- Genscape รายงานว่าปริมาณน้ำมันดิบ ณ จุดส่งมอบคุชชิ่ง โอคลาโฮม่า ปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 1.5 ล้านบาร์เรลในระหว่างสัปดาห์จนถึงวันที่ 22 เม.ย. 58 ที่ผ่านมา

- สำนักงานรอยเตอร์คาดปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ  สิ้นสุด ณ วันที่ 22 เม.ย. 58 ปรับเพิ่มขึ้น 2.3 ล้านบาร์เรล ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 3 ขณะที่ปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปคงคลังมีแนวโน้มปรับตัวลดลง โดยคาดว่าจะมีปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังปรับลดลง 0.7 ล้านบาร์เรล และ  ปริมาณน้ำมันนดีเซลคงคลังปรับลดลง 0.3 ล้านบาร์เรล

- ธนาคารบาร์เคลย์รายงานว่า ท่ามกลางปัจจัยพื้นฐานที่ยังคงอ่อนแอ ทางธนาคารยังไม่มีความเชื่อมั่นว่าราคาน้ำมันจะยังคงอยู่ที่ระดับปัจจุบันต่อไป หรือแม้กระทั้งจะปรับตัวขึ้นอีก

+/- รายงานสำหรับยอดขายบ้านใหม่ของสหรัฐฯประจำเดือน มี.ค. อยู่ที่ 511,000 ยูนิต ซึ่งน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่  520,000 ยูนิต ส่วนตัวเลขสำหรับเดือน ก.พ. ได้มีการปรับเพิ่มขึ้นจาก 512,000 ยูนิต มาอยู่ที่ 519,000 ยูนิต  แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008

ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับตัวเพิ่มขึ้นสวนทางราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากได้รับอุปสงค์เพิ่มเติมจากประเทศจอร์แดน อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันเบนซินยังได้รับแรงกดดันจากการส่งออกที่เพิ่มขึ้นจากประเทศจีน

ราคาน้ำมันดีเซล
ปรับตัวลดลงน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเล็กน้อย เนี่องจากได้รับอานิสงค์จากอุปสงค์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากประเทศศรีลังกา ฟิลิปปินส์ และอินเดีย แต่ยังคงได้รับแรงกดดันจากอุปสงค์ที่ลดลงจากประเทศจีน

ไทยออยล์คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์นี้
    
            
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสเคลื่อนไหวในกรอบ 37-43 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 40-46 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
                        
ปัจจัยที่น่าจับตามอง
                 
จับตาการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในวันที่ 26-27 เม.ย. นี้ ว่าจะมีการพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมหรือไม่ หลังจากก่อนหน้านี้ Fed มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0.25-0.50% ในเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่า Fed จะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมประจำเดือน เม.ย. ที่จะถึงนี้

ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยล่าสุดสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ปรับลดลงสู่ระดับ 8.98 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากผู้ผลิตน้ำมันดิบได้ชะลอการลงทุนและผลิตน้ำมันดิบลง จากราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับต่ำ

ภาวะอุปทานล้นตลาดยังไม่มีท่าทีว่าจะคลี่คลาย หลังจากการประชุมระหว่างผู้ผลิตน้ำมันดิบทั้งในและนอกกลุ่มโอเปก ได้เสร็จสิ้นลง โดยที่ผู้ผลิตน้ำมันดิบไม่สามารถตกลงกันได้

 

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ (26/04/2559)

อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของธนาคารกสิกรไทย ประจำวันอังคารที่ 26 เมษายน 2559 เมื่อเวลา 07.51 น. มีดังนี้ 

ดอลลาร์ สหรัฐฯ รับซื้อที่ 33.85 บาท ขายออก 35.37 บาท ยูโรอยู่ที่ระดับ 40.10 บาทต่อยูโร ปอนด์อยู่ที่ 51.60 บาทต่อปอนด์ เงินหยวนของจีนอยู่ที่ 5.60 บาทต่อหยวน และเงินเยนของญี่ปุ่นอยู่ที่ 0.32805 บาทต่อเยน

 

ที่มา : INN News (26/04/2559)

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงเล็กน้อยในวันจันทร์ ในสัปดาห์ที่เต็มไปด้วยข่าวเศรษฐกิจ รวมทั้งการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ และผลประกอบการของบริษัทใหญ่...

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 25 เม.ย. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 26.51 จุด หรือ 0.15% ปิดที่ 17977.24 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 3.79 จุด หรือ 0.18% ปิดที่ 2087.79 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 10.44 จุด หรือ 0.21% ปิดที่ 4895.79 จุด

หุ้นสหรัฐฯ ลดลงตามการลดลงของราคาน้ำมันในวันจันทร์ หลังเกิดความกังวลรอบใหม่เกี่ยวกับอุปทานที่เหลือล้นในโลก

ขณะที่ นายแจ็ค อาบลิน หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของธนาคาร บีเอ็มโอ ระบุว่า นักลงทุนอาจกำลังกังวลว่าตัวเลขจีดีพีไตรมาสที่ 1 ของสหรัฐฯ ในวันพฤหสับดีนี้จะแสดงให้เป็นการเติบโตที่เฉื่อยชา และตลาดกำลังอยู่ในช่วงเพิ่มสูง ทำให้นักลงทุนต้องเห็นข่าวดีก่อนตัดสินใจซื้อหุ้น

 

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ (26/04/2559)

รม ว.พาณิชย์ เผยส่งออกไทยดีขึ้นต่อเนื่อง พบไตรมาสแรกขยายตัวร้อยละ 0.9 ส่งผลดุลการค้าเกินดุล 8,189 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการขายทองคำ อุตสาหกรรมยานยนต์ และสินค้าประมง ด้านสภาผู้ส่งออกเตรียมหารือสมาชิกปรับตัวเลขส่งออก 3 พ.ค.นี้

วันนี้ (25 เม.ย. 2559) นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.พาณิชย์ แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศประจำเดือน มี.ค. 2559 ว่า การส่งออกของไทยยังขยายตัวร้อยละ 1.3 คิดเป็นมูลค่า 19,125 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งการขยายตัวดังกล่าวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน ขณะที่ การนำเข้ามีมูลค่า 16,159 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัวร้อยละ 6.94 ส่งผลให้ดุลการค้าของไทยเดือน มี.ค. 2559 เกินดุลที่ 2,966 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลไตรมาสแรกปี 2559 การส่งออกขยายตัวร้อยละ 0.9 มูลค่า 53,829 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนนำเข้าหดตัวร้อยละ 11.99 มูลค่า 45,640 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ผลดุลการค้า เกินดุลอยู่ที่ 8,189 ล้านเหรียญสหรัฐ

“การส่งออกของทุกประเทศในภูมิภาคมีทิศทางหดตัว ไทยเป็นประเทศเดียวที่การส่งออกช่วง 3 เดือน ขยายตัว” รมว.พาณิชย์ ระบุ

ด้าน นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สภาผู้ส่งออก) กล่าวว่า การส่งออกที่เป็นบวกมาจากการส่งออกทองคำ อุตสาหกรรมเกี่ยวกับรถยนต์ และสินค้าประมง เช่น กุ้ง อย่างไรก็ดี ทางสภาผู้ส่งออกจะหารือเพื่อปรับประมาณการตัวเลขอีกครั้งวันที่ 3 พ.ค.นี้ โดยเป้าทั้งปีอยู่ที่ร้อยละ 0-2

 

ที่มา : ThaiPBS (26/04/2559)

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย  ออกบทวิเคราะห์เรื่อง “ประชุมเฟด 26-27 เม.ย. 2559…คาดคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อ เพื่อรอให้ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจคลายตัวลง”

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FOMC) รอบที่สามปี 2559 ในวันที่ 26-27 เมษายน 2559 นั้น คาดว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.25-0.50% ต่อเนื่องอีกระยะ ท่ามกลางความเสี่ยงการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงอยู่ในระดับสูง อันอาจเป็นปัจจัยกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯได้ ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้รวบรวมประเด็นที่ต้องจับตาในการประชุมเฟดครั้งนี้

พัฒนาการการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงได้รับแรงกดดันจากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลก และปัจจัยเสี่ยงภายนอก

เครื่องชี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มปรับตัวดีขึ้นบ้าง แต่ยังไม่สดใสมากนัก โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ หลายตัวยังคงให้ภาพการฟื้นตัวเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง อาทิ ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และอัตราการใช้กำลังการผลิตปรับลดลงในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ ขณะที่การบริโภคภาคครัวเรือนก็ให้ภาพชะลอลง ทั้งนี้ แม้ว่า ข้อมูลดัชนีชี้นำจะเริ่มมีมุมมองที่ปรับตัวดีขึ้น แต่คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะกว่าที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะกลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง อันคงเป็นปัจจัยสนับสนุนให้เฟดน่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม ครั้งนี้ เพื่อประเมินการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่อไปอีกระยะ

ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ในระดับสูง โดยล่าสุด IMF ได้มีการปรับลดประมาณการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกปี 2559 ลงจากระดับ 3.4% สู่ระดับ 3.2% รวมทั้งได้มีการปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ลงเช่นเดียวกัน จากระดับ 2.6% เหลือ 2.4% ทั้งนี้ ท่ามกลางความเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังมีอยู่มาก กอปรกับ ปัจจัยด้านการเมือง อาทิ การลงประชามติว่า สหราชอาณาจักรจะยังคงอยู่ในสหภาพยุโรปหรือไม่ ในวันที่ 23 มิถุนายน 2559 รวมทั้ง การถอดถอนประธานาธิบดีบราซิลออกจากตำแหน่ง ซึ่งปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองดังกล่าวอาจจะส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ สหรัฐฯได้ โดยในแง่การค้าการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับสหราชอาณาจักร และบราซิลในปี 2558 ที่ผ่านมามีมูลค่ากว่า 1.1 และ 0.6 แสนล้านดอลลาร์ฯ ตามลำดับ คิดเป็นสัดส่วน 3.0 และ 1.5% ของมูลค่าการค้าทั้งหมดของสหรัฐฯ (ถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่ลำดับที่ 7 และ 12) อีกทั้งสหรัฐฯ ได้ดุลการค้ากับบราซิลกว่า 4.2 พันล้านดอลลาร์ฯ ซึ่งปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวน่าจะสนับสนุนท่าทีของเฟดที่ระมัดระวังการปรับขึ้น อัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องอีกระยะ จนกว่าปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้จะคลายตัวลง

ปัจจัยที่ต้องติดตาม คงได้แก่ พัฒนาการของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ฟื้นตัวต่อเนื่องใกล้เคียงระดับศักยภาพ ทั้งนี้ หากพิจารณาการฟื้นตัวของการจ้างงานสหรัฐฯ ที่อยู่ในเกณฑ์ดี โดยมีค่าเฉลี่ยของการปรับเพิ่มขึ้นของตำแหน่งงานเฉลี่ยในช่วงที่ผ่านมาสูงก ว่า 200,000 ตำแหน่งต่อเดือน ขณะที่ระดับอัตราว่างงานทรงตัวที่ระดับ 5.0% ทั้งนี้ หากพัฒนาการฟื้นตัวของสหรัฐฯ ยังคงฟื้นตัวอย่างดีต่อเนื่อง น่าจะทำให้อัตราการว่างงานปรับลดลงสู่ระดับการจ้างงานเต็มศักยภาพ (Full Employment) ซึ่งเฟดระบุว่าระดับอัตราว่างงานที่ 4.7%  ซึ่งหากการฟื้นตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ไปถึงจุดดังกล่าว ก็อาจจะส่งผลให้มีแรงกดดันต่อเงินเฟ้อเพิ่มมากขึ้น และคงเป็นปัจจัยที่สนับสนุนการพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดใน ระยะต่อไป

สำหรับผลต่อเศรษฐกิจไทย คงต้องติดตาม การส่งสัญญาณถึงมุมมองของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ของเฟดคงจะเป็นปัจจัยชี้นำการไหลของเงินทุนเคลื่อนย้ายในระยะข้างหน้า ทั้งนี้ คงต้องยอมรับว่า การส่งสัญญาณถึงท่าทีในการระมัดระวังการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด จะช่วยให้มีเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่อีกครั้ง ตลอดจน ช่วยให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในหลายๆ ประเทศปรับลดลง อย่างไรก็ดี ด้วยพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ไม่ได้ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัย สำคัญในช่วงที่ผ่านมา ก็อาจส่งผลให้มีความเสี่ยงที่เงินทุนเคลื่อนย้ายอาจจะมีการไหลกลับออกไปอีก ครั้ง หากเฟดเริ่มส่งสัญญาณถึงจังหวะในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายรอบใหม่อีก ครั้ง คงจะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยคงน่าจะทยอยปรับขึ้น รวมทั้งค่าเงินบาททยอยปรับตัวอ่อนลงอีกครั้ง ดังนั้น ผู้ที่มีธุรกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับค่าเงิน และการกู้ยืมในตลาดตราสารหนี้ควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมีการป้องกันความเสี่ยงผ่านเครื่องมือต่างๆ อย่างเหมาะสม

 

 

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจออนไลน์ (26/04/2559)

ภาพ : http://www.manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9580000120775

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปิดการซื้อขายวันนี้ที่ระดับ 1,408.71 จุด ลดลง 2.10 จุด หรือ ร้อยละ 0.15 มูลค่าการซื้อขาย 30,406.10 ล้านบาท

โดยหุ้นไทยเคลื่อนไหวในช่วงแคบ ๆ ทั้งแดนบวกและลบ ดัชนีสูงสุดที่ระดับ 1,413.99 จุด และต่ำสุดที่ 1,406.38 จุด

นายวรุตม์ ศิวะศริยานนท์ กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด กล่าวว่า ตลาดเคลื่อนไหวในกรอบไม่กว้างนัก โดยจุดสนใจจะอยู่ที่การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ(FOMC) ในวันอังคาร และพุธ ซึ่งคาดว่าน่าจะคงอัตราดอกเบี้ย และจับตาสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยครั้งต่อไปในเดือน มิถุนายน ซึ่งมีความเป็นไปได้เหมือนกันที่จะปรับขึ้น พร้อมติดตามประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) วันพุธ และพฤหัส ซึ่งคาดว่าครั้งนี้หรือหลังจากนี้อาจมีการออกมาตรการเพิ่มเติมทางการเงิน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจขึ้นอีก

ด้านผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนของไทย กลุ่มธนาคาร ออกมาตามคาด ต้องติดตามบริษัทอื่น ๆ ที่เหลือสัปดาห์นี้ คาดดัชนีเคลื่อนไหวในสัปดาห์นี้ ที่ 1,387-1,433 จุด เนื่องจาก ตลาดหุ้นอาจปรับขึ้นได้หากผลประกอบการสหรัฐฯ ออกมาดีเกินคาด และในทางกลับกันอาจปรับลดลดแรงหากตัวเลขออกมาไม่ดี

ด้านสัดส่วนการลงทุน นักลงทุนสถาบัน บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ นักลงทุนต่างประเทศ และ นักลงทุนรายย่อย

นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 331.15 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ขายสุทธิ 567.58 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศ ขายสุทธิ 3.57 ล้านบาทนักลงทุนภายในประเทศ ซื้อสุทธิ 902.30 ล้านบาท.

 

ที่มา : สำนักข่าวไทย

ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังอุปสงค์น้ำมันเบนซินปรับตัวดีขึ้น ท่ามกลางแนวโน้มการผลิตน้ำมันดิบที่ลดลงทั่วโลก

+ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังได้รับแรงสนับสนุนจากอุปสงค์น้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ ที่ปรับตัวดีขึ้น รวมไปถึงการผลิตน้ำมันดิบทั่วโลกที่ส่งสัญญาณจะปรับตัวลดลง ส่งผลทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่มองว่าราคาน้ำมันดิบได้ผ่านจุดที่ต่ำที่สุดไป แล้วและกระบวนการปรับตัวเข้าสู่สมดุลใหม่ของราคาน้ำมันดิบกำลังจะสิ้นสุดลง อย่างไรก็ตาม การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบได้ถูกจำกัดด้วยการขายเพื่อทำกำไรของ นักลงทุนบางส่วน

+ นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบยังได้รับแรงสนับสนุนจากปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นของประเทศจีน โดยรายงานจากกรมศุลกากรของประเทศจีนได้รายงานว่า ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จีนได้นำเข้าน้ำมันดิบทั้งสิ้น 32.61 ล้านตัน ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.61 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยเป็นการนำเข้าจากประเทศรัสเซียและซาอุดิอาระเบียมากที่สุดสองอันดับแรก

- อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนยังคงเชื่อว่า ราคาน้ำมันดิบยังคงมีโอกาสปรับตัวลงไปได้อีก จากแรงกดดันของผู้ผลิตน้ำมันดิบในชั้นหินดินดาน (Shale Oil) ในสหรัฐฯ ที่พร้อมที่จะขายน้ำมันดิบในทุกโอกาสเมื่อราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น
- ดัชนีภาคการผลิตเดือนเมษายนของสหรัฐฯ (Manufacturing PMI) ที่รายงานโดย Markit Economics พบว่า มีการเติบโตที่ชะลอตัวลง โดยปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.8 จากระดับ 51.5 ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และเป็นระดับที่ต่ำที่สุดตั้งแต่เดือนกันยายน 2552 เป็นต้นมา

ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับตัวเพิ่มขึ้นสวนทางราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากได้รับแรงสนับสนุนจากราคาน้ำมันเบนซิน RBOB ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากและอุปสงค์ที่มากขึ้นจากตะวันออกกลาง

ราคาน้ำมันดีเซล ปรับตัวลดลงน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนี่องจากได้รับอานิสงค์จากอุปสงค์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูร้อนและอุปทานที่ลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงของโรงกลั่นบางส่วนในภูมิภาค

ไทยออยล์คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์นี้            

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสเคลื่อนไหวในกรอบ 38-44 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 40-46 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ปัจจัยที่น่าจับตามอง

จับตาการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในวันที่ 26-27 เม.ย. นี้ ว่าจะมีการพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมหรือไม่ หลังจากก่อนหน้านี้ Fed มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0.25-0.50% ในเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่า Fed จะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมประจำเดือน เม.ย. ที่จะถึงนี้

ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยล่าสุดสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ปรับลดลงสู่ระดับ 8.98 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากผู้ผลิตน้ำมันดิบได้ชะลอการลงทุนและผลิตน้ำมันดิบลง จากราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับต่ำ

 

 

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ (25/04/2559)

ที่มาภาพ : http://www.posttoday.com/media/content/2014/12/25/9ED2F5B22B014B0B9AC987030337DAF3.jpg

บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด รายงานราคาทองคำ วันที่ 25 เมษายน 2559 และแนวโน้มการซื้อขายทองคำ

ปัจจัยพื้นฐาน

ราคา ทองคำวันศุกร์ที่ผ่านมาปิดปรับตัวลดลง 15.80 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยราคาทองคำได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของดัชนีดอลลาร์ ที่ส่งผลให้ทองคำซึ่งซื้อขายในรูปสกุลเงินดอลลาร์ มีราคาแพงขึ้นและไม่น่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุนที่ถือสกุลเงินอื่นๆ นอกจากนี้ราคาทองคำเผชิญแรงขายจากการที่นักลงทุนระมัดระวังการซื้อขาย เพื่อรอผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 26-27 เม.ย.นี้ โดยคาดว่าเฟดจะไม่ดำเนินมาตรการใหม่ใดๆแต่อาจจะมีการส่งสัญญาณเกี่ยวกับการ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน  นอกจากนี้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) จะจัดการประชุมขึ้นในวันที่ 27-28 เม.ย. โดยมีการคาดการณ์ว่าบีโอเจ กำลังพิจารณาใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบให้ครอบคลุมถึงโครงการเงินกู้ที่บี โอเจปล่อยให้กับสถาบันการเงิน ซึ่งผลการประชุมของธนาคารกลางทั้งสองแห่งอาจจะส่งผลให้ราคาทองคำเคลื่อนไหว ผันผวนได้ จึงต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

 

 

 

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ (25/04/2559)

โตต่อเนื่อง 2 เดือนติด-นำเข้าสินค้าทุนฟื้น


“พาณิชย์” ประกาศตัวเลขส่งออกเดือน มี.ค.2559 วันนี้ (25 เม.ย.) ขยายตัว 1.3% ขณะที่รวม 3 เดือนแรกของปีนี้ส่งออกอยู่ในแดนบวกแล้ว 0.9% สินค้าเกษตรหดตัวจากราคาสินค้าที่ลดลง ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่อง ด้านการนำเข้าสินค้าทุน และวัตถุดิบมีแนวโน้มดีขึ้น สะท้อนการลงทุนในประเทศเริ่มกลับมาฟื้นตัว เทียบกับประเทศอื่นทั่วโลกที่ยังติดลบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 25 เม.ย.นี้ กระทรวงพาณิชย์จะแถลงตัวเลขการส่งออกของไทยประจำเดือน มี.ค.59 อย่างเป็นทางการ โดยพบว่ามูลค่าการส่งออก ในรูปสกุลดอลลาร์ 19,125 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 1.3% จากเดือน มี.ค.ปีก่อน และเป็นการส่งออกที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ทั้งนี้ เมื่อรวมการส่งออก 3 เดือนแรกของปีนี้ คือ ม.ค.-มี.ค.59 มีมูลค่ารวม 53,829 ล้านเหรียญ ยังขยายตัวที่ 0.9% จากช่วงปีก่อน สะท้อนให้เห็นว่าขณะที่การส่งออกของประเทศอื่นยังติดลบ แต่การส่งออกไทยขยับ มาอยู่ในแดนบวกแล้ว อีกทั้งเมื่อนำมูลค่าการส่งออก รวมในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หักสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันและทองคำ พบว่าการส่งออกเดือน มี.ค.ขยายตัว 1.4% เทียบกับปีก่อน ส่วนมูลค่าส่งออกรวม ม.ค.-มี.ค.59 หักสินค้าเกี่ยวเนื่องน้ำมันและทองคำ ติดลบ 0.4%

ด้านการนำเข้าเดือน มี.ค.59 มีมูลค่า 16,159 ล้านเหรียญ ขยายตัวติดลบ 6.94% ทำให้เดือนนี้มีดุลการค้า 2,966 ล้านเหรียญ และเมื่อคิดรวมการนำเข้า ม.ค.-มี.ค.59 มีมูลค่า 46,640 ล้านเหรียญ ขยายตัวติดลบ 11.99% จึงมีดุลการค้า 8,189 ล้านเหรียญ ทั้งหมดนี้ ทำให้ภาพรวมการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือน มี.ค.นี้ มีมูลค่าการค้า 35,283 ล้านเหรียญ ติดลบ 2.64% และมูลค่าการค้าเดือน ม.ค.-มี.ค.59 ที่ 99,470 ล้านเหรียญ ติดลบ 5.46%

ส่วนการส่งออกในรูปสกุลเงินบาทเดือน มี.ค. มีมูลค่า 676,529 ล้านบาท ขยายตัว 10.77% และการส่งออกรวมเดือน ม.ค.-มี.ค.59 มีมูลค่า 1,923,794 ล้านบาท ขยายตัว 11.07%

สำหรับสินค้าส่งออก 10 อันดับแรก พบว่ารถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบขยายตัวเป็นอันดับ 1 โดย มี.ค. ขยายตัว 2.9% และ ม.ค.-มี.ค.ขยายตัว 1.5% ที่น่าสนใจคือ การส่งออกรถยนต์กำลังค่อยๆฟื้น โดยการส่งออกรถกระบะขนาด 1 ตัน ซึ่งเดิมไทยส่งออกมากที่สุดในโลกเริ่มลดลง แต่การส่งออกรถเก๋ง มีมากขึ้น ซึ่งเป็นทิศทางที่ดีเพราะทำราคาได้สูงกว่า ด้านสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรเดือน มี.ค.59 กลับมาหดตัวที่ 1.5% จากปัจจัยราคาสินค้าลดลง ได้แก่ ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ทูน่ากระป๋องและเครื่องดื่ม อย่างไรก็ตาม มีสินค้าเกษตรที่ขยายตัว ได้แก่ ข้าว ผลไม้กระป๋องแปรรูป น้ำตาลทราย และไก่แปรรูป และเป็นที่น่าสังเกตว่ามูลค่าส่งออกหดตัวสวนทางกับปริมาณการส่งออกที่เพิ่ม ขึ้น ซึ่งสะท้อนว่าเป็นการหดตัวจากปัจจัยด้านราคาเป็นสำคัญ ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม มี.ค.59 ขยายตัวต่อเนื่องที่ 3.4% ตามการส่งออกทองคำ รถยนต์และส่วนประกอบและเครื่องจักรกลที่ขยายตัวสูงขึ้น

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาการส่งออกเป็นรายกลุ่มตลาด พบว่าตลาดหลัก 3 ประเทศ ยังคงติดลบ 3.4% โดยญี่ปุ่นติดลบ 6.1% สหรัฐอเมริกาติดลบ 1.4% สหภาพยุโรปติดลบ 2.9% อย่างไรก็ตาม ในตลาดศักยภาพสูงขยายตัว 0.6% โดยตลาดอาเซียนเดิม ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไนและสิงคโปร์ ขยายตัว 12.4% แต่ตลาด CLMV ติดลบ 6.9% ทำให้ภาพรวมตลาดอาเซียนขยายตัว 4.5% สำหรับตลาดจีนติดลบ 5.4% และเอเชียใต้บวก 0.5% ด้านตลาดศักยภาพระดับรอง ขยายตัว 0.4% มาจากการขยายตัวของตลาดออสเตรเลีย 3.5% ที่มีการนำเข้ารถยนต์จากไทยเป็นส่วนใหญ่และตลาดตะวันออกกลาง ติดลบ 5.9%

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เมื่อวิเคราะห์โครงสร้างการนำเข้าเดือน มี.ค.59 พบว่า การนำเข้าสินค้าทุน เริ่มเป็นบวก 5.9% ส่วนการนำเข้าวัตถุดิบแม้ยังติดลบ 11.51% แต่เป็นการติดลบที่ลดลง เมื่อพิจารณาการนำเข้าวัตถุดิบทั้ง 3 เดือนคือ ม.ค.-มี.ค. ติดลบ 15.7% สะท้อนให้เห็นว่าอนาคตจะมีการลงทุนและผลิตสินค้าในไทยมากขึ้น โดยการนำเข้าส่วนประกอบยานยนต์ยังคงขยายตัวได้ดีสะท้อนการลงทุนในประเทศที่ เริ่มฟื้นตัวและมีการขยายการผลิตรถยนต์

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาสถานะการส่งออกของประเทศต่างๆ เดือน ม.ค.-ก.พ.59 พบว่า ประเทศคู่แข่งมีทิศทางหดตัว มีเพียงไทยประเทศเดียวที่เป็นประเทศผู้ส่งออกอันดับที่ 23 ของโลก ขยายตัว 0.7% ส่วนประเทศอื่นติดลบทั้งหมด โดยรัสเซียติดลบมากสุด 34.5% รองลงมาสิงคโปร์ติดลบ 20.7% ออสเตรเลียติดลบ 20.4% จีนติดลบ 17.9% เป็นต้น.

 

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ (25/04/2559)

สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองคำ ประจำวันที่ 25 เมษายน 2559 โดยเปิดตลาดราคาทองคำ ขึ้น 50 บาท ดังนี้

ทองคำแท่ง

รับซื้อ 20,450.00 บาท ขายออก 20,550.00 บาท

ทองรูปพรรณ

รับซื้อ 20,147.64 บาท ขายออก 20,950.00 บาท