัฒนาระบบตลาดกลางให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น พร้อมทั้งเร่งสร้างการรับรู้และเข้าใจให้กับผู้เกี่ยวข้องที่เข้ามาใช้บริการ อาทิ การประกาศราคากลาง เป็นราคาที่มาจากการเฉลี่ยราคาจากตลาดหลักๆ ซึ่งจะทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายทราบราคาก่อนซื้อขาย ส่งผลต่อการตกลงซื้อขายในตลาดเอกชนอื่นๆ ได้ ดังนั้น การกำหนดกรอบราคาจะทำให้เกิดความเป็นธรรมในการซื้อขาย และที่สำคัญจะส่งผลให้เกิดเสถียรภาพราคา แต่หากการซื้อขายไม่สามารถตกลงกันได้ด้วยระบบประมูลในกรอบของราคาได้ ก็ยังคงมีเงื่อนไขของการตกลงราคา เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ซื้อผู้ขาย ฉะนั้น ตลาดกลางจึงเป็นคนกลางที่จะอำนวยความสะดวกให้ทั้งผู้ซื้อผู้ขายให้ได้มาพบกันเพื่อเกิดการซื้อขายกันได้ในจุดที่เป็นธรรมต่อกัน

นอกจากนี้ กยท. จะมีการลงนามความร่วมมือกับกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากยางพาราหลายๆ ชนิด เช่น การนำยางพาราไปแปรรูปเป็นหลักเขตกิโลเมตร ซึ่งในแต่ละปีมีความต้องการใช้มากกว่า 150,000 ต้น ประมาณการใช้ยางไม่ต่ำกว่า 3,000,00 กิโลกรัมต่อครั้ง เป็นต้น ส่วนผลิตภัณฑ์อื่นๆ จะมีการนำงานวิจัยไปใช้และพัฒนาเพิ่มเติมอีกในอนาคต และนี่จะเป็นอีกหนึ่งมาตรการปลายทางที่ กยท. และหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ จะร่วมบูรณาการตามนโยบายการส่งเสริมใช้ยางในประเทศให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม

​          “มาตรการที่กล่าวถึงมาข้างต้น ที่ กยท.ได้ร่วมกับผู้แทนจากเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยางนั้น เรามีความพร้อมที่จะเดินหน้าขับเคลื่อนไปทั้งสามแนวทาง ทั้งต้นทาง กลางทาง และปลายทาง" ดร.ธีธัช กล่าวย้ำ

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 28 ตุลาคม 2560)

สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) ปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของอิตาลีขึ้นสู่ระดับ BBB จากระดับ BBB- พร้อมกับให้แนวโน้มความน่าเชื่อถือ "มีเสถียรภาพ" โดยระบุว่า เศรษฐกิจอิตาลีฟื้นตัวขึ้นเพราะได้ปัจจัยหนุนจากความแข็งแกร่งของตัวเลขจ้างงานและการลงทุนในภาคเอกชน รวมทั้งการที่รัฐบาลดำเนินนโยบายปรับลดการขาดดุลงบประมาณ

S&P คาดการณ์ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของอิตาลีจะขยายตัวราว 1.4% ในปี 2560 และคาดว่า GDP ในช่วงปี 2561-2562 จะขยายตัวราว 1.3%

นอกจากนี้ S&P ยังเชื่อมั่นว่า รัฐบาลอิตาลีจะสามารถบรรลุเป้าหมายการปรับลดยอดขาดดุลงบประมาณซึ่งกำหนดไว้ที่ระดับ 2.1% ของตัวเลข GDP

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 30 ตุลาคม 2560)

แบงก์ ออฟ คอมมิวนิเคชั่นส์ เปิดเผยว่า ธนาคารมีผลกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 3.5% ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปีนี้ แตะระดับ 5.442 หมื่นล้านหยวน (8.2 พันล้านดอลลาร์)

รายงานประจำไตรมาสที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบซึ่งทางธนาคารได้ยื่นต่อตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ระบุว่า ธนาคารมีสินทรัพย์รวมทั้งหมดเพิ่มขึ้น 6.34% จากเมื่อสิ้นปี 2559 สู่ระดับ 8.94 ล้านล้านหยวน

ธนาคารกล่าวว่า ตัวบ่งชี้ทางธุรกิจหลักๆของธนาคารได้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการทำงานเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจที่แท้จริง การปฏิรูปและสร้างสรรค์วัฒนธรรม ตลอดจนการบริหารความเสี่ยงที่มีการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ด้านรายได้ทางธุรกิจปรับตัวขึ้น 1.64%  เมื่อเทียบเป็นรายปี แตะที่ 1.4972 แสนล้านหยวน

ส่วนอัตราสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ที่ 1.51% ลดลงเล็กน้อยจากระดับ 1.52%  ณ สิ้นปีที่แล้ว และมีผลกำไรต่อหุ้น 0.7 หยวน

ทั้งนี้ แบงก์ ออฟ คอมมิวนิเคชั่นส์ เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้และฮ่องกง โดยราคาหุ้นของธนาคารเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้เพิ่มขึ้น 0.48% ขณะที่ราคาในตลาดหุ้นฮ่องกงปรับตัวขึ้น 1.51%

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 28 ตุลาคม 2560)

เบเกอร์ ฮิวจ์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการขุดเจาะน้ำมันของสหรัฐ เปิดเผยว่า แท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐที่มีการใช้งาน มีจำนวนเพิ่มขึ้นเพียง 1 แท่น สู่ระดับ 737 แท่นในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 27 ต.ค. หลังจากปรับตัวลงติดต่อกัน 3 สัปดาห์

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 28 ตุลาคม 2560)

รายได้จากการจัดเก็บภาษีของจีนในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปีนี้ เพิ่มขึ้น 10.6% แตะ 9.92 ล้านล้านหยวน หรือ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สำนักงานจัดเก็บภาษีของจีน รายงานว่า อัตราการขยายตัวของรายได้จากการจัดเก็บภาษีดังกล่าวสูงกว่าสถิติในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งอยู่ที่ 8.9%

สำนักงานสถิติได้ระบุถึงสาเหตุที่ทำให้รายได้จากการจัดเก็บภาษีขยายตัวแข็งแกร่งว่า มาจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องและมั่นคงในช่วงเวลาดังกล่าว ภายหลังจากที่จีนได้ใช้นโยบายเศรษฐกิจมหภาคจนส่งผลในทางปฏิบัติ

 

ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปีนี้ เศรษฐกิจจีนขยายตัว 6.9% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายของรัฐบาลในปีนี้ที่ระดับประมาณ 6.5%

ทั้งนี้ กำไรของบริษัทขนาดใหญ่ในภาคอุตสาหกรรมในช่วงดังกล่าว เพิ่มขึ้น 22.8% ซึ่งสูงกว่าสถิติเดือนม.ค.-ส.ค.ที่ 21.6% ท่ามกลางสัญญาณของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่แท้จริงนั้น รายได้จากการจัดเก็บภาษีในอุตสาหกรรมขั้นทุติยภูมิ เพิ่มขึ้น 19.9% ในช่วง 9 เดือนแรก

เมื่อเทียบเป็นรายภูมิภาคแล้ว รายได้จากการจัดเก็บภาษีจากภาคตะวันออก เพิ่มขึ้น 7.8% ภาคกลาง 18% และตะวันตก เพิ่มขึ้น 15.3%

 

สำนักงานศุลกากรเกาหลีใต้ (KCS) รายงานว่า ยอดส่งออกรถยนต์ปรับตัวเพิ่มขึ้นในไตรมาส 3 เนื่องด้วยอุปสงค์ที่แข็งแกร่งของรถยนต์ขนาดเล็กในยุโรป

รายงานระบุว่า มูลค่าการส่งออกรถยนต์ไปต่างประเทศอยู่ที่ระดับ 9.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนก.ค.-ก.ย. ซึ่งเพิ่มขึ้น 30.1% เทียบรายปี

โดยยอดส่งออกรถยนต์ประเภทดังกล่าวแตะที่ 620,000 คัน และเพิ่มขึ้น 20.9% เมื่อเทียบรายปี

 

รายงานบ่งชี้ว่า ยอดส่งออกรถยนต์นั่งโดยสารปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกัน โดยมีแรงหนุนหลักจากยอดขายอันแข็งแกร่งในยุโรปด้านรถยนต์ขนาดเล็กที่โดยบริษัทผู้ผลิตเกาหลีใต้ ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าในไตรมาส 3

ขณะเดียวกัน อุปสงค์จากสเปนและฝรั่งเศสนั้นแข็งแกร่งเป็นพิเศษ ด้วยยอดส่งออกรถยนต์ขนาดเล็กที่พุ่งขึ้น 2,116.8% และ 814.4% ตามลำดับ

ยอดส่งออกรถยนต์เครื่องยนต์เบนซินขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น 28.6% ในไตรมาสดังกล่าว ส่งผลให้ยอดส่งออกโดยรวมขยายตัวขึ้น

นอกจากนี้ มูลค่าการนำเข้ารถยนต์นั่งโดยสารก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.3% เมื่อเทียบรายปี แตะที่ 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสเดียวกัน โดยจำนวนรถนำเข้าเพิ่มขึ้น 14.5% แตะที่ 70,000 คัน

 

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยในวันนี้ว่า กำไรของบริษัทขนาดใหญ่ในภาคอุตสาหกรรมมีการขยายตัวรวดเร็วขึ้นในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้

ทั้งนี้ กำไรของบริษัทขนาดใหญ่ในภาคอุตสหกรรม พุ่งขึ้น 22.8% ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งแข็งแกร่งกว่าช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ที่มีการขยายตัว 21.6%

ส่วนในเดือนก.ย.เพียงเดือนเดียวนั้น กำไรของบริษัทขนาดใหญ่ในภาคอุตสาหกรรม พุ่งขึ้น 27.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเพิ่มขึ้นรวดเร็วกว่าเดือนส.ค.ที่มีการขยายตัว 24%

 
 

กระทรวงสื่อสารและกิจการภายในประเทศของญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมราคาในหมวดอาหาร ขยายตัว 0.7% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยได้แรงหนุนจากราคาพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ดัชนี CPI พื้นฐานเดือนก.ย.ของญี่ปุ่นขยายตัวในอัตราเดียวกับเดือนส.ค. และนับเป็นเดือนที่ 9 ติดต่อกันที่ดัชนี CPI พื้นฐานยังคงมีการขยายตัว