ธุรกิจแห่บริหารความเสี่ยงช่วงน้ำมันราคาสวิง-ขึ้นลงถี่ จับตาอุตฯเกี่ยวเนื่อง ไล่ตั้งแต่ ยางรถ ,อุตฯพลาสติก , ปิโตรเคมี, สิ่งทอ , เหล็ก ล่าสุด TPBI ปรับราคาทุก1เดือนและ3เดือน กลุ่มยางรถยนต์สั่งซื้อวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์เป็นรายไตรมาส เผยวัตถุดิบทั้งยางธรรมชาติ ยางสังเคราะห์แพงตามน้ำมัน ต้องสั่งซื้อล่วงหน้าแบบฟิกซ์ราคา ณ. ขณะนั้น ปิโตรเคมีผูกราคาแนฟทาโลก ประธานส.อ.ท.แนะรับมือให้ได้เพราะราคานํ้ามันไม่นิ่งอีกแล้ว

สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบ ได้ปรับตัวต่ำสุดที่ระดับ 22 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรลเมื่อช่วงปลายเดือนมกราคม ที่ผ่านมา เนื่องจากปริมาณการผลิตน้ำมันดิบทั้งจากกลุ่มโอเปกและสหรัฐอเมริกา มีปริมาณมากจนล้นตลาด ส่งผลกระทบให้แท่นขุดเจาะน้ำมันในหลายประเทศ โดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกา ต้องทยอยปิดลง เพราะไม่คุ้มกับต้นทุนการดำเนินงาน ประกบกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลดลง ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันของโลกปรับตัวลดลงด้วย จึงได้ฉุดให้ราคาน้ำมันดิบลดต่ำลงอย่างมาก

แต่หลังจากนั้น เมื่อเศรษฐกิจจีนเริ่มอยู่ในภาวะนิ่ง และเศรษฐกิจโลกเริ่มมีการฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อย ทำให้ปริมาณความต้องการเริ่มกลับคืนมา ใกล้สมดุลย์กับการจัดหาน้ำมันดิบที่ลดลง จากการหยุดแท่นผลิตน้ำมัน จึงทำให้ราคาน้ำดิบดูไบเริ่มทยอยปรับตัวสูงขึ้น ล่าสุดวันที่ 6 พฤษภาคม 2559 ราคาน้ำมันดิบขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 42.35 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ถือเป็นการปรับราคาค่อนข้างมากในช่วงกว่า 3 เดือนที่ผ่านมา จากผลต่อเนื่องจากราคาน้ำมันที่ผันผวนถี่นี้ ทำให้ล่าสุดภาคการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันทั้งทางตรงและ ทางอ้อมต้องปรับตัวตาม โดยบริหารความเสี่ยง เพื่อให้ธุรกิจไม่กระทบมาก

ต่อเรื่องนี้นายสมศักดิ์ บริสุทธนะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีพีบีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ TPBI ผู้นำอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์พลาสติกครบวงจรเปิดเผย”ฐานเศรษฐกิจ”ถึงการบริหาร ความเสี่ยงในช่วงที่ราคาน้ำมันผันผวนขึ้น-ลงในขณะนี้ว่า ผลิตภัณฑ์พลาสติกเกี่ยวข้องกับราคาพลังงานเพราะใช้เม็ดพลาสติกเป็นวัตถุดิบ หลัก ซึ่งราคาเม็ดพลาสติกก็ขึ้น-ลงตามราคาน้ำมัน ขึ้นอยู่ที่วิธีการบริหารความเสี่ยงของแต่ละบริษัท ซึ่งในส่วนของ TPBI จะใช้วิธีบริหารความเสี่ยงโดยปรับราคาสินค้าทุก 1 เดือนหรือทุก3 เดือน จะปรับขึ้นหรือปรับลงแล้วแต่ราคาวัตถุดิบ(เม็ดพลาสติก) ที่ขณะนี้ราคาเฉลี่ยของเม็ดพลาสติกที่สำคัญเช่น โพลีเอทิลีน(Polyethylene: PE)อยู่ที่ประมาณ 1.2 พันดอลลาร์สหรัฯฐต่อตัน กลุ่มพลาสติกโพลีโพรพิลีน(Polypropylene:PP)ราคาอยู่ที่1.1พันดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน เป็นราคาที่ปรับขึ้นมาแล้วประมาณ10% ตามต้นทุนพลังงาน

ทั้งนี้เม็ดพลาสติกแนวโน้มมีโอกาสราคาสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งขึ้น-ลงตามราคาน้ำมัน อีกส่วนเกิดจากที่ตลาดโลกไม่มีการเปิดโรงงานใหม่ หรือไม่มีกำลังผลิตใหม่ออกมาในขณะนี้ จากที่ปัจจุบันปริมาณการผลิตเม็ดพลาสติกในตลาดโลกยืนอยู่ที่ 300 ล้านตันต่อปี ใกล้เคียงกับความต้องการใช้ในตลาดโลก โดย มีฐานผลิตหลักอยู่ที่ตะวันออกกลาง , อาเซียน ซึ่งประกอบด้วยไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย เป็นผู้ผลิตหลัก และจีน

“ในเบื้องต้นยังถือว่าโชคดีมากที่ราคาน้ำมันขณะนี้ปรับขึ้นแบบค่อยเป็น ค่อยไป ไม่กระชากแรง จนทำให้ราคาเม็ดพลาสติกและสินค้าสำเร็จรูปยังไม่ถึงขั้นต้องปรับราคาตามจนทำ ให้ผู้บริโภคระวัง โดยชะลอการซื้อเพื่อดูท่าทีว่าราคาจะไปทางไหน เพียงแต่ในแง่ผู้ผลิตต้องระวังเรื่องการบริหารต้นทุนให้ดี เพราะไม่มีใครคาดการณ์ล่วงหน้าเกี่ยวกับราคาน้ำมันได้ เราจึงใช้วิธีปรับราคาทุก1เดือนหรือทุก3เดือน จะได้ไม่เสี่ยงมากเกินไป”นายสมศักดิ์กล่าว

 น้ำมันผันผวนบริหารต้นทุนยาก

ด้านภราดร จุลชาต ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)กล่าวเสริมว่า ต้องมองแยกออกเป็น2 ส่วนในอุตสาหกรรมดังกล่าว ส่วนแรกจะเป็นซีกของผู้ผลิตเม็ดพลาสติกที่ปีที่ผ่านมาผลดำเนินงานดีมาก มีต้นทุนพลังงานถูกลง พอมา3-4เดือนแรกปีนี้ต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อยและมีการปิดซ่อมบำรุง เตา ทำให้ราคาเม็ดพลาสติกขยับเล็กน้อย กระทบต่อ ส่วนที่สอง ที่เป็นกลุ่มผู้ผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกที่มีต้นทุนสูงขึ้น

อย่างไรก็ตามถ้าโฟกัสมาที่กลุ่มผู้แปรรูปผลิตภัณฑ์พลาสติก 3 เดือนแรกปีนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าไม่ขยายตัว ยังยืนอยู่ในระดับเดียวกับไตรมาสแรกปีก่อน ปริมาณการใช้ไม่เติบโต อีกทั้งราคาก็ไม่มีการปรับขึ้น เหตุผลทั้งหมดเกิดจาก 3 เรื่องหลักคือปัญหาภัยแล้งที่ทำให้การบิโภคแย่ลง ขณะที่เศรษฐกิจโลกมีทั้งมุมที่ดีขึ้นและยังแย่อยู่ และข้อกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีที่เข้ามามากขึ้นทั้งปัญหาการทำประมงผิด กฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (ไอยูยู ฟิชชิ่ง) และปัญหาค้ามนุษย์ ที่ล้วนกระทบการส่งออก

“ปกติจะมีมูลค่าตลาดรวมกลุ่มพลาสติกอยู่ที่กว่า3แสนล้านบาท โดยเม็ดพลาสติกส่วนใหญ่ส่งออก ส่วนผลิตภัณฑ์พลาสติกส่วนใหญ่ขายในประเทศเป็นหลัก ถ้าจะให้ปีนี้เติบโตได้2-3% คงต้องใช้ความพยายามอย่างสูง แต่ยังมีความหวังว่าภาพรวมไม่น่าติดลบหรือแย่กว่าปีที่ผ่านมา และยังเป็นปีที่ต้องบริหารความเสี่ยงอย่างระวังเพราะราคาน้ำมันยังผัวผวน อยู่ แม้ไม่ผันผวนแรงแบบในอดีต แต่ก็ยากในการบริหารต้นทุนน้ำมันที่เดี๋ยวขึ้น เดี๋ยวลง สลับกันไป ผู้ผลิตกลุ่มพลาสติกก็ต้องเดินหน้าพัฒนาสินค้า มุ่งส่งออกในผลิตภัณฑ์พลาสติกที่มีมูลค่าสูงขึ้น และกล้าที่จะออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้นเพื่อกระจายความเสี่ยง”

 ล้อยางเลี่ยงทั้งน้ำมัน-ค่าเงิน

นายชัยสิทธิ์ สัมฤทธิวณิชชา กรรมการผู้จัดการบริษัท เอ็น.ดี.รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายยางมอเตอร์ไซด์แบรนด์ “ND RUBBER” กล่าวว่า การที่ราคาน้ำมันผันผวนขึ้น-ลง ต่อเนื่องทำให้บริษัทต้องบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนผลิต เนื่องจากวัตถุดิบที่ใช้มีทั้งยางพาราและยางสังเคราะห์ที่ผันผวนตามราคา น้ำมัน จึงต้องซื้อวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์เป็นรายไตรมาส บริหารแบบเดียวกับที่ราคาน้ำมันเคยพุ่งสูงทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรลในอดีต เพราะกำลังผลิตล้อยางชั้นนอก3ล้านเส้นต่อปี และยางชั้นใน 4ล้านเส้นต่อปี จะต้องส่งออกมากถึง55% และขายในประเทศ 45%

“การที่เราส่งออกด้วยจึงมีความเสี่ยงในเรื่องความผันผวนของค่าเงินด้วย จึงต้องเก็บเงินไว้ในรูปของดอลลาร์เพื่อเอาไปซื้อวัตถุดิบเวลานำเข้า รวมถึงซื้ออัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าไว้ระยะเวลา3-6เดือน หากค่าเงินอยู่ในระดับ34-35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯก็ยังรับมือได้ แต่ถ้าบาทแข็งค่า36บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯก็ต้องมาปรับวิธีบริหารความเสี่ยงกัน ใหม่”

สอดคล้องกับที่นายสุวิชา วงศาริยวานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท สวิชช์-วัน คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในกลุ่มบริษัท Deestone ผู้ผลิตยางรถยนต์แบรนด์” Deestone” ที่มีขนาดกำลังผลิตล้อยางรถยนต์ราว 10.5 ล้านเส้นต่อปี ส่งออก70% และขายในประเทศสัดส่วน30% กล่าวว่า แม้เวลานี้ราคาน้ำมันผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว เพราะราคาเคยลงมาต่ำสุดที่ราว 30 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล แต่การผันผวนในช่วงนี้แม้เป็นระยะสั้นๆ แต่ราคาก็ขยับขึ้นต่อไปอีก ยอมรับว่ากระทบต่อการสั่งซื้อวัตถุดิบทั้งยางธรรมชาติ และยางสังเคราะห์ที่ปรับราคาแพงขึ้น จึงต้องรับมือโดยการซื้อวัตถุดิบล่วงหน้าจากซัพพลายเออร์ โดยฟิกส์ที่ราคา ณ.วันนั้น สุดท้ายถ้าผู้ผลิตแบกภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ไหวก็ต้องผลักภาระให้ผู้ บริโภคโดยปรับราคาสินค้า ซึ่งจะเป็นทางออกสุดท้าย

สำหรับการผันผวนของค่าเงินบาทขณะนี้ผันผวนในระยะสั้น ซึ่งบริษัทฯมีทั้งการนำเข้าวัตถุดิบและมีการส่งออกยางสำเร็จรูป จึงบริหารโดยใช้เงินสกุลเดียวคือดอลลาร์สหรัฐฯทั้งนำเข้าและส่งออก จึงไม่กังวลเรื่องค่าเงินที่ผันผวนในขณะนี้มากนัก

“เวลานี้ต้นทุนการผลิตล้อยางปรับขึ้นค่อนข้างมาก เพียงแต่ราคายังไม่สามารถปรับขึ้นได้เนื่องจากสภาพตลาดในประเทศยังไม่มี สัญญาณบวกทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน ดังนั้นจากนี้ไปจะต้องดูสภาวะการณ์ของตลาดไปก่อนระยะหนึ่งจึงค่อยมาพิจารณา เรื่องราคาล้อยางอีกครั้ง”

 2 เหตุผลหลักราคายางดีขึ้น

นายหลักชัย กิตติพล นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมยางพาราไทย กล่าวว่าขณะนี้ราคายางพาราปรับตัวสูงขึ้นตามราคานํ้ามันดิบที่ปรับตัวสูง ขึ้นในช่วง1-2เดือนที่ผ่านมา ขณะเดียวกันเป็นช่วงหยุดกรีดยางของเกษตรกรทำให้วัตถุดิบในประเทศขาดแคลน ผนวก กับ 3 ประเทศได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซียได้มีความร่วมมือลดการส่งออกยางทำให้ราคายางในตลาดโลกปรับตัวสูง ขึ้น

ส่วนที่ราคายางปรับขึ้น มีเหตุผลหลักที่ราคาดีขึ้นในขณะนี้คือ 1.ปรับขึ้นตามราคานํ้ามันที่ปรับตัวสูงขึ้นโดยล้อไปกับราคายางสังเคราะห์ที่ เป็นผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม 2.ความต้องการใช้ในตลาดโลกเริ่มฟื้น โดยเฉพาะจีน ที่ขณะนี้สต๊อกยางจากจีนซึ่งเป็นผู้ซื้อรายใหญ่เริ่มลดลง

จากข้อมูลราคาประมูลยางพาราณ ตลาดกลางยางพาราจงั หวัดสงขลา ณวันที่ 4 พฤษภาคม 2559 ยางแผ่นดิบอยู่ที่ 60.59 บาท/กก.ปรับตัวสูงขึ้นจากวันก่อน 0.44 บาท/กก.โดยสถาบันวิจัยยางระบุว่ามีปัจจัยบวกจากเงินบาทอ่อนค่าและความกังวล เกี่ยวกับสภาพอากาศที่แห้งแล้งและร้อนจัด ทำให้เกษตรกรเปิดกรีดยางต้องล่าช้าออกไป ส่งผลให้ปริมาณยางยังคงออกสู่ตลาดลดลงอย่างต่อเนื่อง

 ปิโตรผูกราคาแนฟทาโลก

นายเอกรัตน์ ทองธวัช ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปิโตรเคมีทุกตัวมาจาก แนฟทา (ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ) ดังนั้นเวลาที่ราคาน้ำมันผันผวนขึ้น-ลง ต้นทุนวัตถุดิบปิโตรเคมีก็ผันผวนตาม โดยขึ้น-ลงตามราคาน้ำมัน ที่ผ่านมาผู้ผลิตปิโตรเคมี 2รายใหญ่ในประเทศ(กลุ่มปตท.และเอสซีจี) จะบริหารความเสี่ยงโดย มีการซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า ฟิกซ์ที่ราคา ในขณะนั้น และ ซื้อวัตถุดิบโดยผูกราคา เช่นเวลาซื้อแนฟทา ก็นำเอาราคาที่ซื้อ ณ. วันนั้นไปผูกกับราคาแนฟทาโลก เพราะราคาแนฟทาโลกจะวิ่งตามราคาน้ำมัน

นอกจากนี้วงการปิโตรเคมีโลกยังต้องติดตามความเคลื่อนไหวจากบรรดานัก วิเคราะห์ มีการซื้อข้อมูลเกี่ยวกับทิศทางน้ำมัน เพราะเป็นกลุ่มที่เชื่อมโยงกับหลายส่วนทั้งการเมืองในประเทศผู้ผลิตน้ำมัน ผู้บริโภคในตลาดโลก รวมถึงราคาหุ้น และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทำให้ทั้งนักวิเคราะห์และผู้ที่อยู่ในวงการปิโตรเคมีติดตามสถานการณ์อย่าง ใกล้ชิด แล้วกลับมาประเมินภาพทิศทางธุรกิจของตัวเองอีกที

 เหล็กยิ้มไม่ออกราคาดีแต่สต๊อกยาก

ด้านดร.วิกรม วัชระคุปต์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การผลิตในอุตสาหกรรมเหล็กเกี่ยวข้องน้ำมันเตา ทำให้ที่ผ่านมาแต่ละบริษัทก็พยายามให้ความสำคัญกับการประหยัดพลังงาน โดยนำเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาใช้ เพราะเวลานี้แม้แต่ค่าไฟฟ้าก็ไปผูกกับเรื่องน้ำมันมาในรูปค่าเอฟที ยังมีค่าความต้องการใช้ฟ้าสูง โดยเหล็กเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงกลุ่มหนึ่ง

“เหตุผลหนึ่งที่ราคาเหล็กขยับตัวสูงขึ้นก็มาจากที่ราคาน้ำมันผันผวนด้วย แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะยังมีเรื่องดีมานด์-ซัพพายเหล็กในตลาดโลก ซึ่งเวลานี้ผู้ประกอบการก็มีความกังวลว่าราคาน้ำมันจะสูงขึ้นอีกแค่ไหน ในขณะที่ผู้ผลิตเหล็กแต่ละค่ายที่เผชิญปัญหาเรื่องสภาพคล่องในช่วง1-2ปีที่ ผ่านมาก็ไม่สามารถผลิตเหล็กสต๊อกไว้ได้ในปริมาณมากได้ เพราะต้องแบกภาระสต๊อกสินค้า และสต๊อกไว้มากก็มีความเสี่ยง แม้ว่าขณะนี้ความต้องการใช้เหล็กขยับตัวได้ดีขึ้นในระดับหนึ่งแล้วก็ตาม”

ส่วนกลุ่มสิ่งทอ นางมยุรี ดิฐภักดีชล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)และประธานสหพันธ์สิ่งทอแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กรณีเส้นใยสังเคราะห์จะกระทบโดยตรง หากราคาน้ำมันผันผวน เนื่องจากใช้วัตถุดิบต้นน้ำที่ผลิตจากน้ำมัน เวลานี้โดยรวมยังสามารถบริหารจัดการได้ โดยการควบคุมราคาวัตถุดิบให้ได้ อีกทั้งยังมีความได้เปรียบตรงที่ส่วนใหญ่วัตถุดิบสั่งซื้อเป็นสต๊อก 3เดือน ส่วนราคาก็มีโครงสร้างจากราคาน้ำมันแล้วกำหนดเป็นราคาขาย ขณะนี้ยังรับมือได้

 แนะรับมือน้ำมันไม่นิ่ง

ต่อเรื่องนี้นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า จากนี้ไปขอให้ผู้ประกอบการในฐานะผู้ผลิตต้องรับมือให้ได้เพราะราคาน้ำมันไม่ นิ่งอยู่กับที่อีกต่อไป เนื่องจากราคาน้ำมันมีหลายปัจจัยเกี่ยวข้องทั้งปัญหาการเมืองและความขัดแย้ง ในประเทศผู้ผลิตน้ำมัน มีเรื่องกองทุนเก็งกำไรที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอด อีกทั้งเศรษฐกิจโลก เหล่านี้ล้วนทำให้ราคาน้ำมันผันผวนได้ตลอด ดังนั้นการเดินแผนบริษัทความเสี่ยงของแต่ละบริษัทเป็นเรื่องจำเป็น ซึ่งที่ผ่านมาหลายบริษัทก็มีประสบการณ์ มีวิธีบริหารความเสี่ยงของตัวเองได้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ ส่วนผู้ประกอบการรายเล็กยังน่าห่วง ต้องบริหารความเสี่ยงโดยการหาซื้อวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์หลายๆราย เปรียบเทียบราคา และต้องมีการกำหนดราคาสินค้าล่วงหน้ากับคู่ค้า หลังจากรับรู้ราคาต้นทุน

เวลานี้สมาชิกในส.อ.ท.กว่า40 กลุ่มน่าจะมีอยู่ราว10 กลุ่มที่ต้องบริหารความเสี่ยงหนักกว่ากลุ่มอื่นเพราะเกี่ยวข้องกับราคา น้ำมันทั้งทางตรงและทางอ้อม มีทั้งกลุ่มเคมีภัณฑ์ ปิโตรเคมี โรงกลั่น พลาสติก ยาง เหล็ก สิ่งทอ โดยเฉพาะสิ่งทอต้นน้ำที่เป็นใยสังเคราะห์ที่ตัววัตถุดิบจะเกี่ยวข้องกับ น้ำมันกลุ่มนี้ต้องรู้ราคาวัตถุดิบก่อนกำหนดราคาขาย บางครั้งกำหนดราคาขายออกมาแล้วก็ไม่ง่ายที่ราคาเสนอไปยังลูกค้าจะยอมรับได้ เพราะอุตสาหกรรมสิ่งทอมีคู่แข่งมากขึ้น และผู้ซื้อก็มีทางเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะกับคู่แข่งในประเทศเพื่อนบ้าน

 ยันไม่แตะ100ดอลลาร์ฯ

สำหรับสถานการณ์ราคาน้ำมัน นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) กล่าวกับ”ฐานเศรษฐกิจ”เมื่อเร็วๆนี้ว่า ราคาน้ำมันดิบที่ 28 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล เป็นราคาที่ลงมาต่ำสุดแล้ว ในขณะที่ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบได้ขยับมาที่ระดับ 40 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล และคงจะไม่มีโอกาสกลับไปที่ระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้านี้ พร้อมกับชี้ให้เห็นว่า ราคานํ้ามันดิบในช่วงอีก 3-5 ปีข้างหน้าคาดว่าจะขึ้นไปที่ระดับ50-60 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล เนื่องจากแหล่งเชลออยล์ ซึ่งเป็นระบบเสรีจะทยอยกลับมาผลิตจากราคานํ้ามันดิบที่คุ้มทุนได้

 

 

ที่มา : ฐานเศรษฐกิจออนไลน์ (11/05/2559)

รายงานภาวะการซื้อขายยางแผ่นรมควันชั้น 3(RSS3) หลังปิดการซื้อขายวันนี้ ไม่มีปริมาณการซื้อขาย
ส่วนปริมาณสัญญาซื้อขายคงค้าง(Open Interest) อยู่ที่ 75 สัญญา
ภาวะการซื้อขายยางแผ่นรมควันชั้น 3(RSS3)

เดือน ราคาปิด ราคาปิด ปริมาณ

ครั้งก่อน วันนี้ การซื้อขาย

JUN 16 63.50 - 0

JUL 16 61.80 - 0

AUG 16 60.55 - 0

SEP 16 60.75 - 0
รวม 0

ที่มา สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 10 พฤษภาคม 2559)
 

คอลัมน์ ทิศทางเศรษฐกิจโลก โดย อ.พิเชียร อำนาจวรประเสริฐ

ครึ่งแรกของปี 2559 กำลังจะผ่านไป ท่ามกลางความผันผวนอย่างสูงของปัจจัยเสี่ยงด้านต่าง ๆ ทั้งทองคำ น้ำมัน เงินตรา ตลาดหุ้น เคลื่อนไหวขึ้นลงตามปัจจัยพื้นฐาน สภาพแวดล้อม การเก็งกำไร การเคลื่อนไหวของเงินทุนไหลเข้าออก ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลกได้ปรับลดประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกและประเทศต่าง ๆ ลดลงมาอย่างน้อย 0.2% ถึง 0.4% และอาจจะลดลงได้อีกในครึ่งปีหลังนี้ ขณะเดียวกันยังมีประเด็นใหญ่ๆ ที่เป็น "ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ" ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

การลงทุนของนักลงทุนจะประสบความสำเร็จได้ จะต้องติดตามข่าวสารของโลกและไทย ตามประเด็นต่าง ๆ ทั้ง 9 ข้อนี้อย่างใกล้ชิด ดังต่อไปนี้ เพื่อนำข้อมูลความรู้ทั้งหมดมาวิเคราะห์และใช้เป็นแนวทางในการลงทุน การติดตามรับฟังความเห็นดี ๆ จากงานสัมมนา บทวิเคราะห์ต่าง ๆ ก็มีส่วนช่วยอย่างมากด้วย

1.นโยบายการเงินของธนาคารกลางของสหรัฐ (FED หรือเฟด) ซึ่งกรรมการของเฟดหลายคนมีความโน้มเอียงที่อยากจะปรับขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐ อาทิ นาย James Bullard กรรมการเฟดสาขาเซนต์หลุยส์ มองว่า เศรษฐกิจอเมริกามีความเติบโตมากพอ เงินเฟ้อเริ่มขยับขึ้นมามากพอที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้แล้ว แต่นาง Janet Yellen ประธานเฟด กลับออกมาแถลงที่สมาคมเศรษฐศาสตร์ ในกรุงนิวยอร์ก สหรัฐว่า เฟดจะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐในช่วงเวลาใกล้ ๆ นี้ เพราะเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะประเทศจีนและตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ทั้งหลายยังชะลอตัว ไม่เติบโตมากเท่าที่ควร รวมทั้งเศรษฐกิจโลกก็ชะลอลง จึงยังไม่ควรเสี่ยงขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐในขณะนี้ เพราะจะยิ่งไปฉุดเศรษฐกิจของโลกและประเทศตลาดเกิดใหม่ ทำให้ชะลอลงและเสี่ยง Crash รวมถึง Hard Landing จนอาจกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ หรือเกิดวิกฤตการเงินของโลกครั้งใหม่ขึ้นได้

ดังนั้นเมื่อเฟดยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยในช่วงระยะสั้น จึงส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนตัวลงมาก และทำให้ราคาทองคำ, น้ำมัน, สินค้าโภคภัณฑ์ และค่าเงินตราประเทศต่าง ๆ วิ่งสูงขึ้นมารอบใหม่ได้ โดยราคาทองคำวิ่งขึ้นไปถึง 1,285 ดอลลาร์/ออนซ์ ก่อนจะถูกเทขายทำกำไรลดลงมาถึง 1,230-1,250 ดอลลาร์/ออนซ์ น้ำมันขยับขึ้นสูงจาก 38 ดอลลาร์/บาร์เรล เป็น 42-43 ดอลลาร์/บาร์เรล แล้วถูกขายทำกำไรลงมาเหลือ 41-42 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนค่าเงินเยนก็แข็งค่าขึ้นจาก 115 เยน/ดอลลาร์ มาเป็น 108 เยน/ดอลลาร์ ขณะที่ค่าเงินยูโรก็แข็งค่าขึ้นจาก 1.05 ดอลลาร์/ยูโร เป็น 1.14 ดอลลาร์/ยูโร ส่วนเงินบาทก็แข็งขึ้นจาก 36.45 บาท/ดอลลาร์ มาเป็น 34.90-34.95 บาท/ดอลลาร์

2.การประชุมกลุ่ม OPEC กับ NON-OPEC และนโยบายการตรึงกำลังการผลิตน้ำมัน การประชุมโดยกลุ่ม OPEC กับกลุ่ม NON-OPEC ถูกจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี ในวันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน 2559 ณ กรุงโฮดา เมืองหลวงของกาตาร์ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมมากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก โดยตั้งเป้าหมายเพื่อจะพยุงราคาน้ำมันดิบ ไม่ให้ตกต่ำลงมากกว่าเดิม ส่วนข่าวการประชุมจะมีส่วนดันราคาสูงขึ้นมาเป็น 40-42 ดอลลาร์/บาร์เรล จากระดับ 35 ดอลลาร์/บาร์เรล ผลการประชุมไม่มีการลดกำลังการผลิต ส่งผลต่อราคาน้ำมันของโลกลดลงมาทันที 2-3 ดอลลาร์/บาร์เรล

3.นโยบายดอกเบี้ยติดลบของยุโรปและญี่ปุ่น สาเหตุที่เกิดดอกเบี้ยติดลบ เป็นเพราะ ECB (ธนาคารกลางยุโรป) และ BOJ (Bank of Japan) ต้องการลดดอกเบี้ยลงมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเงินลดต่ำลงมามาก ๆ เพื่อจะได้มีการกู้ยืมเงินด้วยต้นทุนต่ำไปลงทุน ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวมากที่สุด แต่ในความเป็นจริง แม้ดอกเบี้ยลงมาถึงขั้นติดลบแล้ว แต่ธุรกิจก็มิได้กู้ยืมเงินไปลงทุนเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด เศรษฐกิจ (GDP) ของยุโรป ก็ยังทรงตัวอยู่แค่ 1-1.8% ส่วนญี่ปุ่นก็ทรงตัวแค่ 1.5-1.8% ด้านสหรัฐอเมริกา 2.3-2.8% แถมยังมีผลเสียทำให้ผู้ฝากเงินไม่อยากฝากเงินกับแบงก์ และยิ่งประหยัดไม่ใช้จ่ายบริโภคเพราะรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากไม่มี

4.เศรษฐกิจจีน กลุ่ม BRICS (บราซิล-รัสเซีย-อินเดีย-จีน-แอฟริกาใต้), กลุ่มประเทศที่เป็นตลาดเกิดใหม่ ชะลอตัวลงมามาก เศรษฐกิจจีนลดการเติบโตลงมาจาก 7.0 เหลือ 6.5% หรือ 6.2% บราซิลย่ำแย่หนัก ปี′58 ติดลบ 2-3% รัสเซียปี′58 ติดลบ 2-3% ปีนี้อาจโตแค่ 0.7-1.2% อินเดียยังเติบโตได้ดีบวกถึง 7-7.5% อินโดนีเซีย (กลุ่มตลาดเกิดใหม่) โตราว 5-5.5% ประเทศกลุ่ม ASEAN โตเฉลี่ย 4-6% ส่วนประเทศไทยโต 2.6-2.8% การประชุมสภาประชาชนจีนครั้งล่าสุดมีนาคม 2559 ผู้นำจีน หลี่ เค่อเฉียง ยืนยันว่า จีนยังคงสามารถรักษาระดับเติบโตเฉลี่ยปีละ 6.5% และยังจะสั่งซื้อสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) จากทั่วโลกได้ต่อไป จะยังคงเป็นหัวรถจักรเศรษฐกิจของโลกตลอด 5-10 ปีข้างหน้า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์และค่าเงินตราของประเทศ EM ทั่วโลกก็จะดีขึ้นในอนาคตอันใกล้ ราคาพืชผลเกษตรสำคัญ ข้าว, อ้อย, ยางพารา, มันสำปะหลัง, ปาล์ม, เหล็ก (Iron Ore), ทองแดง, ถ่านหิน, สินแร่อื่น ๆ พืชผล ถั่วเหลือง, ข้าวโพด, ข้าวสาลี, ข้าวโอ๊ต, พืชผัก, ผลไม้, ผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์, ผลิตภัณฑ์ประมง ฯลฯ น่าจะดีขึ้น เทียบ 6 เดือนก่อน จะช่วยเพิ่มรายได้ให้ประเทศเล็ก ๆ ทั่วโลกมากขึ้น

 

 

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ (11/05/2559)

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ พุ่งทะยานในวันอังคาร โดยได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งข้อมูลเศรษฐกิจจีน และความเป็นไปได้ที่จะเกิดข้อตกลงขอเงินช่วยเหลือรอบใหม่ของกรีซ เพื่อเลี่ยงวิกฤติหนี้...

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 10 พ.ค. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 222.44 จุด หรือ 1.26% ปิดที่ 17928.35 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 25.70 จุด หรือ 1.25% ปิดที่ 2084.39 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 59.67 จุด หรือ 1.26% ปิดที่ 4809.88 จุด

นักวิเคราะห์ระบุว่า ตลาดสหรัฐฯ ได้แรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของตัวเลขเงินเฟ้อของจีน และความเป็นไปได้ที่จะเกิดข้อตกลงขอเงินช่วยเหลือรอบใหม่ของกรีซเพื่อเลี่ยง วิกฤติหนี้ ขณะที่ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ดันหุ้นบริษัทกลุ่มโภคภัณฑ์ปิดบวก บริษัทธนาคารและอุตสาหกรรมอื่นๆ ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

 

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ (11/05/2559)

ดัชนีและภาวะตลาดหุ้น น้ำมัน ทองคำ และตลาดเงินต่างประเทศ ประจำวันที่ 10 พ.ค. 2559

-- ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (10 พ.ค.) โดยได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ดีดตัวขึ้นกว่า 2% และจากการพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งของหุ้นอเมซอน นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยบวกจากรายงานที่ว่า สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งของสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนมี.ค. และการแสดงมุมมองเศรษฐกิจในด้านบวกของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาแอตแลนตา
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 17,928.35 จุด พุ่งขึ้น 222.44 จุด หรือ +1.26% ดัชนี NASDAQ ปิดที่ 4,809.88 จุด เพิ่มขึ้น 59.67 จุด หรือ +1.26% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,084.39 จุด เพิ่มขึ้น 25.70 จุด หรือ +1.25%

-- ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกเมื่อคืนนี้ (10 พ.ค. ) ขานรับรายงานที่ว่ารัฐมนตรีคลังยูโรโซนได้เริ่มการเจรจาครั้งใหม่กับกรีซ หลังจากที่รัฐสภากรีซได้ให้การอนุมัติมาตรการรัดเข็มขัดรอบใหม่ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวขึ้นของราคาน้ำมัน
ดัชนี Stoxx Europe 600 ปรับขึ้น 0.9% ปิดที่ 336.24 จุด

ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 4,338.21 จุด เพิ่มขึ้น 15.40 จุด หรือ +0.36% ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 10,045.44 จุด เพิ่มขึ้น 64.95 จุด หรือ +0.65% ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 6,156.65 จุด เพิ่มขึ้น 41.84 จุด หรือ +0.68%

-- ตลาดหุ้นลอนดอนพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 3 สัปดาห์เมื่อคืนนี้ (10 พ.ค.) เพราะได้รับปัจจัยหนุนจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของหุ้นกลุ่มธนาคารและกลุ่ม เหมืองแร่ หลังจากที่ดัชนีปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในช่วงก่อนหน้านี้
ดัชนี FTSE 100 ปิดปรับตัวขึ้น 41.84 จุด หรือ 0.68% แตะที่ 6,156.65 จุด

-- สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งเมื่อคืนนี้ (10 พ.ค.) หลังจากมีรายงานว่า เหตุการณ์โจมตีแหล่งผลิตน้ำมันในไนจีเรียได้ส่งผลให้การผลิตน้ำมันภายใน ประเทศลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 22 ปี ขณะที่สถานการณ์ไฟป่าในแคนาดาได้ส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำมันเช่นกัน

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนมิ.ย.เพิ่มขึ้น 1.22 ดอลลาร์ หรือ 2.8% ปิดที่ 44.66 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนก.ค.เพิ่มขึ้น 1.89 ดอลลาร์ หรือ 4.3% ปิดที่ 45.52 ดอลลาร์/บาร์เรล

-- สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลดลงเมื่อคืนนี้ (10 พ.ค.) โดยทองคำปรับตัวลงติดต่อกัน 2 วันทำการ เนื่องจากการพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งของตลาดหุ้นนิวยอร์กและข้อมูลเศรษฐกิจ ที่สดใสของสหรัฐ ได้กดดันให้นักลงทุนเทขายสัญญาทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย และหันไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนมิ.ย.ลดลง 1.80 ดอลลาร์ หรือ 0.1% ปิดที่ 1,264.80 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนก.ค.เพิ่มขึ้น 0.30 เซนต์ หรือ 0.02% ปิดที่ 17.092 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนก.ค.เพิ่มขึ้น 2.50 ดอลลาร์ หรือ 0.24% ปิดที่ 1,049.30 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนมิ.ย.เพิ่มขึ้น 8.10 ดอลลาร์ หรือ 1.4% ปิดที่ 592.20 ดอลลาร์/ออนซ์

-- สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเป็นวันที่ 2 เมื่อเทียบกับสกุลเงินเยน ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (10 พ.ค.) เนื่องนักลงทุนเทขายสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยและหันไปลงทุนในสินทรัพย์ เสี่ยงที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า หลังจากตลาดหุ้นทั่วโลกทะยานขึ้นอย่างแข็งแกร่ง

เงินยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1367 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 1.1388 ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่เงินปอนด์เพิ่มขึ้นแตะระดับ 1.4429 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 1.4407 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียเพิ่มขึ้นแตะระดับ 0.7353 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7317 ดอลลาร์สหรัฐ

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบเยนที่ระดับ 109.33 เยน จากระดับ 108.45 เยน และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9760 ฟรังก์ จากระดับ 0.9709 ฟรังก์ ในขณะที่ขยับลงเมื่อเทียบดอลลาร์แคนาดาที่ระดับ 1.2931 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2976 ดอลลาร์แคนาดา
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 17,928.35 จุด พุ่งขึ้น 222.44 จุด, +1.26%
ดัชนี NASDAQ ปิดที่ 4,809.88 จุด เพิ่มขึ้น 59.67 จุด, +1.26%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,084.39 จุด เพิ่มขึ้น 25.70 จุด, +1.25%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 4,338.21 จุด เพิ่มขึ้น 15.40 จุด, +0.36%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 10,045.44 จุด เพิ่มขึ้น 64.95 จุด, +0.65%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 6,156.65 จุด เพิ่มขึ้น 41.84 จุด, +0.68%
ดัชนี SENSEX ตลาดหุ้นอินเดียปิดที่ 25,772.53 จุด เพิ่มขึ้น 83.67 จุด, +0.33%
ดัชนี FBMKLCI ตลาดหุ้นมาเลเซียปิดที่ 1,635.84 จุด เพิ่มขึ้น 3.65 จุด, +0.22%
ดัชนี FTSE STI ตลาดหุ้นสิงคโปร์ปิดที่ 2,741.15 จุด ลดลง 24.91 จุด, -0.90%

ดัชนี Jakarta Composite ตลาดหุ้นอินโดนีเซียปิดที่ 4,763.12 จุด เพิ่มขึ้น 13.80 จุด, +0.29%
ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงปิดที่ 20,242.68 จุด เพิ่มขึ้น 85.87 จุด, +0.43%

ดัชนี PSE Composite ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ปิดที่ 7,174.88 จุด เพิ่มขึ้น 183.01 จุด, +2.62%
ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนปิดที่ 2,832.59 จุด เพิ่มขึ้น 0.48 จุด, +0.02%

ดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียปิดที่ 5,342.80 จุด เพิ่มขึ้น 22.10 จุด, +0.42%

ดัชนี ALL ORDINARIES ตลาดหุ้นออสเตรเลียปิดที่ 5,403.90 จุด เพิ่มขึ้น 16.10 จุด, +0.30%
ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดที่ 1,982.50 จุด เพิ่มขึ้น 14.69 จุด, +0.75%

ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดที่ 16,565.19 จุด เพิ่มขึ้น 349.16 จุด, +2.15%
ดัชนี TAIEX ตลาดหุ้นไต้หวันปิดที่ 8,156.29 จุด ลดลง 24.46 จุด, -0.30%

ที่มา สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 11 พฤษภาคม 2559)
 

10 พ.ค.59 ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนการแถลงการณ์การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้แจ้งให้ทางที่ประชุมทราบว่า ทาง บริษัท A.T. Kearney บริษัทที่ปรึกษาระดับโลก ได้เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นทางการลงทุนระหว่างประเทศประจำปี 2016 พบว่า ประเทศไทยเป็นติดประเทศที่มีความน่าลงทุนเป็นลำดับที่ 21 ของประเทศที่มีความเชื่อมั่นด้านการลงทุน โดยในอาเซียนประเทศไทยนั้นอยู่ในลำดับที่ 2 รองจากประเทศสิงคโปร์ ทั้งนี้ ใน 2 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยนั้นไม่ได้ติดอยู่ใน 1 ใน 25 ประเทศ ในการจัดอันดับของบริษัทดังกล่าว

สำหรับเหตุผลหลักที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นเพิ่มมากขึ้น คือ ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมืองและการใช้นโยบายแบบ Open Policy ในการบริหารงาน และพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน และความมีเสถียรภาพของไทยนั้นมาจากการท่องเที่ยวที่มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับนโยบายด้านการลงทุนของไทยนั้น ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมและนวัตกรรมทางด้านอาหาร รวมถึงการพัฒนาการจัดการด้านหุ่นยนต์ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศของเรา ทำให้ไทยติดอันดับดังกล่าว

ที่มา แนวหน้า (10/05/59) 20.37 น.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดแดนบวกยกกระดาน น้ำมันไนเม็กซ์ เพิ่มขึ้น 1.22 ดอลลาร์ ทองคำ ลดลง 1.80 ดอลลาร์ 
ปิดการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อคืนที่ผ่านมา ปิดแดนบวกแรง ยกกระดาน จากการปรับตัวดีขึ้นของอัตราเงินเฟ้อในจีน และจากแรงหนุนของราคาน้ำมันและหุ้น บ.อะเมซอน ส่งผลให้เอสแอนด์พี 500 ทำสถิติเป็นวันที่ดีที่สุดในรอบ 2 เดือน ดาวโจนส์ เพิ่มขึ้น 222.44จุด หรือ +1.26% ปิดที่ 17,928.35 จุด เอสแอนด์พี เพิ่มขึ้น 25.7 หรือ +1.25% ปิดที่ 2,084.39 จุด แนสแด็ก เพิ่มขึ้น 59.67 จุด หรือ +1.26% ปิดที่ 4,809.39 จุด

ราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์ สหรัฐฯ งวดส่งมอบเดือน มิ.ย. เพิ่มขึ้น 1.22 ดอลลาร์ ปิดที่ 44.66 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จากสถานการณ์ข่าวไฟป่าในแคนาดา ซึ่งไม่ได้ก่อความเสียหายระยะยาวแก่โครงสร้างพื้นฐานบ่อน้ำมันหลัก และกำลังการส่งออกของไนจีเรีย ส่วนเบรนท์ทะเลเหนือลอนดอน เพิ่มขึ้น 1.89 ดอลลาร์ ปิดที่ 45.52 ดอลลาร์

ราคาทองคำตลาดนิวยอร์ก สหรัฐฯ ลดลง 1.80 ดอลลาร์ ร้อยละ0.14 ปิดที่ 1,264.80 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ จากสถานการณ์ตลาดโลก ส่งผลให้นักลงทุนลด การเข้าช้อนซื้อลง



Pre-Market Trading
See After-Hours Trading Data as of 5:16pm ET
Tuesday’s Close:
Dow+222.44                         17,928.35                         +1.26%
Nasdaq+59.67                      4,809.88                          +1.26%
S&P+25.7                              2,084.39                            +1.25%
 
ที่มา  INN (11/05/59)
 

กระทรวงพาณิชย์จีนเผยมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 4 เดือนแรกของปี

ทั้งนี้ ดัชนี FDI ซึ่งไม่นับรวมการลงทุนในภาคการเงิน เพิ่มขึ้น 4.8% เทียบรายปี แตะที่ 2.8678 แสนล้านหยวน (4.53 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ช่วงเดือน ม.ค. - เม.ย.

การลงทุนในภาคบริการคิดเป็น 70.2% ของเงินลงทุนที่ไหลเข้าประเทศในช่วงดังกล่าว แตะที่ 2.014 แสนล้านหยวน

FDI ในอุตสาหกรรมการบริการด้านเทคโนโลยีระดับสูง พุ่งขึ้น 108.6% เทียบรายปี แตะที่ 3.253 หมื่นล้านหยวนในช่วง 4 เดือนนี้

การลงทุนจากประเทศอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการริเริ่มเส้นทางสายไหม ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แตะที่ 19.6% คิดเป็นมูลค่า 2.51 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ในเดือน เม.ย. FDI โต 6% เทียบรายปี แตะที่ 6.257 หมื่นล้านหยวน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) (วันที่ 10 พฤษภาคม 2559)

ตลาดยางโตเกียวประจำวันที่ 10 พ.ค.2559 มีปริมาณซื้อขายรวมทั้งสิ้น 7,865 สัญญา

โดยสัญญายางส่งมอบเดือน ต.ค. 2559 เคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 178.0-182.3 เยน ปิดตลาดที่ 181.7 เยน
เพิ่มขึ้น 1.0 เยน

เดือน ปิดวันก่อน เปิด สูงสุด ต่ำสุด ปิด เปลี่ยนแปลง ปริมาณซื้อขาย
พ.ค. 2559 175.5 176.9 177.7 175.1 175.4 -0.1 23
มิ.ย. 2559 176.5 176.0 178.1 175.0 178.1 +1.6 60
ก.ค. 2559 178.2 177.0 179.1 175.3 179.1 +0.9 128
ส.ค. 2559 177.8 177.5 179.4 175.6 178.8 +1.0 621
ก.ย. 2559 178.9 178.5 180.6 176.6 180.0 +1.1 1,241
ต.ค. 2559 180.7 180.2 182.3 178.0 181.7 +1.0 5,792
รวม 7,865

หมายเหตุ:
(1) หน่วยของราคา = เยน/กก.
(2) ปริมาณการซื้อขาย 1 หน่วย = 10,000 กิโลกรัม

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) (วันที่ 10 พฤษภาคม 2559)

"สมคิด" ชี้การเมืองไทยนิ่ง ต่างชาติต่อแถวลงทุน เผยบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างชาติพร้อมลงทุน ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน สั่งดันกลุ่มสตาร์ทอัพต่อเนื่อง

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้นักลงทุนต่างชาติหลายราย โดยเฉพาะบริษัทใหญ่ๆ กำลังสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น ทั้งการเข้ามาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานประเภทต่างๆ และจัดตั้งสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ (อินเตอร์เนชั่นแนล เฮดควอเตอร์) หลังจากการเมืองของไทยกลับมามีเสถียรภาพมากขึ้น ประกอบกับข้อได้เปรียบเรื่องของที่ตั้งที่เป็นศูนย์กลางของอาเซียน จึงทำให้ประเทศไทยกลับมาเป็นประเทศที่นักลงทุนให้ความสนใจเข้ามาลงทุนอีก ครั้ง

สำหรับกลุ่มธุรกิจที่สนใจเข้ามาลงทุนนั้น เริ่มจากบริษัทแปซิฟิก เซ็นจูรี ไซเบอร์เวิร์คส์ หรือพีซีซีดับบริว ผู้ประกอบธุรกิจด้านโทรคมนาคมรายใหญ่ของฮ่องกง โดยที่ผ่านมานายริชาร์ด ลี ผู้บริหารพีซีซีดับบริว ได้เดินทางมาพบกับรัฐบาลไทย พร้อมกับแสดงความสนใจที่จะลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารและเศรษฐ กิจดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในการตั้งศูนย์ข้อมูล (ดาต้า เซ็นเตอร์) ในไทย ซึ่งจะเป็นการลงทุนขยายธุรกิจเพิ่มเติมจากที่บริษัทในเครือของนายลีได้มีการ ลงทุนธุรกิจประกันชีวิตไอเอ็นจีในประเทศไทยอยู่แล้ว

ทั้งนี้ ได้มอบหมายกระทรวงเศรษฐกิจที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการผลักดันการพัฒนาผู้ ประกอบการรายใหม่ หรือสตาร์ทอัพอย่างต่อเนื่อง เพราะหลังจากการจัดงานสตาร์ท อัพ ไทยแลนด์ 2016 ในช่วงที่ผ่านมา ประสบผลสำเร็จจนทำให้เกิดกระแสความสนใจและตื่นตัวในธุรกิจสตาร์ทอัพเป็น อย่างมาก และเพื่อให้งานดังกล่าวเกิดความต่อเนื่อง พร้อมทั้งเกิดคลื่นระรอกที่ 2 ในวันที่ 25 พ.ค.นี้ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ยังเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดงานดิจิทัลเดย์ เพื่อให้เห็นความสำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัล ที่สามารถนำไปสู่การสร้างผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ รวมทั้งยกระดับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการประกอบธุรกิจมากขึ้น

ที่มา :  กรุงเทพธุรกิจ (วันที่ 10 พฤษภาคม 2559)