ข่าวสารด้านยางพารา

China Foreign Exchange Trading System (CFETS) ซึ่งเป็นหน่วยงานของธนาคารกลางจีนรายงานว่า เงินหยวนแข็งค่าขึ้น 0.31% แตะที่ 6.6216 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐในวันนี้ สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ในตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศของจีนนั้น เงินหยวนได้รับอนุญาตให้ปรับตัวขึ้นหรือลงไม่เกิน 2% จากอัตราค่ากลางของการซื้อขายแต่ละวัน ทั้งนี้ อัตราค่ากลางสกุลเงินหยวนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ อิงกับราคาเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก ก่อนที่ตลาดจะเปิดทำการซื้อขายในแต่ละวัน ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 7 พฤศจิกายน 2560)
ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (6 พ.ย.) หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐระบุว่า ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนต.ค.มีการขยายตัวน้อยกว่าคาดการณ์ ขณะที่ตัวเลขค่าแรงต่อชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อนั้น ซบเซาลงด้วยเช่นกัน ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยนที่ระดับ 113.80 เยน จากระดับ 114.17 เยน และอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิสที่ระดับ 0.9979 ฟรังก์ จากระดับ 1.0007 ฟรังก์ ยูโรแข็งค่าขึ้นแตะระดับ 1.1612 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1608 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะระดับ 1.3165 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3069 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นแตะระดับ 0.7681 ดอลลาร์ จากระดับ 0.7650 ดอลลาร์ ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง โดยดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ปรับตัวลง 0.21% แตะที่ 94.742 เมื่อคืนนี้ ปัจจัยที่ทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงนั้น มาจากรายงานของกระทรวงแรงงานสหรัฐซึ่งระบุว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นต่ำกว่าคาดในเดือนต.ค. โดยปรับตัวขึ้นเพียง 261,000 ตำแหน่ง ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะพุ่งขึ้น 310,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 4.1% ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะทรงตัวที่ 4.2% ก่อนหน้านี้ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือนก.ย.เพิ่มขึ้นเพียง 18,000 ตำแหน่ง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากพายุเฮอร์ริเคนฮาร์วีย์ และเออร์มา ซึ่งทำให้ภาคธุรกิจในรัฐเท็กซัส ฟลอริดา และอีกหลายรัฐทางตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐต้องปิดกิจการ ส่งผลให้แรงงานจำนวนมากประสบภาวะตกงานชั่วคราว ขณะเดียวกัน ตัวเลขรายได้ หรือค่าแรงต่อชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน ลดลง 1 เซนต์/ชั่วโมงในเดือนต.ค. และเพิ่มขึ้นเพียง 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งเป็นตัวเลขการเพิ่มขึ้นรายปีที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.พ.ปีที่แล้ว หลังจากที่พุ่งขึ้น 2.9% ในเดือนก.ย. ทั้งนี้ ตัวเลขรายได้ต่อชั่วโมงนับเป็นข้อมูลที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อ นอกจากนี้ นักวิเคราะห์จากธนาคารโซซิเอเต เจเนอรัล กล่าวว่า นักลงทุนได้ซึมซับกระแสคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ. ค. โดย CME Group ระบุว่า จากการใช้เครื่องมือ FedWatch วิเคราะห์ภาวะการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ พบว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่ามีโอกาสเกือบ 100% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธ.ค. ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 7 พฤศจิกายน 2560)
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นคืนนี้ (6 พ.ย.) โดยได้ปัจจัยหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ และราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งจากรายงานข่าวที่ว่า กษัตริย์ซาอุดิอาระเบียประกาศกวาดล้างการทุจริตครั้งใหญ่ในประเทศ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. พุ่งขึ้น 12.4 ดอลลาร์ หรือ 0.98% ปิดที่ระดับ 1281.60 ดอลลาร์/ออนซ์ สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 40.1 เซนต์ หรือ 2.38% ปิดที่ 17.235 ดอลลาร์/ออนซ์ สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนม.ค. พุ่งขึ้น 13.10 ดอลลาร์ หรือ 1.42% ปิดที่ 935.00 ดอลลาร์/ออนซ์ สัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 3.60 ดอลลาร์ หรือ 0.4% ปิดที่ 995.10 ดอลลาร์/ออนซ์ สัญญาทองคำปิดตลาดปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งสุดในรอบ 6 สัปดาห์เมื่อคืนนี้ โดยได้รับปัจจัยหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้น หลังจากมีรายงานว่า กษัตริย์ซัลมาน บิน อับดุลาซิส อัล ซาอุด แห่งซาอุดิอาระเบีย ได้ประกาศกวาดล้างการทุจริตครั้งใหญ่ ซึ่งนำไปสู่การจับกุมตัวมกุฎราชกุมารอัลวาลีด บิน ทาลาล และเจ้าชายคนอื่นๆ รวมทั้งรัฐมนตรี มหาเศรษฐี และอดีตเจ้าหน้าที่อีกหลายคน รายงานระบุว่า มกุฎราชกุมารอัลลาวีด เป็นพระนัดดาของกษัตริย์ซัลมาน และเป็นเจ้าของบริษัท Kingdom Holding ซึ่งเป็นบริษัทเพื่อการลงทุน นอกจากนี้ ยังเป็นนักลงทุนในบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างทวิตเตอร์ และซิตี้กรุ๊ป โดยมกุฎราชกุมารอัลลาวีดได้ถูกตั้งข้อหาฟอกเงิน ติดสินบน และบังคับข่มขู่เจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ การอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ยังช่วยหนุนแรงซื้อในตลาดทองคำ โดยดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ปรับตัวลง 0.21% แตะที่ 94.742 เมื่อคืนนี้ นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเดือนก.ย. และความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ย.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 7 พฤศจิกายน 2560)
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (6 พ.ย.) หลังจากมีรายงานว่า กษัตริย์ซาอุดิอาระเบียประกาศกวาดล้างการทุจริตครั้งใหญ่ในประเทศ ซึ่งนำไปสู่การจับกุมตัวมกุฎราชกุมาร รวมทั้งเจ้าหน้าที่หลายคน สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธ.ค. พุ่งขึ้น 1.71 ดอลลาร์ หรือ 3.1% ปิดที่ 57.35 ดอลลาร์/บาร์เรล สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนม.ค. เพิ่มขึ้น 2.20 ดอลลาร์ หรือ 3.5% ปิดที่ 64.27 ดอลลาร์/บาร์เรล สัญญาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นหลังจากมีรายงานข่าวว่า กษัตริย์ซัลมาน บิน อับดุลาซิส อัล ซาอุด แห่งซาอุดิอาระเบีย ได้ประกาศกวาดล้างการทุจริตครั้งใหญ่ ซึ่งนำไปสู่การจับกุมตัวมกุฎราชกุมารอัลวาลีด บิน ทาลาล และเจ้าชายคนอื่นๆ รวมทั้งรัฐมนตรี มหาเศรษฐี และอดีตเจ้าหน้าที่อีกหลายคน รายงานระบุว่า มกุฎราชกุมารอัลลาวีด ซึ่งเป็นนักลงทุนรายใหญ่ และเป็น 1 ในเจ้าชาย 11 คน, รัฐมนตรี 4 คน และอดีตรัฐมนตรี 10 คน ได้ถูกจับกุมตัวในแคมป์กลางทะเลทรายนอกกรุงริยาดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยการกวาดล้างพฤติกรรมคอร์รัปชั่นในหมู่ราชวงศ์ของซาอุดิอาระเบียครั้งนี้ ได้สร้างความตื่นตระหนกและส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้น ทั้งนี้ มกุฎราชกุมารอัลลาวีด เป็นพระนัดดาของกษัตริย์ซัลมาน และเป็นเจ้าของบริษัท Kingdom Holding ซึ่งเป็นบริษัทเพื่อการลงทุน นอกจากนี้ ยังเป็นนักลงทุนในบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างทวิตเตอร์ และซิตี้กรุ๊ป โดยมกุฎราชกุมารอัลลาวีดได้ถูกตั้งข้อหาฟอกเงิน ติดสินบน และบังคับข่มขู่เจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ ยังได้มีการจับกุมตัวมกุฎราชกุมาร มีเต็บ บิน อับดุลเลาะห์ ผู้อำนวยการสำนักงานความปลอดภัยแห่งชาติ ในข้อหาทุจริต ทางด้านนักวิเคราะห์มองว่า ซาอุดิอาระเบียไม่มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายในการกระตุ้นราคาน้ำมันในขณะนี้ นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยบวกจากการที่เบเกอร์ ฮิวจ์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการขุดเจาะน้ำมันของสหรัฐ เปิดเผยว่า แท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐที่มีการใช้งาน มีจำนวนลดลง 8 แท่น สู่ระดับ 729 แท่นในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 3 พ.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค.ปีนี้ นักลงทุนจับตาการประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ที่กรุงเวียนนาในวันที่ 30 พ.ย. ซึ่งจะมีการหารือกันเกี่ยวกับการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) ซึ่งมีกำหนดเปิดเผยรายงานสต็อกน้ำมันดิบประจำสัปดาห์ ในวันพรุ่งนี้ เวลา 22.30 น.ตามเวลาไทย ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 7 พฤศจิกายน 2560)
บมจ.ไทยออยล์ วิเคราะห์แนวโน้มราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกรอบสัปดาห์นี้ (6-10 พ.ย.) โดยระบุว่าต้องจับตา ท่าทีของผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปกว่าจะขยายระยะเวลาของข้อตกลงการปรับ ลดกำลังการผลิตที่ราว 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันออกไปเท่าไหร่ ในการประชุมโอเปกวันที่ 30 พ.ย.นี้ โดยซาอุดีอาระเบียยังคงเดินหน้าปรับลดกำลังการผลิตต่อเนื่องเพื่อลดปริมาณ น้ำมันคงคลังของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (OECD oil stocks) ให้กลับมาสู่ระดับปกติที่ระดับค่าเฉลี่ย 5 ปี ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของรัสเซีย ที่สนับสนุนให้กลุ่มผู้ผลิตขยายระยะเวลาของข้อตกลงออกไปเพื่อทำการปรับลดอุป ทานน้ำมันส่วนเกินในตลาด...การส่งออกน้ำมันดิบ ของสหรัฐ มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น หลังราคาน้ำมันดิบ WTI ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าราคาน้ำมันดิบโลกค่อนข้างมาก รวมถึงปริมาณการผลิตน้ำมันดิบสหรัฐ ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น ต่อเนื่อง โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) รายงานปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบ สำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 27 ต.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในประวัติการณ์ที่ 2.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และคาดจะอยู่ในระดับสูง ต่อเนื่องที่มากกว่า 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน...ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ คาดจะปรับ ลดลงเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน หลังได้รับแรงหนุนจากความต้องการใช้น้ำมันที่ยังคงอยู่ในระดับสูง รวมถึงปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบของสหรัฐ ที่มีแนวโน้มปรับลดลง โดย EIA รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ ปรับ ลดลง 2.1 ล้านบาร์เรลมาอยู่ที่ 454.9 ล้านบาร์เรล มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะปรับลดลง 1.8 ล้านบาร์เรล...คาด ราคาน้ำมันดิบ เวสต์เท็กซัสเคลื่อนไหวในกรอบ 53-58 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล.....ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 59-64 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล... กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก)....คาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันของโลกในปี 2050 (พ.ศ.2593) จะอยู่ที่ระดับ 120 ล้านบาร์เรลต่อวัน....และกลุ่มโอเปกยืนยันว่ามีปริมาณสำรองเพียงพอที่จะป้อน ตลาดในอนาคตอย่างแน่นอน โดยจะให้ความสำคัญของการพัฒนาทั้งน้ำมัน ก๊าซ และพลังงานทดแทน เพื่อให้เกิดความสมดุลด้าน พลังงานของโลก... นายซูฮาอิล อัล มาซโรอี รัฐมนตรีกระทรวง พลังงาน ประเทศสหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ (ยูเออี) เปิดเผยว่า ยูเออีมีความสนใจ จะเข้ามาลงทุนในไทยโดยเฉพาะการผลิตปิโตรเลียมขั้นต้นและขั้นปลาย โดยสนใจจะร่วมประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกช รวมถึงการขยายการลงทุนในธุรกิจโรงกลั่นด้วย ...และขณะนี้มีการหารือกันระหว่างบริษัทน้ำมันแห่งชาติและบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อส่งออกน้ำมันมายังไทย... รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ สปป.ลาว ...ยืนยันความร่วมมือในการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างไทยกับลาว จะเป็นไปตามกรอบความร่วมมือที่ทำร่วมกัน ปริมาณ 9,000 เมกะวัตต์ แม้ว่าปัจจุบันไทยจะอยู่ระหว่างทบทวนการจัดทำ แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (พีดีพี) ซึ่งมีแนวโน้มว่าการใช้ไฟฟ้าจะลดลง ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการผลิตไฟฟ้าจากเทคโนโลยีใหม่ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ แต่การซื้อขายไฟตามกรอบความร่วมมือจะเป็นไปตามเดิม... ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า (วันที่ 7 พฤศจิกายน 2560)
นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อยู่ที่ 33.18 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าจาก   ช่วงปิดตลาดเย็นวันศุกร์ที่ระดับ 33.12 บาท/ดอลลาร์ เนื่องจากดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับทุกสกุลเงินหลัก "บาทอ่อนค่าจากวันศุกร์เนื่องจากดอลลาร์แข็งค่า แม้ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรจะออกมาแย่ แต่มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น จากเดือนก่อน ส่วนเหตุรุนแรงที่เท็กซัสยังไม่ส่งผลกระทบ" นักบริหารเงิน กล่าว นักบริหารเงิน ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทวันนี้ไว้ที่ 33.10-33.20 บาท/ดอลลาร์ "บาทมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่องอย่างน้อยถึงกลางสัปดาห์นี้ที่จะมีการประชุม กนง." นักบริหารเงิน กล่าว   * ปัจจัยสำคัญ   - เช้านี้เงินเยนอยู่ที่ 114.63 เยน/ดอลลาร์ จากเย็นวันศุกร์ที่ระดับ 114.11 เยน/ดอลลาร์ - ส่วนเงินยูโรอยู่ที่ 1.1606 ดอลลาร์/ยูโร จากเย็นวันศุกร์ที่ระดับ 1.1648 ดอลลาร์/ยูโร - อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของธปท.อยู่ที่ระดับ 33.1150 บาท/ ดอลลาร์ - ธนาคารกสิกรไทย ประเมินค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ (6-10 พ.ย.) เคลื่อนไหวในกรอบ 33.00-33.30 บาทต่อ ดอลลาร์ฯ โดยคงต้องติดตามการตอบรับของนักลงทุนหลังการรายงานตัวเลขตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจต่างประเทศที่สำคัญระหว่างสัปดาห์ ได้แก่ ตัวเลขสต็อกสินค้าภาคค้าส่งเดือนก.ย. และดัชนี ความเชื่อมั่นผู้บริโภค (เบื้องต้น) เดือนพ.ย.ของสหรัฐฯ ตัวเลขการค้าระหว่างประเทศและเงินเฟ้อเดือนต.ค. ของจีน รวมถึง รายงานดัชนี PMI ภาคบริการเดือนต.ค. ของหลายๆ ประเทศทั่วโลก ส่วนจุดสนใจเพิ่มเติมของตลาดในประเทศน่าจะอยู่ที่การประ ชุมกนง. ในวันที่ 8 พ.ย. นี้ - ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธุรกิจและเศรษฐกิจฐานราก ธนาคารออมสิน เผยดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจฐานราก (GSI) ประจำไตรมาส 3 ปี 2560 อยู่ที่ระดับ 46.9 ปรับตัวสูงขึ้นจากไตรมาสก่อนที่อยู่ระดับ 46.3 และคาดการณ์ว่าไตรมาส 4 จะมีการ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด - คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างกฎหมายของกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับระเบียบการเบิกจ่ายเงินจากคลัง การ เก็บรักษาเงินและการนำเงินส่งคลัง ซึ่งเป็นการแก้ไขกฎหมายฉบับเดิม เพื่อเปิดทางให้ส่วนราชการที่ก่อหนี้ผูกพันเป็นเงินตราต่าง ประเทศ สามารถเบิกเงินไปซื้อเงินตราต่างประเทศ ในสกุลเงินที่ต้องจ่ายหนี้ได้ โดยทยอยซื้อหรือซื้อ ทั้งจำนวนก็ได้ หรือให้นำเงิน ไปฝากไว้กับธนาคารรัฐวิสาหกิจ หรือธนาคารที่กระทรวงการคลังเห็นชอบ และเมื่อถึงกำหนดหรือใกล้ถึงกำหนดชำระหนี้ ก็ให้นำเงิน ตราต่างประเทศที่ฝากธนาคารไปชำระหนี้ดังกล่าวได้ - กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นต่ำกว่าคาดในเดือนต.ค. โดยปรับตัว ขึ้นเพียง 261,000 ตำแหน่ง ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะพุ่งขึ้น 310,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 4.1% ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะทรงตัวที่ 4.2% - นักวิเคราะห์ระบุว่า ถึงแม้ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐอยู่ในภาวะซบเซาทั้งในเดือนก.ย.และต.ค. แต่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็ยังคงมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ.ค.ตามที่ตลาดการเงินคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ - สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อวันศุกร์ (3 พ.ย.) ด้วยแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ โดยยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1608 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1661 ดอลลาร์ และดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเยน ที่ระดับ 114.17 เยน จากระดับ 113.99 เยน - สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดที่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 3 เดือนเมื่อวันศุกร์ (3 พ.ย.) จากแรงกดดันของสกุลเงิน ดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นขานรับข้อมูลภาคบริการที่แข็งแกร่งของสหรัฐ - คณะกรรมาธิการพิจารณาวิธีการจัดหารายได้ของสภาผู้แทนราษฎร (Committee on Ways and Means) จะเริ่ม พิจารณามาตรการปฏิรูปภาษีฉบับใหม่ของคณะทำงานประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวันนี้ หลังจากที่สมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาผู้แทน ราษฎรสหรัฐได้เปิดเผยรายละเอียดของร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีเมื่อวันศุกร์ที่ 3 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยมีเนื้อหาครอบคลุมถึงการปรับลด ภาษีเงินได้นิติบุคคลลงสู่ระดับ 20% จากปัจจุบันที่ระดับ 35% ส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น จะมีการปรับลดจำนวนขั้นบันไดของการ คำนวณภาษี จาก 7 ขั้น เหลือเพียง 4 ขั้น คือ 12%, 25%,…
คณะกรรมาธิการพิจารณาวิธีการจัดหารายได้ของสภาผู้แทนราษฎร (Committee on Ways and Means) จะเริ่มพิจารณาร่างปฏิรูปภาษีฉบับใหม่ของคณะทำงานประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวันนี้ หลังจากที่สมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐได้เปิดเผยรายละเอียดของร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีเมื่อวันศุกร์ที่ 3 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นมาตรการปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 ของสหรัฐ   ทั้งนี้ นายพอล ไรอัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ได้แสดงความเชื่อมั่นว่า สภาผู้แทนราษฎรโหวตร่างกฎหมายดังกล่าว ก่อนช่วงเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้า ในวันที่ 22 พ.ย.นี้ สำหรับรายละเอียดของร่างกฎหมายปฏิรูปภาษีซึ่งสมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐได้เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ 3 พ.ย.ที่ผ่านมานั้น ครอบคลุมถึงการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงสู่ระดับ 20% จากปัจจุบันที่ระดับ 35%, จัดเก็บภาษี 10% สำหรับสาขาในต่างประเทศที่ทำกำไรได้มาก เพื่อสกัดพฤติกรรมการโอนกำไรไปยังต่างประเทศ และปรับลดอัตราภาษี และลดขั้นตอนสำหรับการโอนกำไรจากต่างประเทศกลับสู่สหรัฐ ส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น ครอบคลุมถึงการลดจำนวนขั้นบันไดของการคำนวณภาษี จาก 7 ขั้น เหลือเพียง 4 ขั้น คือ 12%, 25%, 35% และ 39.6% และเพิ่มการหักลดหย่อนมาตรฐานสำหรับผู้มีเงินได้ สู่ระดับ 12,000 ดอลลาร์ จากเดิมที่ระดับ 6,350 ดอลลาร์ และเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 24,000 ดอลลาร์ จากเดิมที่ระดับ 12,700 ดอลลาร์สำหรับคู่สมรส ที่มา--อินโฟเควสท์ (06/11/2560)  
นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวหาว่าญี่ปุ่นไม่ยอมดำเนินการการค้าอย่างเป็นธรรมและเปิดกว้างต่อสหรัฐ สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ย้ำกับผู้นำธุรกิจญี่ปุ่นถึงการที่สหรัฐต้องขาดดุลการค้าเป็นจำนวนมหาศาล ก่อนเขาจะเข้าพบนายชินโซ อาเบะ ในช่วงบ่ายวันนี้ โดยคาดว่าผู้นำสหรัฐจะเพิ่มประเด็นในการหารือเรื่องการค้าทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น   ทรัมป์กล่าวที่สถานทูตสหรัฐประจำกรุงโตเกียวว่า ""สหรัฐต้องประสบกับปัญหาขาดดุลการค้าจำนวนมากกับญี่ปุ่นมาหลายต่อหลายปี ซึ่งคิดเป็นจำนวนเงินเกือบ 7 หมื่นล้านดอลลาร์ในแต่ละปี" เขากล่าวว่า "เราต้องการการค้าที่เป็นธรรมและเปิดกว้าง แม้ตอนนี้การค้ากับญี่ปุ่นยังไม่มีความเป็นธรรมและเปิดกว้างสำหรับเรา แต่ผมก็เชื่อว่าทุกอย่างจะดีขึ้นในเร็ววันนี้" นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ซึ่งได้นำสหรัฐถอนตัวออกจากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (TPP) หลังจากที่เขาเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อเดือนม.ค. เพียงไม่นาน ยังกล่าวอีกว่า ข้อตกลงการค้าเสรีในภูมิภาคที่ยังค้างคาอยู่นั้น "ไม่ใช่ความคิดที่ถูกต้อง" ที่มา--อินโฟเควสท์ (06/11/2560)  
นักวิเคราะห์ระบุว่า ถึงแม้ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐอยู่ในภาวะซบเซาทั้งในเดือนก.ย.และต.ค. แต่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็ยังคงมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ.ค.ตามที่ตลาดการเงินคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์กล่าวว่า การที่ตัวเลขการจ้างงานอยู่ในระดับต่ำในเดือนก.ย. และมีการเพิ่มขึ้นต่ำกว่าคาดในเดือนต.ค. เนื่องจากได้รับผลกระทบจากพายุเฮอร์ริเคนฮาร์วีย์ และเออร์มา ซึ่งเป็นปัจจัยพิเศษที่ได้บิดเบือนตัวเลขจ้างงานของสหรัฐ โดยหากไม่นับปัจจัยเฮอร์ริเคน ตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆก็ยังคงบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจและตลาดแรงงานของสหรัฐยังคงมีความแข็งแกร่ง   "ตัวเลขการจ้างงานในเดือนก.ย.และต.ค.ไม่สามารถใช้อ้างอิงในการพิจารณาภาพรวมทางเศรษฐกิจ เนื่องจากได้รับอิทธิพลอย่างมากจากปัจจัยเฮอร์ริเคน และเมื่อพิจารณาในภาพใหญ่แล้ว ตัวเลขเหล่านี้ค่อนข้างสอดคล้องกับที่ผมคาดการณ์ไว้" นายวอร์ด แมคคาร์ธี หัวหน้านักวิเคราะห์ของบริษัทเจฟเฟอรีย์ กล่าว "ผมคิดว่าตัวเลขการจ้างงานจะกลับสู่แนวโน้มปกติในรายงานการจ้างงานเดือนพ.ย.ที่จะมีการเปิดเผยในเดือนหน้า" เขากล่าว กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นต่ำกว่าคาดในเดือนต.ค. โดยปรับตัวขึ้นเพียง 261,000 ตำแหน่ง ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะพุ่งขึ้น 310,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 4.1% ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะทรงตัวที่ 4.2% กระทรวงแรงงานสหรัฐได้ทบทวนปรับเพิ่มตัวเลขการจ้างงานในเดือนก.ย. โดยปรับเป็นเพิ่มขึ้น 18,000 ตำแหน่ง จากเดิมที่รายงานว่าลดลง 33,000 ตำแหน่ง แต่แม้มีการปรับเพิ่มขึ้น ตัวเลขการจ้างงานก็ยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยได้รับผลกระทบจากพายุเฮอร์ริเคนฮาร์วีย์ และเออร์มา ซึ่งทำให้ภาคธุรกิจในรัฐเท็กซัส ฟลอริดา และอีกหลายรัฐทางตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐต้องปิดกิจการ ส่งผลให้แรงงานจำนวนมากประสบภาวะตกงานชั่วคราว ทั้งนี้ ตัวเลขการจ้างงานในเดือนก.ย.และต.ค.เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 140,000 ตำแหน่ง ซึ่งต่ำกว่าแนวโน้มในช่วงที่ผ่านมา ที่มา--อินโฟเควสท์ (04/11/2560)  
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดทำสถิติสูงสุดในรอบกว่า 2 ปีเมื่อคืนนี้ (3 พ.ย.) หลังสหรัฐเปิดเผยจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันที่มีการใช้งานในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. นอกจากนี้ตลาดน้ำมันยังได้ปัจจัยบวกจากกระแสคาดการณ์ที่ว่า กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) อาจตกลงขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันออกไปอีก 9 เดือน ในการประชุมกลุ่มโอเปกเดือนนี้   สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 1.10 ดอลลาร์ หรือ 2% ปิดที่ 55.64 ดอลลาร์/บาร์เรล สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนม.ค. เพิ่มขึ้น 1.45 ดอลลาร์ หรือ 2.4% ปิดที่ 62.07 ดอลลาร์/บาร์เรล สัญญาน้ำมันดิบ WTI ได้รับปัจจัยหนุนให้ปรับตัวขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 4 ติดต่อกัน หลังเบเกอร์ ฮิวจ์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการขุดเจาะน้ำมันของสหรัฐ เปิดเผยว่า แท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐที่มีการใช้งาน มีจำนวนลดลง 8 แท่น สู่ระดับ 729 แท่นในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 3 พ.ย. อย่างไรก็ตาม จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันที่มีการใช้งานในสัปดาห์นี้ ยังคงสูงกว่าระดับ 450 แท่นในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว บรรยากาศการซื้อขายในตลาดน้ำมันยังได้ปัจจัยบวกจากกระแสคาดการณ์ที่ว่า กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) จะขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันในการประชุมที่กรุงเวียนนาในวันที่ 30 พ.ย. โดยล่าสุด ซาอุดิอาระเบียและรัสเซียได้ออกมาประสานเสียงสนับสนุนให้ขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันออกไปอีก 9 เดือนจนถึงสิ้นปีหน้า จากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดในไตรมาสแรกของปีหน้า นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยบวกจากการที่สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐได้ปรับตัวลดลงในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งบ่งชี้ว่าตลาดกำลังปรับตัวเข้าสู่ภาวะสมดุล ที่มา--อินโฟเควสท์ (04/11/2560)