กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคสหรัฐพุ่งขึ้น 1.0% ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนส.ค.2552 และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 0.8% หลังจากเพิ่มขึ้นเพียง 0.1% ในเดือนส.ค.

 

การใช้จ่ายของผู้บริโภคในเดือนก.ย. ได้รับแรงหนุนจากคำสั่งซื้อรถยนต์ โดยเฉพาะในรัฐเท็กซัสและฟลอริดาเพื่อทดแทนรถยนต์ที่เสียหายจากพายุเฮอร์ริเคนฮาร์วีย์และเออร์มา

หากมีการปรับค่าตามเงินเฟ้อ การใช้จ่ายของผู้บริโภคสหรัฐเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนก.ย. หลังจากลดลง 0.1% ในเดือนส.ค.

นอกจากนี้ รายได้ส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือนก.ย. หลังจากที่เพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนส.ค.

ส่วนตัวเลขการออมของผู้บริโภคสหรัฐร่วงลงสู่ระดับ 4.449 แสนล้านดอลลาร์ในเดือนก.ย. จากระดับ 5.214 แสนล้านดอลลาร์ในเดือนส.ค.

 

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่ามีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 33.15-33.55 ต่อดอลลาร์ เทียบกับระดับปิดอ่อนค่าที่ 33.30 ต่อดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยยังคงปรับสูงขึ้น โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นและพันธบัตรรัฐบาลไทยมูลค่า 3.6 พันล้านบาท และ 4.9 พันล้านบาท ตามลำดับ

ในสัปดาห์ที่แล้ว เงินดอลลาร์แข็งค่าเทียบสกุลเงินหลัก หลังรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด และความหวังที่ประธานาธิบดีทรัมป์อาจเลือกนายจอห์น เทย์เลอร์ ผู้สมัครสายเหยี่ยวที่เน้นนโยบายการขึ้นดอกเบี้ย มาเป็นประธานเฟดคนใหม่ ส่วนยูโรอ่อนค่าสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน เนื่องจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ออกแถลงการณ์ว่าอาจยืดระยะเวลาการซื้อสินทรัพย์ออกไปหลังเดือนกันยายน 2561 รวมถึงสถานการณ์ความไม่สงบหลังแคว้นกาตาลุญญาประกาศแยกตัวเป็นอิสระจากสเปน

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ กรุงศรี มองว่าตลาดจะจับตาปฏิกิริยาจากธนาคารกลางทั่วโลกต่อผลการเลือกประธานเฟดคน ใหม่ที่จะประกาศอย่างเป็นทางการในสัปดาห์นี้ โดยดอลลาร์อ่อนค่าลงในช่วงเปิดการซื้อขายเช้านี้ หลังมีกระแสข่าวประธานาธิบดีทรัมป์อาจแต่งตั้งนายเจอโรม พาวเวลล์ ผู้สมัครที่สนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป มารับตำแหน่งต่อจากนางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟดคนปัจจุบัน หากนายเพาเวลล์ได้รับเลือกตามที่เราและตลาดคาดไว้ ดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลง ในทางกลับกัน หากนายจอห์น เทย์เลอร์ ได้รับเลือก ดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะเดียวกัน ทิศทางตลาดในช่วงนี้ จะยังขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญชุดใหม่ ซึ่งจะมีผลต่อการปรับสมดุลนโยบายการเงินของเฟด รวมถึงของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในส่วนตัวเลขเศรษฐกิจไทย ตลาดจะจับตามองทิศทางดัชนีราคาผู้บริโภค แม้เงินเฟ้อน่าจะยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ นอกจากเฟด ตลาดจะจับตาดูความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) และธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) ที่จะมีการประชุมดอกเบี้ยนโยบายในสัปดาห์นี้ กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ คาดว่าบีโออีจะมีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ส่วนบีโอเจและเฟดจะแสดงทิศทางในเชิงบวกโดยรวมต่อสถานการณ์การฟื้นตัวทาง เศรษฐกิจ แม้ยังคงดอกเบี้ยนโยบายที่อัตราเดิม

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 30 ตุลาคม 2560)

พระราม 6 * คลังยันถก ธปท.กำหนดกรอบเงินเฟ้อปี 2561 ต้องจบภายใน ธ.ค.นี้ เตรียมหารือพาณิชย์หลังเตรียมกำหนดรายการสินค้าใหม่

นายสุวิชญ โรจนวา นิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศ ไทย (ธปท.) จะต้องหารือเพื่อให้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการกำหนดกรอบเงินเฟ้อในปี 2561 ภายในเดือน ธ.ค.นี้ โดยก่อนหน้านี้ทั้งสองหน่วยงานได้มีการหารือร่วมกันเบื้องต้นในเรื่องดัง กล่าวแล้ว แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน เนื่องจากกระทรวงการคลังยังมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการกำหนดกรอบเป้า หมายในปี 2561 ของ ธปท.ที่ยืนยันว่าจะคงกรอบเงินเฟ้อไว้เท่าเดิมที่ 2.5% บวกลบไม่เกิน 1.5% โดยมีกรอบที่ 1-4%

"ได้มีการซักถามในที่ประชุมถึงแนวทางในการบริหารกรอบเงินเฟ้อของ ธปท.ในปีนี้ ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย โดยทาง ธปท.ก็ได้มีการชี้แจงในรายละเอียดถึงหลักการและเหตุผลในเชิงทฤษฎีของเรื่อง ดังกล่าว เช่น เนื่องจากปีนี้มีปริมาณฝนตกในพื้นที่ทั่วประเทศเป็นจำนวนมาก ทำให้พืชผลการเกษตรมีปริมาณมาก แต่ราคากลับไม่ปรับเพิ่มสูงขึ้นตาม รวมถึงกรณีที่ ธปท.ไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ซึ่งเขาให้เหตุผลว่าอาจจะกระทบกับผู้ฝาก ซึ่งกระทรวงการคลังได้ให้ ธปท.กลับไปดูในรายละเอียดมาใหม่ว่าจะมีแนวทางบริหารจัดการและมีเหตุผลอย่าง ไร จึงจำเป็นจะต้องคงกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อในปี 2561 ไว้เท่าเดิม" นายสุวิชญกล่าว

นอกจากนี้ อาจจะต้องมีการหารือเพิ่มเติมกับกระทรวงพาณิชย์ เพราะพาณิชย์มีแนวคิดที่จะปรับรายการสินค้าที่จะนำมาใช้ในการคำนวณอัตราเงิน เฟ้อใหม่ เพราะบางรายการสินค้า ประชาชนไม่ได้มีการใช้จริงในหลายช่วงเวลา ซึ่งก็ต้องรอดูความชัดเจนในส่วนนี้ด้วย

นายสุวิชญกล่าวอีกว่า กระทรวงการคลังก็ได้ให้ข้อเสนอแนะกับทาง ธปท.ไปว่าควรจะมีวิธีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้กรอบเงินเฟ้อ อยู่ในเป้าหมาย เช่น การปรับปรุงวิธีการ หรือควรมีการใช้เครื่องมือที่มีอยู่อย่างไรเพื่อให้การทำงานเต็มศักยภาพมาก ที่สุด.

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 31 ตุลาคม 2560)


สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (30 ต.ค.) โดยตลาดได้รับปัจจัยหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่า กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และประเทศผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปก จะตกลงขยายเวลาการปรับลดกำลังการผลิตออกไปจนถึงสิ้นปีหน้า ขณะที่นักลงทุนจับตาการประชุมโอเปกในวันที่ 30 พ.ย.นี้ที่กรุงเวียนนา

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 25 เซนต์ หรือ 0.5% ปิดที่ 54.15 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 46 เซนต์ หรือ 0.8% ปิดที่ 60.90 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ปิดบวกติดต่อกันเป็นวันที่ 3 เมื่อคืนนี้ ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ทะยานปิดที่เหนือระดับ 60 ดอลลาร์/บาร์เรล เนื่องจากบรรยากาศการซื้อขายได้รับปัจจัยหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่า กลุ่มโอเปกและประเทศผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มโอเปก จะตกลงขยายเวลาการปรับลดกำลังการผลิตออกไปจนถึงสิ้นปีหน้า

ก่อนหน้านี้ซาอุดิอาระเบีย และรัสเซียได้ออกมาเคลื่อนไหวด้วยการสนับสนุนให้ขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิต น้ำมันออกไปอีก 9 เดือนจนถึงสิ้นปีหน้า จากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดในไตรมาสแรกของปีหน้า

นักลงทุนจับตาการประชุมอย่างเป็นทางการของกลุ่มโอเปกในวันที่ 30 พ.ย.นี้ โดยคาดว่าที่ประชุมจะอภิปรายในประเด็นการขยายเวลาการปรับลดกำลังการผลิต

นอกจากนี้ นักลงทุนยังรอดูรายงานสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐ โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) จะเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวในวันพุธนี้ เวลา 21.30 น.ตามเวลาไทย

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 31 ตุลาคม 2560)

 

แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (30 ต.ค. – 3 พ.ย. 60)

ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์นี้มีแนวโน้มทรงตัวต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้า จากความพยายามอย่างต่อเนื่องของกลุ่มผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปกที่จะ ปรับลดปริมาณน้ำมันคงคลังลงให้กลับมาสู่ระดับปกติที่ระดับค่าเฉลี่ย 5 ปี นอกจากนี้ ตลาดยังคงกังวลต่อภาวะอุปทานน้ำมันดิบที่อาจตึงตัวมากขึ้น หลังสถานการณ์ความตึงเครียดในอิรักระหว่างรัฐบาลกลางอิรักและชาวเคิร์ดยังคง ทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันจากตอนเหนือลดลงมาต่ำกว่า 300,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งต่ำกว่าปริมาณปกติที่ 500,000 – 600,000 บาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันดิบอาจได้รับแรงกดดันจากปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงกว่าระดับ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน หลังปริมาณการผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแตะระดับ 9.51 ล้านบาร์เรลต่อวัน


ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้:

- กลุ่มผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปกมีแนวโน้มที่จะขยายระยะเวลาในการปรับลด กำลังการผลิตราว 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากเดิมที่สิ้นสุดเดือน มี.ค. 61 ต่อไปอีกราว 3 - 9 เดือน โดยซาอุดิอาระเบียเปิดเผยว่าเป้าหมายหลักของกลุ่มคือการปรับลดปริมาณน้ำมัน คงคลังของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (OECD oil stocks) ให้กลับมาสู่ระดับปกติที่ระดับค่าเฉลี่ย 5 ปี ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาข้อตกลงนี้สามารถลดปริมาณน้ำมันส่วนเกินลงไปแล้วกว่า 167 ล้านบาร์เรลและยังเหลือปริมาณน้ำมันส่วนเกินกว่า 171 ล้านบาร์เรลที่จะต้องปรับลดลง นอกจากนี้ ซาอุฯ ยังคงหามาตรการเพิ่มเติมเพื่อรักษาสมดุลตลาดน้ำมัน หลังข้อตกลงสิ้นสุดลง

- ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับลดลง เนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันในสหรัฐฯ ที่คาดจะกลับมาดำเนินการผลิต หลังมีการหยุดซ่อมบำรุงฉุกเฉินจากพายุเฮอริเคน Nate รวมถึงการส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ยังคงมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง โดยล่าสุด สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ รายสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 27 ต.ค.60 อยู่ที่ระดับเหนือ 2.0 ล้านบาร์เรล

- ปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลอิรักและชาวเคิร์ดในประเทศคาดจะส่งผลกระทบต่อ อุปทานน้ำมันดิบ หลังกองกำลังทหารอิรักบุกยึดพื้นที่ในเมือง Kirkuk คืนจากชาวเคิร์ด ส่งผลให้แหล่งผลิตน้ำมันดิบขนาดใหญ่ 2 แหล่งในเมือง Kirkuk อย่าง Bai Hassan และ Avana กำลังการผลิตรวมกันราว 280,000 บาร์เรลต่อวัน ต้องปิดดำเนินการชั่วคราว อย่างไรก็ดี รัฐบาลอิรักได้เพิ่มการส่งออกน้ำมันอีก 200,000 บาร์เรลต่อวันจากอ่าวเปอร์เซีย เพื่อชดเชยปริมาณน้ำมันดิบที่ขาดหายไป

- จับตาปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ หลังผู้ผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ปรับลดปริมาณการขุดเจาะลงต่อเนื่องกว่า 3 สัปดาห์ติดต่อกัน โดยล่าสุด Baker Hughes รายงานปริมาณแท่นขุดเจาะว่า ถึงแม้ว่าจะมีแท่นขุดเจาะเพิ่มขึ้นเพียง 1 แท่นในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 27 ตค.60 ซึ่งทำให้มีจำนวนแท่นขุดเจาะทั้งสิ้น 737 แท่น อย่างไรก็ดี จัดว่ามีแท่นขุดเจาะจำนวนมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนที่มีแท่นขุดเจาะ จำนวน 443 แท่น

- ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีภาคการผลิต (Caixin PMI) และดัชนีภาคการบริการ (Caixin Services PMI) ของจีน การใช้จ่ายผู้บริโภคส่วนบุคคลของสหรัฐฯ


สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (23 - 27 ต.ค. 60)

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น 2.43 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 53.90 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 2.69 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 60.44 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 56.85 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล โดยตลาดน้ำมันได้รับแรงหนุนจากการที่ซาอุดิอาระเบียเดินหน้าปรับลดการผลิต ของกลุ่มผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปกเพื่อที่จะหยุดยั้งอุปทานน้ำมันส่วน เกินของโลก นอกจากนั้นความตึงเครียดระหว่างอิรักและชาวเคิร์ดที่ทวีความรุนแรงขึ้นส่งผล กระทบต่อการผลิตน้ำมันดิบในแหล่ง Kirkuk ซึ่งมีกำลังการผลิต 280,000 บาร์เรลต่อวัน

ที่มา : ThaiPR.net (วันที่ 30 ตุลาคม 2560)

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์เงินบาทสำหรับสัปดาห์ถัดไป (30 ต.ค.-3 พ.ย.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 33.15-33.45 บาทต่อดอลลาร์ฯ

โดยจุดสนใจของตลาดน่าจะยังอยู่ที่การประชุมนโยบายการเงินของเฟด (31 ต.ค.-1 พ.ย.) รวมถึงผลสรุปของผู้ที่จะมาเป็นประธานเฟดคนใหม่ ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญระหว่างสัปดาห์ ได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราการว่างงาน ค่าจ้างแรงงาน ดัชนี PMI ภาคการผลิต/ภาคบริการ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนต.ค. อัตราเงินเฟ้อที่วัดจากดัชนีราคาการใช้จ่ายด้านการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (PCE Price Index) ยอดสั่งซื้อของโรงงานเดือนก.ย. นอกจากนี้ ตลาดอาจรอจับตาผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่นและธนาคารกลางอังกฤษด้วยเช่นกัน

 
 

-- ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อวันศุกร์ (27 ต.ค.) ขานรับตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 3 ของสหรัฐซึ่งขยายตัวที่ระดับ 3.0% สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.5% โดยได้ปัจจัยหนุนจากการเพิ่มขึ้นของการลงทุนในสินค้าคงคลัง และการขาดดุลการค้าที่ลดลง

นอกจากความแข็งแกร่งของ GDP แล้ว ตลาดหุ้นนิวยอร์กยังได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทเทคโนโลยี ซึ่งรวมถึงไมโครซอฟท์ อัลฟาเบท อเมซอน และอินเทล

 
 

-- ทางการญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ว่า ยอดค้าปลีกเดือนก.ย. พุ่งขึ้น 2.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี หลังจากที่ปรับตัวขึ้นเพียง 1.8% ในเดือนส.ค. โดยยอดค้าปลีกเดือนก.ย.ของญี่ปุ่นทำสถิติขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 11 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นมากขึ้นในการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งเป็นผลมาจากค่าแรงที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

 

-- ตลาดการเงินยังคงจับตาสถานการณ์การเมืองในสเปนอย่างใกล้ชิด หลังจากรัฐสภาแคว้นกาตาลุญญาประกาศแยกตัวเป็นเอกราชจากสเปนเมื่อวันศุกร์ที่ 27 ต.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่วุฒิสภาสเปนมีมติอนุมัติให้รัฐบาลประกาศใช้มาตรา 155 แห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อยึดอำนาจการบริหารและปกครองจากแคว้นกาตาลุญญา หลังจากที่ได้ประกาศเอกราชจากสเปน

รายงานคืบหน้าล่าสุดระบุว่า ประชาชนชาวสเปนนับแสนได้ออกมาเดินขบวนในเมืองบาร์เซโลนา เมืองเอกของแคว้นกาตาลุญญา เพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนความเป็นหนึ่งเดียวของสเปน หลังรัฐสภาแคว้นกาตาลุญญามีมติประกาศแยกตัวเป็นเอกราชจากสเปน

 

-- นักลงทุนในตลาดการเงินจับตาการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ในวันที่ 31 ต.ค. - 1 พ.ย. โดยมีการคาดการณ์ว่า คณะกรรมการ FOMC จะคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 1.00-1.25% ในการประชุมครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์คาดว่า คณะกรรมการ FOMC อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. หลังจาก FOMC ได้ส่งสัญญาณก่อนหน้านี้ว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกหนึ่งครั้งในปีนี้

 

-- ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะประชุมนโยบายการเงินและแถลงมติอัตราดอกเบี้ยในวันพรุ่งนี้ (31 ต.ค.) โดยผลสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า คณะกรรมการ BOJ จะมีมติคงนโยบายการเงินเชิงรุก ด้วยการเดินหน้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล โดยมีเป้าหมายที่จะรักษาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อระยะยาว ให้เคลื่อนไหวใกล้ระดับ 0% นอกจากนี้ BOJ ยังมีมติมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ -0.1%

 

-- ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) จะประชุมนโยบายการเงินและแถลงมติอัตราดอกเบี้ยในวันพฤหัสบดีที่ 2 พ.ย.นี้ ขณะที่ผลสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์ระบุว่า BoE มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 0.5% จากปัจจุบันที่ระดับ 0.25% นอกจากนี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ที่ประชุม BoE จะปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ

สำหรับปัจจัยที่ทำให้นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า BoE จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ มาจากรายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) ซึ่งระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของอังกฤษขยายตัวที่ระดับ 0.4% ในไตรมาสที่ 3 สูงกว่าไตรมาสที่ 2 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 0.3% และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์

 

-- นักลงทุนยังคงรอดูผู้ที่จะก้าวขึ้นรับตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ต่อจากนางเจเน็ต เยลเลน ซึ่งจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในเดือนก.พ.ปีหน้า โดยมีการคาดการณ์ว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์จะประกาศการตัดสินใจเลือกประธานเฟดคนใหม่ ก่อนที่เขาจะเดินทางเยือนประเทศต่างๆในเอเชีย ในวันที่ 3 พ.ย.นี้

หนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ และสำนักข่าวโพลิติโค ระบุว่า ขณะนี้มีตัวเก็งที่มีโอกาสจะขึ้นรับตำแหน่งประธานเฟด 2 คน คือ นายเจอโรม พาวเวล ผู้ว่าการเฟด และนายจอห์น เทย์เลอร์ นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ขณะที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กระบุว่า ปธน.ทรัมป์มีแนวโน้มที่จะเลือกนายเจอโรม พาวเวล เป็นประธานเฟดคนใหม่

 

-- สหรัฐ และประเทศต่างๆในยุโรปจะเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในวันนี้ โดยเยอรมนีจะเปิดเผยยอดค้าปลีกเดือนก.ย. และอัตราเงินเฟ้อเดือนต.ค. ขณะที่ยูโรสแตทจะเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจของยูโรโซนหลายรายการ ซึ่งได้แก่ ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจเดือนต.ค.,  ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนต.ค. และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจเดือนต.ค.

ทางด้านสหรัฐจะเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนก.ย. และดัชนีภาคการผลิตเดือนต.ค. จากเฟดดัลลัส

 

-- สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน (NBS) จะเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเดือนต.ค. และดัชนี PMI ภาคบริการเดือนต.ค. ในช่วงเช้าวันพรุ่งนี้

ส่วนดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนก.ย. ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 52.40 จากระดับของเดือนส.ค.ที่ 51.70 และนับเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2555  ขณะที่ดัชนี PMI ภาคบริการเดือนก.ย. ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 55.40 จากระดับ 53.40 ในเดือนส.ค. โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนได้เปิดเผยดัชนี PMI ภาคบริการและภาคการผลิตประจำเดือนก.ย.เมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา

 

-- นักลงทุนรอดูตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรประจำเดือนต.ค.ของสหรัฐ โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวในวันศุกร์ที่ 3 พ.ย. ขณะที่นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งคาดว่า ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนก.ย.จะเพิ่มขึ้น 300,000 ตำแหน่ง พร้อมกับคาดการณ์ว่า ตัวเลขรายได้ต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นข้อมูลที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อ จะเพิ่มขึ้น 2.7% ในเดือนต.ค. เมื่อเทียบเป็นรายปี หรือเพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบเป็นรายเดือน

ส่วนตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนก.ย. ลดลง 33,000 ตำแหน่ง ซึ่งลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนก.ย.2553 เนื่องจากได้รับผลกระทบจากพายุเฮอร์ริเคนฮาร์วีย์ และเออร์มา

 

-- ในวันศุกร์ที่ 3 พ.ย.นี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ มีกำหนดเดินทางเยือนประเทศต่างๆในเอเชียเป็นเวลา 11 วัน โดยปธน.ทรัมป์จะเดินทางเยือนญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม

การเดินทางเยือนประเทศเอเชียของทรัมป์ มีขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและเกาหลีเหนือ โดยทรัมป์ และนายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ได้ใช้ถ้อยคำรุนแรงตอบโต้กันไปมา นับตั้งแต่เกาหลีเหนือได้ทำการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ ซึ่งส่งผลให้คาบสมุทรเกาหลีตกอยู่ภายใต้แรงกดดันมาโดยตลอด

 

-- นักลงทุนจับตาการรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึง แอปเปิล อิงค์, ไฟเซอร์ คราฟท์ ไฮนซ์, ราล์ฟ ลอเรน, สตาร์บัคส์, ยัม แบรนด์ส, และ AIG

 

ทางการญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ว่า ยอดค้าปลีกเดือนก.ย. พุ่งขึ้น 2.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี หลังจากที่ปรับตัวขึ้นเพียง 1.8% ในเดือนส.ค. โดยยอดค้าปลีกเดือนก.ย.ของญี่ปุ่นทำสถิติขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 11

หากเทียบเป็นรายเดือน ยอดค้าปลีกเดือนก.ย. ปรับตัวขึ้น 0.8% หลังจากที่หดตัวลง 1.6% ในเดือนส.ค.

ยอดค้าปลีกที่ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นมากขึ้นในการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งเป็นผลมาจากค่าแรงที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

 
 

แหล่งข่าวระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์มีแนวโน้มที่จะเลือกนายเจอโรม พาวเวล ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เป็นประธานเฟดคนใหม่แทนนางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟดคนปัจจุบัน โดยเขาใกล้ที่จะเปิดเผยชื่อในไม่ช้า

นักวิเคราะห์ระบุว่า นายพาวเวลมีความได้เปรียบในการทำให้ปธน.ทรัมป์เห็นว่าเขาสามารถสร้างความแตกต่างจากนางเยลเลน แต่ในขณะเดียวกัน สามารถรักษานโยบายหลายๆอย่างของนางเยลเลนซึ่งได้ช่วยผลักดันให้ตลาดหุ้นพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รักษาอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำ

"หากปธน.ทรัมป์เชื่อว่ามาตรการของนางเยลเลนเหมาะที่สุดในการส่งเสริมให้ตลาดขยายตัว เขาก็จะหาประธานเฟดคนใหม่ที่จะดำเนินตามรอยนางเยลเลน แต่อยู่ภายใต้แบรนด์ของทรัมป์ ซึ่งตัวเลือกที่ดีที่สุดที่ไม่ใช่นางเยลเลนก็คือนายพาวเวล" นักวิเคราะห์จากบีคอน โพลิซี แอดไวเซอร์ ระบุในรายงาน

ก่อนหน้านี้ ตลาดการเงินมองว่านายพาวเวล และนายจอห์น เทย์เลอร์ นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เป็น 2 ตัวเก็งที่ปธน.ทรัมป์พิจารณาคัดเลือกเป็นประธานเฟด

ทั้งนี้ นายพาวเวลเป็นเจ้าหน้าที่เฟดสายพิราบ ซึ่งสนับสนุนการผ่อนคลายนโยบายการเงินของนางเยลเลน ส่วนนายเทย์เลอร์เป็นนักวิชาการสายเหยี่ยว ซึ่งเน้นการคุมเข้มนโยบายการเงิน และสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่านางเยลเลน

มีการคาดการณ์ว่า ปธน.ทรัมป์อาจจะเลือกทั้งนายพาวเวล และนายเทย์เลอร์ โดยให้คนหนึ่งเป็นประธานเฟดแทนนางเยลเลน ซึ่งจะหมดวาระการดำรงตำแหน่งในเดือนก.พ.ปีหน้า และอีกคนหนึ่งแทนนายสแตนลีย์ ฟิสเชอร์ รองประธานเฟด วัย 74 ปี ซึ่งได้ลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 13 ต.ค.

ที่ีมา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 27 ตุลาคม 2560)

ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐชะลอตัวลงสู่ระดับ 100.7 ในเดือนต.ค. โดยต่ำกว่าระดับ 100.9 ซึ่งเป็นตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์

นอกจากนี้ ดัชนียังปรับตัวต่ำกว่าระดับ 101.1 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 13 ปีที่ทำไว้ในช่วงต้นเดือนนี้

อย่างไรก็ดี ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่ค่าดัชนีความเชื่อมั่นในช่วงปลายเดือนอยู่สูงกว่าระดับ 100 หลังจากที่แตะระดับ 103.8 ในเดือนม.ค.2547

นายริชาร์ด เคอร์ติน หัวหน้านักวิเคราะห์สำหรับการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภค กล่าวว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่คาดว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในช่วง 5 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐเป็นการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภค 500 รายต่อภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งได้แก่ ฐานะการเงินส่วนบุคคล, ภาวะเงินเฟ้อ, การว่างงาน, อัตราดอกเบี้ย และนโยบายรัฐบาล

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 27 ตุลาคม 2560)