ข่าวเด่น

ข่าวสารด้านยางพารา

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปิดลบเมื่อคืนนี้ (7 เม.ย.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันล้นตลาด หลังจากอิรักเปิดเผยว่า การส่งออกน้ำมันในเดือนเม.ย.เพิ่มขึ้นสูงกว่าระดับเฉลี่ย นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากการที่นักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากสัญญาน้ำมันดิบ ปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 2 วันทำการก่อนหน้านี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนพ.ค.ปิดลดลง 49 เซนต์ หรือ 1.3% แตะที่ 37.26 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนมิ.ย.ที่ตลาดลอนดอน ปิดลดลง 41 เซนต์ หรือ 1% แตะที่ 39.43 ดอลลาร์/บาร์เรล ภาวะการซื้อขายในตลาดน้ำมันนิวยอร์กเป็นไปอย่างซบเซา เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันล้นตลาด หลังจากอิรักเปิดเผยว่า การส่งออกน้ำมันจากท่าเรือทางใต้ของประเทศเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 3.494 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนเม.ย. ซึ่งสูงกว่าระดับเฉลี่ยของเดือนมี.ค.ที่ระดับ 3.286 ล้านบาร์เรล/วัน นักลงทุนจับตาดูการประชุมของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันในวันที่ 17 เม.ย.นี้ ที่เมืองโดฮา ประเทศกาตาร์ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าการประชุมดังกล่าวอาจไม่ได้ช่วยลดภาวะน้ำมันล้น ตลาด เนื่องจากอิหร่านยืนยันว่าจะเดินหน้าการผลิตต่อไปจนกว่าจะถึงระดับก่อนที่จะ ถูกนานาชาติคว่ำบาตร ด้านโกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ว่า การประกาศตรึงกำลังการผลิต หรือการปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) จะไม่มีความยั่งยืน พร้อมกับคาดว่า การผลิตน้ำมันของโอเปกจะเพิ่มขึ้น 600,000 บาร์เรล/วันในปีนี้ และเพิ่มขึ้น 500,000 บาร์เรล/วันในปีหน้า -ทีมา -อินโฟเควสท์ (08/04/59)
รายงาน การประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ประจำวันที่ 10 มี.ค. ระบุว่า เจ้าหน้าที่ของ ECB มีความวิตกว่าภาวะอัตราเงินเฟ้อต่ำกำลังฝังตัวอยู่ในระบบเศรษฐกิจ ขณะที่ ECB ขยายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในเดือนที่แล้ว และระบุว่า พวกเขาพร้อมที่จะดำเนินการมากขึ้น หากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำรายงานระบุว่า "ความเสี่ยงในการเกิดผลกระทบรอบที่ 2 กำลังเพิ่มมากขึ้น นับตั้งแต่ที่ ECB ประชุมกันในครั้งที่แล้วทั้ง นี้ ผลกระทบในรอบที่ 2 คือการที่ประชาชนคาดว่าราคาจะร่วงลงต่อไป ทำให้พวกเขากำหนดค่าจ้างและราคาในระดับที่ต่ำลงอีก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากจะสกัดการใช้จ่าย และการลงทุนรายงาน ระบุว่า หากเงินเฟ้อยังคงปรับตัวลงจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว คณะกรรมการของ ECB ก็จะไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอนาคตที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 8 เมษายน 2559)
ศูนย์ วิจัยกสิกรฯ มองเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวช้า ส่งออกน่าห่วง ส่อติดลบ จับตาปัจจัยเสี่ยงใน-นอกประเทศ ก่อนหั่นจีดีพีในเดือน มิ.ย.นี้ต่ำกว่า 3% ด้าน "ปรีดิยาธร" หวังรัฐอัดฉีดเงินกระตุ้น ศก.เร่งด่วนนาย เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ในเดือน มิ.ย.นี้ ศูนย์ฯ เตรียมปรับลดประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยลง จากเดิมที่คาดว่าจะขยายได้ 3% และการส่งออกอยู่ที่ 0% จากคาดการณ์เดิมขยายตัว 2% เนื่อง จากยังมีปัจจัยที่เข้ามากดดันภาพรวมเศรษฐกิจ ทั้งปัญหาภัยแล้ง ที่ส่งผลกระทบต่อเนื่อง ต่อรายได้เกษตรกร ซึ่งจะมีผลต่อการบริโภคภายในประเทศ และการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีน ที่ยังกดดันให้ระยะข้างหน้าภาคการส่งออกของไทยจะยังไม่ฟื้นตัว"ความ กังวลเรื่องภัยแล้ง จะเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ทำให้การบริโภคภาคครัวเรือนและการลงทุนภาคเอกชน ชะลอตัวลง ดังนั้น หากพิจารณา ตามข้อมูลทั้งหมด จะพบว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้ยังคล้ายกับปีก่อน โดยแรงขับเคลื่อนหลักจะยังมาจากการลงทุนของภาครัฐและการท่องเที่ยว โดยศูนย์ฯ ขอติดตามสถานการณ์ด้านต่างๆ อีก 3-4 เดือนจากนี้ ก่อนจะมีการปรับประมาณการใหม่อีกครั้ง โดยยอมรับว่าการส่งออกมีโอกาสขยายตัวติดลบ" นายเชาว์กล่าวนาง พิมลวรรณ มหัจฉริยวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีแรก ขยายตัวเฉลี่ย 2.8% โดยยังเป็นการฟื้นตัวอย่างช้าๆ โดยปัจจัยถ่วงหลักมาจากความอ่อนแอของกำลังซื้อในภาคครัวเรือน การส่งออกที่หดตัวลงจากปัจจัยลบเรื่องเศรษฐกิจโลก ส่วนครึ่งปีหลังคาดว่าจะขยายตัวที่ 3.3% จากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานน่าจะมีความคืบหน้ามากขึ้นโดย ศูนย์ฯ คาดการณ์ว่าปัจจัยเรื่องงบกลางปีของรัฐบาล และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดี จะส่งผลดีต่อตัวเลขจีดีพีปีนี้ 0.9-1.1% ขณะที่ปัญหาภัยแล้งและรายได้เกษตรที่ลดลง การส่งออกที่โตต่ำกว่าคาด และการลงทุนภาคเอกชนที่เติบโตช้า จะมีผลกระทบต่อตัวเลขจีดีพี 0.9-1.2%ด้าน ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานเสวนา Crisis Management and opportunity Beyound 2016 จัดโดยสภา ผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ว่า จากสถานการณ์การส่งออกของไทยที่มีติดลบมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกทั้งโลกยังติด ลบอย่างต่อเนื่อง และมีความเป็นห่วงว่าในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ถ้าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังผันผวนอยู่ คาดว่าจะส่งผลถึงภาพรวมการส่งออกทั้งโลก รวมไปถึงเศรษฐกิจของไทยด้วยอย่าง ไรก็ตาม คาดหวังว่าภาครัฐจะนำเงินมาใช้เพื่อการพัฒนาประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากที่ผ่านมาภาครัฐได้มีการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้น เศรษฐกิจในส่วนที่เร่งด่วนให้มากที่สุด.ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ (วันที่ 8 เมษายน 2559)
กยท. จัดกิจกรรมวันยางพาราแห่งชาติปี 59 น้อมรำลึก "บิดายางพาราไทย" เน้นสร้างความรู้ เพิ่มมูลค่า ผลักดันการแปรรูปยาง พร้อมตระหนักถึงความสำคัญของวันยางพาราแห่งชาติและยางพาราไทย เพื่อทุกภาคส่วนบูรณาการพัฒนาศักยภาพยางไทยให้ยั่งยืน นายเชาว์ ทรงอาวุธ ประธานคณะกรรมการจัดงานวันยางพาราแห่ง ชาติ ประจำปี 2559 กล่าวว่า ปีนี้ถือเป็นปีแรกที่ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ในฐานะรัฐวิสาหกิจใหม่ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2558 ตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 ได้จัดกิจกรรมวันยางพาราแห่งชาติขึ้นระหว่างวันที่ 9-10 เมษายน 2559 ที่จังหวัดตรัง เพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีของพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี "บิดาแห่งยางพาราไทย" รวมทั้งสร้างการรับรู้ข้อมูลข่าวสารด้านการเกษตรยางพาราที่ถูกต้อง และส่งเสริมการขับเคลื่อนประชารัฐแบบบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในด้านการพัฒนายางพาราทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ให้เกิดความยั่งยืนตามนโยบายรัฐบาล และต้องการให้เกษตรกรมีความภาคภูมิใจในอาชีพการทำสวนยางพารา ตลอดจนตระหนักถึงความสำคัญของการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง "ปัจจุบันแม้ว่ายางพาราจะเผชิญกับปัญหาราคาตกต่ำ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันปรับลดลงก็ตาม แต่ยางพาราก็เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย มีเกษตรกรปลูกยางพาราจำนวน มากหลายล้านครัวเรือน พื้นที่ปลูกกว่า 20 ล้านไร่ทั่วประเทศ ซึ่งรัฐบาลได้ผลักดันมาตรการช่วยเหลือชาวสวนยางออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งกู้วิกฤติยางให้เกิดความยั่งยืน ทั้งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหน่วยงาน โดยควบรวม 3 หน่วยงานเดิม คือ กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง องค์การสวนยาง และสถาบันวิจัยยาง เข้าด้วยกัน จัดตั้งเป็น กยท. โครงการแก้ไขปัญหายางพาราตามแนวทางพัฒนายางพาราทั้งระบบ 15 โครงการ ซึ่งเป็นแผนระยะกลางและแผนระยะยาว เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนายางพาราทั้ง ระบบ โดยเฉพาะการแปรรูปเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์จากยาง มากกว่าการที่จะส่งออกยางเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ยังมีแผนระยะสั้นเฉพาะหน้าเพื่อช่วยเหลือชาวสวนยางให้มีรายได้ เพิ่มขึ้น เช่น โครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง โครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ เป็นต้น" นายเชาว์กล่าว สำหรับกิจกรรมวันยางพาราแห่ง ชาติ ประจำปี 2559 จัดระหว่างวันที่ 9-10 เมษายน 2559 โดยวันที่ 9 เม.ย. 59 กยท. จะมีพิธีสักการะพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี "บิดาแห่งยางพาราไทย" ณ อนุสาวรีย์พระยารัษฎาฯ จ.ตรัง และจัดเสวนาวิชาการ ของเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้แทนสถาบันเกษตรกรเขตภาคใต้ ตัวแทนสถาบันเกษตรกรที่แปรรูปผลิตภัณฑ์จากทั่วประเทศ พนักงาน กยท. และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกว่า 200 คน โดยมีการบรรยาย อาทิ การส่งเสริมและสนับสนุนบทบาทผู้แทนเกษตรกร และผู้แทนสถาบันเกษตรกร ในการดำเนินงานของ กยท. การส่งเสริมความรู้ด้านการพัฒนาสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง การส่งเสริมและพัฒนาความรู้ด้านการแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต และการตลาดยางพารา การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพลังงานทางเลือก Green Rubber Energy เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นต้น นอกจากนี้ ในวันที่ 10 เม.ย. 59 พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะให้เกียรติอ่านสารวันยางพาราแห่งชาติปี 2559 ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อ.ส.ม.ท. ในเวลา 12.00 – 13.00 น. ด้วย เพื่อให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของวันยางพาราแห่งชาติ และพร้อมบูรณาการทำงานร่วมกัน ซึ่งจะเป็นพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางพารา ได้อย่างยั่งยืนตามนโยบายของรัฐบาลต่อไป ที่มา : ThaiPR.net
นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า กนอ.เตรียมที่จะเดินสายจูงใจนักลงทุนให้เข้ามาทำธุรกิจในนิคมอุตสาหกรรมยางพาราหรือ รับเบอร์ซิตี้ในต่างประเทศเชิงรุกมากขึ้น โดยล่าสุดเตรียมที่จะเดินทางพร้อมกับคณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นำโดย ดร.อรรชา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เครือข่ายผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ นักลงทุน และ นักธุรกิจ (ID NET) ระหว่างวันที่ 8-11 เมษายน 2559 เพื่อเข้าร่วมงานสัมมนา ส่งเสริมการลงทุน ในนิคมอุตสาหกรรมยางพารา ครั้งที่ 13 (13th China International Rubber Technology Fair (RTF)) ณ เมืองชิงเต่า มลฑลซานตง สาธารณรัฐประชาชนจีนทั้งนี้ ภายในงานครั้งนี้ กนอ.จะร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ กับ สมาคมยางพารามณฑลซานตง (Shandong Provincial Rubber Industry Association) พร้อมทั้งร่วมลงนามแสดงเจตจำนง (Letter of Intent) ในการขยายพื้นที่โครงการระยะที่ 3 ระหว่าง กนอ. และบริษัท แอลแอลไอที ( หลิงหลง) จำกัด เป็นผู้ผลิตยางล้อรถยนต์ยี่ห้อ หลิงหลง ซึ่งเป็นการขยายโครงการพื้นที่ในส่วนของบริษัทลูกที่ตั้งอยู่ นิคมฯเหมราช จ.ระยองการเข้าร่วมงานในครั้งนี้ กนอ.ได้จัดเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ในการออกบูธนิทรรศการในโครงการนิคมฯยางพารา พร้อมตอบข้อซักถาม และ ให้ข้อมูลเรื่องต่างๆทั้งความคืบหน้าการจัดตั้งนิคมฯ สิทธิประโยชน์ ให้กับนักลงทุนยางพาราของจีนทั้งรายใหญ่ และ เอสเอ็มอี คาดว่าจะมีนักลงทุนสนใจจำนวนมากที่้มา : ThaiPR.net
แบงก์ พาเหรดลดดอกเบี้ยกู้ 0.25% หวังลดภาระดอกเบี้ยจ่าย ต่อลมหายใจภาคธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอี แบงก์ชาติเตือนเศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงในการฟื้นตัว ชี้สภาพคล่องส่วนเกินสูง-นโยบายการเงินผ่อนคลาย หนุนแบงก์ลดดอกเบี้ยได้ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงต้นสัปดาห์นี้ ธนาคารพาณิชย์ใหญ่หลายแห่งประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) ประมาณ 0.25% โดยเมื่อวันที่ 4 เม.ย. ธนาคารไทยพาณิชย์ถือเป็นรายแรกที่ประกาศลดดอกเบี้ย MLR ประมาณ 0.15% เหลือ 6.375% มีผลวันที่ 5 เม.ย. ส่งผลให้ธนาคารอื่นๆประกาศลดตาม และล่าสุดธนาคารกรุงเทพ ได้ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR ลง 0.25% ทำให้ดอกเบี้ย MLR เหลืออยู่ที่ 6.25% มีผลตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย.นี้นาย อาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและรองประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ธนาคารพร้อมแบ่งเบาภาระทางการเงินของลูกค้า ด้วยการปรับลดดอกเบี้ย MLR ลงเป็นครั้งที่ 2 อีก 0.10% ต่อปี ทำให้ดอกเบี้ย MLR เหลืออยู่ที่ 6.275% ต่อปี ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย.เป็นต้นไป นาย บัณฑูร ล่ำซำ ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR ลง 0.25% ทำให้เหลือเพียง 6.25% เริ่มมีผลตั้งแต่ 7 เม.ย.เป็นต้นไป เพื่อสนองตอบนโยบายของภาครัฐในการช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีซึ่ง ถือเป็นกำลังขับเคลื่อนที่สำคัญของประเทศด้านนายวรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ลดดอกเบี้ยเงินกู้ MLR ลง 0.25% ทำให้เหลืออยู่ที่ 6.275% โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย.เป็นต้นไป เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยในการลดต้นทุนทางธุรกิจ และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้นขณะที่นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า เพื่อสนับสนุนกรขยายตัวของภาคธุรกิจเอสเอ็มอี ธนาคารจึงปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ทั้ง 2 ประเภท คือ ดอกเบี้ย MLR ลด 0.25% ซึ่งจะเหลืออยู่ที่ 6.775% และดอกเบี้ย MRR ลด 0.25% ทำให้ดอกเบี้ย MRR เหลือ 7.775% ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย.นี้นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธนาคารพาณิชย์ทยอยปรับลดดอกเบี้ยกู้ จะเป็นประโยชน์ให้แก่ผู้กู้โดยเฉพาะเอสเอ็มอี รวมทั้งช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้กับลูกหนี้ได้ด้วย ซึ่งการลดดอกเบี้ยดังกล่าว เป็นผลจากสภาพคล่องส่วนเกินที่มีอยู่สูงในระบบการเงิน และสอดคล้องกับนโยบายการเงินที่ยังคงผ่อนคลาย ภายใต้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ที่ยังมีความเสี่ยง และคาดว่าจะทยอยเห็นธนาคารพาณิชย์อื่นปรับลดอัตราดอกเบี้ยกู้ตามสภาพการแข่ง ขัน ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ (วันที่ 6 เมษายน 2559)
ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในปีที่ผ่านมา ไม่สดใสเท่าที่ควร เป็นผลกระทบจากภาคการส่งออกที่หดตัวอย่างแรง ทำให้ GDP ขยายตัวเพียง 2.5-3.0 โดยประมาณ แต่เศรษฐกิจโดยรวมยังมีแรงขับเคลื่อนจากภาครัฐในช่วงปลายปี โดยการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปในระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเร่งด่วน วงเงินกว่าแสนล้านบาท ประกอบกับภาคการท่องเที่ยวยังขยับขยายตัวโตอย่างต่อเนื่อง ช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยในปี 2558 สามารถประคองตัวผ่านไปได้อย่างราบรื่น สำหรับ ปีนี้หลายภาคส่วนของรัฐและเอกชนต่างก็มีมุมมองและบทวิเคราะห์ไป ในทิศทางเดียวกัน ภาวะเศรษฐกิจยังต้องเผชิญภาวะเสี่ยงจากปัจจัยลบ สถานการณ์ภัยแล้ง ราคาสินค้าทางการเกษตรตกต่ำ สัดส่วนหนี้สินของภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง มีผลทำให้อำนาจซื้อลดลง ในขณะเดียวกัน ปัญหาหนี้เสียก็จะกดดันให้สถาบันการเงินเพิ่มความระมัดระวังเข้มงวดในการ ปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับตัวเลข NPL (สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้) นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงหลักของ ความไม่แน่นอนในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โลก อาทิ เศรษฐกิจในประเทศจีน ซึ่งชะลอตัวลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน อีกทั้งจีนปรับนโยบายเศรษฐกิจโดยเน้นพึ่งพาสินค้าในประเทศ ลดการนำเข้า กดดันการฟื้นตัวภาคการส่งออกของไทย ปัจจัยลบที่สำคัญที่ตามมาคือ การปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งส่งผลต่อทิศทางเงินบาทอ่อนค่า อยู่ในช่วง 36-37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งก็จะสอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้งใน ปี 2559 ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น แต่ใช่ว่าจะไม่มีปัจจัยหนุนให้เศรษฐกิจเติบโต เพราะสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศมีเสถียรภาพ เศรษฐกิจยังได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายของภาครัฐมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ที่มีการอนุมัติหลายๆ โครงการในช่วงปลายปี ซึ่งโครงการเหล่านี้จะเริ่มก่อสร้างในปี 2559 จะช่วยเสริมให้การลงทุนของภาคเอกชนขยายตัวตามไปด้วย ประกอบกับทางภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME และบรรเทาความเดือดร้อนของผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร รวมไปถึงการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดน ให้สิทธิประโยชน์ในการลงทุน สิ่งเหล่านี้จะทำให้บรรยากาศในการลงทุนดีขึ้น นอก จากนโยบายทางด้านการเงิน การคลัง และมาตรการการปฏิรูปโครงสร้างทางด้านเศรษฐกิจแล้ว ภาคการท่องเที่ยวของไทยยังมีแนวโน้มที่ขยายตัวอย่างชัดเจน เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาเที่ยวในไทยเพิ่มจำนวนอย่างต่อ เนื่อง จนทะลุ 30 ล้านคนต่อไป ส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายในประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยทดแทนภาคการส่งออกของไทย แม้ว่าทิศทางที่จะพลิกกลับมาเป็นบวกตามการฟื้นตัวอย่างช้าๆ ของเศรษฐกิจประเทศพัฒนาคู่ค้าหลักของไทย โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป เหลือเพียงปัจจัยเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนเท่านั้น แต่ก็จะได้แรงหนุนจากการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในช่วงต้นปี ที่จะผลักดันให้เกิดการลงทุนของภาครัฐและเอกชน เพื่อป้อนตลาดที่มีประชากรรวมกันกว่า 600 ล้านคน ซึ่งกำลังจะมีบทบาทในอนาคตที่ผู้ประกอบการของไทยจะได้ประโยชน์ในการขยายตลาด ต่อไป ดังนั้นคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจของไทยในปี 2559 จึงมีโอกาสที่จะขยายตัวในระดับ 3.5% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่จะช่วยสนับสนุนให้ภาค การส่งออกของไทยขยายตัวตามเป้าหมาย ในปีหน้า 2559 ที่จะถึงนี้เป็นปีที่ประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมด้วยการประกาศใช้โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการยานยนต์ไทยหนึ่งในภาคการส่งออกที่แข็งแกร่ง ของไทย คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งมีสัดส่วนมูลค่าผลิตภัณฑ์การผลิตประมาณ 10% ของประเทศ มีการจ้างงานมากกว่า 500,000 คน ไม่นับธุรกิจอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องอีกมากมาย แนวโน้มทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์จะเติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน จึงต้องพัฒนาด้านเทคโนโลยีและขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก ซึ่งมีความเข้มงวดในด้านมาตรฐานความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นไปอย่างรุดหน้า ภาครัฐจะต้องกำหนดนโยบายที่เหมาะสมและเอื้อต่อการลงทุน การเพิ่มขีดความสามารถทางด้านเทคโนโลยีในการพัฒนายานยนต์รักษ์โลก การ จัดเก็บภาษีรถยนต์อัตราใหม่ ตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิต ใช้วิธีคำนวณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากไอเสียของรถยนต์แต่ละคันมาเป็นเกณฑ์ในการจัดเก็บภาษี เพื่อสนับสนุนให้ค่ายรถยนต์ผลิตรถที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงได้ปรับเปลี่ยนอัตราภาษีจากเดิมที่จัดเก็บตามปริมาตรกระบอกสูบ ประเภทรถยนต์และแรงม้า มาจัดเก็บภาษีในระบบใหม่ที่คิดอัตราตามปริมาณในการปล่อยไอเสีย CO2 ในการคิดคำนวณภาษี ถ้าปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์น้อย ก็จะเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่ารถที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า โครงสร้างภาษีใหม่ของภาษีสรรพสามิตที่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2559 จึงเป็นผลดีต่อภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นผลดีต่อการพัฒนายานยนต์ของไทย ที่ผู้ประกอบการยานยนต์ต้องปรับคุณภาพรถยนต์ของตัวเองให้มีเทคโนโลยีที่สูง ขึ้น ทั้งระบบความปลอดภัย ความประหยัดด้านพลังงาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สำหรับประเด็นอ่อนไหวที่มีผลต่อทิศทางการ ตลาดรถยนต์ในประเทศ จากการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ โดยผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะซื้อรถยนต์ที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ในการใช้งาน จริงมากขึ้น นั่นก็หมายความว่า รถยนต์นั่งกลุ่มอีโคคาร์และรถยนต์ขนาดเล็ก อาจจะมีส่วนแบ่งการตลาดมากขึ้น รวมไปถึงรถยนต์ในหมวด SUV และ MPV จะเข้ามาแทนที่รถ PPV ที่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก นอกจากนี้ค่ายรถยนต์จะหันมาผลิตรถที่ใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น เช่น E85 เพื่อจะได้ใช้สิทธิ์ลดภาษีสรรพสามิตอีก 5% ที่ผ่านมาประเทศไทยมีนโย บายใช้ภาษีในการผลักดันให้ผู้ประกอบการพัฒนา คุณภาพของสินค้ามาตลอด ผลักดันให้มีการลงทุนผลิตรถปิกอัพจนเป็นโปรดักส์แชมเปี้ยนที่ค่ายรถยนต์ย้าย ฐานผลิตมาตั้งศูนย์ผลิตในไทย และต่อยอดถึงโครงการอีโคคาร์ที่กลายเป็นโปรดักส์แชมเปี้ยนตัวใหม่ของไทย ที่ดึงดูดให้บริษัทต่างประเทศเข้ามาลงทุนอย่างมากมาย ความท้าทายไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต้องเร่งพัฒนาต่อไป เพื่อให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน ตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงในสังคมโดยเฉพาะทิศทางแนวโน้มของโลก ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด รวมถึงความปลอดภัยด้วย อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจึงต้องมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีและขีดความสามารถในการ เฟ้นหาผลิตภัณฑ์ใหม่ต่อไป ซึ่งอาจจะเป็นรถไฮบริด หรือรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ยอดจำหน่ายรถยนต์ในปี 2558 ประมาณ 7.5-7.8 แสนคัน ประจวบกับเศรษฐกิจประเทศไทยเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว อันเนื่องมาจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ เชื่อว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเริ่มปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติในปี 2559 ยอดการจำหน่ายรถยนต์ในปี 2559 ประมาณการว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 5% ด้วยตัวเลขประมาณ 800,000 คัน ซึ่งในกรณีเลวร้าย หากตลาดรถยนต์ในประเทศไม่มีการขยายตัว ตัวเลขก็น่าจะอยู่ที่ 750,000…
รอยเตอร์ - กำลังการผลิตน้ำมันดิบของอิหร่านจะเพิ่มขึ้นเป็น 4 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในเดือนมีนาคม ปี 2017 สถานีโทรทัศน์แห่งชาติอิหร่านอ้างคำแถลงจาก บิจาน นัมดาร์ ซันกาเนห์ รัฐมนตรีกระทรวงน้ำมัน วันนี้ (6 เม.ย.) “สำหรับปีงบประมาณปัจจุบัน ยอดส่งออกน้ำมันดิบคาดว่าจะอยู่ที่ราวๆ 2,250,000 บาร์เรลต่อวัน นั่นหมายความว่ากำลังการผลิตของเราในปีนี้ (ปีปฏิทินอิหร่าน) จะเพิ่มขึ้นจนแตะระดับ 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน” ซันกาเนห์ระบุ โดยปีใหม่อิหร่านนั้นเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา ยอดส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจถูกผ่อนคลายลงเมื่อเดือน ม.ค. ตามเงื่อนไขของข้อตกลงควบคุมนิวเคลียร์ที่เตหะรานทำร่วมกับมหาอำนาจ 6 ชาติ การคว่ำบาตรที่สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปใช้บีบคั้นโครงการนิวเคลียร์อิหร่านตั้งแต่ต้นปี 2012 ส่งผลให้อิหร่านส่งออกน้ำมันได้น้อยลง จากที่เคยอยู่ในระดับ 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวันก่อนปี 2011 ลดลงมาเหลือเพียง 1 ล้านบาร์เรลเศษๆ ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ รัฐบาลอิหร่านปฏิเสธที่จะตรึงกำลังการผลิตไว้ในระดับเดียวกับเมื่อ เดือน ม.ค. คือราวๆ 2.93 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามการประเมินของแหล่งข่าวทุติยภูมิในกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) และยังมุ่งมั่นที่จะฟื้นกำลังการผลิตให้สูงยิ่งไปกว่าช่วงก่อนจะถูกคว่ำบาตร เสียอีก “ยอดส่งออกน้ำมันของอิหร่านเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่มาตรการคว่ำบาตรถูกยก เลิกไป ในช่วง 10 เดือนตั้งแต่เดือน มี.ค. ปี 2016 กำลังการผลิตน้ำมันรายเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ 1,350,000 บาร์เรลต่อวัน” ซันกาเนห์กล่าว เขาระบุด้วยว่า ยอดส่งออกน้ำมันของอิหร่านพุ่งเกิน 2 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเอสฟานด์และฟาร์วาร์ดินตามปฏิทินอิหร่าน ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 19 เม.ย.นี้ ราคาน้ำมันขยับสูงขึ้นเมื่อวันอังคาร (5) หลังคูเวตออกมาคาดการณ์ว่าผู้ผลิตรายใหญ่ๆ จะบรรลุข้อตกลงตรึงกำลังการผลิตน้ำมันเอาไว้ในเดือนนี้ แม้ว่าอิหร่านจะไม่เห็นด้วยก็ตาม สมาชิกกลุ่ม OPEC จะจัดการประชุมร่วมกับประเทศผู้ส่งออกน้ำมันนอก OPEC ที่กรุงโดฮาในวันที่ 17 เม.ย. เพื่อหารือความเป็นไปได้ที่จะคงกำลังการผลิตไว้เท่าเดิมเพื่อพยุงราคาน้ำมัน ผลของการเจรจาที่โดฮาคาดว่าจะช่วยขยายขอบเขตของข้อตกลงตรึงกำลังการ ผลิตน้ำมันที่กาตาร์ เวเนซุเอลา ซาอุดีอาระเบีย และรัสเซีย ได้ตกลงกันไว้เมื่อเดือน ก.พ. เจ้าหน้าที่อิหร่านได้ประกาศชัดเจนว่าเตหะรานจะเพิ่มกำลังการผลิต น้ำมันต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะคืนสู่สถานะผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ อย่างที่เคยเป็นตอนก่อนจะถูกตะวันตกคว่ำบาตร ซันกาเนห์เคยเกริ่นไว้เมื่อเดือนที่แล้วว่า อิหร่านจะยอมเจรจากับ OPEC เรื่องคงกำลังการผลิตก็ต่อเมื่อสามารถผลิตน้ำมันได้ถึง 4 ล้านบาร์เรลต่อวันแล้วเท่านั้น ตามรายงานของสำนักข่าว ISNA ที่มา : MGR Online (วันที่ 7 เมษายน 2559)
สนพ. เผย เอเปก มองอีก 20 - 30 ปีไทย ใช้พลังงานพุ่ง 86% นำเข้าเพิ่มขึ้น 78% จาก 42% ดร.ทวา รัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยพลังงานเอเชีย-แปซิฟิก นำเสนอภาพอนาคตอุปสงค์และอุปทานพลังงานของเอเปก และประเทศไทย โดยเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ระหว่างบุคลากรด้านนโยบายภาครัฐ กับผู้เชี่ยวชาญต่อการกำหนดสมมุติฐาน และผลการพยากรณ์อุปสงค์อุปทานพลังงาน จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อการนำมาประยุกต์ใช้ในการพยากรณ์ความต้อง การพลังงานของประเทศให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ตลอดจนเป็นแนวทางการกำหนดนโยบายด้านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับ สถานการณ์ของประเทศและโลกต่อไป ดร.อาทิตย์ ทิพย์พิชัย นักวิจัยศูนย์วิจัยพลังงานเอเชีย-แปซิฟิก กล่าวว่า ได้นำข้อมูลผลจากการพยากรณ์ความต้องการใช้พลังงานของ 21 ประเทศ ในกลุ่มเอเปก โดยหนึ่งในนั้นคือ ประเทศไทย ซึ่งได้มีการประมาณการว่า ในอีก 20 - 30 ปีข้างหน้า ประเทศไทย ยังคงมีการใช้พลังงานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 86% ในปี 2040 แต่แหล่งผลิตพลังงานภายในประเทศ จะมีปริมาณลดลง และจะมีการนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้นจาก 42% เป็น 78% จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตประเทศไทย ยังต้องดำเนินมาตรการอนุรักษ์พลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการประหยัดพลังงานในภาคขนส่งได้ ที่มา : สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น (วันที่ 7 เมษายน 2559)
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ยอมรับคำร้องจากสหภาพแรงงานเหล็กกล้าในการขยายระยะเวลาสิ้นสุดการพิจารณาการ ไต่สวนขั้นต้นสำหรับการกำหนดภาษีเพื่อตอบโต้การอุดหนุนยางล้อรถบรรทุกและยาง ล้อรถโดยสารที่นำเข้าจากจีน ซึ่งเดิมทีนั้นระยะเวลาสิ้นสุดการไต่สวนขั้นต้นคือวันที่ 25 เมษายนที่จะถึงนี้ และได้เลื่อนออกไปเป็นวันที่ 27 มิถุนายนแทน สำนักทะเบียนกลางของสหรัฐฯ ให้ข้อมูลว่าข้อเรียกร้องเพื่อให้ขยายระยะเวลาสิ้นสุดการพิจารณาขั้นต้นนั้น “ขึ้นอยู่กับปริมาณและเนื้อหาของแผนการอุดหนุนภาษีที่กำลังทำการไต่สวน” ทั้งนี้ ระยะเวลาการสิ้นสุดการพิจารณาขั้นสุดท้ายนั้นจะต้องมีการกำหนดวันอีกครั้ง เนื่องจากการขยายระยะเวลาการพิจารณาขั้นต้นครั้งนี้ และจะต้องกระทำภายใน 75 วันหลังจากได้มีการพิจารณาขั้นต้นแล้ว ที่มา http://www.tirereview.com, 01/04/2016