สภาผู้ส่งออก มั่นใจ ส่งออกมีนาคมไทยเป็นบวก ทองคำ อุตสาหกรรมรถยนต์หนุน เล็งหารือสมาชิกปรับประมาณการ
นาย นพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย หรือ สภาผู้ส่งออก เปิดเผยกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ว่า สถานการณ์ส่งออกเดือนมีนาคม 2559 คาดว่า จะยังเป็นบวก โดยมาจากการส่งออกทองคำ อุตสาหกรรมเกี่ยวกับรถยนต์ และสินค้าประมง ได้แก่ กุ้ง นอกจากนี้ ยังได้รับแรงสนับสนุนจากทางภาครัฐที่เร่งผลักดันเต็มที่ ในการต่อสู้กับปัญหาเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ ส่วนตัวจับตาตัวเลขส่งออกในประเทศ CLMV ที่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ติดลบ โดยหวังว่าในเดือนมีนาคมจะกลับมาพลิกบวกได้ 

ขณะที่การแถลงสถานการณ์ ส่งออกของสภาผู้ส่งออกเอง จะมีขึ้นในวันที่ 3 พฤษภาคมนี้ที่ โรงแรมแมนดาริน เวลา 10.30 น. โดยหลังจากที่วันนี้กระทรวงพาณิชย์แถลงตัวเลขของเดือนมีนาคมแล้ว ทางสภาผู้ส่งออกจะหารือกันเรื่องการปรับประมาณการอีกครั้ง ว่าจะคงเป้าทั้ง ปีที่อยู่ที่ 0 - 2% หรือ จะปรับลดลงเป็นติดลบ

 

ที่มา : INN News (25/04/2559)

นายสมพงศ์ ราชสุวรรณ กรรมการเครือข่ายชาวสวนยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า แม้ว่าช่วงนี้อยู่ในช่วงปิดหน้ายางประกอบกับภัยแล้งยาวทำให้น้ำยางสดขาดแคลน ส่งผลทำให้ราคาน้ำยางสดพุ่งสูงกว่ายางแผ่นดิบ โดยราคารับซื้ออยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 62 บาท จากเดิม 56 บาท และมีแนวโน้มสูงขึ้นไปตลอดทั้งปี เนื่องจากโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปอุตสาหกรรมยาง เช่น ถุงมือยาง ถุงมือแพทย์ ถุงยางอนามัย ต่างออกมาแข่งขันกันซื้อน้ำยางสดสต๊อกไว้ เนื่องจากในสต๊อกยังมีน้ำยางสดไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
"ฝนทิ้งช่วงมายาวนานหลายเดือนทำให้ปริมาณน้ำยางสดลดลง ขณะสวนยางพาราโซนอันดามันที่สามารถเปิดหน้ากรีดได้แล้วแต่ก็ยังมีน้ำยางสดน้อย ส่วนสวนยางประเทศคู่แข่ง จีน ลาว และกัมพูชา ก็มีปริมาณน้ำยางสดน้อยเช่นกัน ทำให้คาดว่าตลอดปีนี้ราคาน้ำยางสดพุ่งขึ้นในทิศทางที่ดีอย่างแน่นอน นายสมพงศ์ กล่าว
ด้าน นายเงินวสวัตตดิ์ ลิ่มทวีสกุล ผู้ก่อตั้งกลุ่มสภาปฎิรูปวงการยางไทยจังหวัดพัทลุง กล่าวว่า อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคายางขยับขึ้น คือ ราคาน้ำมัน ซึ่งขณะนี้ราคาเคลื่อนไหวที่ 44 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ทำให้ราคายาง กก.ละ 62 ราคายางจะผูกติดอยู่กับราคาน้ำมัน ถ้าราคาน้ำมันมาเคลื่อนไหวอยู่ที่ 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ราคายางก็จะเคลื่อนไหวที่ กก. 70 บาท และราคาน้ำมันเคลื่อนไหวอยู่ที่ 60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ราคายางก็จะพุ่ง กก.ละ 80 บาท

 

ที่มา หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ประจำวันที่ 25 เมษายน 2559

„แนวโน้มค่าเงินบาทอ่อนค่าในสัปดาห์หน้า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้แนวโน้มดอลลาร์อ่อนตัวต่อเนื่องตลอดสัปดาห์หน้า อยู่ในกรอบ 34.90-35.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ พร้อมจับตานโยบายเฟดกระทบค่าเงิน

รายงานข่าวจากบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทในสัปดาห์หน้า (วันที่ 25-29 เม.ย.) มีแนวโน้มจะอ่อนค่าลงจากสัปดาห์ก่อนที่ช่วงต้นสัปดาห์แข็งค่าสุดในรอบ 1 เดือนไปถึง 34.83 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยประเมินว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 34.90-35.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งอ่อนตัวต่อเนื่องจากท้ายสัปดาห์ ทั้งนี้ต่อจากนี้ต้องจับตาผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และญี่ปุ่น ทั้งตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ตลอดจนยอดขายบ้านใหม่และยอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขาย ขณะในประเทศให้ติดตามข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ และตัวเลขเศรษฐกิจไทยในเดือนมี.ค. ควบคู่กัน “

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ (วันที่ 23 เมษายน 2559)

ตลาดยางพารากำลังส่งสัญญาณในเชิงบวกหลังจากที่ราคายางตกต่ำมาอย่างยาวนานจนกระทบต่อเกษตรกรสวนยางอย่างมาก สัญญาณที่ดีขึ้นนี้เนื่องมาจากราคายางขยับขึ้น โดยราคายางมาตรฐานเกรด RSS-4 อยู่ที่ 132 รูปีต่อกิโลกรัม (14 เมษายน) เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้ที่มีราคา 94 รูปีต่อกิโลกรัม (30 มกราคม) ซึ่งต่ำสุดในรอบ 8 ปี
รายงานจากสำนักข่าว The Financial Express ระบุว่า เกษตรกรสวนยางราว 1.2 ล้านคน ต่างสูญเสียความมั่นใจและความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจสวนยางไปแล้ว โดยเกษตรกรร้อยละ 85 เป็นผู้ประกอบการรายย่อย ดังนั้นการที่ราคายางตกต่ำที่สุดนั้นถือเป็นช่วงหายนะของพวกเขา นอกจากนี้ นาย Siby Monippally เลขาธิการสมาคมผู้ปลูกยางของอินเดีย (IRGA) กล่าวว่า การที่ราคายางฟื้นตัวนั้นเกิดจากราคายางทั่วโลกปรับตัวดีขึ้นเช่นเดียวกับความต้องการใช้จากอุตสาหกรรมภายในประเทศที่ได้ช่วยทำให้ราคายางภายในประเทศดีขึ้น
นอกจากประเทศไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม จีนและมาเลเซียแล้ว อินเดียนั้นถือเป็นประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่เป็นลำดับที่ 6 ของโลก โดยยางที่ผลิตได้ร้อยละ 80 เป็นผลผลิตจากรัฐ Kerala ตามมาด้วยรัฐ Tripura หากแต่เกษตรกรในรัฐ Kerala รู้สึกว่าราคายางพาราที่ฟื้นตัวขึ้นมานี้จะเป็นเพียงผลที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวและปรับตามราคาน้ำมันที่มีทั้งขึ้นและลง
พื้นที่ปลูกยางที่ถูกปล่อยทิ้งร้างในรัฐ Kottayam, Idukky, Pattanamthitta และ Kochi ได้ก่อให้เกิดความรู้สึกเสมือนเป็นพื้นที่ร้างที่มีเพียงรถบรรทุกที่ขนไม้จากการโค่นต้นยางพาราเพื่อนำไม้ไปใช้ทำเฟอร์นิเจอร์
นาย Narendranath Dharmaraj ประธานสมาคมผู้เพาะปลูกแห่งอินเดียตอนใต้ (UPASI) กล่าวเน้นย้ำว่าพื้นที่กรีดยางโดยรวมลดลงเหลือพื้นที่เพียงร้อยละ 56 เท่านั้น เกษตรกรหลายรายที่พึ่งพาตัวเองได้ต่างหันไปปลูกกล้วย จันทน์เทศ และสับปะรด แต่เกษตรกรอีกจำนวนหนึ่งประสบปัญหาด้านพื้นที่ปลูกและมีอุปสรรคด้านสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนจึงกระทบต่อการปลูกพืชชนิดอื่นๆ
แผนการให้เงินอุดหนุนของรัฐบาลโดยการประกันราคายางแผ่นในท้องตลาดขั้นต่ำอยู่ที่ 150 รูปีต่อกิโลกรัมนั้น ผลักดันโดยรัฐบาลของรัฐ Kerala แต่แผนการนี้ก็ยังไม่น่าดึงดูดสำหรับเกษตรกร เนื่องจากแผนการนี้ครอบคลุมเพียงเกษตรกรที่ครอบครองพื้นที่ปลูกยางเพียง 2 เอเคอร์เท่านั้น
โฆษกคณะกรรมการยางได้พยายามกระตุ้นเกษตรกรโดยกล่าวถือการคาดการณ์ของสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ (ANRPC) ที่กล่าวว่าตลาดยางพาราจะกลับเข้าสู่ยุคเฟื่องฟูอีกครั้ง แต่เกษตรกรสวนยางก็ยังคงปฏิเสธที่จะกลับไปปลูกยางที่รัฐ Kerala อีก และเกษตรกรบางส่วนนั้นถูกบังคับให้ออกจากพื้นที่เนื่องจากกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต้องการใช้พื้นที่สำหรับสร้างสิ่งปลูกสร้างกลุ่มที่อยู่อาศัยซึ่งตลาดมีความต้องการเพิ่มขึ้น


ที่มา http://www.rubberthai.com, 20/04/2016

ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) เปิดเผยในวันนี้ว่า ปริมาณการปล่อยกู้ทั้งหมดในปีที่แล้วอยู่ที่ระดับ 2.717 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของทางธนาคาร

วงเงินดังกล่าวรวมถึงการให้เงินกู้และเงินให้เปล่าจำนวน 1.629 หมื่นล้านดอลลาร์, การช่วยเหลือทางด้านเทคนิค 141 ล้านดอลลาร์, การปล่อยเงินกู้ร่วม 1.074 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งพุ่งขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ 16%

ADB ยังเปิดเผยว่า การปล่อยเงินกู้แก่ภาคเอกชนพุ่งขึ้นแตะระดับ 2.63 พันล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว จากระดับ 1.92 พันล้านดอลลาร์ในปี 2014

ADB ประเมินว่าภูมิภาคเอเชียมีความต้องการใช้เงินราว 8 แสนล้านดอลลาร์สำหรับการลงทุนด้านปัจจัยพื้นฐานในแต่ละปี เทียบเท่ากับสัดส่วน 6% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในภูมิภาค

แนวโน้มค่าเงินบาทอ่อนค่าในสัปดาห์หน้า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้แนวโน้มดอลลาร์อ่อนตัวต่อเนื่องตลอดสัปดาห์หน้า อยู่ในกรอบ 34.90-35.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ พร้อมจับตานโยบายเฟดกระทบค่าเงิน

รายงานข่าวจากบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทในสัปดาห์หน้า (วันที่ 25-29 เม.ย.) มีแนวโน้มจะอ่อนค่าลงจากสัปดาห์ก่อนที่ช่วงต้นสัปดาห์แข็งค่าสุดในรอบ 1 เดือนไปถึง 34.83 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ โดยประเมินว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 34.90-35.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งอ่อนตัวต่อเนื่องจากท้ายสัปดาห์ ทั้งนี้ต่อจากนี้ต้องจับตาผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และญี่ปุ่น ทั้งตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ตลอดจนยอดขายบ้านใหม่และยอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขาย ขณะในประเทศให้ติดตามข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ และตัวเลขเศรษฐกิจไทยในเดือนมี.ค. ควบคู่กัน 

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ (วันที่ 23 เมษายน 2559)

รับสัญญาณเศรษฐกิจไทยเริ่มผงกหัว กนง.ฟันธงจีดีพีปีนี้โต 3.1% หลังมองเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ จากลงทุนรัฐ แต่ส่งออกสินค้ายังโคม่า รับถ้าเศรษฐกิจแย่ก็พร้อมใช้นโยบายการเงินเข้าช่วย

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงการคลังได้รายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) สำหรับครึ่งหลังปี 58 และแนวโน้มปี 59 ให้ที่ประชุมครม.รับทราบ โดยได้ประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 59 จะฟื้นตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 58 โดยคาดว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพีจะขยายตัวได้ประมาณ 3.1% จากแรงขับเคลื่อนของภาครัฐ การบริโภคเอกชน และการส่งออกบริการเป็นสำคัญ แต่การส่งออกสินค้า คาดว่า ยังทรงตัวในระดับต่ำตามแนวโน้มของเศรษฐกิจคู่ค้า โดยเฉพาะจีนและเอเชีย ที่มีทิศทางชะลอตัว รวมทั้งราคายังอยู่ในระดับต่ำตามราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก ขณะที่นโยบายการเงินยังควรอยู่ในระดับผ่อนปรนอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยจะดูแลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไป กลับเข้าสู่ค่ากลางของเป้าหมายในระยะเวลาที่เหมาะสม และสอดคล้องกับการเติบโตที่ยั่งยืนของเศรษฐกิจ และจะติดตามปัจจัยเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ภาวะตลาดเงินที่มีความไม่แน่นอนสูง รวมทั้งแนวโน้มราคาน้ำมันโลก และผลของมาตรการทางการคลังต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดย กนง. พร้อมใช้เครื่องมือเชิงนโยบายที่มีอยู่อย่างเหมาะสมเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัว ของเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพการเงินของประเทศ

“ที่ประชุมไม่ได้มีข้อสั่งการอะไรต่อสถานการณ์ที่ กนง. รายงานมา เพราะเห็นว่าไม่ได้มีอะไรที่น่าเป็นห่วง ส่วนกรณีที่ตอนนี้ธนาคารพาณิชย์ได้ทยอยปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือธปท. ไม่ได้มีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายนั้น มองว่าไม่ได้มีอะไรผิดปกติ เป็นเพียงเรื่องของการตอบสนองของตลาด ต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ เป็นการปรับมาสู่จุดที่ควรจะเป็นเพราะถ้ายังคงกำไรไว้ในระดับสูงก็ไม่ได้ส่ง ผลดีต่อธนาคารนัก

” นายสมคิด กล่าวว่า ในช่วงต้นเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ได้ปรับลดดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าเงินกู้รายใหญ่ชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) ลงมา 0.25% มาอยู่ที่ 6.25-6.275% และในสัปดาห์ที่ผ่านมาธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกสิกรไทยได้ประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้เบิกเกินบัญชี (เอ็มโออาร์) และดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็มอาร์อาร์) ลง 0.25% เนื่องจากธนาคารรายใหญ่ได้แสดงความเห็นห่วงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและลูกค้า รายย่อยในภาวะที่เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า โดยในส่วนธนาคารกรุงเทพลดเฉพาะดอกเบี้ยเอ็มอาร์อาร์ ลง 0.250% เหลือ 7.625% ส่วนธนาคารกสิกรไทยลดทั้งดอกเบี้ยเอ็มอาร์อาร์ และเอ็มโออาร์ ลดลง 0.25% เหลือ 7.62% และ 7.12% ตามลำดับ“

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ (วันที่ 25 เมษายน 2559)

ผลการสำรวจล่าสุดของบริษัทมาร์เก็ต นิวส์ อินเตอร์เนชันแนล พบว่า ภาคธุรกิจจีนมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น หลังเศรษฐกิจส่งสัญญาณถึงการมีเสถียรภาพ

รายงานของมาร์เก็ต นิวส์ อินเตอร์เนชันแนล ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจอยู่ที่ 50.5 ในเดือนเม.ย. เพิ่มขึ้นจากระดับ 49.9 ในเดือนมี.ค.

ข้อมูลดังกล่าวมีการเปิดเผยมาตั้งแต่ปี 2543 โดยเป็นการสำรวจความคิดเห็นประจำเดือนจากผู้บริหารธุรกิจของจีนเกี่ยวกับภาวะธุรกิจและการคาดหวังเกี่ยวกับเศรษฐกิจ

บริษัทหลักทรัพย์โนมูระของญี่ปุ่นระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวสวนทางกับการปรับตัวลดลงโดยเฉลี่ยที่ 0.9% ในระหว่างเดือนมี.ค.และเม.ย. ของปี 2554-2558 สำนักข่าวซินหัวรายงาน

นายนึล แอตคินสัน ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรมน้ำมันของสำนักงานพลังงานสากล (IEA) กล่าวว่า เขาเชื่อว่าทั้งรัสเซียและซาอุดิอาระเบียจะยังคงผลิตน้ำมันมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ หลังการประชุมที่กรุงโดฮาเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาของประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และประเทศผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่ม ประสบความล้มเหลวในการบรรลุข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตน้ำมัน

"สำหรับรัสเซีย แม้แต่ในช่วงก่อนการประชุมที่กรุงโดฮาซึ่งพวกเขากำลังจะเข้าร่วมการทำข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตนั้น แต่ในความเป็นจริง พวกเขากำลังเพิ่มการผลิตน้ำมัน"

นายแอตคินสันยังกล่าวว่า ซาอุดิอาระเบียยังคงมีกำลังการผลิตส่วนเกินอยู่ถึง 2 ล้านบาร์เรล/วัน ขณะที่หลายประเทศในตะวันออกกลาง เช่น คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรทส์ ก็มีกำลังการผลิตส่วนเกินเช่นกัน

เขาคาดการณ์ว่าตลาดน้ำมันโลกจะเข้าใกล้จุดสมดุลในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จากการที่ผู้ผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (shale oil) ของสหรัฐลดการผลิตลงในปีนี้

อย่างไรก็ดี เขาระบุว่ามีความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะกลับมาเพิ่มการผลิตอีกครั้งในอนาคต

ที่มา--อินโฟเควสท์ (22/04/2559)

สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้า WTI พุ่งขึ้นในวันนี้ขานรับแท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐที่ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะน้ำมันล้นตลาด

ณ เวลา 00.31 น.ตามเวลาไทย สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนมิ.ย. ซึ่งมีการซื้อขายทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ตลาด NYMEX เพิ่มขึ้น 38 เซนต์ หรือ 0.88% สู่ระดับ 43.56 ดอลลาร์/บาร์เรล

เบเกอร์ ฮิวจ์ ซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้บริการแก่อุตสาหกรรมน้ำมัน เปิดเผยว่า จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันที่ใช้งานในสหรัฐลดลง 8 แท่นในสัปดาห์นี้ โดยลดลงเป็นสัปดาห์ที่ 5 ติดต่อกัน สู่ระดับ 382 แท่น ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สหรัฐมีแท่นขุดเจาะน้ำมันที่ใช้งานจำนวน 703 แท่น

แท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐมีจำนวนสูงสุด 4,530 แท่นในปี 1981 ส่วนระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ก่อนหน้านี้อยู่ที่ 488 แท่นในปี 1999

ที่มา--อินโฟเควสท์ (23/04/59)