ธนาคารกลางจีน (PBOC) ได้อัดฉีดเงินเข้าสู่ตลาดในวันนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในความพยายามเพื่อผ่อนคลายภาวะสภาพคล่องตึงตัว

ธนาคารกลางจีนได้อัดฉีดเม็ดเงิน 2.50 แสนล้านหยวน (3.87 หมื่นล้านดอลลาร์) เข้าสู่ตลาดในวันนี้ ผ่านทางข้อตกลงซื้อพันธบัตรโดยมีสัญญาขายคืน (reverse repo) อายุ 7 วัน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ธนาคารกลางเข้าซื้อหลักทรัพย์จากธนาคารพาณิชย์ด้วยข้อ ตกลงที่จะขายคืนในอนาคต

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) (วันที่ 20 เมษายน 2559)

กระทรวงพาณิชย์จีนเปิดเผยว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในจีนมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในปีนี้

เขากล่าวว่า มูลค่า FDI ในเขตปกครองฝั่งตะวันตกเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งในไตรมาสแรกของปีนี้ แซงมูลค่า FDI รวมของประเทศ โดย FDI ในพื้นที่ตะวันตกพุ่งขึ้น 42.5% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 2.13 หมื่นล้านหยวน (3.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)

นายเฉินระบุว่า การพุ่งขึ้นของ FDI ในเขตปกครองตะวันตก เป็นผลจากศักยภาพที่โดดเด่นของภาคธุรกิจบริการ ประกอบกับฐานเปรียบเทียบค่อนข้างต่ำ

ก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์จีน เปิดเผยว่า FDI ในจีนแผ่นดินใหญ่ เพิ่มขึ้น 4.5% เมื่อเทียบเป็นรายปี แตะ 2.24 แสนล้านหยวน หรือ 3.47 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงไตรมาส 1 ซึ่งเป็นการชะลอตัวลงจากการขยายตัว 6.4% ในปี 2558 อย่างไรก็ดี FDI เดือนมี.ค. ขยายตัว 7.8% เมื่อเทียบเป็นรายปี แตะ 8.2 หมื่นล้านหยวน

โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีนเปิดเผยว่า การควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) เกิดถี่ขึ้น และมีส่วนสนับสนุนการเติบโตของ FDI เพิ่มขึ้นด้วย

เม็ดเงินลงทุนจากธุรกรรม M&A พุ่งสูงขึ้น 32.6% เมื่อเทียบรายปีในไตรมาสแรกของปีนี้ สู่ระดับ 7.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 22.7% ของ FDI ทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากสัดส่วน 17.9% เมื่อหนึ่งปีก่อน

นายเฉินเปิดเผยว่า การทำธุรกรรม M&A โดยนักลงทุนต่างชาติยังคงเกิดต่อเนื่องในจีน สวนทางกับรายงานของบริษัทด้านบัญชี KPMG ซึ่งระบุว่า ข้อตกลงควบรวมกิจการโดยนักลงทุนต่างชาติลดลงในปีที่แล้ว

เขากล่าวว่า จำนวนข้อตกลง M&A ซึ่งลงทุนโดยต่างชาติ ปรับตัวสูงขึ้น 14.4% อยู่ที่ 1,466 ฉบับในปี 2558  ส่วนมูลค่าการลงทุนที่เกิดขึ้นจริงทะยาน 137% สู่ระดับ 1.78 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ นายเฉินยังกล่าวด้วยว่า รัฐบาลจีนเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติผ่านทาง M&A อย่างต่อเนื่อง สำนักข่าวซินหัวรายงาน

ที่มา--อินโฟเควสท์ (19/04/59)

นาย ดมิทรี เมดเวเดฟ นายกรัฐมนตรีรัสเซีย กล่าวว่า เศรษฐกิจรัสเซียได้แสดงให้เห็นว่าสามารถมีเสถียรภาพ โดยไม่ต้องพึ่งพารายได้จำนวนมากจากการส่งออกน้ำมันและก๊าซ

"โครง สร้างรายได้จากงบประมาณได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว โดยสัดส่วนรายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำมันและก๊าซได้เพิ่มขึ้นเกือบถึง 60%" เขากล่าว ขณะเสนอรายงานของรัฐบาลต่อสภาดูมา ซึ่งเป็นสภาล่างของรัสเซีย

อย่างไรก็ดี นายเมดเวเดฟระบุว่า แหล่งรายได้ที่สำคัญของรัฐบาลยังคงมาจากการส่งออกวัตถุดิบ และการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ในต่างประเทศ

เขาเรียกร้องให้มีการจัดตั้งระบบเศรษฐกิจที่สามารถสนับสนุนตัวเองได้มากขึ้น พร้อมกับการมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีความทันสมัยมากขึ้น

นายก รัฐมนตรีรัสเซียยังกล่าวว่า ถึงแม้รัสเซียถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตร แต่รัฐบาลยังสามารถรักษาอัตราเงินเฟ้อให้ต่ำกว่า 8% ในปีที่แล้ว เมื่อเทียบกับปี 2008 ซึ่งขณะนั้นประเทศกำลังประสบกับวิกฤติทางการเงิน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 19 เมษายน 2559)

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า จากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 เห็นชอบโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยางจากภาวะราคายางตกต่ำ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของชาวสวนยาง และช่วยเหลือค่าครองชีพคนกรีดยาง โดยใช้ข้อมูลตามทะเบียนเกษตรกรของกรมส่งเสริมการเกษตร ปี 2557/2558 จำนวน 850,000 ครัวเรือน เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือ 1,500 บาท/ไร่ ไม่เกิน 15 ไร่/ครัวเรือน แก่เจ้าของสวนยาง/ผู้เช่าสวนยาง และคนกรีดยาง ที่ขึ้นทะเบียน กับ กยท. รวม งบประมาณกว่า 12,750 ล้านบาท โดยเริ่มจ่ายเงินตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค.2558 นั้น

ความคืบหน้าล่าสุด ผู้ว่าการ กยท. เผยว่า ผลการดำเนินงานมาเป็นเวลากว่า 3 เดือน ขณะนี้ ทั่วประเทศมีเกษตรกรชาวสวนยางเข้าร่วมโครงการ จำนวน 807,930 ครัวเรือน แต่มีเกษตรกรส่วนหนึ่ง ไม่ได้แจ้งเข้าร่วมโครงการ จำนวน 88,920 ครัวเรือน ดังนั้น จึงมีเกษตรกรที่มาแจ้งจริงๆ แค่ 719,010 ครัวเรือน ทั้งนี้จากข้อมูล ณ วันที่ 12 เมษายน ได้จ่ายเงินช่วยเหลือไปแล้ว 683,563 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 95 เป็นเจ้าของ สวนยาง 683,563 ครัวเรือน และคนกรีดยาง 646,733 ครัวเรือน รวมเป็นเงิน 10,041,839,475 บาท ในส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบข้อมูลและจ่ายเงินให้ครบตามโครงการ

"โครงการนี้ช่วยเหลือด้านค่าครองชีพจากปัญหาเรื่องราคายางตกต่ำ เพราะเม็ดเงินที่จะจ่ายลงไปในพื้นที่จำนวน 12,750 ล้าน จะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางได้ ถึงแม้ว่าเม็ดเงินจะไม่กระจายไปสู่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางทุกคน เนื่องจากหลักเกณฑ์โครงการจะช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางที่มีสวนยางเปิดกรีด แล้วเท่านั้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบกรณีราคายางตกต่ำ เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้นเฉพาะหน้า เพื่อช่วยเหลือให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้พออยู่ได้" ดร.ธีธัช กล่าว

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า (วันที่ 20 เมษายน 2559)

นายปรัชญา มากไมตรี สหกรณ์จังหวัดลำปาง เปิดเผยว่า สำนักงานสหกรณ์จังหวัดลำปางร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการเชื่อมโยง เครือข่ายและพัฒนาตลาดยางพาราภาคเหนือ เพื่อเลกเปลี่ยนข้อมูลการดำเนินธุรกิจรวบรวมและจำหน่าย รวมทั้งเชื่อมโยง เครือข่ายเพื่อกำหนดการดำเนินธุรกิจร่วมกัน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ตามลักษณะการรวบรวมยางพาราของแต่ละพื้นที่ ได้แก่ 1.กลุ่มเครือข่ายสหกรณ์ผู้รวบรวมยางก้อนถ้วย จำนวน 11 สหกรณ์ ซึ่งมีรูปแบบการดำเนินธุรกิจ 2 แบบ คือ รวบรวมยางก้อนถ้วย แล้วจ้างบริษัทเอกชนแปรรูปเป็นยางแท่ง STR 20 และรวบรวมยางก้อน เพื่อเข้าโครงการซื้อขายผลิตภัณฑ์ยางระหว่างฝ่ายไทยโดยการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กับคู่ค้าฝ่ายจีน บริษัท SINOCHAM GROUP ซึ่ง กยท.มีโครงการที่จะรับซื้อยางในรูปของยางแผ่นรมควัน และยางอัดก้อน 200,000 ตัน เพื่อนำมาแปรรูปเป็นยางสำเร็จรูป และขายให้กับผู้ส่งออก และ 2.กลุ่มเครือข่ายสหกรณ์ผู้รวบรวมน้ำยางสดเพื่อผลิตเป็นยางแผ่นดิบ และยางแผ่นรมควัน 7 สหกรณ์ รูปแบบการดำเนินธุรกิจ คือ สหกรณ์แต่ละแห่งรวบรวมน้ำยางสด แปรรูปเป็นยางแผ่นดิบ ยางแผ่นรมควัน โดยเครือข่ายจะรวบรวมยางส่งให้กับสหกรณ์กองทุนสวนยางนครไตรตรึงกำแพงเพชร จำกัด จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อผลิตเป็นยางอัดก้อนแล้วส่งขายตลาดต่างประเทศ

สำหรับการขับเคลื่อนเครือข่ายและการพัฒนาตลาดยางพาราในเขตภาคเหนือ ระยะแรก กลุ่มผู้ผลิตยางก้อนถ้วย ให้แต่ละสหกรณ์ที่มีความพร้อมและสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการของ กยท. โดยมีสหกรณ์กองทุนสวนยางจังหวัดลำปาง จำกัด เป็นแม่ข่ายในการช่วยเหลือประสานงาน ส่วนในระยะยาว สำนักงานสหกรณ์จังหวัดลำปาง ได้เล็งเห็นถึงต้นทุนในการผลิตที่สูงจากการจ้างบริษัทเอกชนแปรรูปยาง จึงได้ขอ งบประมาณจังหวัดลำปางสนับสนุนในการจัดสร้างโรงงานแปรรูปยางพารา ให้กับสหกรณ์กองทุนสวนยางจังหวัดลำปาง จำกัด ซึ่งมีศักยภาพในด้านการตลาด รวมถึงสามารถส่งยางออกต่างประเทศ โดย ขณะนี้ได้รับการพิจารณาอนุมัติงบประมาณผ่านโครงการตามแนวทางการช่วยเหลือ เกษตรกร และคนยากจนตามมาตรการเร่งด่วนแก้ปัญหาด้านการผลิตและรายได้ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง จำนวน 35,999,000 บาท เรียบร้อยแล้ว คาดว่าโรงงาน จะแล้วเสร็จประมาณเดือนกันยายน 2559 ซึ่งจะทำให้ช่วยลดต้นทุนในการผลิต และจะเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรชาวสวนยางพาราในจังหวัดลำปาง และจังหวัดใกล้เคียง ได้มีจุดรับซื้อและแปรรูปยางในพื้นที่

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า (วันที่ 20 เมษายน 2559)

เมื่อวันที่ 8-10 เมษายน 2559 ที่ผ่านมา นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายพรชัย ตระกูลวรานนท์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและทีมงาน ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และคณะนักธุรกิจไทย ได้เดินทางไปยังเมืองชิงเต่า มณฑลชานตง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อทำการโรดโชว์โครงการนิคมอุตสาหกรรมยางพารา หรือ Rubber City ที่รัฐบาลไทยผลักดันให้เร่งดำเนินการที่จังหวัดสงขลาเพื่อสร้างความมั่นคง ต่อภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมยางพาราของประเทศเหตุผลที่คณะโรดโชว์มุ่งเป้าไป ที่เมืองชิงเต่า เพราะมิใช่เพียงมีชื่อเสียงว่าเป็นต้นกำเนิดของ “เบียร์ชิงเต่า” ที่มีรสชาติเป็นที่ยอมรับติดอันดับโลกเท่านั้น แต่ชิงเต่ายังเป็นเมืองศูนย์กลางยางพาราของจีน ขณะที่มณฑลชานตงถือเป็นเขตที่มีการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมยางพารามากที่สุดของ ประเทศจีน มีผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแปรรูปยางพารากระจายอยู่ทั่วมณฑล มีปริมาณการใช้ยางพารา 45% ของการใช้ยางทั่วประเทศส่วนโครงการ Rubber City ของไทยนั้น ตั้งอยู่ในพื้นที่ของนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ ตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มีขนาดพื้นที่ 1,218 ไร่ จะพัฒนาเป็นเขตอุตสาหกรรมเชิงนิเวศเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเชิงคลัสเตอร์ สำหรับอุตสาหกรรมยางกลางน้ำและปลายนี้ อาทิ การผลิตถุงมือยาง การผลิตยางคอมปาวด์ การผลิตยางล้อรถยนต์ ถือเป็นทางเลือกใหม่สำหรับนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ โดยผู้ลงทุนในโครงการนี้จะได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดตามนโยบายซูเปอร์ คลัสเตอร์ของบีโอไอและการนิคมฯรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าวว่า การโรดโชว์ครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากสมาคมยางพารามณฑลชานตง นำสมาชิกผู้ประกอบการเข้ารับฟังข้อมูล ซึ่งนอกจากกลุ่มนักธุรกิจในชานตงแล้ว ยังมีผู้สนใจจากมณฑล เจ้อเจียง และเจียงซูเข้าร่วมสอบถามและเปลี่ยนข้อมูลด้วย โดยเฉพาะนักลงทุนด้านยางล้อรถยนต์มี 2-3 รายที่แสดงความสนใจ

ด้านผู้ ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความเข้าใจระหว่าง การนิคมฯกับ “สมาคมยางพารามณฑลชานตง” ในการสนับสนุนการลงทุนของผู้ประกอบการยางจีนในไทย กล่าวว่า นอกจากไปนำเสนอข้อมูลโครงการ Rubber City เพื่อดึงดูดการลงทุนแล้ว ยังเป็นการต่อยอดการลงทุนเดิมในอุตสาหกรรมยางอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นด้วย เพราะในโอกาสเดียวกันนี้ได้มีการลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง(Letter of Intent) ระหว่างการนิคมฯ กับบริษัท แอลแอลไอที(ประเทศไทย) จำกัด หรือ LLIT ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัท หลิงหลงของจีน ที่ปัจจุบันได้ลงทุนผลิตยางล้อรถยนต์อยู่แล้วในนิคมอุตสาหกรรมเหมราช อีสเทิร์นซีบอร์ด จังหวัดระยอง จะขยายการลงทุนเพิ่มขึ้นอีกในระยะที่ 3 เป็นการผลิตยางคอมปาวด์ที่จะต้องใช้วัตถุดิบจากไทยปีละ 1.6 แสนตัน

บริษัท หลิงหลงฯมีฐานการผลิตใหญ่อยู่ที่เมืองขาวหยวน มณฑลชานตง เป็นบริษัทที่ติดอันดับ 500 บริษัทชั้นนำของโลก ติด 1 ใน 20 ผู้ผลิตยางล้อรถยนต์ของโลก และ 1 ใน5 อันดับของจีน บริษัท หลิงหลงฯคือผู้ผลิตยางล้อรถยนต์จากจีนรายแรกที่เข้ามาลงทุนในไทย หวังใช้ไทยเป็น 1 ใน 3 ของฐานผลิตนอกประเทศ

ผู้บริหารของหลิงหลงได้ตั้งข้อสังเกตต่อคณะโรดโชว์ของไทยว่า ไม่ได้มีเป้าหมายแค่การลงทุนเพื่อแปรรูปยางและผลิตล้อรถยนต์เท่านั้น แต่มองไปถึงการตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนายางพาราในพื้นที่ใกล้ๆกรุงเทพฯ คงไม่ลงไปตั้งที่ภาคใต้ ขณะเดียวกันฝ่ายไทยควรเร่งพัฒนาบุคลากรด้านล้อรถยนต์โดยเฉพาะเพื่อรองรับกับ ความต้องการของอุตสาหกรรมด้านนี้ เรื่องของอุตสาหกรรมยางล้อรถยนต์นั้นทางไทยต้องมองให้ครบวงจร ไม่ใช่เพียงแต่วัตถุดิบ แต่ยังมีเรื่องของชิ้นส่วนในล้อรถยนต์ สารเคมี เครื่องจัก บุคลากร ฯลฯ หรือเงื่อนไขการลงทุน ซึ่งปัจจุบันยังมีอีกหลายประเทศในหลายภูมิภาคของโลกที่ต้องการดึงดูดการลง ทุนจากจีน

ที่มา หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ (วันที่ 17 – 20 เมษายน พ.ศ. 2559)

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดบวกถ้วนหน้าในวันนี้ ขานรับราคาน้ำมันดิบที่ดีดตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 5 วัน นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กที่พุ่งขึ้นเหนือ ระดับ 18,000 จุดเป็นครั้งแรกในรอบ 9 เดือน

ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนเปิดวันนี้ที่ 3,047.13 จุด เพิ่มขึ้น 13.47 จุด, +0.44% ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดวันนี้ที่ 21,438.13 จุด เพิ่มขึ้น 276.63 จุด, +1.31% ดัชนี FBMKLCI ตลาดหุ้นมาเลเซียเปิดวันนี้ที่ 1,713.87 จุด ลดลง 3.81 จุด, -0.22% ดัชนี FTSE STI ตลาดหุ้นสิงคโปร์เปิดวันนี้ที่ 2,930.42 จุด เพิ่มขึ้น 12.67 จุด, +0.43% ดัชนี TAIEX ตลาดหุ้นไต้หวันเปิดวันนี้ที่ 8,701.75 จุด เพิ่มขึ้น 35.74 จุด, +0.41%

ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เปิดวันนี้ที่ 2,015.10 จุด เพิ่มขึ้น 6.00 จุด, +0.30% ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดวันนี้ที่ 16,582.66 จุด เพิ่มขึ้น 306.71 จุด, +1.88%

ในช่วงเช้าวันนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI เดือนพ.ค. ขยับขึ้น 8 เซนต์ หรือ 0.20% แตะที่ 39.86 ดอลลาร์/บาร์เรล เนื่องจากนักลงทุนเข้าช้อนซื้อเก็งกำไร หลังจากที่สัญญาร่วงลงในช่วงก่อนหน้านี้ ภายหลังจากที่ประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และประเทศนอกกลุ่มโอเปก ไม่สามารถตกลงกันได้ในประเด็นการตรึงกำลังการผลิต

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นในเอเชียยังได้รับปัจจัยบวกจากดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กที่ พุ่งขึ้นเหนือระดับ 18,000 จุดเป็นครั้งแรกในรอบ 9 เดือน เมื่อคืนนี้

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) (วันที่ 19 เมษายน 2559)

นายนาวิน อินทรสมบัติ รองกรรมการ ผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (บลจ.กสิกรไทย) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการโอกาสรับผลตอบแทนในระยะยาวจากการ เติบโตของตลาดหุ้นยุโรปและตลาดหุ้นญี่ปุ่น ในระหว่างวันที่ 19-25 เมษายน 2559 บลจ. กสิกรไทย จะเปิดเสนอขายกองทุนเปิดเค ดัชนีหุ้นยุโรป (K-EUX) และกองทุนเปิดเค ดัชนีหุ้นญี่ปุ่น (K-JPX) โดยกองทุน K-EUX จะลงทุนในกองทุนหลักต่างประเทศ ได้แก่ กองทุน iShares EURO STOXX 50 UCITS ETF (DE) ซึ่งเป็นกองทุนอีทีเอฟ ที่ลงทุนในหลักทรัพย์ที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี EURO STOXX 50 (ดัชนีอ้างอิง) อันประกอบไปด้วยหุ้นที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดมากที่สุด 50 ตัวแรกในกลุ่มประเทศยูโรโซน

ส่วนกองทุน K-JPX จะลงทุนในกองทุนหลักต่างประเทศ ได้แก่ กองทุน TOPIX Exchange Traded Fund ซึ่งเป็น กองทุนอีทีเอฟที่ลงทุนส่วนใหญ่ในหุ้นตามดัชนี TOPIX (ดัชนีอ้างอิง) อันประกอบไปด้วยหุ้น ทุกตัวที่ซื้อขายในกระดานที่หนึ่ง (First Section) ของตลาดหลักทรัพย์โตเกียว โดยทั้ง 2 กองทุน ดังกล่าวจะใช้กลยุทธ์การลงทุนเชิงรับ (Passive Strategy) เพื่อมุ่งสร้างผลตอบแทน ให้ใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง พร้อมมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่น้อยกว่า 75% ของมูลค่าเงินลงทุนในต่างประเทศ

สำหรับมุมมองเศรษฐกิจและการลงทุน นายนาวินกล่าวว่า ปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจยุโรปจะมาจากการดำเนินนโยบายทางการ เงินแบบผ่อนคลายเพิ่มเติมของธนาคารกลางยุโรป อาทิ การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0% และการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเพิ่มเติมตามมาตรการ QE ซึ่งจะส่งผลทำให้ค่าเงินยูโรมีทิศทางอ่อนค่าลง และจะช่วยหนุนการเติบโตทางผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นยุโรปโดยเฉพาะ บริษัทที่ทำธุรกิจด้านส่งออก นอกจากนี้การเติบโตด้านการบริโภคภายในประเทศที่แข็งแกร่งจะเป็นตัวขับ เคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจยุโรป โดยเฉพาะเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศรอบนอกยูโรโซน (Peripheral) ที่เริ่มฟื้นตัวดีขึ้นชัดเจน

ด้านเศรษฐกิจญี่ปุ่น ธนาคารกลางญี่ปุ่นคาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวดีขึ้น 1.0%-1.7% ในปีนี้ ต่อเนื่องจากปีที่ แล้วซึ่งอยู่ที่ 0.6% จากมาตรการกระตุ้นการบริโภคและการลงทุน ของภาคเอกชน รวมทั้งราคาน้ำมันที่ลดต่ำลง นอกจากนี้ยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น ได้ดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงินเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในตลาดอย่างต่อเนื่อง อาทิ การประกาศใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบที่ -0.1% เพื่อมุ่งหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ การขยายประเภทของสินทรัพย์ที่จะเข้าซื้อโดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว และการเพิ่มปริมาณการซื้อสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ รวมถึงการดำเนินมาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจอื่นๆ

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า (วันที่ 19 เมษายน 2559)

ธนาคารยูบีเอส ของสวิตเซอร์แลนด์ ได้ปรับเพิ่มการคาดการณ์การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของจีนในปี 2559 เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจหลายรายการที่ออกมาเป็นบวก รวมถึงสินเชื่อที่ผ่อนคลาย และนโยบายการคลังที่สนับสนันการขยายตัว

ทีมวิจัยเศรษฐกิจจีนของธนาคารยูบีเอสระบุว่า จีดีพีปี 2559 จะขยายตัว 6.6% เทียบกับการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ 6.2%

นอกจากนี้ ธนาคารยังได้ปรับเพิ่มการคาดการณ์การขยายตัวของจีดีพีในปี 2560 เป็น 6.3% จากเดิม 5.8%

ตัวเลขคาดการณ์ล่าสุดนี้มีขึ้น หลังจากที่ทางการจีนเพิ่งเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ว่า เศรษฐกิจของประเทศขยายตัว 6.7% ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด นอกจากนี้ยอดค้าปลีก ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ต่างก็ออกมาดีเกินคาดเช่นกัน

ทั้งนี้ จีนได้ตั้งเป้าการขยายตัวของจีดีพีปี 2559 ไว้ที่ 6.5-7% และคาดว่าจะขยายตัวอย่างน้อย 6.5% ต่อปีไปจนถึงปี 2563

ธนาคารให้เหตุผลถึงการปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ว่า เป็นเพราะการทะยานขึ้นของยอดขายอสังหาริมทรัพย์ และความเชื่อมั่นตลาดที่ปรับตัวดีขึ้น ตลอดจนสินเชื่อที่ผ่อนคลายเกินคาด และการสนับสนุนด้านนโยบายการคลัง

การปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ของยูบีเอสมีขึ้น หลังจากที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เพิ่งปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจจีน โดยไอเอ็มเอฟได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจจีนในปี 2559 และ 2560 เป็น 6.5% และ 6.2% ตามลำดับ ซึ่งปรับขึ้น 0.2% จากการคาดการณ์ในเดือนม.ค.

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) (วันที่ 18 เมษายน 2559)

ก.พาณิชย์ เผยผู้ประกอบการจีนนิยมใช้ไม้ยางพาราไทยผลิตสินค้า เฟอร์นิเจอร์ ส่งผลแนวโน้มนำเข้าเติบโต สดใส ยันโรงงานในมณฑลกวางตุ้งนำเข้า 90% เชื่อมั่นคุณภาพดี สีสวย ทนทาน มีตำหนิน้อย เป็นที่ต้องการของตลาด ขณะที่ไม้ยางพาราจีนยังไม่ได้คุณภาพ เหตุพื้นที่ติดทะเล เจอพายุไต้ฝุ่นบ่อยครั้ง



นาง มาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยรายงานการเข้าพบนายกสมาคมไม้ยางพาราซุ่นเต๋อ และผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองกว่างโจว ประเทศจีน ว่า ผู้ประกอบการจีนนิยมใช้ไม้ยางพาราจากไทยในการผลิตสินค้าเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสินค้าเฟอร์นิเจอร์ แนวโน้มการนำเข้าไม้ยางพาราจากประเทศไทยจึงยังคงเติบโตต่อเนื่อง และมีแนวโน้มสดใส

นางมาลีกล่าวว่า เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นางสาวพรรณกาญจน์ เจียมสุชน ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองกว่างโจว ได้เข้าหารือกับนายกสมาคมไม้ยางพาราซุ่นเต๋อ ซึ่งมีจำนวนสมาชิกกว่า 100 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 70 ของจำนวนบริษัทผู้นำเข้าไม้ยางพาราทั้งหมดในอำเภอซุ่นเต๋อ พบว่าบริษัทผู้นำเข้าไม้เหล่านี้มีการใช้ไม้ยางพาราประมาณ 2 ตู้คอนเทนเนอร์ต่อวัน หรือประมาณ 70 ตู้คอนเทนเนอร์ต่อเดือนต่อราย

นาง สาวพรรณกาญจน์กล่าวว่า มณฑลกวางตุ้งมีจำนวนโรงงานแปรรูปไม้ยางพารากว่าร้อยโรงงาน ความต้องการนำเข้าไม้ยางพาราจึงยังมีอยู่เป็นจำนวนมากและค่อนข้างต่อเนื่อง เนื่องจากทางสมาคมฯได้เริ่มดำเนินการประชาสัมพันธ์การใช้ประโยชน์จากไม้ ยางพาราไปยังกลุ่มผู้ผลิตและผู้บริโภค ส่งเสริมให้มีการใช้ไม้ยางพาราในอุตสาหกรรมการตกแต่งภายใน นอกเหนือจากการใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเฟอร์นิเจอร์ เพื่อให้เกิดการใช้ไม้ยางพาราในการสร้างบ้านและตกแต่งบ้านแพร่หลายมากขึ้น

นาง สาวพรรณกาญจน์กล่าวว่า นอกจากนี้สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองกว่างโจว ยังได้มีโอกาสเยี่ยมชมโรงงานแปรรูปไม้ยางพาราของบริษัท Foshan Shunde Heng Yip Trading จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่นำเข้าไม้ยางพาราของไทยเป็นหลัก และได้นำเข้าไม้ยางพาราจากประเทศไทยเป็นเวลายาวนานกว่า 20 ปี เนื่องจากไม้ยางพาราไทยหลังจากแปรรูปแล้วมีคุณภาพดี ทนทาน และมีสีสวย ทำให้เป็นที่นิยมของตลาด

"มณฑลกวางตุ้งเป็นแหล่งนำเข้าหลักสำหรับไม้ ยางพาราไทย โดยมีสัดส่วนการนำเข้าจากไทยกว่าร้อยละ 90 เพราะไม้ยางพาราของไทยมีคุณภาพดี สีสวย มีตำหนิน้อย จึงทำให้เป็นที่ต้องการของตลาด" นางสาวพรรณกาญจน์กล่าว

นางสาวพรรณกา ญจน์กล่าวว่า ถึงแม้จีนจะมีแหล่งปลูกไม้ยางพาราที่มณฑลยูนนาน และมณฑลไหหลำ แต่เนื่องจากผลผลิตจากมณฑลยูนนานมีปริมาณน้อย ส่วนไม้ยางพาราที่ได้จากมณฑลไหหลำก็ยังไม่ได้คุณภาพที่ต้องการ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวติดทะเลและประสบกับพายุไต้ฝุ่นอยู่บ่อยครั้ง ไม้ยางพาราของไทยจึงเป็นที่นิยมอย่างมากในตลาดจีน ซึ่งส่วนใหญ่จะนำมาแปรรูปเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเฟอร์นิเจอร์ โดยเฉพาะในอำเภอซุ่นเต๋อ เมืองฝอซาน ถือเป็นแหล่งผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่ใหญ่ อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวบรวมและแหล่งกระจายสินค้าเฟอร์นิเจอร์ที่สำคัญของจีน อีกด้วย



ที่มา rakayang.com 16/04/59