ข่าวเด่น

ข่าวสารด้านยางพารา

ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและบริการขั้นสุดท้ายของเยอรมนี ลดลงสู่ระดับ 54.7 ในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือน จากระดับ 55.6 ในเดือนก.ย. อย่างไรก็ดี ดัชนียังคงอยู่เหนือกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่า กิจกรรมในภาคธุรกิจของเยอรมนียังคงมีการขยายตัว ขณะที่ได้รับปัจจัยหนุนจากการจ้างงานซึ่งเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. สำหรับดัชนี PMI ภาคบริการขั้นสุดท้าย อยู่ที่ 54.7 ในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือน ลดลงจากระดับ 55.6 ในเดือนก.ย. และต่ำกว่าตัวเลขดัชนี PMI เบื้องต้นประจำเดือนต.ค.ที่ระดับ 55.2   ที่มา--อินโฟเควสท์ (06/11/2560)  
ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและบริการขั้นสุดท้ายของฝรั่งเศส ปรับตัวขึ้นแตะระดับ 57.4 ในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 77 เดือน จากระดับ 57.1 ในเดือนก.ย. ดัชนียังคงอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่า กิจกรรมในภาคธุรกิจของฝรั่งเศสยังคงมีการขยายตัว ขณะที่ได้รับปัจจัยหนุนจากการเพิ่มขึ้นของคำสั่งซื้อใหม่ และการจ้างงาน สำหรับดัชนี PMI ภาคบริการขั้นสุดท้าย อยู่ที่ 57.3 ในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 7 เดือน จากระดับ 57.0 ในเดือนก.ย.   ที่มา--อินโฟเควสท์ (06/11/2560)  
ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายของอิตาลี ปรับตัวลงสู่ระดับ 52.1 ในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 1 ปี จากระดับ 53.2 ในเดือนก.ย. ดัชนี PMI ภาคบริการปรับตัวลงเป็นเดือนที่ 3 ในเดือนต.ค. หลังจากแตะระดับสุงสุดในรอบ 10 ปีในเดือนก.ค. อย่างไรก็ดี ดัชนียังคงอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่า กิจกรรมในภาคบริการของอิตาลียังคงมีการขยายตัว ขณะที่ได้รับปัจจัยหนุนจากการเพิ่มขึ้นของการจ้างงาน แม้ว่ายอดขายลดต่ำลง   ที่มา--อินโฟเควสท์ (06/11/2560)  
ไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายของสเปน ปรับตัวลงสู่ระดับ 54.6 ในเดือนต.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. จากระดับ 56.7 ในเดือนก.ย. ดัชนี PMI ภาคบริการได้รับผลกระทบจากความวิตกจากปัจจัยทางการเมืองเกี่ยวกับการแยกตัวเป็นเอกราชของแคว้นกาตาลุญญา ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 1 ปี อย่างไรก็ดี ดัชนียังคงอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่า กิจกรรมในภาคบริการของสเปนยังคงมีการขยายตัว ขณะที่ได้รับปัจจัยหนุนจากการเพิ่มขึ้นของการจ้างงาน และคำสั่งซื้อใหม่   ที่มา--อินโฟเควสท์ (07/11/2560)  
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี (TMB Analytics) ยังคงมุมมองเดิมว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงดอกเบี้ยนโยบายตลอดปีนี้ แต่จะเริ่มมีแรงกดดันให้ต้องปรับขึ้น จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไทยและสหรัฐฯที่ลดลง ซึ่งจะทำให้ผู้ส่งออกได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า (Forward Rate) ที่ลดลง ในขณะที่ประเด็นเงินทุนไหลออกรุนแรงยังไม่น่ากังวล จากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่ยังแข็งแกร่งโดยเฉพาะภาคต่างประเทศ ตามการคาดการณ์ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐ จะมีการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้งในปีนี้ และอีก 3 ครั้งในปีหน้า ทำให้อัตราดอกเบี้ยเฟดขยับไปอยู่ที่ 2.0-2.25% ณ สิ้นปี 61 ซึ่งหากดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท.ยังคงไว้ที่ 1.5% จะทำให้ดอกเบี้ยเฟดสูงกว่าดอกเบี้ยไทยถึง 0.75% ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยเฟดที่สูงกว่าไทยนี้อาจมีผลทำให้เงินทุนต่างชาติไหลออก อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิเคราะห์ฯ คาดว่าเงินทุนจะไม่ไหลออกรุนแรงเนื่องจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่ยังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะภาคต่างประเทศที่มองว่าจะขยายตัวดีต่อเนื่องในปี 61 โดยการส่งออกสุทธิคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 8.4 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติจะขยายตัวได้กว่า 6.5% อย่างไรก็ตาม เงินทุนที่ไหลออกดังกล่าว แม้จะไม่รุนแรงแต่ก็อาจทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้นและอัตราแลกเปลี่ยน ผันผวนมากขึ้นด้วย นอกจากเงินทุนไหลออกแล้ว ดอกเบี้ยไทยที่เข้าใกล้หรือต่ำกว่าดอกเบี้ยเฟดยังสร้างแรงกดดันให้ swap point ติดลบมากขึ้นด้วย ซึ่ง swap point นี้เป็นตัวกำหนด อัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า หรือ forward rate ซึ่งเป็นอัตราแลกเปลี่ยนที่ผู้ส่งออกจะได้รับเมื่อทำสัญญา forward ขายเงินดอลลาร์ล่วงหน้าให้แก่ธนาคาร โดยอัตรา forward จะเท่ากับอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันหรือ spot บวกด้วย swap point ดังนั้น swap point ที่ติดลบจะทำให้อัตรา forward ต่ำกว่า spot หมายความว่า ผู้ส่งออกจะแลกเงินดอลลาร์เป็นเงินไทยน้อยลงจากการทำ forward โดย swap point ของไทยเริ่มติดลบมาตั้งแต่เดือน มิ.ย.ปีนี้ หลังจากที่เฟดค่อยๆ ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา swap point ประเภท 6 เดือน ในตลาดในประเทศ อยู่ที่ประมาณ -3 ถึง -7 สตางค์ โดยศูนย์วิเคราะห์ฯ คาดว่าหาก ธปท.ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% จนถึงสิ้นปี 61 ในขณะที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง จะทำให้ swap point ดังกล่าวติดลบถึง 18 สตางค์ หากพิจารณาช่วงก่อนเกิดวิกฤตการเงินในสหรัฐฯ ดอกเบี้ยนโยบายไทยก็เคยต่ำกว่าดอกเบี้ยเฟดในช่วงปี 48-49 ซึ่งเป็นช่วงที่อัตราเงินเฟ้อของทั้งสองประเทศอยู่ในระดับสูง ทำให้ธนาคารกลางทั้งสองต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว โดยดอกเบี้ยไทยต่ำกว่าดอกเบี้ยเฟดมากที่สุดที่ 0.75% ทำให้ swap point ลงไปต่ำสุดที่ -12 สตางค์ ในขณะที่ Bond yield 10 ปี แกว่งตัวในกรอบ 3.9-6.7% นอกจากนี้ อัตราแลกเปลี่ยนก็เคลื่อนตัวในกรอบที่กว้าง ระหว่าง 35-42 บาทต่อดอลลาร์ สะท้อนความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น หลังจากเป็นเวลาเกือบ 4 ปีที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายทรงตัวที่ 1.5% ศูนย์วิเคราะห์ฯ มองว่ามีโอกาสที่จะเริ่มเห็นดอกเบี้ยกลับมาเป็นขาขึ้นในปีหน้า แต่จะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 7 พฤศจิกายน 2560)
ราคาน้ำมันเฉลี่ยรายสัปดาห์เพิ่มขึ้นทุกชนิด โดยน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) เพิ่มขึ้น 2.22 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 61.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบเวสท์เท็กซัสฯ (WTI) เพิ่มขึ้น 1.98 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 54.6 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบดูไบ (Dubai) เพิ่มขึ้น 2.65 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 58.76 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินออกเทน 95 เพิ่มขึ้น 2.92 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 73.64 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และน้ำมันดีเซล เพิ่มขึ้น 1.38 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 70.99 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ปัจจัยที่กระทบต่อราคาน้ำมันดิบในเชิงบวก - Baker Hughes Inc. รายงานจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบ (Rig) ในสหรัฐฯ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 3 พ.ย. 60 ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 8 แท่น มาอยู่ที่ 729 แท่น ลดลงมากสุดในรอบกว่าปี - OPEC/กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกแสดงความตื่นตัวในการขยายเวลาข้อตกลง การควบคุมปริมาณการผลิตน้ำมันออกไปอีก 9 เดือน จากเดิมจะสิ้นสุดในเดือน มี.ค. 61 เป็นสิ้นสุดในเดือน ธ.ค. 61 และจะพยามยามบรรลุข้อตกลงให้ได้ก่อนการประชุม OPEC ในวันที่ 30 พ.ย. 60 ทั้งนี้มกุฎราชกุมารของซาอุดีอาระเบีย Mohammed bin Salman ให้การสนับสนุนข้อตกลงการขยายเวลาควบคุมปริมาณการผลิตข้างต้น - Reuters Survey รายงานปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของ OPEC เดือน ต.ค. 60 ลดลงจากเดือนก่อน 80,000 บาร์เรลต่อวัน อยู่ที่ระดับ 32.78 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นระดับความร่วมมือลดปริมาณการผลิต (Compliance Rate) ที่ 92% สูงกว่าเดือน ก.ย. 60 ที่ 86 % เพราะเวเนซุเอลาประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ ทำให้ปริมาณการผลิตขาดเสถียรภาพ ผนวกกับซาอุดีอาระเบียยังเคร่งครัดในการผลิตอย่างต่อเนื่อง - Energy Information Administration (EIA) รายงานปริมาณสำรองน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 27 ต.ค. 60 ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 2.4 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ 454.9 ล้านบาร์เรล ลดลงมากกว่าผลสำรวจนักวิเคราะห์โดย Bloomberg ที่คาดว่าจะลดลง 1.3 ล้านบาร์เรล - Commodity Futures Trading Commission (CFTC) รายงานสถานะการลงทุนสัญญาน้ำมันดิบ WTI ในตลาดซื้อขายล่วงหน้า NYMEX ที่นิวยอร์กและ ICE ที่ลอนดอน สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 31 ต.ค. 60 กลุ่มผู้จัดการกองทุนปรับสถานะถือครองสุทธิ (Net Long Position) เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 63,072 สัญญา มาอยู่ที่ 343,705 สัญญา สูงสุดในรอบกว่าครึ่งปี ปัจจัยที่กระทบต่อราคาน้ำมันดิบในเชิงลบ - Reuters รายงานปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของรัสเซียในเดือน ต.ค. 60 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 20,000 บาร์เรลต่อวัน อยู่ที่ 10.93 ล้านบาร์เรลต่อวัน หลังแหล่งผลิตบริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิคปิดซ่อมบำรุงแล้วเสร็จ ทั้งนี้ปริมาณการผลิตยังอยู่ในเกณฑ์ความร่วมมือที่ตกลงไว้กลุ่ม OPEC ที่ 11.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน - กระทรวงน้ำมันอิรักรายงานปริมาณการผลิตน้ำมันดิบจากทางใต้ ในเดือน ต.ค. 60 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 10,000 บาร์เรลต่อวัน อยู่ที่ 3.35 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งนี้รัฐมนตรีพลังงานของอิรัก นาย Jabar…
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธาน สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก คาดว่าการส่งออกของไทยปี 60 จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 8% ตามทิศทางการค้าโลก หลังเดือน ก.ย.60 ขยายตัว 12.2% มีมูลค่า 21,812 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเป็นการขยายตัวในระดับสูงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) และสูงสุดในรอบ 56 เดือน โดยการส่งออกในรูปเงินบาทเท่ากับ 720,176 ล้านบาท ขยายตัว 7.8% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน (YoY) ส่งผลให้การส่งออก 9 เดือนแรก มีมูลค่า 175,435 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เติบโต 9.3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน (YoY) ขณะที่ในรูปเงินบาทการส่งออก 9 เดือนแรก มีมูลค่า 6,001,376 ล้านบาท เติบโต 6.4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน (YoY) "การส่งออกของไทยในปี 2560 ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องจากอุปสงค์ของประเทศคู่ค้าสำคัญที่ปรับตัวดีขึ้น กอปรกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และแนวโน้มสินค้าอุตสาหกรรมหลายรายการสามารถกลับมาขยายตัวได้ดีทั้งปริมาณ และราคา โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปที่สำคัญ เช่น ข้าว ยางพารา น้ำตาลทราย ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป และในภาคอุตสาหกรรมเช่น ทองคำ ผลิตภัณฑ์ยาง น้ำมันสำเร็จรูป รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ"สรท.ระบุ ทั้งนี้ การเติบของการส่งออกไทยในช่วงที่ผ่านมาได้รับอานิสงส์จาก 1) การขยายตัวดีขึ้นของการค้าระหว่างประเทศโดยรวมทั่วโลก และสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก เช่น จีน ญี่ปุ่น อาเซียน และออสเตรเลีย ลาตินอเมริกา พลิกกับมาโตช่วงปลายไตรมาส 3/60 และคาดการณ์ว่าจะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของปริมาณสินค้าที่ขนส่งทั้งทางทะเล และทางอากาศระหว่างประเทศในช่วงที่ผ่านมา 2) การส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญ เช่น น้ำมันสำเร็จรูป เม็ดพลาสติก เหล็ก น้ำตาลทราย ยางพาราและผลิตภัณฑ์ เป็นต้น ปรับตัวดีขึ้นตามลำดับจากปัจจัยบวก อาทิ ราคา และความต้องการสินค้าเพื่อนำไปผลิตต่อของคู่ค้า 3) การสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้าของสหรัฐฯ เพิ่มมากขึ้นเพื่อเตรียมตอนรับเทศกาล Thanksgiving ในช่วงพ.ย.นี้ สำหรับปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการส่งออกไทยประกอบด้วย 1) จับตานโยบายของผู้สมัครประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะมาแทนที่คนปัจจุบันซึ่งจะหมดวาระลงในเดือน ก.พ. 2561 ซึ่งอาจมีผลให้ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้นและอาจส่งผล ให้ค่างเงินบาทผันผวนต่อไป 2) มาตรการกีดกันทางการค้าในประเทศคู่ค้าหลัก อาทิ สหรัฐอเมริกา-Buy America และจีน-Safeguard- Anti-dumping รวมถึงความไม่พร้อมของไทยในการปฏิบัติตามข้อกำหนด Trade Facilitation Agreement ซึ่งจะส่งผลในระยะยาวต่อการส่งออกของไทย 3) การเคลื่อนย้ายแรงงานและการสร้างตลาดแรงงานที่มีคุณภาพต่อการผลิต 4) สถานการณ์คาบสมุทรเกาหลีหลังรัสเชียออกมาปฏิเสธการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ ขณะที่จีนยืนยันจะส่งออกสินค้า Humanitarian Needs ให้กับเกาหลีเหนือต่อไป อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อาทิ 1) พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 ที่จะถึงนี้ และความล่าช้าในการพัฒนา National Single Window ให้สามารถใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ 2) ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาตทำงานและการรับอนุญาตให้ทำงาน ตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2560 ซึ่งเป็นกฎหมายอนุบัญญัติซึ่งกำหนดรายละเอียดขั้นตอนการดำเนินงานที่สำคัญ และมีผลในทางปฏิบัติ เช่น อัตราการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมของคนต่างด้าว รวมถึงระยะเวลาดำเนินการและการรับรองเอกสาร เป็นต้น 3) กฎหมาย Buy America ของประธานนาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นกฎหมายเชิงนโยบายที่กำหนดให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องจัดซื้อจัดจ้างและเลือกซื้อสินค้าที่ผลิตภายในประเทศเป็นอันดับแรก และ 4. ท่าทีของสหรัฐฯ ต่อการเข้าร่วมประชุม APEC Economic Leader Meeting (APEC CEO summit) ที่เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม และประชุม ASEAN Summit ที่ประเทศฟิลิปปินส์ และการเดินทางเยือนประเทศ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 3…
China Foreign Exchange Trading System (CFETS) ซึ่งเป็นหน่วยงานของธนาคารกลางจีนรายงานว่า เงินหยวนแข็งค่าขึ้น 0.31% แตะที่ 6.6216 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐในวันนี้ สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ในตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศของจีนนั้น เงินหยวนได้รับอนุญาตให้ปรับตัวขึ้นหรือลงไม่เกิน 2% จากอัตราค่ากลางของการซื้อขายแต่ละวัน ทั้งนี้ อัตราค่ากลางสกุลเงินหยวนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ อิงกับราคาเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก ก่อนที่ตลาดจะเปิดทำการซื้อขายในแต่ละวัน ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 7 พฤศจิกายน 2560)
ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (6 พ.ย.) หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐระบุว่า ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนต.ค.มีการขยายตัวน้อยกว่าคาดการณ์ ขณะที่ตัวเลขค่าแรงต่อชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อนั้น ซบเซาลงด้วยเช่นกัน ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยนที่ระดับ 113.80 เยน จากระดับ 114.17 เยน และอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิสที่ระดับ 0.9979 ฟรังก์ จากระดับ 1.0007 ฟรังก์ ยูโรแข็งค่าขึ้นแตะระดับ 1.1612 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1608 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะระดับ 1.3165 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3069 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นแตะระดับ 0.7681 ดอลลาร์ จากระดับ 0.7650 ดอลลาร์ ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง โดยดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ปรับตัวลง 0.21% แตะที่ 94.742 เมื่อคืนนี้ ปัจจัยที่ทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงนั้น มาจากรายงานของกระทรวงแรงงานสหรัฐซึ่งระบุว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นต่ำกว่าคาดในเดือนต.ค. โดยปรับตัวขึ้นเพียง 261,000 ตำแหน่ง ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะพุ่งขึ้น 310,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 4.1% ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะทรงตัวที่ 4.2% ก่อนหน้านี้ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือนก.ย.เพิ่มขึ้นเพียง 18,000 ตำแหน่ง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากพายุเฮอร์ริเคนฮาร์วีย์ และเออร์มา ซึ่งทำให้ภาคธุรกิจในรัฐเท็กซัส ฟลอริดา และอีกหลายรัฐทางตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐต้องปิดกิจการ ส่งผลให้แรงงานจำนวนมากประสบภาวะตกงานชั่วคราว ขณะเดียวกัน ตัวเลขรายได้ หรือค่าแรงต่อชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน ลดลง 1 เซนต์/ชั่วโมงในเดือนต.ค. และเพิ่มขึ้นเพียง 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งเป็นตัวเลขการเพิ่มขึ้นรายปีที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.พ.ปีที่แล้ว หลังจากที่พุ่งขึ้น 2.9% ในเดือนก.ย. ทั้งนี้ ตัวเลขรายได้ต่อชั่วโมงนับเป็นข้อมูลที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อ นอกจากนี้ นักวิเคราะห์จากธนาคารโซซิเอเต เจเนอรัล กล่าวว่า นักลงทุนได้ซึมซับกระแสคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ. ค. โดย CME Group ระบุว่า จากการใช้เครื่องมือ FedWatch วิเคราะห์ภาวะการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ พบว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่ามีโอกาสเกือบ 100% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 7 พฤศจิกายน 2560)
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นคืนนี้ (6 พ.ย.) โดยได้ปัจจัยหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ และราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งจากรายงานข่าวที่ว่า กษัตริย์ซาอุดิอาระเบียประกาศกวาดล้างการทุจริตครั้งใหญ่ในประเทศ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. พุ่งขึ้น 12.4 ดอลลาร์ หรือ 0.98% ปิดที่ระดับ 1281.60 ดอลลาร์/ออนซ์ สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 40.1 เซนต์ หรือ 2.38% ปิดที่ 17.235 ดอลลาร์/ออนซ์ สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนม.ค. พุ่งขึ้น 13.10 ดอลลาร์ หรือ 1.42% ปิดที่ 935.00 ดอลลาร์/ออนซ์ สัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 3.60 ดอลลาร์ หรือ 0.4% ปิดที่ 995.10 ดอลลาร์/ออนซ์ สัญญาทองคำปิดตลาดปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งสุดในรอบ 6 สัปดาห์เมื่อคืนนี้ โดยได้รับปัจจัยหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้น หลังจากมีรายงานว่า กษัตริย์ซัลมาน บิน อับดุลาซิส อัล ซาอุด แห่งซาอุดิอาระเบีย ได้ประกาศกวาดล้างการทุจริตครั้งใหญ่ ซึ่งนำไปสู่การจับกุมตัวมกุฎราชกุมารอัลวาลีด บิน ทาลาล และเจ้าชายคนอื่นๆ รวมทั้งรัฐมนตรี มหาเศรษฐี และอดีตเจ้าหน้าที่อีกหลายคน รายงานระบุว่า มกุฎราชกุมารอัลลาวีด เป็นพระนัดดาของกษัตริย์ซัลมาน และเป็นเจ้าของบริษัท Kingdom Holding ซึ่งเป็นบริษัทเพื่อการลงทุน นอกจากนี้ ยังเป็นนักลงทุนในบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างทวิตเตอร์ และซิตี้กรุ๊ป โดยมกุฎราชกุมารอัลลาวีดได้ถูกตั้งข้อหาฟอกเงิน ติดสินบน และบังคับข่มขู่เจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ การอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ยังช่วยหนุนแรงซื้อในตลาดทองคำ โดยดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ปรับตัวลง 0.21% แตะที่ 94.742 เมื่อคืนนี้ นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเดือนก.ย. และความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ย.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 7 พฤศจิกายน 2560)