ข้อมูลจากรัฐบาลญี่ปุ่นที่ได้มีการเปิดเผยในวันนี้ ระบุว่า ความเชื่อมั่นทางธุรกิจของชาวญี่ปุ่นที่ประกอบอาชีพที่มีความอ่อนไหวต่อสภาพเศรษฐกิจ ปรับตัวขึ้นในเดือนต.ค. เป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน โดยสกุลเงินเยนที่อ่อนค่าและภาวะตลาดหุ้นที่แข็งแกร่งส่งผลดีต่อผู้ส่งออกและผู้ค้าปลีก

ดัชนีความเชื่อมั่น diffusion index ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นในกลุ่มอาชีพที่อ่อนไหวต่อสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน เช่น พนักงานขับรถแท็กซี่ และพนักงานร้านอาหาร อยู่ที่ระดับ 52.2 ในเดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 0.9 จุดจากเดือนก.ย. ซึ่งอยู่ในระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2557

ดัชนีที่สูงกว่า 50 หมายความว่า จำนวนผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มองว่าสภาพเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นมากกว่าที่จะแย่ลง ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ผลการสำรวจบ่งชี้ว่า ยอดขายของห้างสรรพสินค้าได้รับแรงหนุนจากการอุปโภคบริโภคที่แข็งแกร่ง หลังจากที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้น

นอกจากนี้ ผลการสำรวจระบุว่า ยอดขายเสื้อผ้าช่วงฤดูหนาวเป็นไปอย่างคึกคัก ขณะที่ยอดสั่งซื้อในอุตสาหกรรมการก่อสร้างสดใส

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560)

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (9 พ.ย.) เนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้นักลงทุนเข้าซื้อสัญญาน้ำมันเพื่อเก็งกำไร โดยรายงานระบุว่า ซาอุดิอาระเบียกล่าวหาเลบานอนว่าต้องการประกาศสงครามต่อซาอุดิอาระเบีย หลังเกิดเหตุการณ์รุกรานของกลุ่มฮิสบอลลาห์ในเลบานอน ซึ่งได้รับการหนุนหลังจากอิหร่าน

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธ.ค.เพิ่มขึ้น 36 เซนต์ หรือ 0.6% ปิดที่ 57.17 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนม.ค. เพิ่มขึ้น 44 เซนต์ หรือ 0.7% ปิดที่ 63.93 ดอลลาร์/บาร์เรล

ตลาดน้ำมันนิวยอร์กได้ปัจจัยหนุนจากความขัดแย้งระหว่างซาอุดิอาระเบีย และอิหร่าน รวมทั้งการที่กษัตริย์ซัลมาน บิน อับดุลาซิส อัล ซาอุด แห่งซาอุดิอาระเบีย ได้ประกาศกวาดล้างการทุจริตครั้งใหญ่ ซึ่งนำไปสู่การจับกุมตัวมกุฎราชกุมารอัลวาลีด บิน ทาลาล และเจ้าชายคนอื่นๆ รวมทั้งรัฐมนตรี มหาเศรษฐี และอดีตเจ้าหน้าที่อีกหลายคน

ทั้งนี้ ทางการซาอุดิอาระเบียออกประกาศเตือนประชาชนมิให้เดินทางเข้าสู่เลบานอน พร้อมกับสั่งชาวซาอุดิอาระเบียที่อยู่ในเลบานอนให้รีบเดินทางออกจากประเทศโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้น หลังจากที่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซาอุดิอาระเบียกล่าวหาเลบานอนว่าได้ทำการประกาศสงครามต่อซาอุดิอาระเบีย หลังการรุกรานของกลุ่มฮิสบอลลาห์ในเลบานอน ซึ่งได้รับการหนุนหลังจากอิหร่าน

เลบานอนได้ถูกดึงเข้าสู่ปมปัญหาความขัดแย้งระหว่างซาอุดิอาระเบียและอิหร่าน นับตั้งแต่ที่นายซาอัด อัล-ฮารีรี ซึ่งเป็นพันธมิตรกับซาอุดิอาระเบีย ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเลบานอนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ขณะที่ได้กล่าวหาอิหร่าน และกลุ่มฮิสบอลลาห์ในแถลงการณ์ลาออกจากตำแหน่งของเขา

นักลงทุนจับตาการประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ที่กรุงเวียนนาในวันที่ 30 พ.ย. ซึ่งจะมีการหารือกันเกี่ยวกับการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควทส์ (วันที่ 10 พฤศจิกายน 2560)

คณะกรรมาธิการพิจารณาวิธีการจัดหารายได้ของสภาผู้แทนราษฎร (House Ways and Means Committee) มีมติด้วยคะแนนเสียง 24 ต่อ 16 ผ่านร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีของพรรครีพับลิกันเมื่อวานนี้ตามเวลาสหรัฐ โดยหลังจากนี้จะมีการส่งร่างกฎหมายดังกล่าวให้กับสภาผู้แทนราษฎรเต็มคณะเพื่อทำการพิจารณาในสัปดาห์หน้า และจากนั้นจะถูกส่งให้กับวุฒิสภาสหรัฐ เพื่อทำการพิจารณาเป็นลำดับต่อไป

ร่างกฎหมายดังกล่าว หรือที่เรียกว่า "Tax Cuts and Jobs Act" ซึ่งสมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐได้เปิดเผยรายละเอียดเมื่อวันที่ 3 พ.ย.ที่ผ่านมานั้น ครอบคลุมถึงการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงสู่ระดับ 20% จากปัจจุบันที่ระดับ 35% และการลดจำนวนขั้นบันไดของการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จาก 7 ขั้น เหลือเพียง 4 ขั้น คือ 12%, 25%, 35% และ 39.6%

ด้านทำเนียบขาวได้ออกแถลงการณ์ว่า "การผ่านร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีฉบับ Tax Cuts and Jobs Act โดยคณะกรรมาธิการพิจารณาวิธีการจัดหารายได้ของสภาผู้แทนราษฎรนั้น ถือเป็นย่างก้าวที่สำคัญของการบรรเทาภาระภาษีให้กับชาวอเมริกัน อย่างไรก็ตาม เรายังมีอีกหลายขั้นตอนที่จะต้องดำเนินการ"

ทั้งนี้ สมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐได้วางแผนว่าจะผ่านร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีฉบับนี้ก่อนช่วงเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้า ในวันที่ 23 พ.ย.นี้ และจากนั้นจะส่งต่อให้กับวุฒิสภา เพื่อทำการพิจารณาเป็นลำดับต่อไป

อย่างไรก็ตาม สมาชิกพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาได้เปิดเผยร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีฉบับของวุฒิสภาเองเมื่อวานนี้ตามเวลาสหรัฐ ซึ่งเนื้อหาหลักในร่างกฎหมายมีความแตกต่างจากฉบับของสภาผู้แทนราษฎร จึงส่งผลให้เกิดความไม่แน่แนอนว่า วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ จะสามารถประสานความแตกต่างในเนื้อหาเหล่านี้ ให้ลงตัวได้หรือไม่

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560)

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งประจำเดือนก.ย.เพิ่มขึ้น 0.3% สอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ หลังจากปรับตัวขึ้น 0.8% ในเดือนส.ค.

นอกจากนี้ หากไม่นับรวมหมวดรถยนต์ สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งพื้นฐาน ซึ่งใช้ในการคำนวณตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของสหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.42% ในเดือนก.ย.

ขณะเดียวกัน ยอดขายในภาคค้าส่งเพิ่มขึ้น 1.3% ในเดือนก.ย. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.9% หลังจากเพิ่มขึ้น 1.9% ในเดือนส.ค.

ยอดขายดังกล่าวบ่งชี้ว่า ผู้ค้าส่งจะต้องใช้เวลา 1.27 เดือนในการจำหน่ายสินค้าทั้งหมดในสต็อก โดยลดลงจากระดับ 1.28 เดือนในเดือนส.ค.

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560)

บริษัทโคห์ล คอร์ป ซึ่งเป็นห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ รายงานกำไรในไตรมาส 3 ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยได้รับผลกระทบจากค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น และความเสียหายที่เกิดจากพายุเฮอร์ริเคน

ทั้งนี้ โคห์ล คอร์ป เปิดเผยว่า บริษัทมีกำไร 70 เซนต์/หุ้น ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 72 เซนต์/หุ้น

อย่างไรก็ดี ยอดขายอยู่ที่ระดับ 4.33 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 4.30 พันล้านดอลลาร์

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560)

กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเพิ่มขึ้น 10,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว สู่ระดับ 239,000 ราย โดยสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 231,000 ราย

จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 5,000 รายในสัปดาห์ก่อนหน้านี้ สู่ระดับ 229,000 ราย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 44 ปี และสวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 235,000 ราย

ตัวเลขผู้ที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกยังคงอยู่ต่ำกว่า 300,000 ราย เป็นสัปดาห์ที่ 139 ติดต่อกัน ซึ่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2513

ส่วนตัวเลขค่าเฉลี่ย 4 สัปดาห์ของจำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ซึ่งถือเป็นมาตรวัดตลาดแรงงานที่ดีกว่า เนื่องจากขจัดความผันผวนรายสัปดาห์ ลดลง 1,250 ราย สู่ระดับ 231,250 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 44 ปี

สำหรับจำนวนชาวอเมริกันที่ยังคงขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 28 ต.ค. มีจำนวนเพิ่มขึ้น 17,000 ราย อยู่ที่ระดับ 1.90 ล้านราย โดยสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.89 ล้านราย

ส่วนตัวเลขค่าเฉลี่ย 4 สัปดาห์ของจำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานอย่างต่อเนื่อง ลดลง 750 ราย สู่ระดับ 1.90 ล้านราย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.2517

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560)

เมซีส์ อิงค์ ซึ่งเป็นห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ รายงานผลประกอบการที่น่าผิดหวังในไตรมาส 3 โดยแม้กำไรจะสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ แต่ก็มีรายได้และยอดขายต่ำกว่าคาด

ทั้งนี้ เมซีส์เปิดเผยว่า บริษัทมีกำไร 23 เซนต์/หุ้น สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 19 เซนต์/หุ้น

อย่างไรก็ดี ยอดขายในห้างเมซีส์ที่เปิดดำเนินงานมานานกว่า 1 ปี ร่วงลง 3.6% เทียบกับที่นักวิเคราะห์คาดว่ายอดขายจะลดลง 2.6%

นอกจากนี้ รายได้อยู่ที่ระดับ 5.28 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 5.31 พันล้านดอลลาร์

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560)

นายหลุยส์ เดอ กินโดส รมว.เศรษฐกิจ, อุตสาหกรรม และการแข่งขันของสเปน กล่าวว่า เศรษฐกิจสเปนมีแนวโน้มขยายตัว 2.3% ในปีหน้า โดยตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าวได้รวมผลกระทบจากวิกฤตการเมืองในแคว้นกาตาลุญญาไว้แล้ว

นายเดอ กินโดสยังระบุว่า รัฐบาลอาจปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าว หากสถานการณ์ในแคว้นกาตาลุญญามีการพัฒนาในเชิงบวก

ขณะเดียวกัน นายเดอ กินโดสยังปฏิเสธคำกล่าวของนายมาริอาโน ราฮอย นายกรัฐมนตรีสเปน ที่ได้กล่าวว่า รัฐบาลอาจปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีหน้าของสเปนอีกครั้งหนึ่ง อันเนื่องจากวิกฤตการเมืองในแคว้นกาตาลุญญา

"ไม่ใช่เลย ตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจสำหรับปีหน้าคือ 2.3% และตัวเลขคาดการณ์นี้ได้รวมผลกระทบจากวิกฤตการเมืองในแคว้นกาตาลุญญาไว้แล้ว" เขากล่าว

เมื่อเดือนที่แล้ว รัฐบาลสเปนได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจในปีหน้าสู่ระดับ 2.3% จากเดิมที่ระดับ 2.6%

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560)

คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ซึ่งเป็นองค์กรบริหารของสหภาพยุโรป (EU) แถลงในวันนี้ว่า เศรษฐกิจยูโรโซนมีแนวโน้มขยายตัวในปีนี้ในอัตราสูงสุดในรอบ 10 ปี หลังจากมีการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่สดใส ขณะที่ปัจจัยทางการเมืองชัดเจนขึ้น หลังการเลือกตั้งในหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์

ทั้งนี้ EC คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัว 2.2% ในปีนี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 โดยปรับตัวขึ้นจากตัวเลขคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 1.7%

นอกจากนี้ EC ยังได้ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีหน้าสู่ระดับ 2.1% จากเดิมที่ 1.8% ขณะที่เศรษฐกิจปี 2562 มีแนวโน้มขยายตัว 1.9%

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560)

นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% ต่อปี เนื่องจากประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าที่ประเมินไว้เดิมตามแรงส่งจากภาคต่างประเทศ ขณะที่อุปสงค์ในประเทศขยายตัวได้ดีขึ้น อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีทิศทางปรับตัว สูงขึ้นตามที่ประเมินไว้ ภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ใน ระดับผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

 

ขณะที่เสถียรภาพทางการเงินอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ยังมีความเสี่ยงบางจุดที่อาจสะสมความเปราะบางในระบบการเงินในระยะต่อไป คณะกรรมการมองว่า นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในปัจจุบันยังเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อให้กลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้ แม้ว่าต้องใช้ระยะเวลาอีกระยะหนึ่ง  อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำมานาน มองว่า จะเริ่มกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่วางไว้ที่ 1-4% ในช่วงกลางปี 2561 ส่วนมาตรการช็อปช่วยชาติ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นด้านการบริโภค แต่จะมีผลต่อระบบเศรษฐกิจนั้นจะต้องติดตามผลหลังจากมาตรการบังคับใช้

ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าที่ประเมินไว้จากการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวที่ปรับดีขึ้นต่อเนื่องตามการฟื้นตัว ของเศรษฐกิจโลกที่เข้มแข็งมากขึ้น ส่วนการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่อง แต่รายได้ของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยยังฟื้นตัวไม่ชัดเจน รวมทั้ง ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม อาจยังไม่ได้รับผลประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ การลงทุนภาคเอกชนปรับดีขึ้นต่อเนื่องตามการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ การลงทุนภาครัฐยังเป็นแรงขับเคลื่อนให้กับเศรษฐกิจแม้ชะลอตัวลงบ้างตามการเบิกจ่าย

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับความเสี่ยงจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศที่ต้องติดตามพัฒนาการต่อไปอย่างใกล้ชิด เช่น ผลกระทบจากมาตรการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

"อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับสูงขึ้นเล็กน้อยตามราคาอาหารสดและราคาพลังงานที่ทยอยปรับสูงขึ้นขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ยังอยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งยังต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นได้ช้ากว่าในอดีต ทั้งนี้ ในระยะต่อไปอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างช้าๆ ตามการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศ และ การปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิต รวมถึงผลกระทบ จากมาตรการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวที่อาจมีผล ต่อค่าจ้างแรงงานในระยะข้างหน้า" นายจาตุรงค์ กล่าว

ขณะเดียวกัน ภาวะการเงินโดยรวมอยู่ในระดับผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ สภาพคล่องในระบบการเงินอยู่ในระดับสูง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลและอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอยู่ในระดับต่ำ ด้านอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ทรงตัวจากการประชุมครั้งก่อน ส่วนเงินบาทเมื่อเทียบกับคู่ค้า คู่แข่งไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ ในระยะข้างหน้า มองว่า อัตราแลกเปลี่ยนยังมีแนวโน้มผันผวนสูงจากความไม่แน่นอนจากต่างประเทศโดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังต้องติดตามระบบการเงินโดยรวม ที่อาจมีความเปราะบางให้กับเสถียรภาพระบบการเงินได้ในอนาคต โดยเฉพาะพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น ในภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานานอาจนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควร

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวถึงกรณีที่ธปท. จะเสนอกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2561 ที่ระดับปัจจุบัน คือ 2.5% บวกลบ 1.5% หรือ อยู่ในช่วง 1-4% โดยมองว่า กรอบเท่าเดิมเป็นกรอบที่รับได้ สะท้อนว่า ธปท. ยังมั่นใจต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไปว่าจะเติบโตได้ตามศักยภาพ ซึ่งการดำเนินนโยบายด้านเงินเฟ้อในกรอบที่ตั้งใจไว้ ถือเป็นการชี้วัดเคพีไอของการประเมินผลงานด้วย

อย่างไรก็ตาม กรณีที่ในปีนี้เงินเฟ้อทั่วไปต่ำกว่ากรอบที่กำหนดไว้ธปท. ต้องมารายงานให้กระทรวงการคลังรับทราบว่าเกิดจากสาเหตุใด ซึ่งยืนยันว่า เงินเฟ้อจะสูง หรือต่ำกว่าเป้าหมาย เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่ในข้อตกลงที่ทำร่วมกัน ธปท. จะต้องใช้ทุกเครื่องมือในการบริหารงานอย่างเต็มที่ ซึ่งหากธปท.ได้ทำงานอย่างเต็มศักยภาพแล้ว เงินเฟ้อยังต่ำกว่าเป้าหมายก็ยอมรับได้

ที่มา หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- พฤหัสบดีที่ 9 พฤศจิกายน 2560