นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เงินบาทปิดตลาดเย็นนี้ที่ระดับ 33.12 บาท/ดอลลาร์ จากตอน

 

เช้าที่เปิดตลาดที่ระดับ 33.14 บาท/ดอลลาร์ ระหว่างวันเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ระหว่าง 33.11-33.14 บาท/ดอลลาร์

"เป็นไปตามคาดว่าเงินบาทจะแข็งค่าลงมาเล็กน้อย หลังรู้ผล กนง. ส่วนปัจจัยชี้นำถัดไป ยังไม่มีอะไร ช่วงนี้ยังไม่มีตัว

เลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ คาดว่าตลาดน่าจะรอเรื่องความคืบหน้าแผนปฏิรูปภาษีของสหรัฐฯ" นักบริหารเงิน กล่าว

นักบริหารเงิน คาดว่า วันพรุ่งนี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 33.05 - 33.20 บาท/ดอลลาร์

 
* ปัจจัยสำคัญ
 

- เงินเยนอยู่ที่ระดับ 113.71 เยน/ดอลลาร์ จากตอนเช้าที่อยู่ที่ระดับ 113.83 เยน/ดอลลาร์

- ส่วนเงินยูโรอยู่ที่ระดับ 1.1593 ดอลลาร์/ยูโร จากตอนเช้าที่อยู่ที่ระดับ 1.1591 ดอลลาร์/ยูโร

- ดัชนี SET ปิดวันนี้ที่ระดับ 1,714.65 จุด เพิ่มขึ้น 1.90 จุด, +0.11% มูลค่าการซื้อขาย 59,447.37 ล้านบาท

- สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติซื้อสุทธิ 576.28 ลบ.(SET+MAI)

- ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันนี้ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ต่อ

ปี ซึ่งเป็นไปตามตลาดคาด หลังการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะจากปัจจัยด้านต่าง

ประเทศ ในขณะที่ยังต้องติดตามความเข้มแข็งของการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศ รวมถึงพัฒนาการเงินเฟ้อ คณะกรรมการฯ จึงเห็น

ว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนปรนต่อไป

- ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กน

ง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.50% ต่อเนื่องถึงปี 2561 เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจไทยที่ยังคงขยายตัวแบบไม่ทั่วถึง สำหรับอัตรา

เงินเฟ้อทั่วไป แม้จะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น แต่ยังคงอยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย

- กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) คาดว่า กนง. น่าจะยังคงดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมในอีก 2-

3 ไตรมาสหน้า และวัฎจักรการคุมเข้มนโยบายการเงินน่าจะเริ่มในช่วงปลายปี 2561

- รมว.คลัง กล่าวว่า กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อสำหรับปี 61 ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เสนอมาที่ระดับ

2.5% บวก/ลบ 1.5% หรืออยู่ในกรอบ 1-4% เท่ากับปี 60 นั้น ถือว่ารับได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ธปท.ยังมีความมั่นใจว่าเศรษฐกิจ

ไทยจะยังสามารถขยายตัวได้ภายใต้อัตราเงินเฟ้อในระดับนี้ และยังช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศโตได้เต็มศักยภาพ

- รมว.คลัง เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร เร่งนำระบบเทคโนโลยี

เข้ามาช่วยงานเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บข้อมูล โดยเฉพาะการเชื่อมโยงฐานข้อมูลการเก็บภาษีจากทั้ง 3 กรมให้เป็นฐานข้อมูล

เดียวกันในรูปแบบ Big Data เพื่อมาใช้กำหนดมาตรการดูแล และอุดช่องโหว่ในการหลบเลี่ยงภาษีให้ลดลง เนื่องจากในสังคมไทย

ยังมีกลุ่มคนที่คิดหลบเลี่ยง เสียภาษีไม่ถูกต้องอยู่อีก หากมีการนำเทคโนโลยีมาใช้จะช่วยลดการหลบเลี่ยงได้

- ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า แรงส่งของมาตรการช็อปช่วยชาติปีนี้จะกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในธุรกิจค้าปลีกใกล้เคียง

กับที่ภาครัฐได้ประเมินไว้ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท

-  แกนนำพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาสหรัฐ เปิดเผยว่า สมาชิกพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาสหรัฐเตรียมเปิดเผยรายละเอียด

ของร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีในวันศุกร์นี้

- นักเศรษฐศาสตร์ได้ออกมาแสดงความเห็นที่แตกต่างกันถึงผลที่จะเกิดขึ้นจากร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีของพรรครีพับลิกัน

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีฉบับใหม่ของคณะทำงานประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ

พิจารณาวิธีการจัดหารายได้ของสภาผู้แทนราษฎร (Committee on Ways and Means) ขณะที่นายพอล ไรอัน ประธานสภาผู้แทน

ราษฎรสหรัฐ คาดการณ์ว่า สภาผู้แทนราษฎรโหวตร่างกฎหมายดังกล่าว ก่อนช่วงเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้า ในวันที่ 23 พ.ย.นี้

- ฟิทช์ เรทติ้งส์ คาดการณ์ว่า ร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีของพรรครีพับลิกันจะสามารถผ่านความเห็นชอบจากทั้งวุฒิสภาและ

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ฟิทช์มองว่า กฎหมายปฏิรูปภาษีฉบับดังกล่าวอาจจะไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ในระยะยาว พร้อม

กับเตือนว่า กฎหมายดังกล่าวอาจส่งผลให้สหรัฐขาดดุลงบประมาณมากขึ้น
 
 

สำนักงานกิจการภาษีแห่งชาติจีน (SAT) ระบุว่า การปฏิรูปภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ได้ช่วยลดภาระภาษีให้กับภาคธุรกิจได้มากกว่า 1 ล้านล้านหยวน (1.506 แสนล้านดอลลาร์) นับตั้งแต่ที่มีการดำเนินการทั่วประเทศในเดือนพ.ค.ปีที่แล้ว

SAT เปิดเผยว่า เมื่อพิจารณาถึงช่วงสิ้นเดือนก.ย.ปีนี้ การปฏิรูปภาษีได้ช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจลดการจ่ายภาษีถึง 1.06 ล้านล้านหยวน หลังจากที่มีการนำภาษี VAT มาใช้ทดแทนภาษีธุรกิจ

ทั้งนี้ การปฏิรูปภาษี VAT ถือเป็นมาตรการสำคัญในการปฏิรูปเศรษฐกิจของจีน หลังจากที่มีการเริ่มทดลองใช้ในเซี่ยงไฮในปี 2555 และใช้ทั่วประเทศในเดือนพ.ค.ปีที่แล้ว

SAT ระบุว่า การขยายการปฏิรูปภาษี VAT ไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระภาษีเป็นจำนวนมาก แต่ยังได้ช่วยกระตุ้นการพัฒนาในภาคบริการ และหนุนการเพิ่มคุณภาพในภาคการผลิต รวมทั้งช่วยให้การบริโภคเพิ่มมากขึ้น

 
 

สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นเปิดเผยในวันนี้ว่า ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมต่อเรือและสาธารณูปโภค หดตัวลง 8.1% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า สู่ระดับ 8.105 แสนล้านเยน

ทั้งนี้ ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรพื้นฐานของญี่ปุ่นถือเป็นดัชนีวัดการใช้จ่ายด้านทุนของบริษัทเอกชน

 
 

สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐเพิ่มขึ้น 2.2 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าลดลง 2.9 ล้านบาร์เรล

ส่วนสต็อกน้ำมันเบนซินลดลง 3.3 ล้านบาร์เรล เทียบกับนักวิเคราะห์ที่คาดว่าลดลง 1.9 ล้านบาร์เรล

สต็อกน้ำมันกลั่น ซึ่งรวมถึงฮีตติ้งออยล์และน้ำมันดีเซล ลดลง 3.4 ล้านบาร์เรล ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 1.4 ล้านบาร์เรล

EIA ยังระบุว่า การผลิตน้ำมันของสหรัฐเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 9.62 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

 
 

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (8 พ.ย.) หลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 39 เซนต์ หรือ 0.7% ปิดที่ 56.81 ดอลลาร์/บาร์เรล

 

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนม.ค. ลดลง 20 เซนต์ หรือ 0.3% ปิดที่ 63.49 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบปรับตัวลงหลังจากรายงานของ EIA ระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐเพิ่มขึ้น 2.2 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 2.9 ล้านบาร์เรล

ขณะที่การผลิตน้ำมันของสหรัฐเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 9.62 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ส่วนสต็อกน้ำมันเบนซินลดลง 3.3 ล้านบาร์เรล มากกว่านักวิเคราะห์ที่คาดว่าลดลง 1.9 ล้านบาร์เรล และสต็อกน้ำมันกลั่น ซึ่งรวมถึงฮีตติ้งออยล์และน้ำมันดีเซล ลดลง 3.4 ล้านบาร์เรล มากกว่านักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 1.4 ล้านบาร์เรล

ทางด้านกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (shale oil) ของสหรัฐปี 2568 โดยคาดว่า การผลิตน้ำมันดิบจากชั้นหินดินดานของสหรัฐจะอยู่ที่ระดับ 8.25 ล้านบาร์เรล/วัน ในปี 2568 ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากจากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 5.54 ล้านบาร์เรล/วัน

นักลงทุนจับตาการประชุมกลุ่มโอเปกในวันที่ 30 พ.ย.นี้ ขณะที่นายโมฮัมเหม็ด บาร์คินโด เลขาธิการโอเปกเปิดเผยว่า โอเปกกำลังหาทางบรรลุฉันทามติ ก่อนการประชุมในวันที่ 30 พ.ย. เกี่ยวกับการขยายเวลาข้อตกลงปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน โดยคำกล่าวของนายบาร์คินโดถือเป็นการส่งสัญญาณว่า โอเปกมีแนวโน้มขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตในการประชุมวันที่ 30 พ.ย.

สำหรับข้อตกลงฉบับปัจจุบันนั้น ระบุให้โอเปกและกลุ่มประเทศนอกโอเปกอีก 10 ประเทศ ซึ่งรวมถึงรัสเซีย ปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันราว 1.8 ล้านบาร์เรล/วัน จนถึงเดือนมี.ค.ปีหน้า เพื่อแก้ปัญหาน้ำมันล้นตลาด

 


ธนาคารกลางออสเตรเลียมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.5% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ในการประชุมวันนี้ ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาดการเงิน

ในการประชุมครั้งนี้ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางออสเตรเลีย คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจออสเตรเลียจะขยายตัวรายปีที่ระดับ 3% ในช่วง 2 ปีข้างหน้า โดยได้ปัจจัยหนุนจากการลงทุนนอกภาคอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่มีแนวโน้มฟื้นตัว ขึ้น พร้อมกับคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อจะค่อยๆปรับตัวขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มแข็งแกร่งขึ้น

 
ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 8 พฤศจิกายน 2560)

ธนาคารกลางออสเตรเลียมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.5% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ในการประชุมวันนี้ ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาดการเงิน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 8 พฤศจิกายน 2560)


สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (7 พ.ย.) ขณะที่นักลงทุนจับตาถ้อยแถลงของนางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งมีขึ้นหลังจากที่ตลาดได้ปิดทำการลงแล้ว

ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1583 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1612 ดอลลาร์ ในขณะที่ปอนด์อ่อนค่าลงแตะ 1.3155 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3165 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลง ที่ระดับ 0.7639 ดอลลาร์ จากระดับ 0.7681 ดอลลาร์

ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ที่ระดับ 113.91 ดอลลาร์ จากระดับ 113.80 ดอลลาร์ และแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 1.0002 ฟรังก์สวิส จากระดับ 0.9979 ฟรังก์สวิส

ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.21% สู่ระดับ 94.958 เมื่อคืนนี้

ตลาดการเงินจับตาถ้อยแถลงของนางเยเลน ซึ่งมีกำหนดขึ้นกล่าวในกรุงวอชิงตัน ดีซีเมื่อวานนี้ ในโอกาสที่เธอเข้ารับรางวัลด้านจริยธรรมจากรัฐบาล โดยนักลงทุนเตรียมหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ

ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยตามคาด แต่ก็แย้มถึงโอกาสที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมเดือนธ.ค.

CME Group ระบุว่า จากการใช้เครื่องมือ FedWatch วิเคราะห์ภาวะการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ พบว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่ามีโอกาสเกือบ 96.7% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค.

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดที่มีการเปิดเผยเมื่อคืนนี้ สำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของพนักงาน (JOLTS) รายเดือน พบว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน อยู่ที่ระดับ 6.09 ล้านตำแหน่งในเดือนก.ย. ซึ่งใกล้เคียงกับระดับในเดือนส.ค. และไม่ไกลจากตัวเลข 6.14 ล้านตำแหน่งในเดือนก.ค. โดยตัวเลขการเปิดรับสมัครงานที่ค่อนข้างทรงตัวในเดือนก.ย. เกิดจากการที่พายุเฮอร์ริเคนได้ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในโรงแรม และร้านอาหาร

นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเดือนก.ย. และความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ย.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 8 พฤศจิกายน 2560)

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กำลังใช้ความพยายามอย่างหนักหน่วงในการผลักดันให้มีการปฏิรูปการจัดเก็บภาษี เพื่อที่จะทำให้บริษัทของสหรัฐนั้นมีความสามารถในการแข่งขันมากยิ่งขึ้น และส่งเสริมการจ้างงาน ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจของประเทศยังไม่ได้ฟื้นตัวอย่างเต็มที่จากภาวะ เศรษฐกิจถดถอย
แต่ก็ยังคงมีคำถามค้างคาในประเด็นที่ว่า การปฏิรูปภาษีจะได้ผลหรือไม่

ฟอร์ด โอ คอนเนล นักยุทธศาสตร์ของพรรครีพับลิกันกล่าวกับสำนักข่าวซินหัวว่า หากคุณต้องการที่จะสร้างงานแล้วละก็ คุณจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปภาษี

เมื่อปี 2557 สหรัฐเป็นประเทศที่จัดเก็บภาษีรายได้นิติบุคคลสูงสุดอันดับ 3 ของโลกที่ 39.1% ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญ กล่าวว่า อัตราภาษีที่ระดับดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศ

ทรัมป์ต้องการที่จะผลักดันเรื่องนี้ให้ถูกต้อง แต่เรื่องนี้ก็มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากความล้มเหลวในการผ่านกฎหมายภาษีอาจจะส่งผลกระทบต่ออำนาจในการควบ คุมสภาคองเกรสโดยพรรครีพับลิกัน ซึ่งท้ายที่สุดจะสั่นคลอนตำแหน่งประธานาธิบดีของนักธุรกิจที่ผันตัวมาเป็น นักการเมือง

ทรัมป์กำลังผลักดันกฎหมายภาษีที่จะช่วยกระตุ้นผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน ประเทศ (GDP) ภายหลังจากที่การขยายตัวเป็นไปอย่างซบเซามาเป็นเวลาหลายปี และก็ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มรูปแบบนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เมื่อปี 2550-2551

ในขณะที่การขยายตัวของ GDP ที่ฟื้นตัวขึ้นในระดับหนึ่งในช่วงไม่กี่ไตรมาสที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐต้องการให้ GDP ขยายตัวมากขึ้นกว่านี้ ทรัมป์ยังพร้อมที่จะเสนอสิ่งจูงใจให้กับบริษัทของสหรัฐให้กลับมาทำธุรกิจใน ประเทศ ในช่วงเวลาที่เม็ดเงินประมาณ 3 ล้านล้านดอลลาร์ตกอยู่ในต่างประเทศ

ดาร์เรล เวสท์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของสถาบันบรูกกิ้งส์ กล่าวกับซินหัวว่า แผนปฏิรูปภาษีที่จะช่วยเหลือบริษัทต่างๆ ด้วยการปรับลดการจัดเก็บภาษีลงและดูแลให้ขั้นตอนการดำเนินงานด้านเอกสาร สะดวกขึ้น จึงมีแนวโน้มว่า บริษัทเหล่านี้จะมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้นในระดับสากล และทำให้บริษัทเหล่านี้อยู่ในจุดยืนที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในการเพิ่มรายได้ ของบริษัท

แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีการถกเถียงกันอยู่ระหว่างพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน โดยเดโมแครตนั้น ดูเหมือนจะมองว่าแผนการเรื่องภาษีจะเป็นประโยชน์เฉพาะชนชั้นสูง และยังไม่สามารถเพิ่มการจ้างงาน ในขณะที่รีพับลิกันอ้างว่า แผนการณ์ดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อโดยรวม

เวสท์ กล่าวด้วยว่า ยังไม่แน่นอนว่า แผนการด้านภาษีจะช่วยกระตุ้นการจ้างงานได้หรือไม่ และยังไม่มีความชัดเจนด้วยว่า เม็ดเงินที่ได้เพิ่มขึ้นจากการลดภาษีจะช่วยสร้างงาน เพราะหลายๆบริษัทได้ใช้เงินส่วนเกินไปกับการเพิ่มผลประโยชน์ตอบแทนแก่ผู้ถือ หุ้นมากกว่าที่จะเพิ่มการจ้างงาน มีแนวโน้มว่า หลายบริษัทจะทำเช่นนี้ ซึ่งก็ไม่ได้ช่วยครอบครัวชนชั้นกลางแต่อย่างใด

เวสท์ กล่าวว่า แผนการนี้จึงเดินหน้าไปเพื่อที่จะช่วยบริษัทและคนรวย มากกว่าที่จะช่วยชนชั้นกลางซึ่งเป็นกลุ่มประชาชนที่ทำให้ทรัมป์ได้เข้าสู่ ทำเนียบขาว แผนการโดยรวมนั้นจึงเกี่ยวพันกับบริษัทและคนรวยอย่างมาก เพราะคนกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์ทางการเงิน ขณะที่แผนการดังกล่าวไม่ได้ให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง ที่เป็นชนชั้นกลางที่โหวตเลือกทรัมป์แต่อย่างใด

บางส่วนตั้งความหวังว่า แผนการด้านภาษีของทรัม์จะนำบริษัทต่างๆกลับเข้ามายังสหรัฐมากยิ่งขึ้น ในช่วงเวลาที่แรงงานจำนวนมากหันไปทำงานในต่างประเทศ และกลุ่มคนทำงานชั้นกลางก็ประสบปัญหาในการหางานทำ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ประธานบริหารของบรอดคอม ซึ่งเป็นบริษัทเซมิคอนดัคเตอร์ได้แถลงข่าวกับทรัมป์ พร้อมกับประกาศว่า บริษัทจะย้ายสำนักงานจากสิงคโปร์กลับมายังสหรัฐ

ด้านโอคอนเนล กล่าวว่า การปฏิรูปภาษีที่ถูกต้อง จะทำให้บริษัทหวนกลับมายังสหรัฐมากขึ้น เหมือนกับบรอดคอม อย่างไรก็ดี เวสท์ โต้ว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่า บริษัทอื่นๆจะทำตาม
กฎหมายฉบับนี้ จะผ่านหรือไม่

ทรัมป์ต้องเผชิญกับแรงกดดันสูงในการผ่านกฎหมายดังกล่าว ขณะที่พรรครีพับลิกันเองไม่สามารถผ่านร่างกฎหมายสำคัญๆได้เลย ตั้งแต่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนม.ค. แม้ว่าทรัมป์จะควบอำนาจทั้งที่ทำเนียบขาวและสภาคองเกรส ความล้มเหลวในการผ่านกฎหมายอาจจะทำให้พรรครีพับลิกันสูญเสียความได้เปรียบใน การเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรสที่จะจัดขึ้นในปีหน้านี้

โอคอนเนล กล่าวว่า เดโมแครตคิดว่า หากรีพับลิกันพ่ายในการผลักดันกฎหมายดังกล่าว พรรครีพับลิกันก็จะสูญเสียเสียงในสภาผู้แทนราษฎร และอธิบายต่อไปว่า เป้าหมายของพรรคเดโมแครตที่จะทำลายสิ่งที่ทรัมป์ทำนั้น ก็เพื่อที่จะชี้ชะตาในการเป็นประธานาธิบดีของทรัมป์นั่นเอง เรียกได้ว่ามีการกำหนดแนวทางการต่อสู้ไว้แล้ว

ข่าวดีสำหรับทีมทรัมป์ก็คือ กฎหมายอาจจะผ่านการพิจารณาก็เป็นได้ หากชาวอเมริกันพอใจ

FiveThirtyEight สื่อสหรัฐซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของการใช้ข้อมูลในการคาดการณ์ เรื่องการเลือกตั้ง ระบุว่า สิ่งที่พรรครีพับลิกันอาจจะต้องการสำหรับชาวอเมริกันก็คือ การทำให้ชาวอเมริกันชอบแผนการด้านภาษีจริงๆ หรืออย่างน้อยก็ทำให้ทุกคนไม่รังเกียจกฎหมายดังกล่าว

แต่ในช่วงเวลาที่เดโมแครตได้วิจารณ์กฎหมายดังกล่าว วุฒิสมาชิกชัค ชูเมอร์ กล่าวว่า ชาวอเมริกันจะหันหลังให้กับร่างกฎหมายฉบับนี้ในที่สุด ยิ่งมีการแสดงความเห็นกันมากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เรื่องนี้ก็จะส่งกลิ่นมากยิ่งขึ้น

สมาชิกพรรคเดโมแครตมองว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ให้ประโยชน์แค่บริษัทเท่านั้น แต่ปล่อยชนชั้นกลางไว้เบื้องหลัง

แต่ในขณะเดียวกัน วอชิงตันโพสต์ ซึ่งปกติมักจะถูกมองว่าอยู่ข้างเดโมแครต ได้รายงานว่า วุฒิสมาชิกของเดโมแครตนั้น พลาดในการที่อ้างว่าแผนการด้านภาษีของทรัมป์จะทำให้ชนชั้นกลางเสียภาษีเพิ่ม ขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนเชื่อว่า ร่างกฎหมายจะผ่านการพิจารณาในที่สุด แม้ว่า ทรัมป์จะต้องหาทางรับมือกับพรรคเดโมแครตก็ตาม

โอคอนเนล กล่าวว่า กฎหมายนี้จะผ่านการอนุมัติ แต่คำถามก็คือ จะผ่านเมื่อใด และจะเป็นกฎหมายตามความต้องการของรีพับลิกันเท่านั้นหรือไม่ และเดโมแครตจะเข้ามาร่วมวงหรือไม่
บทวิเคราะห์โดย แมทธิว รัสลิง

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 8 พฤศจิกายน 2560)


นายโมฮัมเหม็ด บาร์คินโด เลขาธิการของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) กล่าวว่า โอเปกกำลังหาทางบรรลุฉันทามติ ก่อนการประชุมในวันที่ 30 พ.ย. เกี่ยวกับการขยายเวลาข้อตกลงปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน

"ผมยังไม่ได้ยินว่ามีสมาชิกชาติใดคัดค้านการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิต" นายบาร์คินโดกล่าว

"เรากำลังทำการหารือกัน เพื่อให้บรรลุฉันทามติก่อนการประชุมในวันที่ 30 พ.ย." เขากล่าว

คำกล่าวของนายบาร์คินโดบ่งชี้ว่า โอเปกมีแนวโน้มขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตในการประชุมวันที่ 30 พ.ย.

ข้อตกลงฉบับปัจจุบัน ระบุให้โอเปกและกลุ่มประเทศนอกโอเปกอีก 10 ประเทศ ซึ่งรวมถึงรัสเซีย ปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันราว 1.8 ล้านบาร์เรล/วัน จนถึงเดือนมี.ค.ปีหน้า เพื่อแก้ปัญหาน้ำมันล้นตลาด

ซาอุดิอาระเบียและรัสเซียต่างก็สนับสนุนให้มีการขยายเวลาปรับลดกำลังการ ผลิตน้ำมันออกไปอีก 9 เดือนจนถึงสิ้นปีหน้า จากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดในไตรมาสแรกของปีหน้า

นอกจากนี้ นายบาร์คินโดยังกล่าวว่า ขณะนี้โอเปกกำลังเตรียมเชิญประเทศผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มเข้าร่วมการประชุมใน วันที่ 30 พ.ย. แต่เขาปฏิเสธที่จะระบุรายชื่อประเทศที่จะได้รับเชิญ

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 8 พฤศจิกายน 2560)