ข่าวเด่น

เมซีส์ อิงค์ ซึ่งเป็นห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ รายงานผลประกอบการที่น่าผิดหวังในไตรมาส 3 โดยแม้กำไรจะสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ แต่ก็มีรายได้และยอดขายต่ำกว่าคาด

ทั้งนี้ เมซีส์เปิดเผยว่า บริษัทมีกำไร 23 เซนต์/หุ้น สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 19 เซนต์/หุ้น

อย่างไรก็ดี ยอดขายในห้างเมซีส์ที่เปิดดำเนินงานมานานกว่า 1 ปี ร่วงลง 3.6% เทียบกับที่นักวิเคราะห์คาดว่ายอดขายจะลดลง 2.6%

นอกจากนี้ รายได้อยู่ที่ระดับ 5.28 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 5.31 พันล้านดอลลาร์

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560)

นายหลุยส์ เดอ กินโดส รมว.เศรษฐกิจ, อุตสาหกรรม และการแข่งขันของสเปน กล่าวว่า เศรษฐกิจสเปนมีแนวโน้มขยายตัว 2.3% ในปีหน้า โดยตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าวได้รวมผลกระทบจากวิกฤตการเมืองในแคว้นกาตาลุญญาไว้แล้ว

นายเดอ กินโดสยังระบุว่า รัฐบาลอาจปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าว หากสถานการณ์ในแคว้นกาตาลุญญามีการพัฒนาในเชิงบวก

ขณะเดียวกัน นายเดอ กินโดสยังปฏิเสธคำกล่าวของนายมาริอาโน ราฮอย นายกรัฐมนตรีสเปน ที่ได้กล่าวว่า รัฐบาลอาจปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีหน้าของสเปนอีกครั้งหนึ่ง อันเนื่องจากวิกฤตการเมืองในแคว้นกาตาลุญญา

"ไม่ใช่เลย ตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจสำหรับปีหน้าคือ 2.3% และตัวเลขคาดการณ์นี้ได้รวมผลกระทบจากวิกฤตการเมืองในแคว้นกาตาลุญญาไว้แล้ว" เขากล่าว

เมื่อเดือนที่แล้ว รัฐบาลสเปนได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจในปีหน้าสู่ระดับ 2.3% จากเดิมที่ระดับ 2.6%

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560)

คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ซึ่งเป็นองค์กรบริหารของสหภาพยุโรป (EU) แถลงในวันนี้ว่า เศรษฐกิจยูโรโซนมีแนวโน้มขยายตัวในปีนี้ในอัตราสูงสุดในรอบ 10 ปี หลังจากมีการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่สดใส ขณะที่ปัจจัยทางการเมืองชัดเจนขึ้น หลังการเลือกตั้งในหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์

ทั้งนี้ EC คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัว 2.2% ในปีนี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 โดยปรับตัวขึ้นจากตัวเลขคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 1.7%

นอกจากนี้ EC ยังได้ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีหน้าสู่ระดับ 2.1% จากเดิมที่ 1.8% ขณะที่เศรษฐกิจปี 2562 มีแนวโน้มขยายตัว 1.9%

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560)

นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% ต่อปี เนื่องจากประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าที่ประเมินไว้เดิมตามแรงส่งจากภาคต่างประเทศ ขณะที่อุปสงค์ในประเทศขยายตัวได้ดีขึ้น อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีทิศทางปรับตัว สูงขึ้นตามที่ประเมินไว้ ภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ใน ระดับผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

 

ขณะที่เสถียรภาพทางการเงินอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ยังมีความเสี่ยงบางจุดที่อาจสะสมความเปราะบางในระบบการเงินในระยะต่อไป คณะกรรมการมองว่า นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในปัจจุบันยังเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อให้กลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้ แม้ว่าต้องใช้ระยะเวลาอีกระยะหนึ่ง  อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำมานาน มองว่า จะเริ่มกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่วางไว้ที่ 1-4% ในช่วงกลางปี 2561 ส่วนมาตรการช็อปช่วยชาติ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นด้านการบริโภค แต่จะมีผลต่อระบบเศรษฐกิจนั้นจะต้องติดตามผลหลังจากมาตรการบังคับใช้

ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าที่ประเมินไว้จากการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวที่ปรับดีขึ้นต่อเนื่องตามการฟื้นตัว ของเศรษฐกิจโลกที่เข้มแข็งมากขึ้น ส่วนการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่อง แต่รายได้ของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยยังฟื้นตัวไม่ชัดเจน รวมทั้ง ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม อาจยังไม่ได้รับผลประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ การลงทุนภาคเอกชนปรับดีขึ้นต่อเนื่องตามการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ การลงทุนภาครัฐยังเป็นแรงขับเคลื่อนให้กับเศรษฐกิจแม้ชะลอตัวลงบ้างตามการเบิกจ่าย

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับความเสี่ยงจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศที่ต้องติดตามพัฒนาการต่อไปอย่างใกล้ชิด เช่น ผลกระทบจากมาตรการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

"อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับสูงขึ้นเล็กน้อยตามราคาอาหารสดและราคาพลังงานที่ทยอยปรับสูงขึ้นขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ยังอยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งยังต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นได้ช้ากว่าในอดีต ทั้งนี้ ในระยะต่อไปอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างช้าๆ ตามการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศ และ การปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิต รวมถึงผลกระทบ จากมาตรการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวที่อาจมีผล ต่อค่าจ้างแรงงานในระยะข้างหน้า" นายจาตุรงค์ กล่าว

ขณะเดียวกัน ภาวะการเงินโดยรวมอยู่ในระดับผ่อนคลายและเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ สภาพคล่องในระบบการเงินอยู่ในระดับสูง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลและอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอยู่ในระดับต่ำ ด้านอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ทรงตัวจากการประชุมครั้งก่อน ส่วนเงินบาทเมื่อเทียบกับคู่ค้า คู่แข่งไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ ในระยะข้างหน้า มองว่า อัตราแลกเปลี่ยนยังมีแนวโน้มผันผวนสูงจากความไม่แน่นอนจากต่างประเทศโดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังต้องติดตามระบบการเงินโดยรวม ที่อาจมีความเปราะบางให้กับเสถียรภาพระบบการเงินได้ในอนาคต โดยเฉพาะพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น ในภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานานอาจนำไปสู่การประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควร

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวถึงกรณีที่ธปท. จะเสนอกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2561 ที่ระดับปัจจุบัน คือ 2.5% บวกลบ 1.5% หรือ อยู่ในช่วง 1-4% โดยมองว่า กรอบเท่าเดิมเป็นกรอบที่รับได้ สะท้อนว่า ธปท. ยังมั่นใจต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไปว่าจะเติบโตได้ตามศักยภาพ ซึ่งการดำเนินนโยบายด้านเงินเฟ้อในกรอบที่ตั้งใจไว้ ถือเป็นการชี้วัดเคพีไอของการประเมินผลงานด้วย

อย่างไรก็ตาม กรณีที่ในปีนี้เงินเฟ้อทั่วไปต่ำกว่ากรอบที่กำหนดไว้ธปท. ต้องมารายงานให้กระทรวงการคลังรับทราบว่าเกิดจากสาเหตุใด ซึ่งยืนยันว่า เงินเฟ้อจะสูง หรือต่ำกว่าเป้าหมาย เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่ในข้อตกลงที่ทำร่วมกัน ธปท. จะต้องใช้ทุกเครื่องมือในการบริหารงานอย่างเต็มที่ ซึ่งหากธปท.ได้ทำงานอย่างเต็มศักยภาพแล้ว เงินเฟ้อยังต่ำกว่าเป้าหมายก็ยอมรับได้

ที่มา หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- พฤหัสบดีที่ 9 พฤศจิกายน 2560

 

 

นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อยู่ที่ 33.12 บาท/ดอลลาร์ ทรงตัวใน

 
ระดับเดียวกับช่วงปิดตลาดเย็นวานนี้ เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามา

"บาททรงตัวจากเย็นวานนี้ รอปัจจัยใหม่ทั้งสองด้าน ช่วงนี้ยังไม่มีตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ ส่วนปัจจัยที่ตลาดจับตามองคือ

ความคืบหน้าแผนปฏิรูปภาษีของสหรัฐฯ" นักบริหารเงิน กล่าว
นักบริหารเงิน คาดวันนี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 33.05-33.15 บาท/ดอลลาร์
"ทิศทางบาทวันนี้น่าจะแกว่งตัวแคบๆ ในกรอบ" นักบริหารเงิน กล่าว
 
* ปัจจัยสำคัญ
 

- เช้านี้เงินเยนอยู่ที่ 114.00 เยน/ดอลลาร์ จากเย็นวานนี้ที่ระดับ 113.71 เยน/ดอลลาร์

- ส่วนเงินยูโรอยู่ที่ 1.1588 ดอลลาร์/ยูโร จากเย็นวานนี้ที่ระดับ 1.1593 ดอลลาร์/ยูโร

- อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของธปท.อยู่ที่ระดับ 33.1370 บาท/ดอลลาร์

- ติดตามการแถลงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือนต.ค. ของหอการค้าไทย ร่วมกับ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

- รมว.คลัง เปิดเผยว่า คณะกรรมการขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์ระบบชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-เพ

ย์เมนต์ ที่มี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบให้ผู้มีรายได้น้อยที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

11.67 ล้านราย และร้านธงฟ้า สามารถเข้ามาชิงโชคจากการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการแจกรางวัลให้กับผู้ใช้และร้านธงฟ้า

ทุกเดือน อย่างละ 1 ล้านบาท โดยให้เริ่มจับรางวัลใน เดือน ธ.ค.นี้ ซึ่งเป็นการซื้อสินค้าในเดือน พ.ย.นี้

- สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระ

ราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การบริหารจัดการเงินฝากที่ไม่มีการเคลื่อนไหวของสถาบันการเงิน (ร่าง พ.ร.บ. Dormant Account)

กับหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ กรมบัญชีกลาง สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคาร

ไทย สมาคมธนาคารนานาชาติ และสภาสถาบันการเงินของรัฐ ซึ่งที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาหลักการและเหตุผล รวมถึงเนื้อหาของ

ร่างเป็นรายมาตรา

- สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (8 พ.ย.) เนื่อง

จากนักลงทุนมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับความล่าช้าในการผลักดันแผนปฏิรูปภาษีของคณะทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่ง

สหรัฐ หลังจากที่สื่อสหรัฐรายงานว่า บรรดาแกนนำพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาสหรัฐกำลังพิจารณาแผนเลื่อนเวลาบังคับใช้กฎหมายปฏิรูป

ระบบภาษีออกไปอีก 1 ปี เนื่องจากพวกเขามีความวิตกว่า การที่ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันพ่ายแพ้ให้กับคู่แข่งจากเดโมแครตในศึก

เลือกตั้งผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนียและนิวเจอร์ซีย์นั้น อาจทำให้กระบวนการปฏิรูประบบภาษีมีความซับซ้อนมากขึ้น

- สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกคืนนี้ (8 พ.ย.) โดยได้ปัจจัยหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ นอกจากนี้

ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีของสหรัฐ ยังส่งผลให้นักลงทุนหันมาถือครองทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย

- นักลงทุนจับตาร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีฉบับของวุฒิสภาสหรัฐ หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรได้เปิดเผยรายละเอียดของร่าง

กฎหมายดังกล่าวไปแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

คณะกรรมาธิการพิจารณาวิธีการจัดหารายได้ของสภาผู้แทนราษฎร (Committee on Ways and Means) กำลังอยู่ใน

ขั้นตอนการพิจารณาร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีของพรรครีพับลิกัน โดยร่างกฎหมายดังกล่าวครอบคลุมถึงการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงสู่

ระดับ 20% จากปัจจุบันที่ระดับ 35% และลดจำนวนขั้นบันไดในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จาก 7 ขั้น เหลือเพียง 4 ขั้น

คือ 12%, 25%, 35% และ 39.6%

- ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ที่นักลงทุนจับตา ได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์,

สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเดือนก.ย. และความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ย.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน

 

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานในวันนี้ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สำคัญ ปรับตัวขึ้น 1.9% ในเดือนต.ค. เมื่อเทียบเป็นรายปี

 
 

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานในวันนี้ว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดต้นทุนสินค้าที่หน้าประตูโรงงาน ปรับตัวขึ้น 6.9% ในเดือนต.ค. เมื่อเทียบเป็นรายปี

 

สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้คงระดับดัชนีการประเมินเศรษฐกิจในเดือนก.ย. ซึ่งบ่งชี้ถึงแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจยาวนานที่สุดอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นยุคหลังสงคราม

สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นประเมินดัชนีพ้องเศรษฐกิจคงเดิมที่ระดับ "ปรับตัวดีขึ้น" ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 12 การประเมินดังกล่าวครอบคลุมถึงข้อมูลด้านการผลิตและยอดค้าปลีก ซึ่งบ่งชี้ได้ว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีแนวโน้มขยายตัว

เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ระยะการขยายตัวในปัจจุบันนั้น เริ่มขึ้นในเดือนธ.ค. 2555 และคาดว่า ระยะการขยายตัวได้เข้าสู่เดือนที่ 58 เมื่อเดือนก.ย. แซงหน้าการเติบโตในช่วง 57 เดือนระหว่างปี 2508 - 2513 ที่เรียกกันว่า เป็นช่วงอิซานางิ บูม

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า นายโทชิมิตสึ โมเทกิ รัฐมนตรีที่ดูแลนโยบายเศรษฐกิจและการคลังของญี่ปุ่น กล่าวว่า การขยายตัวในปัจจุบันมีแนวโน้มว่า จะเกิดขึ้นยาวนานกว่าช่วงอิซานางิ บูม ที่เกิดขึ้นหลังจากมหกรรมโอลิมปิกส์ที่โตเกียวเมื่อปี 2507

 
 

นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เงินบาทปิดตลาดเย็นนี้ที่ระดับ 33.12 บาท/ดอลลาร์ จากตอน

 

เช้าที่เปิดตลาดที่ระดับ 33.14 บาท/ดอลลาร์ ระหว่างวันเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ระหว่าง 33.11-33.14 บาท/ดอลลาร์

"เป็นไปตามคาดว่าเงินบาทจะแข็งค่าลงมาเล็กน้อย หลังรู้ผล กนง. ส่วนปัจจัยชี้นำถัดไป ยังไม่มีอะไร ช่วงนี้ยังไม่มีตัว

เลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ คาดว่าตลาดน่าจะรอเรื่องความคืบหน้าแผนปฏิรูปภาษีของสหรัฐฯ" นักบริหารเงิน กล่าว

นักบริหารเงิน คาดว่า วันพรุ่งนี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 33.05 - 33.20 บาท/ดอลลาร์

 
* ปัจจัยสำคัญ
 

- เงินเยนอยู่ที่ระดับ 113.71 เยน/ดอลลาร์ จากตอนเช้าที่อยู่ที่ระดับ 113.83 เยน/ดอลลาร์

- ส่วนเงินยูโรอยู่ที่ระดับ 1.1593 ดอลลาร์/ยูโร จากตอนเช้าที่อยู่ที่ระดับ 1.1591 ดอลลาร์/ยูโร

- ดัชนี SET ปิดวันนี้ที่ระดับ 1,714.65 จุด เพิ่มขึ้น 1.90 จุด, +0.11% มูลค่าการซื้อขาย 59,447.37 ล้านบาท

- สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติซื้อสุทธิ 576.28 ลบ.(SET+MAI)

- ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันนี้ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ต่อ

ปี ซึ่งเป็นไปตามตลาดคาด หลังการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะจากปัจจัยด้านต่าง

ประเทศ ในขณะที่ยังต้องติดตามความเข้มแข็งของการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศ รวมถึงพัฒนาการเงินเฟ้อ คณะกรรมการฯ จึงเห็น

ว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนปรนต่อไป

- ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กน

ง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.50% ต่อเนื่องถึงปี 2561 เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจไทยที่ยังคงขยายตัวแบบไม่ทั่วถึง สำหรับอัตรา

เงินเฟ้อทั่วไป แม้จะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น แต่ยังคงอยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย

- กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) คาดว่า กนง. น่าจะยังคงดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมในอีก 2-

3 ไตรมาสหน้า และวัฎจักรการคุมเข้มนโยบายการเงินน่าจะเริ่มในช่วงปลายปี 2561

- รมว.คลัง กล่าวว่า กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อสำหรับปี 61 ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เสนอมาที่ระดับ

2.5% บวก/ลบ 1.5% หรืออยู่ในกรอบ 1-4% เท่ากับปี 60 นั้น ถือว่ารับได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ธปท.ยังมีความมั่นใจว่าเศรษฐกิจ

ไทยจะยังสามารถขยายตัวได้ภายใต้อัตราเงินเฟ้อในระดับนี้ และยังช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศโตได้เต็มศักยภาพ

- รมว.คลัง เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร เร่งนำระบบเทคโนโลยี

เข้ามาช่วยงานเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บข้อมูล โดยเฉพาะการเชื่อมโยงฐานข้อมูลการเก็บภาษีจากทั้ง 3 กรมให้เป็นฐานข้อมูล

เดียวกันในรูปแบบ Big Data เพื่อมาใช้กำหนดมาตรการดูแล และอุดช่องโหว่ในการหลบเลี่ยงภาษีให้ลดลง เนื่องจากในสังคมไทย

ยังมีกลุ่มคนที่คิดหลบเลี่ยง เสียภาษีไม่ถูกต้องอยู่อีก หากมีการนำเทคโนโลยีมาใช้จะช่วยลดการหลบเลี่ยงได้

- ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า แรงส่งของมาตรการช็อปช่วยชาติปีนี้จะกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในธุรกิจค้าปลีกใกล้เคียง

กับที่ภาครัฐได้ประเมินไว้ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท

-  แกนนำพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาสหรัฐ เปิดเผยว่า สมาชิกพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาสหรัฐเตรียมเปิดเผยรายละเอียด

ของร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีในวันศุกร์นี้

- นักเศรษฐศาสตร์ได้ออกมาแสดงความเห็นที่แตกต่างกันถึงผลที่จะเกิดขึ้นจากร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีของพรรครีพับลิกัน

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีฉบับใหม่ของคณะทำงานประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ

พิจารณาวิธีการจัดหารายได้ของสภาผู้แทนราษฎร (Committee on Ways and Means) ขณะที่นายพอล ไรอัน ประธานสภาผู้แทน

ราษฎรสหรัฐ คาดการณ์ว่า สภาผู้แทนราษฎรโหวตร่างกฎหมายดังกล่าว ก่อนช่วงเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้า ในวันที่ 23 พ.ย.นี้

- ฟิทช์ เรทติ้งส์ คาดการณ์ว่า ร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีของพรรครีพับลิกันจะสามารถผ่านความเห็นชอบจากทั้งวุฒิสภาและ

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ฟิทช์มองว่า กฎหมายปฏิรูปภาษีฉบับดังกล่าวอาจจะไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ในระยะยาว พร้อม

กับเตือนว่า กฎหมายดังกล่าวอาจส่งผลให้สหรัฐขาดดุลงบประมาณมากขึ้น
 
 

สำนักงานกิจการภาษีแห่งชาติจีน (SAT) ระบุว่า การปฏิรูปภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ได้ช่วยลดภาระภาษีให้กับภาคธุรกิจได้มากกว่า 1 ล้านล้านหยวน (1.506 แสนล้านดอลลาร์) นับตั้งแต่ที่มีการดำเนินการทั่วประเทศในเดือนพ.ค.ปีที่แล้ว

SAT เปิดเผยว่า เมื่อพิจารณาถึงช่วงสิ้นเดือนก.ย.ปีนี้ การปฏิรูปภาษีได้ช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจลดการจ่ายภาษีถึง 1.06 ล้านล้านหยวน หลังจากที่มีการนำภาษี VAT มาใช้ทดแทนภาษีธุรกิจ

ทั้งนี้ การปฏิรูปภาษี VAT ถือเป็นมาตรการสำคัญในการปฏิรูปเศรษฐกิจของจีน หลังจากที่มีการเริ่มทดลองใช้ในเซี่ยงไฮในปี 2555 และใช้ทั่วประเทศในเดือนพ.ค.ปีที่แล้ว

SAT ระบุว่า การขยายการปฏิรูปภาษี VAT ไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระภาษีเป็นจำนวนมาก แต่ยังได้ช่วยกระตุ้นการพัฒนาในภาคบริการ และหนุนการเพิ่มคุณภาพในภาคการผลิต รวมทั้งช่วยให้การบริโภคเพิ่มมากขึ้น