ข่าวเด่น

ข่าวสารด้านยางพารา

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก เปิดเผยว่า แบบจำลองการคาดการณ์ Nowcast แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัว 3.15% ในไตรมาส 4 โดยต่ำกว่าเล็กน้อยจากตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 3.16% ที่ระบุไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน ทั้งนี้ เฟดคงตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐใกล้เคียงระดับ 3.2% เนื่องจากสัปดาห์นี้ไม่มีการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐมากนักที่จะส่งผลกระทบต่อการคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจ   ที่มา--อินโฟเควสท์ (11/11/2560)  
ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐดิ่งลงสู่ระดับ 97.8 ในเดือนพ.ย. หลังจากดีดตัวแตะระดับ 100.7 ในช่วงสิ้นเดือนต.ค. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าดัชนีจะทรงตัวเมื่อเทียบกับเดือนต.ค.ดัชนีความเชื่อมั่นพุ่งขึ้นแตะ 101.1 ในวันที่ 13 ต.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 13 ปีนายริชาร์ด เคอร์ติน หัวหน้านักวิเคราะห์สำหรับการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภค กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นปรับตัวลง เนื่องจากผู้บริโภคมีมุมมองในเชิงลบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต และภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน จากความกังวลเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และการดีดตัวขึ้นของเงินเฟ้อทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐเป็นการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภค 500 รายต่อภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งได้แก่ ฐานะการเงินส่วนบุคคล, ภาวะเงินเฟ้อ, การว่างงาน, อัตราดอกเบี้ย และนโยบายรัฐบาลที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 10 พฤศจิกายน 2560)
เบเกอร์ ฮิวจ์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการขุดเจาะน้ำมันของสหรัฐ เปิดเผยว่า แท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐที่มีการใช้งาน มีจำนวนเพิ่มขึ้น 9 แท่น สู่ระดับ 738 แท่นในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 10 พ.ย. การเพิ่มขึ้นของจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันในสัปดาห์นี้ ถือเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. นอกจากนี้ จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันในสัปดาห์นี้ มีจำนวนสูงกว่าระดับ 452 แท่นในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว   ที่มา--อินโฟเควสท์ (11/11/2560)  
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดปรับตัวลงเมื่อคืนนี้ (10 พ.ย.) หลังมีการเปิดเผยข้อมูลแท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นในสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันยังแกว่งตัวใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี เนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดทางการเมืองในตะวันออกกลาง สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 43 เซนต์ หรือ 0.8% ปิดที่ 56.74 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่ปรับตัวขึ้น 2.3% ในรอบสัปดาห์   สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนม.ค. ลดลง 41 เซนต์ หรือ 0.6% ปิดที่ 63.52 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่ตลอดทั้งสัปดาห์ ปรับตัวขึ้น 2% โดยทั้ง WTI และเบรนท์ ปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 5 เบเกอร์ ฮิวจ์ ซึ่งเป็นผู้ให้บริการขุดเจาะน้ำมันของสหรัฐ เปิดเผยว่า แท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐที่มีการใช้งาน มีจำนวนเพิ่มขึ้น 9 แท่น สู่ระดับ 738 แท่นในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 10 พ.ย. การเพิ่มขึ้นของจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันในสัปดาห์นี้ ถือเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. นอกจากนี้ จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันในสัปดาห์นี้ มีจำนวนสูงกว่าระดับ 452 แท่นในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะเดียวกันนักลงทุนยังคงจับตาสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างซาอุดิอาระเบียและอิหร่าน รวมทั้งการที่กษัตริย์ซัลมาน บิน อับดุลาซิส อัล ซาอุด แห่งซาอุดิอาระเบีย ได้ประกาศกวาดล้างการทุจริตครั้งใหญ่ ซึ่งนำไปสู่การจับกุมตัวมกุฎราชกุมารอัลวาลีด บิน ทาลาล และเจ้าชายคนอื่นๆ รวมทั้งรัฐมนตรี มหาเศรษฐี และอดีตเจ้าหน้าที่อีกหลายคน ทั้งนี้ ทางการซาอุดิอาระเบียออกประกาศเตือนประชาชนมิให้เดินทางเข้าสู่เลบานอน พร้อมกับสั่งชาวซาอุดิอาระเบียที่อยู่ในเลบานอนให้รีบเดินทางออกจากประเทศโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ คำเตือนดังกล่าวมีขึ้น หลังจากที่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซาอุดิอาระเบียกล่าวหาเลบานอนว่าได้ทำการประกาศสงครามต่อซาอุดิอาระเบีย หลังการรุกรานของกลุ่มฮิสบอลลาห์ในเลบานอน ซึ่งได้รับการหนุนหลังจากอิหร่าน เลบานอนได้ถูกดึงเข้าสู่ปมปัญหาความขัดแย้งระหว่างซาอุดิอาระเบียและอิหร่าน นับตั้งแต่ที่นายซาอัด อัล-ฮารีรี ซึ่งเป็นพันธมิตรกับซาอุดิอาระเบีย ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเลบานอนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ขณะที่ได้กล่าวหาอิหร่าน และกลุ่มฮิสบอลลาห์ในแถลงการณ์ลาออกจากตำแหน่งของเขา นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาการประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ที่กรุงเวียนนาในวันที่ 30 พ.ย. ซึ่งจะมีการหารือกันเกี่ยวกับการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน โดยซาอุดิอาระเบียและรัสเซียต่างก็สนับสนุนให้มีการขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันออกไปอีก 9 เดือนจนถึงสิ้นปีหน้า จากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดในไตรมาสแรกของปีหน้า ความคาดหวังของนักลงทุนที่ว่าโอเปกจะขยายเวลาลดกำลังการผลิตในการประชุมเดือนนี้ และข่าวกษัตริย์ซาอุฯกวาดล้างการทุจริตในประเทศครั้งใหญ่ ได้หนุนให้สัญญาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2558 เมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้ ที่มา--อินโฟเควสท์ (11/11/2560)  
สำนักงานปริวรรตเงินตราแห่งรัฐของจีน (SAFE) เปิดเผยในวันนี้ว่า สถาบันการเงินของจีนได้รับเม็ดเงินสุทธิจำนวน 1.23 พันล้านดอลลาร์จากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในไตรมาส 3SAFE ระบุว่า ในช่วงไตรมาส 3 สถาบันการเงินของจีน ซึ่งรวมถึงบริษัทประกัน บริษัทหลักทรัพย์ ได้รับเม็ดเงินไหลเข้ารวม 3 พันล้านดอลลาร์จากการลงทุนของต่างประเทศ ขณะที่มีเม็ดเงินไหลออก 1.8 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้มีเม็ดเงินสุทธิจาก FDI จำนวน 1.23 พันล้านดอลลาร์ครั้งนี้นับเป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกันที่จีนมีตัวเลข FDI สุทธิเป็นบวก หลังจากที่มี FDI สุทธิจำนวน 2.1 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2 ขณะที่ไตรมาส 1 จีนมีกระแสเงินทุนไหลออกสุทธิ 1.3 พันล้านดอลลาร์นอกจากนี้ ในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ธุรกิจนอกภาคการเงินของจีนมี FDI เพิ่มขึ้น 1.6% เมื่อเทียบกับที่ลดลง 0.2% ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 10 พฤศจิกายน 2560)
ผู้นำ 21 เขตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะประชุมร่วมกันในวันนี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับการค้าเสรีและมาตรการที่จะต่อต้านการปกป้องการค้า โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ จะเข้าร่วมประชุมครั้งนี้เป็นครั้งแรก การประชุมผู้นำกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (เอเปค) ที่เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ถูกจับตาว่าบรรดาผู้นำจะสามารถบรรลุฉันทามติในการประชุมที่มีนายทรัมป์เข้าร่วมด้วยได้หรือไม่ เนื่องจากทรัมป์นั้นประกาศกร้าวมาโดยตลอดว่า เขาสนับสนุนข้อตกลงการค้าระดับทวิภาคีภายใต้นโยบาย "อเมริกาต้องมาก่อน" ซึ่งขัดกับความร่วมมือด้านการค้าแบบพหุภาคีที่กลุ่มเอเปคให้การสนับสนุน   ประเทศสมาชิกเอเปครวมกลุ่มกันเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เปิดกว้างในภูมิภาค โดยสมาชิก 21 เขตเศรษฐกิจประกอบด้วยออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี จีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี เปรู ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน ไทย สหรัฐ และเวียดนาม ทั้งนี้ การประชุมผู้นำเอเปคจะปิดฉากในวันนี้ และจะมีการประกาศปฏิญญาร่วมกัน   ที่มา--อินโฟเควสท์ (11/11/2560)  
นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง เปิดเผยว่า กยท. สนับสนุนและส่งเสริมการใช้ยางพาราในประเทศ รวมถึงการแปรรูปยางเพิ่มมูลค่า ซึ่งการแปรรูปยางจะเป็นวิธีการแก้ปัญหาราคายางที่มีความผันผวนได้อย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรมมากที่สุดโดยที่ผ่านมา มีการดำเนินโครงการและกิจกรรมที่มุ่งเน้นไปในด้านการแปรรูปยางและนำนวัตกรรมต่าง ๆ มาใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับยางพารา เช่น โครงการยางล้อประชารัฐ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ยางที่เกิดจากการบูรณาการจากองค์กร 3 ภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน และ ภาคเกษตรกร เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม ขณะนี้ได้รับการตอบรับที่ดีจากเกษตรกรและผู้ที่สนใจในพื้นที่ภาคต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางภาคตะวันออกที่ร่วมนำร่องโครงการยางล้อประชารัฐจังหวัดตราด ตั้งจุดจำหน่ายผู้ที่สนใจภาคตะวันออกและภาคกลาง สามารถติดต่อซื้อล้อยางได้ที่ กยท.จ.ตราดนอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมทางหลวง จะนำยางพารามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ในภารกิจของกรมทางหลวง ได้แก่ เสาหลักนำทาง แบริเอ่อร์ ซึ่งนอกจากจะเป็นการส่งเสริมการใช้อย่างในประเทศแล้วยังเป็นการช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ ที่สำคัญ ยังเพิ่มปริมาณการใช้ยางให้มากขึ้นด้วย รวมไปถึงในอนาคต กยท. มีแนวคิดที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรแปรรูปหมอนยางพาราภายใต้คุณภาพและมาตรฐานเดียวกัน โดยให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่ผลิตหมอนยางพารา เข้าร่วมโครงการเพื่อผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานตามที่กำหนด และ กยท. จะดำเนินการเร่งหาตลาดในการส่งออกผลิตภัณฑ์หมอนยางพารา ซึ่งอยู่ระหว่างการพูดคุยร่วมกับกลุ่มสหกรณ์และผู้ประกอบการกว่า 50 แห่งทั่วประเทศ“ขอบคุณความร่วมมือต่างๆ จากเกษตรกรและสถาบันเกษตรชาวสวนยาง รวมถึงข้อเสนอแนะต่างๆ กยท. พร้อมนำข้อเสนอต่างๆ ไปทบทวนและหาแนวทางแก้ปัญหา และเชื่อว่าหากมีการทำงานร่วมกันเดินไปด้วยกัน เราก็จะสามารถผ่านทุกปัญหาไปได้" นายณกรณ์ กล่าวด้านนายวิชระ ชื่นอารมณ์ ประธานสหกรณ์เครือข่ายยางพารา จ.ตราด กล่าวว่า สถานการณ์ราคายางตอนนี้ ทางสหกรณ์ได้ช่วยรับซื้อพยุงราคาให้เกษตรกรรายย่อยซึ่งสูงกว่าเอกชนอื่นๆ ในพื้นที่ โดยน้ำยางสดทางสหกรณ์รับซื้อที่ราคา 41 บาท/กิโลกรัม ทั้งนี้ มองว่าการแก้ปัญหาราคายางอีกวิธีที่ดี คือ การแปรรูปยางและส่งออกเป็นผลิตภัณฑ์ยางให้เพิ่มขึ้น เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยส่งออกวัตถุดิบยางถึง 87% ในขณะที่ส่งออกเป็นผลิตภัณฑ์ยางแค่ 13% จึงไม่สามารถแก้ปัญหายางในประเทศได้ในระยะยาว เมื่อเกษตรกรสามารถแปรรูปและมีรายได้จากผลิตภัณฑ์แทนการขายแต่วัตถุดิบเพียงอย่างเดียวก็จะสามารถพึ่งพาตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งราคายางเพียงอย่างเดียว อีกทั้ง ยังเป็นการช่วยเหลือด้านราคายางในระยะยาว ซึ่งจะยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืนนายเกรียงไกร เทพินทร์ ประธานสหกรณ์ยางพาราเนินดินแดงตราด กล่าวว่า สถานการณ์ในช่วงราคายางผันผวน เกิดขึ้นตามกลไกการตลาด จะต้องส่งเสริมการเพิ่มมูลค่ายางพาราโดยแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางต่างๆ ใช้ในประเทศและส่งออกขายต่างประเทศ ไม่หยุดแค่วัตถุดิบยางเท่านั้น ขณะนี้ทางสหกรณ์ก็ได้แปรรูปวัตถุดิบยางที่รับซื้อเป็นหมอนยางพารา ซึ่งการทำหมอนยางพาราจะเป็นการช่วยเหลือสมาชิกของสหกรณ์ นอกจาก การรับซื้อน้ำยางแล้ว ยังให้กลุ่มแม่บ้านชาวสวนยางตัดเย็บปลอกหมอนเพื่อส่งขายพร้อมหมอนยางพาราด้วยที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 10 พฤศจิกายน 2560)
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์เงินบาทสัปดาห์หน้า (13-17 พ.ย.)  โดยธนาคารกสิกรไทย ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 33.00-33.30 บาทต่อดอลลาร์ โดยคงต้องติดตามทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ จากเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด ) ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนพ.ย. ดัชนีราคาผู้ผลิต ยอดค้าปลีก ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคานำเข้าและส่งออก ข้อมูลการผลิตภาคอุตสาหกรรม การเริ่มสร้างบ้านและการขออนุญาตก่อสร้างเดือนต.ค. สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจ และข้อมูลเงินทุนไหลเข้าสุทธิ สู่ตลาดการเงินสหรัฐฯ เดือนก.ย. นอกจากนี้ ตลาดอาจรอติดตามตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 3/60 ของญี่ปุ่น และยูโรโซนด้วยเช่นกัน   ที่มา--อินโฟเควสท์ (11/11/2560)  
ผู้นำเอเปคย้ำคำมั่นในการต่อสู้กับการปกป้องการค้า พร้อมระบุในปฏิญญาถึงความสำคัญของข้อตกลงการค้าระดับทวิภาคี ในการประชุมผู้นำกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ครั้งที่ 25 ที่เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม วันนี้ การประชุมผู้นำเอเปค ที่เมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ถูกจับตาว่าบรรดาผู้นำจะสามารถบรรลุฉันทามติในการประชุมที่มีประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐเข้าร่วมเป็นครั้งแรกได้หรือไม่ เนื่องจากทรัมป์นั้นประกาศกร้าวมาโดยตลอดว่า เขาสนับสนุนข้อตกลงการค้าระดับทวิภาคีภายใต้นโยบาย "อเมริกาต้องมาก่อน" ซึ่งขัดกับความร่วมมือด้านการค้าแบบพหุภาคีที่กลุ่มเอเปคให้การสนับสนุน   ประเทศสมาชิกเอเปครวมกลุ่มกันเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เปิดกว้างในภูมิภาค โดยสมาชิก 21 เขตเศรษฐกิจประกอบด้วยออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี จีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี เปรู ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน ไทย สหรัฐ และเวียดนาม ทั้งนี้ การประชุมผู้นำเอเปคจะปิดฉากในวันนี้ และจะมีการประกาศปฏิญญาร่วมกัน   ที่มา--อินโฟเควสท์ (11/11/2560)  
นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล ในฐานะรองโฆษกการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เผยว่า ยืนยันที่ผ่านมาดำเนินงานด้านบริหารจัดการเป็นไปตามแผนการดำเนินงาน นโยบายและเป้าหมายที่วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะโลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลง ทำให้วิธีการทำงานต้องปรับให้เหมาะสม และอาจแตกต่างจากที่เคยปฏิบัติกันมา แต่ กยท.ยึดประโยชน์ต่อส่วนรวมเป็นหลัก ทั้งเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบกิจการยาง และผู้เกี่ยวข้องในวงการยางพารา หวังให้ทั้งระบบเกิดการพัฒนาอย่างมั่นคง และยั่งยืน   “การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ยืนยันว่าที่ผ่านมาได้ดำเนินงานบริหารจัดการภายใต้แผนการดำเนินงาน นโยบายและเป้าหมายที่รัฐบาล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กยท.วางไว้ อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งวิธีการทำงานมีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับความเหมาะสมตามบริบทนั้นๆ ที่สำคัญ โลกมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว แต่ กยท. ยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก ทั้งเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบกิจการยาง และผู้เกี่ยวข้องในวงการยางพารา อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดที่ดำเนินการมาตลอดนั้นอาจจะเห็นผลทั้งในระยะสั้น และระยะยาว มุ่งหวังเพียงให้การพัฒนาวงการยางพาราทั้งระบบสามารถก้าวเดินไปอย่างมั่นคง และยั่งยืน" รองโฆษก กยท. กล่าวทิ้งท้าย ทั้งนี้ สถานการณ์ยางพารา ในช่วงเดือนกรกฎาคม – ตุลาคม ของทุกปีเป็นช่วงที่ปริมาณยางออกสู่ตลาดสูง ทำให้ราคายางในสภาพปกติมีแนวโน้มปรับตัวลดลง สำหรับปีนี้ ภาพรวมราคายางเป็นไปตามกลไกตลาด โดยราคาทั้งในและต่างประเทศ ปรับตัวในทิศทางเดียวกัน แต่ปัญหาราคายางขณะนี้ สาเหตุที่แท้จริงมาจาก (1) ปริมาณผลผลิตและความต้องการใช้ยางไม่สมดุลกัน ส่งผลต่อราคาขาย โดยประเทศผู้ผลิตหลักทั้ง 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ราคาปรับตัวลดลงเช่นเดียวกัน แต่ราคายางในประเทศไทยยังคงสูงกว่าประเทศอื่น นอกจากนี้ ยังมีประเทศผู้ผลิตยางรายใหม่ มีผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปี 2559 สูงมาก เช่น กัมพูชา เพิ่มขึ้น 33.1% อินเดีย เพิ่มขึ้น 21.0% และ เวียดนาม เพิ่มขึ้น 11.3% ทำให้ผลผลิตทั่วโลกเพิ่มขึ้น (2) ปัจจัยด้านเศรษฐกิจชะลอตัว โดยเฉพาะประเทศผู้ใช้ยางรายใหญ่ของโลก ทั้งจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ทำให้เกิดการชะลอซื้อของประเทศผู้ใช้ยางเหล่านี้ รวมถึง ความตึงเครียดทางการเมืองหลายประเทศ ทำให้นักลงทุนชะลอการซื้อและราคาในตลาดล่วงหน้ามีความผันผวนอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อราคายางของตลาดซื้อขายจริงในประเทศที่ปรับตัวลดลงตามไปด้วย (3) การเก็งกำไรของนักลงทุนทั้งตลาดซื้อขายจริงในประเทศและตลาดล่วงหน้า กระทบต่อการซื้อขายทำให้ราคาในตลาดนั้นๆ มีความผันผวนลดลงเช่นกัน นายสุนันท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพราคายาง เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.60 ในที่ประชุมร่วมระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อกระตุ้นแรงซื้อตลาดในประเทศ ผลักดัน และพยุงราคาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม สะท้อนกับความเป็นจริง ทำให้เกิดเสถียรภาพด้านราคาในประเทศ เพราะตามคาดการณ์ของที่ประชุมระหว่างประเทศ IRCo ชี้ว่าอาจมีปริมาณยางในตลาดโลกเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น กองทุนนี้ ซึ่งดำเนินการภายใต้ชื่อ บจก. ร่วมทุนยางพาราไทย จะดำเนินการซื้อยางผ่านตลาดกลาง กยท. ซึ่งเป็นการซื้อขายจริง และการซื้อขายสัญญาผ่านตลาดล่วงหน้า โดยไม่มุ่งเน้นแสวงกำไร เพื่อให้ประโยชน์ของกองทุนฯ ตกอยู่ที่เกษตรกร และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง สามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่สูงขึ้น ที่ผ่านมา บริษัทร่วมทุนฯ ทำให้ราคายางปรับตัวขึ้นในระดับหนึ่งท่ามกลางราคายางที่มีทิศทางจะปรับลดลง และเข้าไปประมูลยางในราคาที่ชี้นำ ซึ่งเกษตรกรสามารถนำราคาไปอ้างอิงในการต่อรองซื้อขายกับผู้ซื้อในแหล่งอื่นๆ ได้ เช่น ผลการประมูลในวันที่ 9 – 10 พ.ย. 60 ที่ผ่านมา ราคายางมีทิศทางจะปรับลดลง บริษัทร่วมทุนฯ ได้เข้าประมูลในราคา 47.10 บาท ซึ่งหากบริษัทร่วมทุนฯ ไม่เข้าประมูล ราคายางที่พ่อค้าเสนอจะอยู่ที่ 46.39 – 46.49 บาท และในช่วงวันที่ 30 ต.ค. – 1 พ.ย. 60 ไม่มีการเข้าเสนอของบริษัทร่วมทุน ส่งผลให้ราคายางปรับตัวลงทันที 5.61 บาท บริษัทร่วมทุนได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์มาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม สำหรับการจัดตั้งบริษัทโดยถือหุ้นร่วมกับภาคสถาบันเกษตรกร กยท. กำลังดำเนินการขับเคลื่อนให้เกิดขึ้น โดย กยท. จะต้องดำเนินการตามกระบวนการที่กระทรวงการคลังกำหนด และสำหรับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางสามารถเข้ามาร่วมหุ้นได้ โดยขึ้นอยู่กับข้อบังคับของแต่ละสถาบันเกษตรกร ที่มา--อินโฟเควสท์ (13/11/2560)