ยอดขายรถยนต์ญี่ปุ่นลดลง 1.7% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 372,470 คันในเดือนต.ค. โดยยอดขายดังกล่าวถูกถ่วงจากยอดขายนิสสัน มอเตอร์ ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 2 ของญี่ปุ่น หลังจากที่มีการเปิดเผยเมื่อปลายเดือนก.ย.ที่ผ่านมาว่า นิสสันให้พนักงานที่ไม่มีใบอนุญาตตรวจสภาพรถยนต์ใหม่ก่อนที่จะมีการส่งมอบให้ลูกค้า

ทั้งนี้ ยอดขายรถยนต์รวมทุกประเภทของนิสสันร่วงลง 43.0% สู่ระดับ 22,049 คัน
 

สมาคมตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ยอดขายที่ไม่รวมรถยนต์ขนาดเล็ก เครื่องยนต์ไม่เกิน 660 ซีซี ร่วงลง 4.7% สู่ระดับ  231,563 คันในเดือนต.ค.

สำหรับผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ อย่าง โตโยต้า มอเตอร์ ทำยอดขายเพิ่มขึ้น  1.1% ในขณะที่ฮอนด้า มอเตอร์ มียอดขายลดลง 14.0%

ด้านสมาคมผู้ผลิตรถยนต์ขนาดเล็กและมอเตอร์ไซค์ของญี่ปุ่นรายงานว่า ยอดขายรถยนต์เล็กเพิ่มขึ้น 3.7% เทียบรายปี สู่ระดับ 140,907 คัน

ยอดขายรถยนต์เล็กของไดฮัทสุ มอเตอร์ และซูซูกิ มอเตอร์ สองผู้ผลิตรถยนต์ขนาดเล็กรายใหญ่ของญี่ปุ่น ทำยอดขายเพิ่มขึ้น 4.9% และ 1.1% ตามลำดับ

ขณะที่ยอดขายของนิสสันร่วงลง 20.4% ส่วนยอดขายฮอนด้าพุ่งขึ้น 24.7%
 
 

ยอดขายรถยนต์ญี่ปุ่นลดลง 1.7% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 372,470 คันในเดือนต.ค. โดยยอดขายดังกล่าวถูกถ่วงจากยอดขายนิสสัน มอเตอร์ ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 2 ของญี่ปุ่น หลังจากที่มีการเปิดเผยเมื่อปลายเดือนก.ย.ที่ผ่านมาว่า นิสสันให้พนักงานที่ไม่มีใบอนุญาตตรวจสภาพรถยนต์ใหม่ก่อนที่จะมีการส่งมอบให้ลูกค้า

ทั้งนี้ ยอดขายรถยนต์รวมทุกประเภทของนิสสันร่วงลง 43.0% สู่ระดับ 22,049 คัน
 

สมาคมตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ยอดขายที่ไม่รวมรถยนต์ขนาดเล็ก เครื่องยนต์ไม่เกิน 660 ซีซี ร่วงลง 4.7% สู่ระดับ  231,563 คันในเดือนต.ค.

สำหรับผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ อย่าง โตโยต้า มอเตอร์ ทำยอดขายเพิ่มขึ้น  1.1% ในขณะที่ฮอนด้า มอเตอร์ มียอดขายลดลง 14.0%

ด้านสมาคมผู้ผลิตรถยนต์ขนาดเล็กและมอเตอร์ไซค์ของญี่ปุ่นรายงานว่า ยอดขายรถยนต์เล็กเพิ่มขึ้น 3.7% เทียบรายปี สู่ระดับ 140,907 คัน

ยอดขายรถยนต์เล็กของไดฮัทสุ มอเตอร์ และซูซูกิ มอเตอร์ สองผู้ผลิตรถยนต์ขนาดเล็กรายใหญ่ของญี่ปุ่น ทำยอดขายเพิ่มขึ้น 4.9% และ 1.1% ตามลำดับ

ขณะที่ยอดขายของนิสสันร่วงลง 20.4% ส่วนยอดขายฮอนด้าพุ่งขึ้น 24.7%
 
 

ยอดขายรถของบริษัทผู้ผลิตของเกาหลีใต้ในเดือนต.ค.ปรับตัวลง เนื่องจากจำนวนวันทำการในเดือนดังกล่าวลดลงเพราะตรงกับช่วงเทศกาลชูซอก ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดในเกาหลีใต้

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ยอดขายรถภายในประเทศของบริษัทรถเกาหลีใต้ทั้ง 5 แห่ง ได้แก่ ฮุนได เกีย เรโนลต์ ซัมซุง จีเอ็ม โคเรีย และซังยอง อยู่ที่ 112,729 คันในเดือนต.ค. ซึ่งลดลง 11% จากระดับปีที่แล้ว

สาเหตุที่ยอดขายรถลดลงมาจากช่วงวันหยุดในเทศกาลชูซอก หรือวันขอบคุณพระเจ้าในเกาหลีใต้ ส่งผลให้จำนวนวันทำการลดลงไป 4 วันครึ่ง

ฮุนได มอเตอร์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถรายใหญ่ที่สุด มียอดขายเพิ่มขึ้น 12.3% ด้วยยอดขายภายในประเทศ 53,012 คัน

ส่วนเกีย มอเตอร์ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของฮุนได มียอดขายเดือนต.ค.ในตลาดเกาหลีใต้ 37,521 คัน ซึ่งลดลง 6.3% จากระดับปีที่แล้ว

 
 

ผลการสำรวจของไอเอชเอส มาร์กิต/ซีไอพีเอสระบุว่า ดัชนี PMI ภาคการผลิตของสหราชอาณาจักรดีดตัวขึ้นแตะระดับ 56.3 ในเดือนต.ค. จากระดับ 56.0 ในเดือนก.ย.

ทั้งนี้ ดัชนีที่อยู่สูงกว่าระดับ 50 บ่งชี้ว่า ภาคการผลิตของอังกฤษยังคงมีการขยายตัว โดยได้ปรับตัวเหนือระดับ 50 เป็นเวลา 15 เดือนติดต่อกัน

นอกจากนี้ ดัชนีย่อยด้านคำสั่งซื้อใหม่ และการจ้างงานต่างปรับตัวขึ้นเช่นกัน
 
 

ปอนด์แข็งค่าขึ้นเทียบดอลลาร์และยูโรในวันนี้ จากการที่นักลงทุนคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) จะทำการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันพรุ่งนี้  ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี หลังการเปิดเผยตัวเลขภาคการผลิตที่สดใสในวันนี้ และการเปิดเผยตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเกินคาดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

 

ณ เวลา 17.41 น.ตามเวลาไทย ปอนด์ดีดตัว 0.14% สู่ระดับ 1.3301 ดอลลาร์ และแข็งค่า 0.23% สู่ระดับ 0.8745 เทียบยูโร

ผลการสำรวจของไอเอชเอส มาร์กิต/ซีไอพีเอสระบุว่า ดัชนี PMI ภาคการผลิตของสหราชอาณาจักรดีดตัวขึ้นแตะระดับ 56.3 ในเดือนต.ค. จากระดับ 56.0 ในเดือนก.ย.

ทั้งนี้ ดัชนีที่อยู่สูงกว่าระดับ 50 บ่งชี้ว่า ภาคการผลิตยังคงมีการขยายตัว โดยได้ปรับตัวเหนือระดับ 50 เป็นเวลา 15 เดือนติดต่อกัน

ดัชนีย่อยด้านคำสั่งซื้อใหม่ และการจ้างงานต่างปรับตัวขึ้นเช่นกัน

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 25 ต.ค. สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของอังกฤษขยายตัว 0.4% ในไตรมาส 3 สูงกว่าไตรมาส 2 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 0.3% และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์

เมื่อเทียบรายปี เศรษฐกิจอังกฤษขยายตัว 1.5% ในไตรมาส 3 โดยได้แรงหนุนจากการเติบโตของภาคการผลิตและบริการ รวมทั้งความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมรถยนต์

นักวิเคราะห์ระบุว่ามีแนวโน้มที่ BoE จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับ 0.5% ในการประชุมพรุ่งนี้ ซึ่งจะเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี หลังจากที่ได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 0.25% ในเดือนมิ.ย.ปีที่แล้ว หลังการทำประชามติของอังกฤษเพื่อแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit)

 
2560 21:26:07 น.

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนก.ย. สู่ระดับ 1.22 ล้านล้านดอลลาร์ โดได้แรงหนุนจากการก่อสร้างในภาครัฐที่พุ่งขึ้น สวนทางการลงทุนในภาคเอกชนที่ปรับตัวลง

 
นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างจะทรงตัวในเดือนก.ย.

การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างของสหรัฐเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนส.ค. หลังจากที่มีการรายงานว่าเพิ่มขึ้น 0.5% ก่อนหน้านี้

เมื่อเทียบรายปี การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างของสหรัฐเพิ่มขึ้น 2.0% ในเดือนก.ย.

การใช้จ่ายในโครงการก่อสร้างของภาคเอกชนลดลง 0.4% ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 ขณะที่การใช้จ่ายในโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยทรงตัวในเดือนก.ย. ส่วนการใช้จ่ายในโครงการที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยลดลง 0.8% ซึ่งเป็นการร่วงลงติดต่อกัน 4 เดือน

ส่วนการใช้จ่ายของโครงการภาคสาธารณะพุ่งขึ้น 2.6% ในเดือนก.ย. หลังจากเพิ่มขึ้น 0.7% ในเดือนส.ค. ขณะที่การใช้จ่ายในโครงการของรัฐบาลในท้องถิ่น และรัฐบาลในมลรัฐเพิ่มขึ้น 2.5% ส่วนการก่อสร้างในโครงการของรัฐบาลกลางพุ่งขึ้น 3.4%

 

ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) และมูดี้ส์ อนาลิติกส์ เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐพุ่งขึ้น 235,000 ตำแหน่งในเดือนต.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 200,000 ตำแหน่ง หลังจากเพิ่มขึ้น 135,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย.

การจ้างงานที่เพิ่มขึ้นในเดือนต.ค.ได้รับแรงหนุนจากภาคการก่อสร้างที่ปรับตัวขึ้นจากการฟื้นฟูบูรณะพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากพายุเฮอร์ริเคนฮาร์วีย์ และเออร์มา

ทั้งนี้ ภาคบริการมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 150,000 ตำแหน่ง ขณะที่ภาคการผลิตมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 85,000 ตำแหน่ง

 
 

สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐลดลง 2.4 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลง 1.8 ล้านบาร์เรล

ส่วนสต็อกน้ำมันเบนซินลดลง 4 ล้านบาร์เรล เทียบกับนักวิเคราะห์ที่คาดว่าลดลง 1.5 ล้านบาร์เรล

EIA ยังระบุว่า การผลิตน้ำมันของสหรัฐเพิ่มขึ้น 46,000 บาร์เรล/วัน สู่ระดับ 9.55 ล้านบาร์เรล/วัน ขณะที่การส่งออกน้ำมันแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์สู่ระดับ 2.13 ล้านบาร์เรล/วัน

ทางด้านสถาบันปิโตรเลียมอเมริกา (API) ระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐลดลง 5.1 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว สู่ระดับ 456.8 ล้านบาร์เรล

 
 

ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) สำหรับภาคการผลิตของสหรัฐ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 54.6 ในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นปีนี้ จากระดับ 53.1 ในเดือนก.ย.

ดัชนี PMI ได้รับผลบวกจากการเพิ่มขึ้นของคำสั่งซื้อใหม่ และการขยายตัวของการจ้างงาน

ทั้งนี้ ดัชนี PMI ยังคงอยู่สูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ถึงการขยายตัวของภาคการผลิต
 
 

ผลสำรวจของสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) พบว่า ดัชนีภาคบริการของ ISM ปรับตัวสู่ระดับ 58.7 ในเดือนต.ค. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 58.6

อย่างไรก็ดี ดัชนีภาคบริการของ ISM ปรับตัวต่ำกว่าระดับ 59.8 ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนส.ค.2548 หลังจากดีดตัวขึ้นติดต่อกัน 2 เดือน

ดัชนีภาคบริการของสหรัฐยังคงอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะขยายตัว

ขณะเดียวกัน ISM เปิดเผยว่า ดัชนีภาคการผลิตปรับตัวลงสู่ระดับ 58.7 ในเดือนต.ค. หลังจากพุ่งแตะระดับ 60.8 ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค.2547

ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐยังคงอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะขยายตัว โดยได้แรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของการจ้างงาน, การผลิต, การส่งออก และคำสั่งซื้อใหม่

ทั้งนี้ ดัชนีได้ปรับตัวเหนือระดับ 50 เป็นเวลา 14 เดือนติดต่อกัน