รอยเตอร์ - กำลังการผลิตน้ำมันดิบของอิหร่านจะเพิ่มขึ้นเป็น 4 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในเดือนมีนาคม ปี 2017 สถานีโทรทัศน์แห่งชาติอิหร่านอ้างคำแถลงจาก บิจาน นัมดาร์ ซันกาเนห์ รัฐมนตรีกระทรวงน้ำมัน วันนี้ (6 เม.ย.)

“สำหรับปีงบประมาณปัจจุบัน ยอดส่งออกน้ำมันดิบคาดว่าจะอยู่ที่ราวๆ 2,250,000 บาร์เรลต่อวัน นั่นหมายความว่ากำลังการผลิตของเราในปีนี้ (ปีปฏิทินอิหร่าน) จะเพิ่มขึ้นจนแตะระดับ 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน” ซันกาเนห์ระบุ โดยปีใหม่อิหร่านนั้นเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา

ยอดส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจถูกผ่อนคลายลงเมื่อเดือน ม.ค. ตามเงื่อนไขของข้อตกลงควบคุมนิวเคลียร์ที่เตหะรานทำร่วมกับมหาอำนาจ 6 ชาติ

การคว่ำบาตรที่สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปใช้บีบคั้นโครงการนิวเคลียร์อิหร่านตั้งแต่ต้นปี 2012 ส่งผลให้อิหร่านส่งออกน้ำมันได้น้อยลง จากที่เคยอยู่ในระดับ 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวันก่อนปี 2011 ลดลงมาเหลือเพียง 1 ล้านบาร์เรลเศษๆ ในช่วงไม่กี่ปีมานี้

รัฐบาลอิหร่านปฏิเสธที่จะตรึงกำลังการผลิตไว้ในระดับเดียวกับเมื่อ เดือน ม.ค. คือราวๆ 2.93 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามการประเมินของแหล่งข่าวทุติยภูมิในกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) และยังมุ่งมั่นที่จะฟื้นกำลังการผลิตให้สูงยิ่งไปกว่าช่วงก่อนจะถูกคว่ำบาตร เสียอีก

“ยอดส่งออกน้ำมันของอิหร่านเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่มาตรการคว่ำบาตรถูกยก เลิกไป ในช่วง 10 เดือนตั้งแต่เดือน มี.ค. ปี 2016 กำลังการผลิตน้ำมันรายเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ 1,350,000 บาร์เรลต่อวัน” ซันกาเนห์กล่าว

เขาระบุด้วยว่า ยอดส่งออกน้ำมันของอิหร่านพุ่งเกิน 2 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเอสฟานด์และฟาร์วาร์ดินตามปฏิทินอิหร่าน ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 19 เม.ย.นี้

ราคาน้ำมันขยับสูงขึ้นเมื่อวันอังคาร (5) หลังคูเวตออกมาคาดการณ์ว่าผู้ผลิตรายใหญ่ๆ จะบรรลุข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตน้ำมันเอาไว้ในเดือนนี้ แม้ว่าอิหร่านจะไม่เห็นด้วยก็ตาม

สมาชิกกลุ่ม OPEC จะจัดการประชุมร่วมกับประเทศผู้ส่งออกน้ำมันนอก OPEC ที่กรุงโดฮาในวันที่ 17 เม.ย. เพื่อหารือความเป็นไปได้ที่จะคงกำลังการผลิตไว้เท่าเดิมเพื่อพยุงราคาน้ำมัน

ผลของการเจรจาที่โดฮาคาดว่าจะช่วยขยายขอบเขตของข้อตกลงตรึงกำลังการ ผลิตน้ำมันที่กาตาร์ เวเนซุเอลา ซาอุดีอาระเบีย และรัสเซีย ได้ตกลงกันไว้เมื่อเดือน ก.พ.

เจ้าหน้าที่อิหร่านได้ประกาศชัดเจนว่าเตหะรานจะเพิ่มกำลังการผลิต น้ำมันต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะคืนสู่สถานะผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ อย่างที่เคยเป็นตอนก่อนจะถูกตะวันตกคว่ำบาตร

ซันกาเนห์เคยเกริ่นไว้เมื่อเดือนที่แล้วว่า อิหร่านจะยอมเจรจากับ OPEC เรื่องคงกำลังการผลิตก็ต่อเมื่อสามารถผลิตน้ำมันได้ถึง 4 ล้านบาร์เรลต่อวันแล้วเท่านั้น ตามรายงานของสำนักข่าว ISNA

ที่มา : MGR Online (วันที่ 7 เมษายน 2559)

สนพ. เผย เอเปก มองอีก 20 - 30 ปีไทย ใช้พลังงานพุ่ง 86% นำเข้าเพิ่มขึ้น 78% จาก 42%

ดร.ทวา รัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยพลังงานเอเชีย-แปซิฟิก นำเสนอภาพอนาคตอุปสงค์และอุปทานพลังงานของเอเปก และประเทศไทย โดยเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ระหว่างบุคลากรด้านนโยบายภาครัฐ กับผู้เชี่ยวชาญต่อการกำหนดสมมุติฐาน และผลการพยากรณ์อุปสงค์อุปทานพลังงาน จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อการนำมาประยุกต์ใช้ในการพยากรณ์ความต้อง การพลังงานของประเทศให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ตลอดจนเป็นแนวทางการกำหนดนโยบายด้านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับ สถานการณ์ของประเทศและโลกต่อไป

ดร.อาทิตย์ ทิพย์พิชัย นักวิจัยศูนย์วิจัยพลังงานเอเชีย-แปซิฟิก กล่าวว่า ได้นำข้อมูลผลจากการพยากรณ์ความต้องการใช้พลังงานของ 21 ประเทศ ในกลุ่มเอเปก โดยหนึ่งในนั้นคือ ประเทศไทย ซึ่งได้มีการประมาณการว่า ในอีก 20 - 30 ปีข้างหน้า ประเทศไทย ยังคงมีการใช้พลังงานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 86% ในปี 2040 แต่แหล่งผลิตพลังงานภายในประเทศ จะมีปริมาณลดลง และจะมีการนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้นจาก 42% เป็น 78% จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตประเทศไทย ยังต้องดำเนินมาตรการอนุรักษ์พลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการประหยัดพลังงานในภาคขนส่งได้

ที่มา : สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น (วันที่ 7 เมษายน 2559)

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ยอมรับคำร้องจากสหภาพแรงงานเหล็กกล้าในการขยายระยะเวลาสิ้นสุดการพิจารณาการ ไต่สวนขั้นต้นสำหรับการกำหนดภาษีเพื่อตอบโต้การอุดหนุนยางล้อรถบรรทุกและยาง ล้อรถโดยสารที่นำเข้าจากจีน ซึ่งเดิมทีนั้นระยะเวลาสิ้นสุดการไต่สวนขั้นต้นคือวันที่ 25 เมษายนที่จะถึงนี้ และได้เลื่อนออกไปเป็นวันที่ 27 มิถุนายนแทน
สำนักทะเบียนกลางของสหรัฐฯ ให้ข้อมูลว่าข้อเรียกร้องเพื่อให้ขยายระยะเวลาสิ้นสุดการพิจารณาขั้นต้นนั้น “ขึ้นอยู่กับปริมาณและเนื้อหาของแผนการอุดหนุนภาษีที่กำลังทำการไต่สวน” ทั้งนี้ ระยะเวลาการสิ้นสุดการพิจารณาขั้นสุดท้ายนั้นจะต้องมีการกำหนดวันอีกครั้ง เนื่องจากการขยายระยะเวลาการพิจารณาขั้นต้นครั้งนี้ และจะต้องกระทำภายใน 75 วันหลังจากได้มีการพิจารณาขั้นต้นแล้ว


ที่มา http://www.tirereview.com, 01/04/2016

 

กรุงกัวลาลัมเปอร์ – Datuk Seri Douglas Uggah Embas รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมการเพาะปลูกและสินค้าโภคภัณฑ์ของมาเลเซีย กล่าวว่า รัฐบาลมาเลเซียจะไม่กำหนดราคายางขั้นต่ำเนื่องจากจะต้องมีแหล่งเงินทุนขนาด ใหญ่เพื่อสนับสนุนมาตรการนี้
“การกำหนดราคายางขั้นต่ำจะทำให้มีการเก็งกำไรขึ้น” ข้อความนี้เป็นการตอบคำถามของ Datuk Wira Othman Abdul ที่ขอให้รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมฯ ระบุถึงสาเหตุที่รัฐบาลยังไม่กำหนดราคายางขั้นต่ำ รวมถึงการดำเนินการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางที่กำลังประสบ ปัญหาราคายางตกต่ำ
รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมฯ กล่าวว่า ทางภาครัฐมีความวิตกเกี่ยวกับราคายางที่กำลังตกต่ำและส่งผลกระทบต่อเกษตรกร ผู้ปลูกยางรายย่อยในประเทศกว่า 300,000 ราย และกล่าวว่าทางกระทรวงอุตสาหกรรมฯ มีมาตรการที่จะช่วยบรรเทาผลกระทบดังกล่าวอยู่แล้ว ซึ่งได้ออกมาตรการจูงใจในการผลิตยาง (IPG) ตั้งแต่เดือนมกราคม 2558 โดยการจัดสรรเงินทุนสำหรับโครงการจำนวน 200 ล้านริงกิต  จนทำให้ราคายางเกรด SMR20 ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 5.50 ริงกิตต่อกิโลกรัม จากเดิมซึ่งอยู่ที่ 5.10 ริงกิตต่อกิโลกรัม และราคายางก้อนถ้วยเพิ่มขึ้นเป็น 2.20 ริงกิตต่อกิโลกรัม จากเดิมอยู่ที่ 2.00 ริงกิตต่อกิโลกรัม
มาตรการจูงใจนี้ทำให้ผู้ปลูกยางรายย่อยที่เป็นเจ้าของพื้นที่เพาะปลูก ขนาดกลางราว 2 เฮกตาร์ ที่มีการผลิตยางก้อนถ้วยจำนวน 3,000 กิโลกรัมต่อเฮกตาร์ต่อปี มีรายได้ราว 1,100 ริงกิตต่อเดือน เมื่อเทียบกับรายได้เดิมซึ่งอยู่ที่ 1,000 ริงกิตต่อเดือน
เมื่อวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา งบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรจำนวน 11.1 ล้านริงกิต ได้ถูกส่งให้กับผู้ปลูกยางรายย่อยในประเทศจำนวน 81,163 ราย ภายใต้มาตรการ IPG ซึ่งจะช่วยให้ผู้ปลูกยางรายย่อยยังคงกรีดยางต่อไปได้อย่างต่อเนื่องในขณะที่ ราคายางยังไม่ฟื้นตัว และเมื่อเวลา 12.00 น. ของวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา ราคายางเกรด SMR20 อยู่ที่ 5.18 ริงกิตต่อกิโลกรัม
รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมฯ กล่าวว่า รัฐบาลยังได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 6.4 ล้านริงกิต เพื่อใช้เป็นงบประมาณให้แก่สหกรณ์ที่ทำการซื้อขายยางพาราเพื่อให้สามารถเสนอ ราคาได้สูงกว่าผู้รับซื้อยางรายอื่น และจากมาตรการนี้ทำให้ผู้รับซื้อยางสามารถเพิ่มราคารับซื้อได้ ณ แหล่งผลิต และผลตอบรับจากมาตรการนี้ทำให้มีสหกรณ์จำนวน 28 แห่งที่ดำเนินการซื้อขายยางและได้เสนอราคาสูงกว่าราคารับซื้อของผู้ซื้อ อื่นๆในตลาดเฉลี่ยราว 10-20 sen
นอกเหนือจากมาตรการดังกล่าว รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมฯ กล่าวว่า ทางภาครัฐมีแผนช่วยเหลืออื่นๆ แก่ผู้ปลูกยางรายย่อย ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนเกษตรกรผลิตน้ำยางส่งขายเนื่องจากให้ราคาสูงกว่าราคา ยางก้อนถ้วย ซึ่งขณะนี้ราคาน้ำยางอยู่ที่ 3.95 ริงกิตต่อกิโลกรัม และราคาน้ำยางข้นอยู่ที่ 4.38 ริงกิตต่อกิโลกรัม ในขณะที่ราคายางก้อนถ้วยอยู่ที่ 3.74 ริงกิตต่อกิโลกรัม และรัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณอีก 10 ล้านริงกิต เพื่อสร้างอาคารเก็บรวบรวมน้ำยาง และสนับสนุนให้ผู้ปลูกยางรายย่อยหันไปปลูกพืชชนิดอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อเพิ่มรายได้ นอกจากนี้ จะมีการทบทวนมาตรการการกำหนดราคายางต่อไปเพื่อให้มั่นใจว่าเกษตรกรรายย่อยจะ พึงพอใจในราคายางที่เหมาะสม


ที่มา http://globalrubbermarkets.com, 29/03/2016

นายซุน แบ คิม ศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ และอดีตนักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ เอเชีย ระบุว่า การที่ตลาดการเงินกลับสู่ความสงบในช่วงนี้ เป็นการแสดงให้เห็นว่าความวิตกเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีนในช่วงที่ผ่านมา เป็นความกังวลที่มากเกินไป

นายซุนกล่าวว่า สัญญาณการฟื้นตัวในตลาดการเงิน ซึ่งรวมถึงราคาในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ได้แก่ ราคาแร่เหล็ก และน้ำมัน บ่งชี้ว่า เศรษฐกิจจีนไม่ได้เลวร้ายอย่างที่มีความวิตกกันก่อนหน้านี้ว่าจะประสบภาวะ ทรุดตัวลงอย่างรุนแรง

"ผมมีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจจีนในระยะกลาง แต่หนทางข้างหน้ายังคงมีความท้าทาย" เขากล่าว

นายซุนระบุว่า จีนกำหนดอัตราการเติบโตในปีนี้ในช่วง 6.5-7.0% เนื่องจากจีนต้องการจัดการกับปัญหาบางอย่างในไม่ช้า มากกว่าที่จะปล่อยให้ล่าช้าออกไป โดยจีนจะทำการปรับโครงสร้างเพื่อให้มีการขยายตัวมากขึ้นในระยะกลาง

เศรษฐกิจจีนขยายตัว 6.9% ในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 20 ปี แต่ก็ยังเป็นระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆทั่วโลก

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) (วันที่ 5 เมษายน 2559)

รายงานผลสำรวจจากธนาคารกลางจีน (PBOC) ระบุว่า ภาคธุรกิจจีนมีมุมมองบวกน้อยลงต่อเศรษฐกิจ

รายงาน ซึ่งมาจากการสำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการกว่า 5,000 รายระบุไว้ว่า ผู้ประกอบการราว 59.2% คิดว่าสภาพเศรษฐกิจค่อนข้างซบเซาในช่วงไตรมาสแรก
ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการอยู่ที่ 43.7% ลดลง 2.3% จากสิ้นปีที่ผ่านมา

สถาบันของรัฐบาลได้คาดการณ์ไว้ว่า เศรษฐกิจจะยังคงอ่อนแรงในช่วงไตรมาสแรก โดยจะขยายตัวราว 6.7% กอ่นที่จะค่อยๆมีเสถียรภาพในช่วงไตรมาสที่ 2

ผลสำรวจดังกล่าวระบุด้วยว่า ประชาชนมากขึ้นมีความวิตกเกี่ยวกับการจ้างงาน โดยผลสำรวจความคิดเห็นผู้คน 20,000 รายพบว่า มีประชาชน 45.1% มองว่าสถานการณ์การจ้างงานอยู่ในช่วงวิกฤต โดยดัชนีความคาดหวังอยู่ที่ 44.8% ลดลง 0.5%

รายงานดังกล่าวได้เปิดเผยด้วยว่า ราคาบ้านยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่สร้างความวิตกแก่ประชาชน ซึ่งประชาชนที่ทำแบบสำรวจกว่า 50.7% มองว่า ราคาบ้านพักสูงและยากเกินว่าจะยอมรับได้ แต่ถือเป็นอัตราที่ลดลงจากไตรมาสที่ผ่านมา 1.3% สำหรับในไตรมาสที่สองนั้น ประชาชนผู้ทำแบบสำรวจจำนวน 17.6% คาดว่าราคาบ้านอาจสูงขึ้น ในขณะที่อีก 52.1% เชื่อว่าราคาบ้านจะยังคงเดิม สำนักข่าวซินหัวรายงาน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) (วันที่ 4 เมษายน 2559)

ราคาน้ำมันดิบร่วง หลังนักลงทุนกังวลต่อข้อตกลงคงระดับการผลิตของโอเปก และการคาดการณ์ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังที่สูงขึ้น

- ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นวันที่สอง หลังตลาดยังคงกังวลในการตกลงคงระดับการผลิตน้ำมันดิบ หลังรายงานว่าซาอุดิอาระเบียจะไม่จำกัดปริมาณการผลิต หากอิหร่าน รัสเซีย และผู้ผลิตน้ำมันดิบรายสำคัญรายอื่นไม่ร่วมปฏิบัติตามข้อตกลง โดยอิหร่านได้ยืนกรานว่าจะไม่เข้าร่วมการประชุมในวันที่ 17 เม.ย. นี้ ในขณะที่การผลิตน้ำมันดิบของรัสเซียในเดือนมีนาคมได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นไปสู่ ระดับ 10.912 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นระดับการผลิตน้ำมันดิบที่สูงที่สุดในรอบ 30 ปีของรัสเซีย

+/- ถึงแม้ว่าราคาน้ำมันดิบจะได้รับแรงสนับสนุนจากการหยุดดำเนินการของท่อขนส่ง น้ำมันดิบ Keystone ในรัฐ South Dakota ตั้งแต่วันเสาร์และจะกลับมาดำเนินการได้เร็วที่สุดในวันศุกร์นี้ ซึ่งส่งผลทำให้การขนส่งน้ำมันดิบเป็นไปอย่างล่าช้า อย่างไรก็ตามการหยุดดำเนินการของท่อขนส่งน้ำมันดิบได้ทำให้นักลงทุนในตลาด กังวลถึงระดับปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสำรองของสหรัฐฯ ที่อาจจะปรับตัวสูงขึ้น โดยนักวิเคราะห์ของ Reuters ได้คาดการณ์ว่าระดับน้ำมันดิบคงคลังของสหรัฐฯ จะปรับตัวสูงขึ้น 3.3 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่ผ่านมา

- นอกจากนี้ราคาน้ำมันดิบยังได้รับแรงกดดันจากความต้องการใช้น้ำมันเบนซินที่ ปรับตัวลดลง โดยปริมาณการใช้น้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ ได้ปรับตัวลดลงร้อยละ 0.6 ในเดือนมกราคม 2559 หลังจากได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นติดต่อกันถึง 14 เดือนก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นผลมาจากการเกิดพายุหิมะในพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ ส่งผลทำให้ประชาชนในพื้นที่ไม่สามารถสัญจรด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลได้

- จากข้อมูลการซื้อขายในตลาดน้ำมันดิบของสหรัฐฯ พบว่าปริมาณสุทธิของสัญญาซื้อ (Net Long Position) ของกองทุนบริหารความเสี่ยง (Hedge Fund) ได้ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 6 สัปดาห์ ซึ่งแสดงถึงความเห็นของผู้จัดการกองทุนที่มองว่า ราคาน้ำมันดิบไม่น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมากนัก

ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับ ตัวลดลงน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเล็กน้อย เนื่องจากได้รับแรงสนับสนุนจากอุปสงค์เพิ่มเติมจากประเทศศรีลังกา อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันเบนซินยังได้รับแรงกดดันจากการส่งออกที่มากขึ้นเมื่อ เทียบกับปีที่ผ่านมาจากโรงกลั่นในประเทศจีนอยู่

ราคาน้ำมันดีเซล
ปรับตัวลดลงมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องมาจากได้รับแรงกดดันจากระดับปริมาณน้ำมันดีเซลในประเทศสิงคโปร์ที่ยัง คงอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันดีเซลยังได้รับแรงสนับสนุนจากอุปสงค์เพิ่มเติมจาก ประเทศเวียดนามและศรีลังกา

ไทยออยล์คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์นี้

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสเคลื่อนไหวในกรอบ 35-41 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 37-43 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ปัจจัยที่น่าจับตามอง

จับ ตาการประชุมผู้ผลิตน้ำมันดิบทั้งในและนอกกลุ่มโอเปกรวม 15 ประเทศ ในวันที่ 17 เม.ย. นี้ ณ เมืองโดฮา ประเทศกาตาร์ เพื่อหารือเกี่ยวกับข้อตกลงการคงกำลังการผลิตน้ำมันดิบที่ระดับเดียวกับ ม.ค. 59 และรักษาเสถียรภาพของตลาดน้ำมันดิบ ซึ่งความคืบหน้าล่าสุดเอกาดอร์และผู้ผลิตในละตินอเมริกาจะมีการประชุมเพื่อ หารือถึงข้อตกลงดังกล่าวนวันที่ 8 เม.ย. นี้ด้วย

ปริมาณน้ำมันดิบคง คลังสหรัฐฯ ได้ปรับเพิ่มขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 7 ติดต่อกัน มาอยู่ที่ระดับสูงสุดในรอบประวัติการณ์ที่ 534.8 ล้านบาร์เรล หลังปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบและการผลิตน้ำมันดิบในประเทศยังคงอยู่ในระดับ สูง

ภาวะอุปทานล้นตลาดยังคงกดดันต่อราคาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง หลังปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในกลุ่มโอเปกยังอยู่ในระดับสูงและมีแนวโน้มเพิ่ม ต่อเนื่องหลังซาอุดิอาระเบียและคูเวตตกลงกันได้ว่าจะกลับมาผลิตน้ำมันดิบจาก แหล่ง Khafji

ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ (วันที่ 5 เมษายน 2559)

พาณิชย์เตรียม 4 ประเด็นถกนำร่องเอฟทีเอไทย-อียูรอบใหม่ในระดับเจ้าหน้าที่ปลายปีนี้ หลังเชื่อมั่นไทยเดินตามโรดแม็ปสู่การเลือกตั้งในปีหน้า เป้าหมายสู่การเจรจาเอฟทีเออาเซียน-อียูในลำดับถัดไปด้านสมาชิกรัฐสภายุโรป อ้างผลดีช่วยดึงลงทุน และปรับกฎหมายให้เป็นมาตรฐานสากล

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เปิดเผยว่า ล่าสุดทางสหภาพยุโรป (อียู) ได้สอบถามถึงทิศทางการเข้าร่วมเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ของไทย ภายหลังรัฐบาลชุดปัจจุบันมีโรดแมปจัดการเลือกตั้งที่มีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งทางอียูได้เสนอให้มีรื้อฟื้นจัดทำเอฟทีไทย-สหภาพยุโรปขึ้นมาใหม่ โดยในระหว่างนี้ได้ให้เจ้าหน้าที่ของ 2 ฝ่ายมีการหารือกันในประเด็นทางเทคนิคต่างๆ เช่นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและภายใต้ข้อบทด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน เช่น เรื่อง สิทธิมนุษยชน แรงงานและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากที่ผ่านมาไทยได้ว่างเว้นการเจรจาในประเด็นต่างๆ กับอียูไปปีกว่าแล้ว และไทยได้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายต่างๆ ไปจำนวนมาก

“คาดการณ์เริ่มต้นกลับมาคุยกันในระดับเจ้าหน้าที่ของ 2 ฝ่ายน่าจะเริ่มขึ้นได้ในช่วงปลายปีนี้ โดยทางอียูมีนโยบายที่จะเดินหน้าทำเอฟทีเอ กับประเทศในอาเซียนแบบรายประเทศก่อน เพื่อให้ได้ จำนวนประเทศเยอะมากพอ ก่อนที่จะเริ่มเจรจาทำเอฟทีเอ อาเซียน –อียูต่อไป”

สำหรับการเจรจาทำเอฟทีเอระดับทวิภาคีของอียูกับประเทศในกลุ่มอาเซียน ขณะนี้อียูมีการทำความตกลงไปแล้วกับเวียดนาม และสิงคโปร์ และกำลังจะเริ่มเจรจากับอินโดนีเซีย ส่วนมาเลเซีย การเจรจาหยุดชะงักไป ขณะที่อียูได้ให้น้ำหนักกับการเจรจาเอฟทีเอกับไทย เนื่องจากเห็นว่าเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในภูมิภาค และจะนำไปสู่การจัดทำเอฟทีเอ อาเซียน –อียูในอนาคตได้

นางอภิรดี กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับประเด็นที่ทางไทยอาจจะหยิบยกมาหารือกับอียูในการเจรจาระดับเจ้า หน้าที่ช่วงปลายปีนี้ เช่น 1.การผลักดันให้มีการฟื้นการเจรจาเอฟทีเอ ไทย-อียูในระดับเทคนิค เนื่องจากรัฐบาลในชุดปัจจุบันได้มีนโยบายที่จะสานต่อนโยบายทางเศรษฐกิจ ระหว่างประเทศ โดยจะเน้นบริหารระบบเศรษฐกิจเสรีที่ขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน ส่งเสริมการเคลื่อนย้ายเงินทุนเสรี การลงทุนจากต่างประเทศและขจัดอุปสรรคทางการค้าต่างๆ รวมทั้งสานต่อนโยบายการเจรจาเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนในระดับพหุภาคีและ ทวิภาคี และจากการหารือกับประเทศสมาชิกอียูหลายประเทศ ก็ไม่ขัดข้องที่จะเจรจาเอฟทีเอกับไทย โดยให้มีการเริ่มเจรจาทางเทคนิคก่อนเพื่อไม่ใช้เสียเวลาและเมื่อมีรัฐบาลที่ มาจากเลิกตั้งก็สามารถเดินหน้าสรุปผลได้ทันที

2. การเจรจาความตกลงเอฟทีเออาเซียน-อียู เนื่องจากไทยสนับสนุนการรื้อฟื้นการเจรจาเอฟทีเอ อาเซียน-อียู โดยความตกลงเอฟทีเอจะต้องสร้างโอกาสทางธุรกิจเพิ่มเติมจากการเป็นฐานการผลิต และตลาดเดียวภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียนมีท่าทีการเจรจาที่คล้ายคลึงและเป็นไปในทิศทาง เดียวกันมากขึ้น

3.การดำเนินการของไทยสู่ประชาธิปไตย โดยทางไทยได้ขอให้เชื่อมั่นว่าไทยยังยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยและรัฐบาล มุ่งมั่นที่จะดำเนินงานตามโรดแมปและ4. การแก้ไขปัญหาไอยูยูเกี่ยวกับประมง แรงงานผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์ ซึ่งทางไทยเองได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหามาโดยตลาดและจริงจัง โดยถือเป็นวาระแห่งชาติมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายอย่าง มีประสิทธิภาพ มีการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการประมงเพื่อให้เกิดความยั่งยืนและเพื่อให้ มั่นใจว่าสินค้าประมงไม่ได้มาจากประมงที่ผิดกฎหมาย

ด้านนายเดวิท มาติน สมาชิกรัฐสภายุโรป กล่าวว่า การเจรจาเอฟทีเอกับอียูถือเป็นความท้าทายเนื่องจากการเจรจาดังกล่าวไม่ได้ มุ่งหวังเพียงแต่ลดภาษีแต่ประกอบไปด้วยประเด็นใหม่ๆ ที่เชื่อมโยงการค้าและประเด็นด้านสังคมไว้ด้วยกัน เช่น การพัฒนาที่ยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม แรงงาน สิทธิมนุษยชน ทรัพย์สินทางปัญญา และความโปร่งในการมีส่วนร่วม ซึ่งหากการเจรจาสรุปผลลงน่าจะช่วยดึงการลงทุนและช่วยให้เกิดการปรับปรุง กฎหมายและกฎระเบียบภายในประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากขึ้น

ที่มา หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ (วันที่ 3 เมษายน 2559)

กรมพลศึกษา ชูยางพาราไทยสร้างสนามกีฬาระดับอำเภอและตำบลฯ คาดใช้ยาง 22,000 ตัน ตลอดโครงการใหม่

ความเคลื่อนไหวของโครงการสนามกีฬาระดับอำเภอและตำบล ซึ่งจัดทำโดย กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพของประชาชน จากช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยขณะนี้โครงการดังกล่าวได้สร้างสนามไปแล้วทั่วประเทศจำนวน 183 แห่ง ล่าสุด ดร.ประพัน ไพรอังกูร ผอ.กองกลาง กรมพลศึกษา เปิดเผยว่า กรมพลศึกษา เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีในแผนปี พ.ศ.2561 ที่จะสร้างสนามเพิ่มขึ้น โดยเห็นชอบจะนำยางพารามาทำลู่วิ่งเเละลานอเนกประสงค์  ซึ่งยางพาราไทยสามารถทำได้ จะทำให้ผ่านมาตรฐานของสมาคมกรีฑานานาชาติ เเละ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมในประเทศไทย คาดว่าจะใช้ยางพาราราว 22,000 ตัน ตลอดโครงการ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าช่วงนี้ยางพาราไทยจะอยู่ในช่วงราคาตกต่ำ ตนก็อยากจะให้มีการระบายออก นำมาใช้ในการสร้างสนามกีฬา เพราะยางพาราของไทยมีมาตรฐานสามารถทำได้ เป็นการนำวัตถุดิบภายในประเทศมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดนั่นเอง

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ประจำวันที่ 5 เมษายน 2559

 

แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจในทุกวันนี้ที่จะไม่ค่อยเอื้ออำนวยนัก แต่ก็เป็นที่น่ายินดีว่าคนไทยเราก็ยังสามารถค้นคว้าวิจัยเพื่อพัฒนา ผลิตภัณฑ์และเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าไทยแม้แต่ยางพาราที่กำลังประสบปัญหา ราคาตกต่ำไม่ถึง40 บาทต่อกิโลกรัม ก็ยังมีความหวังที่จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้

ปัญหาราคายางตกต่ำนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประเทศไทยมีการผลิตยางมากที่สุดในโลก โดยมีพื้นที่ปลูกยางพารา 18.85 ล้านไร่ ซึ่งมากเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากอินโดนีเซีย โดยในปี 2558 มีผลผลิต 4.24 ล้านตัน สามารถส่งออกได้ 3.70 ล้านตันเท่านั้น สาเหตุที่มีผลผลิตมากเกินไป เป็นผลมาจากนโยบายสนับสนุนการขยายเนื้อที่ปลูกของรัฐบาลเมื่อหลายปีก่อน บวกกับความต้องการของตลาดโลกลดลงจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ฉุดการส่งออกกระทบเป็นลูกโซ่ให้กับชาวสวนยางมียางค้างสต๊อกจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม แม้ชาวสวนยางและผู้ประกอบการจะมีความพยายามนำยางไปแปรรูปเป็นสินค้าประเภท อื่น ๆ แต่ก็มีการใช้เพียง 13% ของปริมาณน้ำยางทั้งหมด และก็มีจำนวนโรงงานผลิตสินค้าในประเทศเพียงไม่กี่แห่ง ส่วนใหญ่ก็จะเน้นผลิตสินค้าดั้งเดิมประเภทยางยืด ถุงมือยาง ยางรัดของ ยางรถจักรยานยนต์และรถยนต์ รองเท้า สายพาน ยางหล่อดอก พื้นรองเท้า ถุงยางอนามัย ท่อยาง และลูกโป่ง เท่านั้น

โดยที่ผ่านมาถือว่าประเทศไทยมีการพัฒนาต่อยอดสินค้าและสร้างมูลค่า เพิ่มให้กับยางพาราค่อนข้างน้อยดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำในวันนี้ คือ การบูรณาการด้านการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางแบบยั่งยืน โดยผ่านการวิจัย คิดค้นสร้างสรรค์ ผสมผสานกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาสินค้าแปลกใหม่ที่มีส่วนประกอบของยางพาราออก สู่ตลาดไทยและตลาดโลก

การคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากยางพารา โดยศูนย์อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นตัวอย่างหนึ่งของความพยายามเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิต ซึ่งนักวิจัยได้ค้นพบว่าน้ำยางพาราอุดมไปด้วยสารที่มีประโยชน์ สามารถใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เพื่อความงามหลายชนิด เพราะมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงมาก สามารถนำไปใช้ผลิตเครื่องสำอางเพื่อเสริมหรือรักษาสุขภาพผิวพรรณให้ขาวใส เนียน และเต่งตึงได้

นอกจากนั้น สารสกัดจากน้ำยางพารายังสามารถนำไปผลิตสบู่ หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เพื่อบำรุงผิวและใช้ได้กับทุกส่วนของร่างกาย สามารถผลิตเป็นสารสกัดเพื่อการส่งออกขายยังต่างประเทศ ทดแทนการส่งออกยางพาราดิบได้เลยทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าขึ้นอีกหลายเท่าตัว

ไม่เพียงเท่านั้น ยางพารายังสามารถพัฒนาต่อยอดไปเป็นสินค้าเพื่อสุขภาพได้ด้วย เช่น แผ่นยางรองส้นเท้าจากยางพาราช่วยลดการปวดเมื่อย หรือแม้แต่อุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้านอย่างฟูก หมอน ที่นอนเด็ก สินค้าไลฟ์สไตล์ เพื่อสอดรับกับสังคมสมัยใหม่ ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสทางธุรกิจของเอสเอ็มอี และยังเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหายางตกต่ำในอนาคตด้วย ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยสนใจจะสร้างธุรกิจ ขยายจำนวนโรงงานหรือต่อยอดสินค้าใหม่ ๆ จากยางพารา พร้อมเงินทุนสนับสนุน ขอแนะนำให้เข้าไปศึกษาหาข้อมูลได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยางไทย ถือเป็นแหล่งความรู้ที่พร้อมให้บริการข้อมูลวิชาการต่าง ๆ รวมถึงมีการแนะแนวเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้ด้วย

ธนาคาร กรุงเทพเองก็พร้อมให้การสนับสนุน ล่าสุดเราได้เปิดเว็บไซต์เพื่อให้บริการข้อมูลในการดำเนินธุรกิจเอสเอ็มอี แบบไม่ตกกระแส โดยให้คำแนะนำด้านการเงินแก่ลูกค้าเอสเอ็มอี และมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่ยืดหยุ่น ตอบโจทย์ได้ตรงตามความต้องการของธุรกิจ เป็นอีกช่องทางหนึ่งเพื่อให้กลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนมาก ขึ้น โดยธนาคารมีบริการสินเชื่อธุรกิจรูปแบบต่าง ๆ อาทิ สินเชื่อเพื่อการค้าระหว่างประเทศ บริการเพื่อธุรกิจนำเข้าและส่งออก บริการด้านการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อธุรกิจทั่วไป สินเชื่อเฉพาะธุรกิจ และสามารถขอสินเชื่อออนไลน์ได้ทันที โดยสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ www.bangkokbanksme.com

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ (วันที่ 2 เมษายน 2559)