ผลสำรวจของสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) พบว่า ดัชนีภาคบริการของ ISM ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 60.1 ในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการเปิดตัวดัชนีดังกล่าวในปี 2551 ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลงสู่ระดับ 58.5

ก่อนหน้านี้ ดัชนีภาคบริการของ ISM อยู่ที่ระดับ 59.8 ในเดือนก.ย.

ดัชนีภาคบริการของสหรัฐยังคงอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะขยายตัว โดยอยู่เหนือระดับดังกล่าวเป็นเวลา 94 เดือนติดต่อกัน

 
 

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า คำสั่งซื้อภาคโรงงานของสหรัฐเพิ่มขึ้น 1.4% ในเดือนก.ย. หลังจากเพิ่มขึ้น 1.2% ในเดือนส.ค.

นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานจะเพิ่มขึ้น 1.3% ในเดือนก.ย.

นอกจากนี้ ยอดสั่งซื้อสินค้าทุนพื้นฐาน ที่ไม่รวมหมวดอาวุธและเครื่องบิน พุ่งขึ้น 1.7% ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.ปีที่แล้ว หลังจากปรับตัวขึ้น 1.4% ในเดือนส.ค. โดยยอดสั่งซื้อดังกล่าวได้รับการจับตาว่าเป็นมาตรวัดความเชื่อมั่น และแผนการใช้จ่ายในภาคธุรกิจ

 
 

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการของบริษัทร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ จำกัด (International Rubber Consortium :IRCo) ประกอบด้วยตัวแทนจากทั้ง 3 ประเทศสมาชิก ได้แก่ ไทย มาเลเซียและอินโดนีเซีย ได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นสถานการณ์ยางพารา การคาดการณ์อุปสงค์และอุปทานของยางที่จะเกิดขึ้น

 

รวมถึงประเด็นราคายางในปัจจุบันที่ไม่เป็นไปตามกลไกการตลาด และได้นำเอาปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมาร่วมพิจารณา เช่น ปัจจัยสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นกับประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลกทั้ง 3 ประเทศจะส่งผลต่อปริมาณยางในตลาดโลกที่มีแนวโน้มจะลดลง ผลของปรากฏการณ์ลานินญ่าที่จะทำให้เกิดฝนตกหนักมากขึ้น จะส่งผลกระทบต่อผลผลิตของยางในแต่ละประเทศ คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือน พ.ย.60-ม.ค.61 รวมถึงการมาถึงของฤดูหนาวที่เกิดขึ้นในระหว่างเดือน ต.ค.-ธ.ค.60 คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อปริมาณยางในตลาดซื้อขายโลกลดลง เช่นกัน

ที่ประชุมได้มีการกล่าวถึงปัจจัยที่ส่งผลให้ราคายางคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้น เช่น การเติบโตของเศรษฐกิจโลก คิดเป็น 3.6% เพิ่มขึ้น  0.4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา รวมถึงการเพิ่มขึ้นของยอดขายรถยนต์ในตลาดหลัก เช่น จีน สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งเพิ่มขึ้น 4.8%, 3.7% และ 7.1% ตามลำดับ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความต้องการใช้ยางธรรมชาติเพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางล้อ รวมถึงปัจจัยด้านราคาน้ำมันดิบและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ที่ปรับตัวสูงขึ้น และการที่ทั้ง 3 ประเทศมีเป้าหมายจะเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศมากขึ้น โดยการนำยางไปสร้างถนนและทางยกระดับต่างๆ และอื่นๆ

“ที่ประชุมยังมีความเห็นร่วมกันว่าทั้งสามประเทศจะเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมจะดำเนินมาตรการเข้มข้นมากขึ้นร่วมกัน เพื่อช่วยผลักดันให้ราคายางกลับเข้าสู่ภาวะที่ควรจะเป็น อีกทั้งที่ประชุมเน้นว่า พร้อมจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้เกษตรกรรายย่อยทั้ง 3 ประเทศ มีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น"นายธีธัช กล่าว

ที่มา--อินโฟเควสท์ (03/11/2560)

 

กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 5,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว สู่ระดับ 229,000 ราย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 44 ปี และสวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 235,000 ราย

 

ตัวเลขผู้ที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกยังคงอยู่ต่ำกว่า 300,000 ราย เป็นสัปดาห์ที่ 139 ติดต่อกัน ซึ่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 1970

ส่วนตัวเลขค่าเฉลี่ย 4 สัปดาห์ของจำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ซึ่งถือเป็นมาตรวัดตลาดแรงงานที่ดีกว่า เนื่องจากขจัดความผันผวนรายสัปดาห์ ลดลง 7,250 ราย สู่ระดับ 232,500 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 44 ปี

สำหรับจำนวนชาวอเมริกันที่ยังคงขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 21 ต.ค. มีจำนวนลดลง 15,000 ราย อยู่ที่ระดับ 1.88 ล้านราย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 44 ปี

 

กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยในวันนี้ว่า ประสิทธิภาพในการผลิตของแรงงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐพุ่งขึ้น 3.0% ในไตรมาส 3 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปี 2557 หลังจากที่เพิ่มขึ้น 1.5% ในไตรมาส 2

 

นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ประสิทธิภาพการผลิตของแรงงานเพิ่มขึ้น 2.4% ในไตรมาส 3

เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว ประสิทธิภาพการผลิตของแรงงานเพิ่มขึ้น 1.5%

กระทรวงแรงงานสหรัฐวัดประสิทธิภาพการผลิตของแรงงานจากผลผลิตเมื่อเทียบกับจำนวนชั่วโมงทำงานของแรงงาน

จำนวนชั่วโมงทำงานเพิ่มขึ้น 0.8% ในไตรมาส 3 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปีที่แล้ว หลังจากเพิ่มขึ้น 2.4% ในไตรมาส 2

ขณะเดียวกัน ต้นทุนแรงงานต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 0.5% ในไตรมาส 3 หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในไตรมาส 2

เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว ต้นทุนแรงงานต่อหน่วยลดลง 0.1% ในไตรมาส 3
 
 

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้ถือหุ้น บริษัท ร่วมทุนยางพาราไทย จำกัด ที่มีการลงขันลงทุนระหว่าง กยท.และผู้ส่งออกยางพารา 5 รายใหญ่ของไทย วงเงิน 1,200 ล้านบาท ว่า บริษัทร่วมทุนฯ ตัดสินใจเลิกซื้อยางพารามาแล้ว 3 วัน และคาดว่าจะหยุดซื้อไปอีกประมาณ 1 สัปดาห์ หลังจากมีเกษตรกรออกมาเรียกร้องให้หยุดการซื้อเพราะมีผลทำให้ราคายางพาราตก ต่ำอยู่ในขณะนี้

ล่าสุดราคายางพาราเคลื่อนไหวอยู่ที่ราคาประมาณ 45-46 บาท/กก. ลดลง 6 บาท/กก. จากระดับ 51.50 บาท/กก. หลังการหยุดเข้าซื้อ

สำหรับการลงทุนของบริษัทร่วมทุนฯ ได้ใช้เงินเพื่อซื้อยางพาราไปแล้วประมาณ 600 ล้านบาท เงินในจำนวนนี้ถือว่า เข้ากระเป๋าชาวสวนยางโดยตรงตามวัตถุประสงค์การตั้งบริษัท หากเกษตรกรต้องการให้บริษัทร่วมทุนยุติบทบาท ด้วยข้อกล่าวหาที่ว่าเป็นตัวการทำให้ราคายางพาราในประเทศร่วง กยท.และผู้ส่งออกยางพาราทั้ง 5 รายคงต้องมีการทบทวนบทบาทในอนาคต

“การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนที่ผ่านมา 3 เดือนมีการเข้าซื้อชี้นำตลาด แต่การซื้อยางพาราและตลาดที่ซื้อ ยอมรับไม่ได้เข้าทุกตลาด แต่ยืนยันเป้าหมายการเข้าซื้อคือเพื่อชี้นำ ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางขายยางพาราได้สูงขึ้น บริษัทร่วมทุนตั้งใจที่จะช่วยพยุงราคาชี้นำตลาด แต่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ทุบราคาทำให้เกษตรกรเสียหาย จึงต้องขอทบทวนบทบาทก่อน ว่าจะเข้าซื้ออีกครั้งเมื่อไหร่ ในเวลาที่เหมาะสม ส่วนปริมาณยางคงค้างจะเคลียร์สต็อกให้หมดภายใน 1 สัปดาห์"ผู้ว่าการ กยท.กล่าว

นอกจากนี้ ในวันที่ 3 พ.ย.2560 กยท.จะร่วมหารือร่วมกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ตามข้อตกลงของบริษัทร่วมทุนยางระหว่างประเทศ (IRCO) ที่เห็นชอบให้ 3 ประเทศ ซึ่งรวมเวียดนามเพิ่มเป็น 4 ประเทศผู้ผลิต ที่มีผลผลิตรวมประมาณ 73% ของผลผลิตทั่วโลก ในเรื่องของจำกัดปริมาณการส่งออกยางพารา ซึ่งตามข้อตกลงก่อนหน้าจะหารือกันทันทีเมื่อเกิดความผิดปกติ ขณะนี้ถือว่าเหมาะสมที่ทั้ง 4 ประเทศควรจำกัดปริมาณการส่งออก เพราะถือว่าเป็นมาตรการที่สกัดราคายางที่ลดลงแบบผิดปกติได้

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 3 พฤศจิกายน 2560)

นายมาร์ค คาร์นีย์ ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) กล่าวว่า ขณะนี้ ปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะผลักดันให้ BoE ทำการปรับนโยบายการเงิน และอัตราดอกเบี้ย คือผลการเจรจาระหว่างอังกฤษและสหภาพยุโรป (EU) เกี่ยวกับการทำข้อตกลงแยกตัวจาก EU (Brexit)

"BoE กำลังจับตาเพื่อดูความคืบหน้า และความชัดเจนของผลการเจรจา Brexit" เขากล่าว หลังการประชุมนโยบายการเงินของ BoE ในวันนี้ ซึ่งที่ประชุมมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 0.50% พร้อมกับส่งสัญญาณว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคตจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป

 

นอกจากนี้ นายคาร์นีย์ยังคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวเหนือระดับ 2% ภายในช่วงเวลา 3 ปี

"การที่เศรษฐกิจมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อยังไม่มีแนวโน้มที่จะกลับมาสู่เป้าหมายที่ระดับ 2% หากไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย" เขากล่าว

นายคาร์นีย์ยังระบุว่า อัตราผลตอบแทนในตลาดในขณะนี้ได้รวมการคาดการณ์ถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% อีก 2 ครั้งในช่วง 3 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ BoE มีมติด้วยคะแนนเสียง 7-2 เห็นพ้องให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 0.50% ในการประชุมกำหนดนโยบายการเงินในวันนี้

ขณะเดียวกัน BoE ระบุว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคตจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และมีขอบเขตที่จำกัด

การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี หลังจากที่ BoE ได้ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายในเดือนก.ค.2550

ก่อนการประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในวันนี้ BoE ได้แสดงความกังวลต่อการขยายตัวที่ร้อนแรงของเศรษฐกิจอังกฤษ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งแตะระดับ 3% ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี และอัตราการจ้างงานแตะระดับต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ

ตลาดการเงินคาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า BoE จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้ หลังจากที่มีการเปิดเผยตัวเลขภาคการผลิตที่สดใสเมื่อวานนี้ และมีการเปิดเผยตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเกินคาดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ผลการสำรวจของไอเอชเอส มาร์กิต/ซีไอพีเอสระบุวานนี้ว่า ดัชนี PMI ภาคการผลิตของสหราชอาณาจักรดีดตัวขึ้นแตะระดับ 56.3 ในเดือนต.ค. จากระดับ 56.0 ในเดือนก.ย.

ทั้งนี้ ดัชนีที่อยู่สูงกว่าระดับ 50 บ่งชี้ว่า ภาคการผลิตยังคงมีการขยายตัว โดยได้ปรับตัวเหนือระดับ 50 เป็นเวลา 15 เดือนติดต่อกัน

ดัชนีย่อยด้านคำสั่งซื้อใหม่ และการจ้างงานต่างปรับตัวขึ้นเช่นกัน

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 25 ต.ค. สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของอังกฤษขยายตัว 0.4% ในไตรมาส 3 สูงกว่าไตรมาส 2 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 0.3% และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์

เมื่อเทียบรายปี เศรษฐกิจอังกฤษขยายตัว 1.5% ในไตรมาส 3 โดยได้แรงหนุนจากการเติบโตของภาคการผลิตและบริการ รวมทั้งความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมรถยนต์

 


ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มีมติด้วยคะแนนเสียง 7-2 เห็นพ้องให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 0.50% ในการประชุมกำหนดนโยบายการเงินในวันนี้

การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี หลังจากที่ BoE ได้ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายในเดือนก.ค.2550

ก่อนการประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในวันนี้ BoE ได้แสดงความกังวลต่อการขยายตัวที่ร้อนแรงของเศรษฐกิจอังกฤษ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งแตะระดับ 3% ในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี และอัตราการจ้างงานแตะระดับต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ

ตลาดการเงินคาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า BoE จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้ หลังจากที่มีการเปิดเผยตัวเลขภาคการผลิตที่สดใสเมื่อวานนี้ และมีการเปิดเผยตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเกินคาดเมื่อ สัปดาห์ที่แล้ว

ผลการสำรวจของไอเอชเอส มาร์กิต/ซีไอพีเอสระบุวานนี้ว่า ดัชนี PMI ภาคการผลิตของสหราชอาณาจักรดีดตัวขึ้นแตะระดับ 56.3 ในเดือนต.ค. จากระดับ 56.0 ในเดือนก.ย.

ทั้งนี้ ดัชนีที่อยู่สูงกว่าระดับ 50 บ่งชี้ว่า ภาคการผลิตยังคงมีการขยายตัว โดยได้ปรับตัวเหนือระดับ 50 เป็นเวลา 15 เดือนติดต่อกัน
ดัชนีย่อยด้านคำสั่งซื้อใหม่ และการจ้างงานต่างปรับตัวขึ้นเช่นกัน

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 25 ต.ค. สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของอังกฤษขยายตัว 0.4% ในไตรมาส 3 สูงกว่าไตรมาส 2 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 0.3% และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์

เมื่อเทียบรายปี เศรษฐกิจอังกฤษขยายตัว 1.5% ในไตรมาส 3 โดยได้แรงหนุนจากการเติบโตของภาคการผลิตและบริการ รวมทั้งความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมรถยนต์

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 3 พฤศจิกายน 2560)

ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) มีมติด้วยคะแนนเสียง 7-2 เห็นพ้องให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 0.50% ในการประชุมกำหนดนโยบายการเงินในวันนี้

การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปี หลังจากที่ BoE ได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 0.25% ในเดือนมิ.ย.ปีที่แล้ว หลังการทำประชามติของอังกฤษเพื่อแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit)

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 3 พฤศจิกายน 2560)

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดขยับขึ้นเมื่อคืนนี้ (2 พ.ย.) หลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐปรับตัวลดลงมากกว่าการคาดการณ์ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยหนุนจากการที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และประเทศนอกโอเปกให้ความร่วมมือในการปรับลดกำลังการผลิต

 

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธ.ค. ขยับขึ้น 24 เซนต์ หรือ 0.4% ปิดที่ 54.54 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนม.ค. เพิ่มขึ้น 13 เซนต์ หรือ 0.2% ปิดที่ 60.62 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบดีดตัวขึ้นหลังจากรายงานของ EIA ระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐลดลง 2.4 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลงเพียง 1.8 ล้านบาร์เรล ขณะที่สถาบันปิโตรเลียมอเมริกา (API) ระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐลดลง 5.1 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว สู่ระดับ 456.8 ล้านบาร์เรล

นอกจากนี้ นักลงทุนยังขานรับข่าวที่ว่า ซาอุดิอาระเบีย และรัสเซียให้การสนับสนุนการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันออกไปอีก 9 เดือนจนถึงสิ้นปีหน้า จากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดในไตรมาสแรกของปีหน้า

ทั้งนี้ นักลงทุนจับตาการประชุมอย่างเป็นทางการของกลุ่มโอเปกในวันที่ 30 พ.ย.นี้ โดยคาดว่าที่ประชุมจะอภิปรายในประเด็นการขยายเวลาการปรับลดกำลังการผลิต