ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ปิดบวกในวันพุธ โดยได้แรงหนุนจากท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่มองแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในแง่ดี แต่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโดยเฉพาะ แอปเปิล ลดลง หน่วงแนสแด็กปิดลบ...

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 27 เม.ย. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 51.23 จุด หรือ 0.28% ปิดที่ 18041.55 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 3.45 จุด หรือ 0.16% ปิดที่ 2095.15 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 25.14 จุด หรือ 0.51% ปิดที่ 4863.14 จุด

บริษัท แอปเปิล หุ้นตกถึง 6.4% หลังจากประกาศว่า ยอดขายสมาร์ทโฟน 'ไอโฟน' ของพวกเขาลดลงเป็นครั้งแรก และมีรายได้ลดลงเป็นไตรมาสแรกนับตั้งแต่ปี 2003

แต่ตลาดฟื้นตัวกลับมาหลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ออกมาแสดงท่าทีกังวลต่อเศรษฐกิจโลก และภูมิทัศน์ระบบสถาบันการเงินน้อยลงกว่าในช่วงไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมา ขณะที่ราคาน้ำมันก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย

 

 

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ 28 เม.ย. 2559

มติธนาคารกลางสหรัฐฯ คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ 0.25 - 0.50% หลังเศรษฐกิจยังชะลอ เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมาย 
คณะ กรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ในการประชุมเมื่อวานนี้ ให้คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นอยู่ในช่วง 0.25 - 0.50% ตามที่ตลาดการเงินคาดการณ์กันไว้ หลังจากปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมปีที่แล้วเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน2006 ทั้งนี้ ในแถลงการณ์ของเฟดได้ระบุว่า การใช้จ่ายในภาคครัวเรือนลดลง แม้รายได้และความเชื่อมั่นจะเพิ่มสูงขึ้น จึงส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจมีความชะลอตัวลง รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ต่ำกว่าเป้าหมายในระยะยาวของเฟดที่ระดับ 2% โดยถูกกระทบจากการลดลงของราคาน้ำมันและดัชนีราคา แต่เฟดมีความเชื่อมั่นว่าอัตราเงินเฟ้อจะดีดตัวแตะ 2% ในระยะกลาง นอกจากนี้ ด้านนักวิเคราะห์ได้ระบุว่า เฟดไม่ได้ระบุถึงดุลความเสี่ยง ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงความกังวลเกี่ยวกับการขยายตัวทั้งในสหรัฐฯ และในต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นสัญญาณว่าเฟดจะยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน 2559 แต่น่าจะมีการปรับขึ้นในเดือนกันยายนเป็นครั้งแรก และครั้งที่ 2 ในเดือนธันวาคม 

อย่างไรก็ตาม ผลการประชุมเฟดในเมื่อวานนี้ มีเพียง นางเอสเธอร์ จอร์จ เป็นกรรมการ FOMC ที่ลงมติให้เฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วง 0.50 - 0.75%

 

ที่มา : INN News (28/04/2559)

+ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวดีขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบปี หลังสถาบันปิโตรเลียมด้านพลังงานของสหรัฐฯ ประกาศตัวเลขน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ สิ้นสุดสัปดาห์ ณ วันที่ 22 เม.ย. ปรับลดลง 1.1 ล้านบาร์เรลมาอยู่ที่ระดับ 538.4 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับเพิ่มขึ้นราว 2.4 ล้านบาร์เรล เนื่องจากสหรัฐฯ มีการนำเข้าน้ำมันดิบลดลงประมาณ 510,000 บาร์เรลต่อวันเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้าหรือเทียบเท่ากับ 7.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ดี ปริมาณน้ำมันดิบคงคลัง ณ จุดส่งมอบคุชชิ่ง โอคลาโฮม่า ปรับเพิ่มขึ้น 1.9 ล้านบาร์เรล

+ นอกจากนี้ โรงกลั่นน้ำมันดิบในสหรัฐฯ หลายแห่งที่ปิดซ่อมบำรุงทั้งตามแผนและฉุกเฉิน ส่งผลให้โรงกลั่นน้ำมันดิบที่ยังคงดำเนินการผลิตมีความต้องการนำเข้าน้ำมัน ดิบเพิ่มเพื่อผลิตเป็นน้ำมันสำเร็จรูปให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายใน ประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันเบนซินหลังส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซินเทียบราคา น้ำมันดิบเวสเท็กซัสในตลาดซื้อขายล่วงหน้าของสหรัฐฯแตะระดับ 22.55 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล สูงสุดนับตั้งแต่เดือน ส.ค. ปี 2558

+ ทั้งนี้ โรงกลั่นน้ำมันดิบในประเทศเวเนซูเอล่ายังคงมีความต้องการนำเข้าน้ำมันดิบ เพิ่มเช่นกัน เพื่อใช้ในการผลิตเป็นน้ำมันเบนซินในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของประเทศ อีกทั้งยังต้องการนำเข้าสารตั้งต้นในการผลิตอย่างสาร Catalytic Naphtha ปริมาณ 300,000 บาร์เรล สำหรับการส่งมอบในช่วงเดือน พ.ค.

ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับ ตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากได้แรงหนุนจากการส่งออกน้ำมันเบนซินจากเอเชียไปยังสหรัฐฯ หลังโรงกลั่นในสหรัฐฯ หลายแห่งเข้าสู่ช่วงฤดูกาลปิดซ่อมบำรุง อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ภายในเอเชียยังคงซบเซา

ราคาน้ำมันดีเซล
ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนี่องจากอุปทานภายในภูมิภาคยังคงตึงตัวหลังมีการนำเข้าน้ำมันดีเซลในปริมาณ ที่ลดลง นอกจากนี้ อุปสงค์ในเอเชียยังปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากประเทศอียิปต์มีส่วนช่วยสนับสนุนราคา

จับตาการประชุม ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในวันที่ 26-27 เม.ย. นี้ ว่าจะมีการพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมหรือไม่ หลังจากก่อนหน้านี้ Fed มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0.25-0.50% ในเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่า Fed จะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมประจำเดือน เม.ย. ที่จะถึงนี้

ปริมาณ การผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยล่าสุดสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ปรับลดลงสู่ระดับ 8.98 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากผู้ผลิตน้ำมันดิบได้ชะลอการลงทุนและผลิตน้ำมันดิบลง จากราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับต่ำ

ภาวะอุปทานล้นตลาดยังไม่มี ท่าทีว่าจะคลี่คลาย หลังจากการประชุมระหว่างผู้ผลิตน้ำมันดิบทั้งในและนอกกลุ่มโอเปก ได้เสร็จสิ้นลง โดยที่ผู้ผลิตน้ำมันดิบไม่สามารถตกลงกันได้

 

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ (27/04/2559)

ค่าเงินบาทเปิด 35.10/11 บาท/ดอลลาร์ ทิศทางยังไม่ชัดเจน รอดูผลการประชุม FOMC คืนนี้ มองกรอบ 35.00-35.20 บาท/ดอลลาร์

นัก บริหารเงินจากธนาคารพาณิชย์ เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อยู่ที่ระดับ 35.10/11 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจากช่วงเย็นวานนี้ที่ปิดตลาดที่ระดับ 35.15/17 บาท/ดอลลาร์ วันนี้เงินบาทมีโอกาสจะไปได้ทั้งสองทิศทาง คือ มีโอกาสทั้งอ่อนค่า และแข็งค่า เนื่องจากนักลงทุนรอติดตามผลการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ทั้งนี้ตลาดคาดการณ์ว่า FOMC จะยังมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในการประชุมรอบนี้ แต่สิ่งสำคัญที่นักลงทุนให้ความสนใจคือถ้อยแถลงที่จะออกมาหลังประชุม ซึ่งจะมีผลสำคัญต่อแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต


"วันนี้บาทก็มีโอกาสจะไปได้ทั้ง 2 ทาง คือทั้งอ่อนค่า และแข็งค่า แต่ที่นักลงทุนจับตา คือผลการประชุม FOMC ว่าจะมีถ้อยแถลงอะไรสำคัญออกมา เพราะรอบนี้เชื่อว่าน่าจะยังคงดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม" นักบริหารเงิน ระบุ

นักบริหารเงิน คาดว่า วันนี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 35.00-35.20 บาท/ดอลลาร์

 

 

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ (27/04/2559)

สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทอง 96.5% ประจำวันที่ 27 เม.ย. 59 เวลา 09.26 น. (ครั้งที่1) ทองคำแท่งรับซื้อคืนบาทละ 20,600 บาท ขายออก 20,700 บาท ทองคำรูปพรรณรับซื้อคืนบาทละ 20,299.24 บาท ขายออก 21,100 บาท ราคาทองคำปรับขึ้น 100 บาท

 

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ (27/04/2559)

อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของธนาคารกสิกรไทย ประจำวันพุธที่ 27 เมษายน 2559 เมื่อเวลา 08.01 น. มีดังนี้

ดอลลาร์ สหรัฐฯ รับซื้อที่ 33.84 บาท ขายออก 35.36 บาท ยูโรอยู่ที่ระดับ 40.22 บาทต่อยูโร ปอนด์อยู่ที่ 51.90 บาทต่อปอนด์ เงินหยวนของจีนอยู่ที่ 5.61 บาทต่อหยวน และเงินเยนของญี่ปุ่นอยู่ที่ 0.32730 บาทต่อเยน
 
 
 
ที่มา : INN News (27/04/2559)

อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ของจีนอ่อนตัวลงในวันนี้ จากที่ปรับตัวสูงขึ้นมาเป็นเวลากว่า 1 สัปดาห์ ภายหลังธนาคารกลางจีนได้อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบจำนวนมากผ่านการดำเนินงานทาง ตลาดเงิน (Open Market Operations)

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า อัตราดอกเบี้ย Shibor ซึ่งเป็นมาตรวัดต้นทุนที่ธนาคารของจีนปล่อยกู้ให้กับธนาคารด้วยกันนั้น ปรับตัวลง 0.009% แตะ 2.036% ซึ่งยังคงเป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือน

ในขณะที่อัตราดอกเบี้ย Shibor สำหรับเงินกู้ระยะ 1 สัปดาห์ก็ปรับตัวลงเช่นกัน แต่อัตราดอกเบี้ยสำหรับเงินกู้ระยะเวลา 1 เดือนยังคงขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยที่อ่อนตัวลงนั้น เกิดขึ้นภายหลังจากที่ธนาคารกลางจีนได้อีดฉีดเงิน 1.40 แสนล้านหยวน หรือ 2.15 หมื่นล้านดอลลาร์เข้าสู่ระบบธนาคาร ผ่านทางข้อตกลงซื้อพันธบัตรโดยมีสัญญาขายคืน (reverse repo) อายุ 7 วัน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ธนาคารกลางเข้าซื้อหลักทรัพย์จากธนาคารพาณิชย์ด้วยข้อ ตกลงที่จะขายคืนในอนาคต

 

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) (วันที่ 26 เมษายน 2559)

ภาพ : http://img.tnews.co.th/tnews_1405499160_5261.jpg

ชาวสวนยางทุ่งใหญ่เฮฝนตก เริ่มกรีดยางพาราเร่งหารายได้

ชาวสวนยางทุ่งใหญ่เฮฝนตก เริ่มกรีดยางพาราเร่งหารายได้ ชาวสวนยางใน อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ฝนเทลงมาให้ จนดินชุ่มชื้น ต่างเริ่มออกไปเปิดกรีดหน้ายางพารา หลังจากฝนแล้งทิ้งช่วงนานกว่า 4 เดือน

เมื่อวันที่ 27 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวสวนยาง ใน อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ต่างเริ่มออกไปเปิดกรีดหน้ายางพาราหลังจากฝนเทลงมาให้จนดินชุ่มชื้น ซึ่งหมายถึงฤดูกาลเปิดกรีดยางพาราได้มาถึงอีกครั้ง หลังจากฝนแล้งทิ้งช่วงนานกว่า 4 เดือน ทำให้รายได้ของชาวสวนยางต้องขาดหายไปส่งผลกระทบเศรษฐกิจไปทั่ว รวมถึงการค้าขายเนื่องจากชาวสวนยางต้องประหยัดค่าใช้จ่ายในช่วงปิดกรีดที่ ผ่านมาจะใช้จ่ายเพียงแต่ในสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น

นายจักรเพชร สิงห์ไชย อายุ 41 ปี ชาวสวนยาง เปิดเผยว่า ในช่วงที่ปิดกรีดยางที่ผ่านมาครอบครัวของตนต้องประหยัดค่าใช้จ่ายอย่างเต็ม ที่ เนื่องจากรู้ดีว่าฝนต้องแล้งนาน จนทำให้ขาดรายได้ ตนดีใจมากที่ฝนตกลงมาให้จะทำให้ได้เปิดกรีดยางกันอีกครั้ง ส่วนชาวสวนยางพาราคนอื่นๆ ที่ต้องส่งให้ลูกหลานเรียนหนังสือก็นับว่าโชคดีที่ได้เริ่มเปิดกรีดยาง เพราะใกล้ช่วงเปิดเทอมพอดี เด็กนักเรียนมีค่าใช้จ่ายมากในเรื่องอุปกรณ์การเรียน ในส่วนราคายางก็ถือว่ายังอยู่ในขั้นดี น้ำยางสดอยู่ที่ 60 บาทต่อ กก.ทำให้ชาวสวนยางยังพออยู่ได้ จึงขอให้รัฐบาลดูแลราคายางให้ชาวสวนตลอดไป โดยการนำยางพาราไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นราคาน้ำยางพาราต่อไป.

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ (วันที่ 27 เมษายน 2559)

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น แต่มีความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย แม้ว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนต่างๆ จะออกมาดี เนื่องจากนักลงทุนรอผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ...

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 26 เม.ย. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 13.08 จุด หรือ 0.07% ปิดที่ 17990.32 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 3.91 จุด หรือ 0.19% ปิดที่ 2091.70 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 7.51 จุด หรือ 0.15% ปิดที่ 4888.28 จุด

นักวิเคราะห์ระบุว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับตลาด สะท้อนให้เห็นกลยุทธ์เฝ้ารอและดู ก่อนที่คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะมีแถลงการณ์ในวันพุธนี้ โดยคาดการณ์กันว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานไว้ที่ระดับเดิม แต่อาจบอกใบ้เกี่ยวกับการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต

 

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ (27/04/2559)

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบกรอบวงเงินในการดำเนิน โครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ โดยอนุมัติกรอบวงเงินสำหรับดำเนินการ 5,479 ล้านบาทเพื่อซื้อพยุงราคายางพารา และให้ไปสำรวจตรวจสอบกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ว่ามีความต้องการซื้อผลิตภัณฑ์อะไรบ้างที่ทำจากยางพารา ก็จะนำยางนี้ป้อนเข้าสู่โรงงาน ส่วนกระทรวงต่างๆ ก็ไปสั่งว่าต้องการผลผลิตแบบไหน

“เรื่องการใช้เงินที่การยางแห่ง ประเทศไทย (กยท.)ได้เสนอขึ้นมา ขอให้ใช้เงินกู้ 5,479 ล้านบาท ครม.หารือกันแล้วเห็นว่าควรใช้ทุนประเดิมของการยางฯที่มีอยู่ 500 ล้านบาทเสียก่อน ที่เหลือจากนั้นจึงกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) 4,000 ล้านบาทเพื่อใช้เป็นกรอบวงเงินในการดำเนินโครงการ ถ้าวันข้างหน้ามีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณในการดำเนินการต่อ”พล.ต.สรรเสริญ กล่าว

พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายจะรักษาเสถียรภาพยางพารา โดยให้กยท. เข้าไปซื้อยางพาราที่รัฐบาลยางพาราที่ตกต่ำกว่ากก.ละ 35 บาท เพื่อยกระดับราคาขึ้นโดยกำหนดราคารับซื้อนำตลาด เฉลี่ย 45 – 60 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) แต่ในตอนนี้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รายงานต่อครม.ว่า น้ำยางข้น ราคาขยับขึ้นมาที่ระดับ 60 บาทต่อกก.และยางแผ่นรมควัน ราคาขยับขึ้นที่ระดับ 62 บาทต่อกก. ซึ่งถือว่าสูงกว่าราคาที่รัฐรับซื้อเพื่อพยุงราคา ฉะนั้น เมื่อสถานภาพราคายางพาราปัจจุบันดีขึ้นก็หมายความว่าเรื่องนี้คงยังไม่ได้ ดำเนินการตอนนี้ ส่วนยางพาราที่ซื้อมาแล้วก็ดำเนินการต่อไป แต่คงไม่ต้องรับซื้อเพิ่ม เพียงแต่ให้ครม.รับทราบไว้ว่ามีการขออนุมัติกรอบเอาไว้เพื่อดำเนินการแบบนี้

 

 

ที่มา : มติชนออนไลน์ (27/04/2559)