สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดขยับขึ้นเมื่อคืนนี้ (13 พ.ย.) หลังจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) เปิดเผยว่า การผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปกปรับตัวลดลงในเดือนต.ค. พร้อมกับคาดการณ์ว่าความต้องการน้ำมันของโอเปกจากประเทศต่างๆทั่วโลก จะปรับตัวเพิ่มขึ้นในปีหน้า

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธ.ค. ขยับขึ้น 2 เซนต์ หรือ 0.09% ปิดที่ 56.76 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนม.ค. ลดลง 36 เซนต์ หรือ 0.6% ปิดที่ 63.16 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ดีดตัวขึ้น หลังจากรายงานของโอเปกระบุว่า การผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปกในเดือนต.ค. ลดลง 0.46% เมื่อเทียบกับเดือนก.ย. สู่ระดับ 32.59 ล้านบาร์เรล เนื่องจากอิรัก ไนจีเรีย เวเนซุเอลา อัลจีเรีย และอิหร่าน ได้ปรับลดการผลิต

นอกจากนี้ โอเปกยังคาดการณ์ว่า ประเทศต่างๆทั่วโลกจะมีความต้องการใช้น้ำมันโอเปกในปีหน้าเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 33.42 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้น 360,000 บาร์เรล/วันจากตัวเลขคาดการณ์ก่อนหน้านี้ โดยการปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าวถือเป็นครั้งที่ 4 ติดต่อกันของโอเปก นับตั้งแต่ที่มีการประเมินครั้งแรกในเดือนก.ค.

อย่างไรก็ตาม สัญญาน้ำมันดิบ WTI ขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดในแดนลบ เนื่องจากบรรยากาศการซื้อขายได้รับปัจจัยกดดันจากรายงานของเบเกอร์ ฮิวจ์ ซึ่งระบุว่า แท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐมีจำนวนเพิ่มขึ้น 9 แท่น สู่ระดับ 738 แท่นในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 10 พ.ย. ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย.

นักลงทุนจับตาการประชุมโอเปกในวันที่ 30 พ.ย.นี้ที่กรุงเวียนนา ขณะที่นักวิเคราะห์ระบุว่า หากสมาชิกโอเปกเห็นพ้องกันเกี่ยวกับการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันออกไปอีก 9 เดือนจนถึงสิ้นปีหน้า จากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดในไตรมาสแรกของปีหน้า ก็จะส่งผลให้ตลาดเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันราว 830,000 บาร๋เรล/วันในปีหน้า เพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดว่าจะขาดแคลน 310,000 บาร์เรล/วัน

นักลงทุนรอดูรายงานสต็อกน้ำมันดิบประจำสัปดาห์ของสหรัฐ โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) จะเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวในวันพุธนี้ เวลา 22.30 น.ตามเวลาไทย

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่่ 14 พฤศจิกายน 2560)

สกุลเงินปอนด์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (13 พ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมืองในอังกฤษ หลังจากสื่อท้องถิ่นรายงานว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของสหราชอาณาจักรจำนวน 40 คนได้ลงชื่อในหนังสือขอยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี เทเรซา เมย์ ซึ่งทำให้ขณะนี้เหลืออีกเพียงอีก 8 รายชื่อก็จะสามารถเริ่มกระบวนการอภิปรายไม่ไว้วางใจตัวผู้นำหญิงอังกฤษได้ อย่างเป็นทางการ

ปอนด์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.3116 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3200 ดอลลาร์ ในขณะที่ยูโรแข็งค่าขึ้นแตะ 1.1668 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1660 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลง ที่ระดับ 0.7625 ดอลลาร์ จากระดับ 0.7659 ดอลลาร์

ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเยน 113.62 เยน จากระดับ 113.56 เยน แต่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9961 ฟรังก์สวิส จากระดับ 0.9962 ฟรังก์สวิส

ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.11% สู่ระดับ 94.496 เมื่อคืนนี้

ค่าเงินปอนด์ร่วงลงเมื่อเทียบดอลลาร์สหรัฐและยูโรเมื่อคืนนี้ เนื่องจากการนักลงทุนมีความวิตกเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมืองในอังกฤษ หลังมีรายงานว่าสมาชิกรัฐสภาอังกฤษ 40 คน กำลังยื่นถอดถอนนางเทเรซา เมย์ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษ

ทั้งนี้ การยื่นหนังสือขออภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯเมย์ จะต้องใช้รายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 48 รายชื่อ ซึ่งล่าสุดมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลงชื่อไปแล้ว 40 คน

ด้านสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นในกรอบจำกัดเมื่อคืนนี้ หลังถูกกดดันจากกระแสความวิตกกังวลเกี่ยวกับความล่าช้าในการผลักดันกฎหมาย ปฏิรูปภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสหรัฐได้เปิดเผยรายละเอียดของร่างกฎหมาย ปฏิรูปภาษีของแต่ละสภา ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญที่แตกต่างกัน รวมถึงกรอบเวลาในการเริ่มบังคับใช้มาตรการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคล

อย่างไรก็ตาม ดอลลาร์ยังคงได้แรงหนุนอย่างต่อเนื่องจากแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐ

นักลงทุนจับตาดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้แก่ ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนต.ค., ดัชนีภาคการผลิต (Empire State Manufacturing Index) เดือนพ.ย.จากเฟดนิวยอร์ก, ยอดค้าปลีกเดือนต.ค., ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนต.ค., สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือนก.ย., ราคานำเข้าและส่งออกเดือนต.ค., จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนต.ค. และตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านและการอนุญาก่อสร้างเดือนต.ค.

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560)

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (13 พ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อสัญญาทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย หลังจากตลาดหุ้นทั่วโลกปรับฐานลง อันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับกรอบเวลาในการบังคับใช้ร่างกฎหมาย ปฏิรูปภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 4.70 ดอลลาร์ หรือ 0.37% ปิดที่ระดับ 1278.90 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 17.6 เซนต์ หรือ 1.04% ปิดที่ 17.047 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนม.ค. เพิ่มขึ้น 3.50 ดอลลาร์ หรือ 0.38% ปิดที่ 935.60 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนธ.ค. ร่วงลง 3.40 ดอลลาร์ หรือ 0.3% ปิดที่ 989.70 ดอลลาร์/ออนซ์

นักลงทุนเข้าซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย หลังจากตลาดหุ้นทั่วโลกปรับฐานลง อันเนื่องมาจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับความล่าช้าในการผลักดันกฎหมายปฏิรูป ภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากสมาชิกพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาเสนอให้มีการชะลอการปรับลดภาษีเงินได้ นิติบุคคลจาก 35% สู่ระดับ 20% ออกไปอีก 1 ปี จนถึงปี 2562 นอกจากนี้ ร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีฉบับของวุฒิสภายังมีเนื้อหาแตกต่างจากฉบับของสภาผู้แทน ราษฎร ซึ่งอาจทำให้ร่างกฎหมายฉบับนี้มีความซับซ้อนมากขึ้น
ทั้งนี้ สภาผู้แทนราษฎรมีกำหนดลงมติต่อร่างกฎหมายดังกล่าวในสัปดาห์นี้

นักลงทุนจับตาดูข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐ ซึ่งรวมถึงดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนต.ค.ที่จะมีการเปิดเผยในวันนี้ และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนต.ค.ที่จะมีการเปิดเผยในวันพรุ่งนี้ เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร กลางสหรัฐ (เฟด) ในการประชุมเดือนธ.ค.

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560)

ราคาน้ำมันเฉลี่ยรายสัปดาห์เพิ่มขึ้นทุกชนิด โดยน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) เพิ่มขึ้น 2.78 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 63.78 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบเวสท์เท็กซัสฯ (WTI) เพิ่มขึ้น 2.45 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 57.05 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบดูไบ (Dubai) เพิ่มขึ้น 2.93 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 61.69 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินออกเทน 95 เพิ่มขึ้น 3.17 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 76.81 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และน้ำมันดีเซล เพิ่มขึ้น 1.81 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 72.80 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล


ปัจจัยที่กระทบต่อราคาน้ำมันดิบในเชิงบวก

- มกุฎราชกุมาร Salman ของซาอุดีอาระเบียจับกุมเชื้อพระวงศ์ รวมทั้งรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีรวมกว่า 200 รายจากการทุจริตคอรัปชั่น เปิดโอกาสให้พระองค์แต่งตั้งบุคคลที่ใกล้ชิดดำรงตำแหน่งสำคัญแทนที่ ทั้งนี้อัยการสูงสุดของซาอุดีอาระเบียประเมินว่ามีการทุจริตอย่างเป็นระบบ มูลค่ารวมกว่า 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และระบุว่าการจับกุมครั้งนี้เป็นเพียงการเริ่มต้น

- ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับซาอุดีอาระเบียทวีความตึงเครียด ล่าสุดวันที่ 4 พ.ย. 60 กลุ่ม Houthi ในเยเมนใช้ขีปนาวุธยิงโจมตีเมืองหลวงของซาอุดีอาระเบียแม้ไม่สำเร็จ แต่ซาอุดีอาระเบียกล่าวหาว่าเป็นอาวุธจากอิหร่าน ขณะที่ประธานาธิบดีอิหร่าน นาย Hassan Rouhani ระบุว่ากลุ่ม Houthi เป็นการตอบโต้การใช้กำลังทางอากาศของซาอุดีอาระเบียที่โจมตีเยเมนอย่างหนัก และต่อเนื่องนานเกือบ 3 ปี สร้างความเสียหายแก่เยเมนอย่างรุนแรง

- JBC Energy รายงานปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบของเวเนซุเอลาสู่สหรัฐฯ เดือน ต.ค.60 ลดลงจากเดือนก่อน 100,000 บาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ระดับ 430,000บาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณต่ำสุดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532

- Reuters รายงานลิเบียมีแผนส่งออกน้ำมันดิบลดลง เนื่องจากโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ ในเมือง Ubari มีกำหนดเริ่มเดินเครื่องปลายเดือน พ.ย. 60 และต้องการใช้น้ำมันดิบจากแหล่ง Sharara เป็นเชื้อเพลิง เริ่มที่ปริมาณ 30,000 บาร์เรลต่อวัน และเพิ่มเป็น 50,000 บาร์เรลต่อวัน ปัจจุบันแหล่ง Sharara ผลิตที่ระดับ 300,000 บาร์เรลต่อวัน


ปัจจัยที่กระทบต่อราคาน้ำมันดิบในเชิงลบ

- Energy Information Administration (EIA) รายงานปริมาณสำรองน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 3 พ.ย. 60 เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 2.2 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ 457.1 ล้านบาร์เรล และปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 670,000 บาร์เรลต่อวัน อยู่ที่ 9.62 ล้านบาร์เรลต่อวัน สูงสุดตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2526 กรมศุลกากรของจีน (General Administration of Customs) รายงานปริมาณนำเข้าน้ำมันดิบ เดือน ต.ค. 60 ลดลงจากเดือนก่อน 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน มาอยู่ที่ระดับ 7.3 ล้านบาร์เรลต่อวันและเป็นปริมาณนำเข้าที่ต่ำที่สุดในรอบ 13 เดือน เพราะโรงกลั่นเอกชนนำเข้าครบตามโควต้าที่ได้รับการจัดสรร

- EIA คาดปริมาณการผลิต Shale Oil ในเดือน พ.ย. 60 จะเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 35% สู่ระดับ 6.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และจำนวนหลุมผลิตน้ำมันที่ขุดเจาะแล้วเสร็จ แต่ยังไม่ดำเนินการผลิต (Drilled-but-Uncompleted) เดือน ก.ย. 60 เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 43 % มาอยู่ที่ 7,120 หลุม


แนวโน้มราคาน้ำมันดิบ

ราคาน้ำมันดิบ ICE Brent และ NYMEX WTI มีแนวโน้มลดลง หลังแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบในสหรัฐฯ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 10 พ.ย. 60 เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 9 แท่น เพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 5 เดือน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางปะทุและมีโอกาสบานปลาย หลังเกิดความตึงเครียดระลอกใหม่ระหว่างซาอุฯ และอิหร่านทั้งในสมรภูมิเดิมที่เยเมน, เลบานอนและบาห์เรนซึ่งเกิดเหตุระเบิดท่อขนส่งน้ำมันดิบ A-B (ปริมาณสูบถ่าย 230,000 บาร์เรลต่อวัน) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ สถานการณ์ยังซับซ้อนขึ้นเนื่องจากบาห์เรนมีฐานทัพสหรัฐฯ ตั้งอยู่ ล่าสุด สหรัฐฯ และฝรั่งเศสเห็นว่าการตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกฯ เลบานอนของนาย Saad al-Hariri เป็นการตัดสินใจของตนเอง และหลายฝ่ายคาดว่านาย Saad al-Hariri ยังถูกควบคุมตัวอยู่ที่ซาอุฯ ส่วนกองกำลัง Hezbollahประณามการแทรกแซงของซาอุฯ และกล่าวว่าซาอุฯ ยุแยงให้อิสราเอลโจมตีเลบานอน ส่วนด้านอุปสงค์ Reuters ประเมินว่าผู้ค้าน้ำมันนำเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่ หรือ Very Large Crude Carrier (VLCC) ที่สามารถบรรทุกน้ำมันดิบลำละ 2 ล้านบาร์เรล เก็บน้ำมันดิบ (Floating Storage) บริเวณน่านน้ำสิงคโปร์ และทางตะวันตกของมาเลเซีย ปัจจุบันมีอยู่ 15 ลำ บรรทุกน้ำมันดิบรวมประมาณ 30 ล้านบาร์เรล ลดลงครึ่งหนึ่งจากเดือน มิ.ย. 60 แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์น้ำมันดิบล้นตลาดเริ่มคลายลงในแถบเอเชีย ซึ่งความต้องการใช้สูงขึ้น ประกอบกับโครงสร้างราคาซื้อขายล่วงหน้ากลายเป็น Backwardation ซึ่งไม่เหมาะสำหรับการกักเก็บน้ำมัน ทางด้านเทคนิคในสัปดาห์นี้คาดว่าราคาน้ำมันดิบ ICE Brent จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 61.0-65.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบ NYMEX WTI อยู่ในกรอบ 55.0-59.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบ Dubai จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 60.0-64.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล


สถานการณ์ราคาน้ำมันเบนซิน

ราคาเฉลี่ยน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นจาก Platts รายงานตลาดน้ำมันเบนซินในเอเชียต้น พ.ย. 60 แข็งแกร่งต่อเนื่องจาก ต.ค. 60 หลังอุปทานจากอินเดียถูกดึงไปทางภูมิภาคตะวันออกกลาง และแอฟริกา ขณะที่โรงกลั่นน้ำมันในเอเชียเหนือลดการผลิตน้ำมันเบนซิน และหันมาผลิตน้ำมันก๊าดที่ความต้องการใช้ในประเทศสูงขึ้น เพื่อทำความอบอุ่น ประกอบกับ บริษัท Valero Energy ในสหรัฐฯ เข้าซื้อน้ำมันเบนซินส่งมอบที่ New York Harbor เนื่องจากอุปทานในระบบขาดแคลน หลังโรงกลั่น Pembroke (กำลังการกลั่น 270,000 บาร์เรลต่อวัน) ใน Wales ของสหราชอาณาจักร หยุดดำเนินการหน่วย Fluid Catalytic Converter (FCC กำลังการผลิต 90,000 บาร์เรลต่อวัน) ฉุกเฉินเมื่อต้นสัปดาห์ก่อน ด้านปริมาณสำรองน้ำมันเบนซิน Energy Information Administration (EIA) รายงานปริมาณสำรองน้ำมันเบนซิน เชิงพาณิชย์ในสหรัฐฯ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 3 พ.ย. 60 ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 3.3 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ 209.5 ล้านบาร์เรล ต่ำสุดในรอบ 3 ปี และรายงานอุปสงค์น้ำมันเบนซินอยู่ที่ 9.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี 5 % และ International Enterprise Singapore (IES) ของสิงคโปร์รายงานปริมาณสำรอง Light Distillatesเชิงพาณิชย์ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 8 พ.ย. 60 ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 860,000 บาร์เรล มาอยู่ที่ 10.70 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม Society of Motor Manufacturers and Trader ของอังกฤษรายงานยอดขายรถยนต์ เดือน ต.ค. 60 ลดลงจากเดือนก่อน 12 % อยู่ที่ 158,192 คัน และยอดขายเฉลี่ย เดือน ม.ค.-ต.ค. 60 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 4.6% อยู่ที่ 2.2 ล้านคัน เนื่องจากผู้บริโภคชะลอการซื้อรถ เพราะเกรงว่ารัฐบาลจะออกมาตรการเพื่อกระตุ้นให้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า อาทิ เก็บค่าธรรมเนียมการใช้พลังงานจากน้ำมัน เพื่อให้การสนับสนุนประกาศยกเลิกการผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน ปี พ.ศ. 2583 กอรปกับโรงกลั่น CorpusChristi (กำลังการกลั่น 163,000 บาร์เรลต่อวัน) ในมลรัฐเท็กซัสฯ ของบริษัท Citgo กลับมาเดินเครื่อง Catalytic Converter (กำลังการผลิต 30,000 บาร์เรลต่อวัน) ซึ่งปิดดำเนินการแต่วันที่ 6 พ.ย. 60 จากปัญหาทางเทคนิค ในสัปดาห์นี้คาดว่าราคาน้ำมันเบนซิน จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 75.0-79.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล


สถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซล

ราคาเฉลี่ยน้ำมันดีเซลรายสัปดาห์เพิ่มขึ้นจาก Platts รายงานอุปทานน้ำมันดีเซลในตลาดจร (Spot) บริเวณยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือ (NWE) ตึงตัว เนื่องจากมีอุปสงค์จากอเมริกาใต้และแอฟริกาตะวันตกอย่างต่อเนื่อง ด้านปริมาณสำรอง EIA รายงานปริมาณสำรอง Distillates เชิงพาณิชย์ในสหรัฐฯ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 3 พ.ย. 60 ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 3.4 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ 125.6 ล้านบาร์เรล ต่ำสุดในรอบเกือบ 4 ปี และ IES รายงานปริมาณสำรอง Middle Distillates เชิงพาณิชย์ของสิงคโปร์ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 8 พ.ย. 60 ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 450,000 บาร์เรล มาอยู่ที่ 11.55 ล้านบาร์เรล ต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม บริษัทMangalore Refinery and Petrochemicals (MRPL) ของอินเดียขาย High Speed Diesel (HSD) 0.005 %S ปริมาณ 600,000 บาร์เรล ส่งมอบวันที่ 8-10 ธ.ค. 60 และ Bharat Petroleum Corp. Ltd. (BPCL) ของอินเดียออกประมูลขายน้ำมันดีเซล ปริมาณกำมะถัน 0.005 % S ปริมาณ 633,000 บาร์เรล ส่งมอบปลายเดือน พ.ย. 60 ทางด้านเทคนิคในสัปดาห์นี้คาดว่าราคาน้ำมันดีเซล จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 71.0-75.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ที่มา : ThaiPR.net (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560)

กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ออกรายงานประจำเดือนพ.ย.ระบุว่า ประเทศต่างๆทั่วโลกจะมีความต้องการใช้น้ำมันโอเปกในปีหน้าเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 33.42 ล้านบาร์เรล/วัน โดยตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้น 360,000 บาร์เรล/วันจากตัวเลขคาดการณ์ก่อนหน้านี้

การปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าวถือเป็นครั้งที่ 4 ติดต่อกันของโอเปก นับตั้งแต่ที่มีการประเมินครั้งแรกในเดือนก.ค.

นอกจากนี้ รายงานยังคาดการณ์ว่า อุปสงค์น้ำมันจะเพิ่มขึ้น 1.51 ล้านบาร์เรล/วันในปีหน้า โดยเพิ่มขึ้น 130,000 บาร์เรล/วันจากตัวเลขคาดการณ์เดิม สู่ระดับ 98.45 ล้านดอลลาร์/บาร์เรล โดยได้แรงหนุนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่ดีดตัวสู่ระดับ 3.7% ในปีหน้า โดยเพิ่มขึ้นจากตัวเลขคาดการณ์เดิมที่ระดับ 3.5%

รายงานระบุว่า การประชุมโอเปกที่กรุงเวียนนาในวันที่ 30 พ.ย. หากสมาชิกเห็นพ้องกันเกี่ยวกับการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันออกไปอีก 9 เดือนจนถึงสิ้นปีหน้า จากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดในไตรมาสแรกของปีหน้า ก็จะส่งผลให้ตลาดเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันราว 830,000 บาร๋เรล/วันในปีหน้า เพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดว่าจะขาดแคลน 310,000 บาร์เรล/วัน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560)

นายโมฮัมเหม็ด บาร์คินโด เลขาธิการกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) กล่าวว่า นักลงทุนไม่จำเป็นต้องกังวลว่าอุปสงค์น้ำมันจะแตะระดับสูงสุดก่อนปี 2583

นายบาร์คินโดกล่าวว่า ตัวเลขคาดการณ์ของโอเปกบ่งชี้ว่าอุปสงค์น้ำมันจะยังไม่แตะระดับสูงสุดในช่วงหลายทศวรรษข้างหน้า

เลขาธิการโอเปกระบุว่า ประชากรทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้มีคนจำนวนมากขึ้นที่จะมีชีวิตอยู่โดยไม่สามารถมีกระแสไฟฟ้า ก๊าซหุงต้ม และเครื่องทำความร้อน ซึ่งสิ่งเหล่านี้บ่งชี้ว่าอุปสงค์น้ำมันจะยังไม่พุ่งแตะระดับสูงสุดก่อนที่จะถึงปี 2583

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560)

นายซูเฮล อัล-มัสรู รมว.พลังงานของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กล่าวว่า เขาคาดว่ากลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และประเทศนอกกลุ่มโอเปก จะบรรลุข้อตกลงขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตในการประชุมสิ้นเดือนนี้

นายอัล-มัสรูกล่าวว่า "การคาดการณ์ของผมก็คือโอเปกจะยังคงดำเนินการปรับลดการผลิตต่อไปเพื่อสร้างความสมดุลในตลาด"

เขากล่าวเสริมว่า ขณะนี้ยังไม่มีสมาชิกประเทศใดแสดงการคัดค้านการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน แต่ที่ประชุมยังคงต้องพิจารณาร่วมกันเกี่ยวกับช่วงเวลาในการขยายการปรับลดการผลิต

นักลงทุนจับตาการประชุมโอเปกที่กรุงเวียนนาในวันที่ 30 พ.ย. ซึ่งจะมีการหารือกันเกี่ยวกับการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน

ซาอุดิอาระเบียและรัสเซียต่างก็สนับสนุนให้มีการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันออกไปอีก 9 เดือนจนถึงสิ้นปีหน้า จากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดในไตรมาสแรกของปีหน้า

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560)

นายโทมัส สเตฟเฟน รมช.คลังเยอรมนี กล่าวในวันนี้ว่า เขามีความวิตกว่าอังกฤษจะไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับทางสหภาพยุโรป (EU) เกี่ยวกับการการแยกตัวออกจาก EU (Brexit)

นายสเตฟเฟนกล่าวว่า "เราควรเตรียมพร้อมรับมือสำหรับกรณีที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นในเดือนมี.ค.2562 ซึ่งขณะนี้ผมมองไม่เห็นความคืบหน้าในการเจรจา" นายสเตฟเฟนกล่าว

ทั้งนี้ ผู้นำ EU มีกำหนดจัดการประชุมสุดยอดในวันที่ 14-15 ธ.ค. เพื่อพิจารณาดูว่ามีความคืบหน้าในการเจรจาเพียงพอที่จะยกระดับการเจรจาไปสู่ประเด็นความสัมพันธ์ทางการค้ากับอังกฤษหรือไม่ ซึ่งผู้นำ EU ระบุว่าจะต้องมีความคืบหน้าในการเจรจาใน 3 ประเด็น ก่อนที่จะมีการเจรจาประเด็นความสัมพันธ์ทางการค้ากับอังกฤษ

นายมิเชล บาร์นิเยร์ หัวหน้าคณะเจรจาของฝ่าย EU กล่าวว่า อังกฤษควรประกาศจุดยืนที่ชัดเจนใน 3 ประเด็นหลักภายในเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งได้แก่ วงเงินที่อังกฤษจะจ่ายให้แก่ EU ก่อนที่จะแยกตัวอย่างเป็นทางการ, ปัญหาเรื่องชายแดนของไอร์แลนด์ และประเด็นสิทธิพลเมืองของ EU ในอังกฤษ

"มีแต่เพียงผลลัพธ์จากการเจรจาที่มีความจริงใจใน 3 ประเด็นดังกล่าวเท่านั้น ที่จะช่วยให้การเจรจาคืบหน้าเข้าสู่ช่วงที่ 2" เขากล่าว

ทางด้านนายอันโตนิโอ ทาจานี ประธานรัฐสภายุโรป กล่าวว่า อังกฤษควรจ่ายเงินอย่างน้อย 6 หมื่นล้านยูโร (7 หมื่นล้านดอลลาร์) สำหรับการแยกตัวออกจาก EU เพื่อปฏิบัติตามภาระผูกพันทางการเงิน

"ถ้า EU ยอมรับวงเงินที่ต่ำกว่านี้ ประชากรของยุโรปก็จะต้องจ่ายส่วนต่างที่เหลือ แต่ทำไมเราต้องให้ชาวเยอรมัน อิตาเลียน สเปน หรือดัชท์ต้องมาจ่ายเงินในส่วนของอังกฤษ" นายทาจานีกล่าว

ทั้งนี้ ประเด็นการจ่ายเงินค่า Brexit ดังกล่าว ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดที่ขัดขวางการเจรจาระหว่างอังกฤษและ EU ก่อนที่อังกฤษมีกำหนดต้องแยกตัวออกจาก EU ในเดือนมี.ค.2562

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560)

ธนาคารกลางจีนเปิดเผยว่า ยอดการปล่อยสินเชื่อใหม่ในสกุลเงินหยวนพุ่งแตะระดับ 6.632 แสนล้านหยวน (1 แสนล้านดอลลาร์) ในเดือนต.ค. โดยเพิ่มขึ้น 1.19 หมื่นล้านหยวนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว

ส่วนปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบ M2 ซึ่งครอบคลุมเงินสดหมุนเวียนและเงินฝากทุกประเภท ปรับตัวขึ้น 8.8% ในช่วงสิ้นเดือนต.ค. เมื่อเทียบรายปี หลังจากที่ขยายตัว 9.2% ในเดือนก.ย.

ทางด้านปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบ M1 ซึ่งครอบคลุมกระแสเงินสดหมุนเวียนและเงินฝากเผื่อเรียก (demand deposits) ปรับตัวขึ้น 13% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 52.6 ล้านล้านหยวน หลังจากปรับตัวขึ้น 14% ในเดือนก.ย.

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560)

สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานในวันนี้ว่า อัตราการใช้กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมพุ่งแตะระดับ 76.6% ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี

ทั้งนี้ อัตราการใช้กำลังการผลิตในภาคอุตสาหกรรมแตะระดับ 76.8% ในไตรมาส 3 โดยทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 และเพิ่มขึ้น 3.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

ผลการสำรวจ 41 กลุ่มอุตสาหกรรม พบว่า 39 กลุ่มมีอัตราการใช้กำลังการผลิตสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ขณะที่กลุ่มผลิตเครื่องมืออุตสาหกรรมมีอัตราการใช้กำลังการผลิตพุ่งแตะระดับ 79.1% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในไตรมาส 3

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560)