ข่าวสารด้านยางพารา

รายงานภาวะการซื้อขายยางแผ่นรมควันชั้น 3(RSS3) หลังปิดตลาดวันนี้ ไม่มีปริมาณการซื้อขาย ส่วนปริมาณสัญญาซื้อขายคงค้าง(Open Interest) อยู่ที่ 91 สัญญา ไม่เปลี่ยนแปลง ภาวะการซื้อขายยางแผ่นรมควันชั้น 3(RSS3) เดือน ราคาปิด ราคาปิด ปริมาณ ครั้งก่อน วันนี้ การซื้อขาย MAY 16 62.15 - 0 JUN 16 61.60 - 0 JUL 16 61.15 - 0 AUG 16 60.90 - 0 SEP 16 60.80 - 0 รวม 0 ที่มา--อินโฟเควสท์ (22/04/59)
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการประชุมหารือกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (Ambassador Michael B. Froman) ภายใต้กรอบความตกลงการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐฯ ระดับรัฐมนตรี (Trade and Investment Framework Agreement: TIFA) ครั้งแรกในรอบ 13 ปี นับตั้งแต่การประชุมระดับรัฐมนตรีเมื่อปี 2546 ซึ่งระดับนโยบายทั้งสองฝ่ายได้หารือแนวทางการขยายการค้าการลงทุน และการแก้ไขอุปสรรคทางการค้าระหว่างกัน เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจของนักลงทุนสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อการสานต่อความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ กว่า 183 ปี "การหารือครั้งนี้ ไทยได้ตอกย้ำความคืบหน้าการดำเนินการตาม Roadmap ของรัฐบาล เพื่อเน้นย้ำให้ภาคเอกชนสหรัฐฯ มั่นใจต่อเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจของไทย นอกจากนี้ ยังหารือในประเด็นทางเศรษฐกิจยุคใหม่ที่มีความสนใจร่วมกัน อาทิ ทรัพย์สินทางปัญญา พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) ธุรกิจการเงิน เพื่อรองรับการเป็นเศรษฐกิจดิจิตัลของไทยตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งสหรัฐฯ เห็นด้วยกับแนวทางปฏิรูปของไทย และชื่นชมการเข้าเป็นสมาชิกความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกทางการค้าของ ไทยภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) นับเป็นความก้าวหน้าของนโยบายไทยในการเร่งสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจใน ระดับสากล"รมว.พาณิชย์ กล่าว ทั้งนี้ ภายหลังจากการหารือในระดับนโยบาย ทั้งสองฝ่ายได้มีการประชุมในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสต่อเนื่อง โดยมีผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ (นายวินิจฉัย แจ่งแจ้ง) เป็นหัวหน้าคณะ โดยหารือเกี่ยวกับประเด็นที่จะเป็นประโยชน์ต่อการขยายการค้าการลงทุนของไทย โดยเฉพาะการขอให้สหรัฐฯ พิจารณาให้สิทธิ GSP แก่สินค้าหมวดเดินทาง และน้ำมะพร้าว ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่เป็นที่ต้องการและมีศักยภาพในตลาดสหรัฐฯ รวมทั้งความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาในการอบรมเจ้าหน้าที่ตรวจสอบสิทธิ บัตรของไทยเพื่อเร่งกระบวนการอนุมัติสิทธิบัตร ตลอดจนการจัดสัมมนาสร้างความรู้ความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับกฎหมายความ ปลอดภัยทางอาหารฉบับใหม่ของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ได้หารือเกี่ยวกับการเตรียมการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจะเป็นเครื่องมือช่วยปลดล็อคไทยจากสถานะประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ ในเรื่องการป้องกันและปราบปรามทรัพย์สินทางปัญญาในอนาคต รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ ไทยขอให้สหรัฐฯ สนับสนุนการถอดถอนไทยออกจากประเทศที่น่ากังวล (Primary Concern) เกี่ยวกับการควบคุมการค้างาช้างผิดกฎหมายในการประชุม CITES ครั้งต่อไปในเดือนกันยายน 2559 เนื่องจากไทยสามารถดำเนินการตามแผนปฏิบัติการงาช้างแห่งชาติได้อย่างสมบูณ์ ทั้งนี้ สหรัฐฯ ได้คลายข้อกังวลเกี่ยวกับระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ ซึ่งจะลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ รวมทั้งส่งเสริมการดำเนินการของผู้ประกอบการบัตรเดรดิต ภายหลังการประชุมทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ แก้ไขอุปสรรคทางการค้าให้สำเร็จเป็นรูปธรรมโดยเร็ว และให้มีการประชุมเต็มรูปแบบในลักษณะเดียวกันนี้ เมื่อการดำเนินงานของทั้งสองฝ่ายมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบัน สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับที่ 3 ของไทย ทั้งสองฝ่ายมีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 37,921.51 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับที่ 1 ของไทย โดยไทยส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ เป็นมูลค่า 24,057.92 ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่สหรัฐฯ เป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 3 ของไทย เป็นมูลค่าทั้งสิ้น 13,863.59 ล้านเหรียญสหรัฐที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) (วันที่ 22 เมษายน 2559)
บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด รายงานราคาทองคำ วันที่ 22 เมษายน 2559 และแนวโน้มการซื้อขายทองคำ ราคาทองคำวานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.16 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากขึ้นไปแตะจุดสูงสุดรอบ 5 สัปดาห์ที่ 1,270.10 ดอลลาร์ โดยราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากยูโร/ดอลลาร์ที่พุ่งขึ้น 1% ในระหว่างวันหลังจากนายมาริโอ ดรากีประธานอีซีบี กล่าวว่า นโยบายของอีซีบีพยายามที่จะกระตุ้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดียูโรร่วงลงในเวลาต่อมา และสกุลเงินดอลลาร์เริ่มมีการฟื้นตัวหลังจากเทรดเดอร์คาดว่าธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) มีแนวโน้มที่จะเพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในที่สุดหากจำเป็น ส่งผลกดดันราคาทองคำให้ย่อตัวลงและลดช่วงบวกลงมาปิดตลาดบริเวณ 1,248 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่การพุ่งขึ้นของโลหะมีค่าก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่หนุนราคาทองคำในระยะนี้ โดยเฉพาะราคาโลหะเงินที่พุ่งขึ้นแตะจุดสูงสุดรอบ 11 เดือนวานนี้ จะเห็นได้ว่าราคาทองคำแกว่งตัวผันผวน นักลงทุนจึงควรเก็งกำไรในกรอบและกำหนดจุดตัดขาดทุนพร้อมติดตามข่าวสารต่างๆอย่างใกล้ชิดที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ (วันที่ 21 เมษายน 2559)
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางจีนจะยังไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ โดยคาดว่าธนาคารกลางจะตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะเวลา 1 ปีเอาไว้ที่ระดับ 4.35% ไปจนถึงไตรมาส 4 ปีนี้ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพการคาดการณ์ดังกล่าวมีขึ้นหลังจากสำนักงานสถิติแห่งชาติรายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของจีนในไตรมาสแรกขยายตัว 6.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สู่ระดับ 15.9 ล้านล้านหยวน (2.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ)ตัวเลขจีดีพีของจีนสอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า ข้อมูลล่าสุดนี้แสดงให้เห็นว่า มาตรการกระตุ้นของรัฐบาลจีนเริ่มเห็นผลแล้วทางด้านธนาคารยูบีเอส ของสวิตเซอร์แลนด์ ได้ปรับเพิ่มการคาดการณ์การขยายตัวของจีดีพีจีนในปี 2559 เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจหลายรายการที่ออกมาเป็นบวก รวมถึงสินเชื่อที่ผ่อนคลาย และนโยบายการคลังที่สนับสนุนการขยายตัวทีมวิจัยเศรษฐกิจจีนของธนาคารยูบีเอสระบุว่า จีดีพีปี 2559 จะขยายตัว 6.6% เทียบกับการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ 6.2% นอกจากนี้ ธนาคารยังได้ปรับเพิ่มการคาดการณ์การขยายตัวของจีดีพีในปี 2560 เป็น 6.3% จากเดิม 5.8%นอกจากนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจจีนในปี 2559 และ 2560 เป็น 6.5% และ 6.2% ตามลำดับ ซึ่งปรับขึ้น 0.2% จากการคาดการณ์ในเดือนม.ค.ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 21 เมษายน 2559)
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า ขณะนี้ค่าเงินบาทของไทยมีความมั่นคงมาก ซึ่งที่ผ่านมาทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลอย่างใกล้ชิด ส่วนความผันผวนที่เกิดขึ้นในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับค่าเงินของประเทศเพื่อนบ้านอย่าง อินโดนีเซีย ซึ่งความผันผวนดังกล่าวส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังไม่รีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทำให้มีเงินลงทุนพร้อมจะไหลเข้ามาในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ รวมถึงไทยด้วย "ยืนยันว่าพื้นฐานค่าเงินบาทของเรายังแข็งแรงดี จึงไม่มีความป็นห่วงในเรื่องนี้เท่าไหร่" รมว.คลัง กล่าว ส่วนภาพรวมเงินเฟ้อในปีนี้คาดว่าจะทรงตัวอยู่ในระดับไม่เกิน 1% แต่อาจมีบางช่วงติดลบบ้างเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลงเป็นหลัก เชื่อว่าเมื่อราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นมา อัตราเงินเฟ้อก็จะขยับตัวขึ้นตาม เรื่องนี้จึงไม่มีประเด็นที่น่าเป็นห่วงเช่นกันที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) (วันที่ 22 เมษายน 2559)
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ ระบุว่า ตัวเลขส่งออกในเดือนมี.ค.มีแนวโน้มฟื้นตัวเป็นบวกต่อนื่อง และมีทิศทางขยายตัวดีขึ้น ส่วนรายละเอียดรอกระทรวงพาณิชย์ที่จะมีการแถลงตัวเลขส่งออกในวันที่ 25 เม.ย.นี้ อนึ่ง ตัวเลขส่งออกของไทยเดือนก.พ.ที่ผ่านมากระพลิกกลับมาเป็นบวก 10.27% หลังจากที่ติดลบต่อเนื่องมา 13 เดือน ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทยค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นเป็นลำดับเช่นกัน สะท้อนจากยอดการขายปูนซีเมนต์ และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจไทยที่สำคัญ แต่คงยังยืนยันว่าไม่ได้ว่าเศรษฐกิจของไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วหรือไม่ แต่พยายามชี้แจงให้เข้าใจว่ามีแนวโน้มที่น่ามั่นใจมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเร่งลงทุน อาทิ โครงการรถไฟฟ้าสายสีต่าง ๆ ที่จะออกมา ซึ่งจะสามารถเรียกความมั่นใจกลับคืนมาได้ “ทิศทางเศรษฐกิจหลายอย่างเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น ทั้งดัชนีความเชื่อมั่นต่าง ๆ ซึ่งเมื่อรวมกับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาลที่จะออกมาในช่วงกลางปีนี้ ก็หวังว่าเศรษฐกิจประเทศจะค่อย ๆ ขยับตัวได้ดีขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งผมเองก็มั่นใจตรงนี้ ขออย่างเดียวคือให้การเมืองดี ส่วนพื้นฐานเศรษฐกิจไม่มีทางแย่ไปกว่านี้แน่นอน” นายสมคิด กล่าว นายสมคิด กล่าวถึงการประชุม Innovation และ Startup ที่กระทรวงการคลังในวันนี้ว่า ที่ประชุมมีการหารือถึงการบริหารเศรษฐกิจในระยะต่อไป โดยอยากจะเน้นการพึ่งพาการเติบโตจากภายในประเทศมากกว่า ไม่อยากให้พึ่งพานอกประเทศมากจนเกินไป ซึ่งขณะนี้ภาพรวมเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียเห็นได้ชัดว่ายังพึ่งพาเศรษฐกิจ จีนอยู่มาก อย่างไรก็ตามเมื่อเศรษฐกิจจีนเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น หลายประเทศในเอเชียก็ดีขึ้นเช่นกัน และเรื่องของจีนก็ยังเป็นอีกประเด็นที่จะช่วยเกื้อหนุนเศรษฐกิจไทยในช่วงนี้ ด้วย นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ รมว.การคลัง และปลัดกระทรวงการคลัง เร่งสร้างแรงจูงใจเพื่อให้เกิดการลงทุนในกลุ่มใหม่ ๆ ที่เป็นเป้าหมายของรัฐบาล โดยให้มีการกำหนดวิธีการเพื่อเสนอให้ฝ่ายนโยบายพิจารณา รวมทั้งมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นแกนหลักในการประสานภาคเอกชน ภาคราชการ มหาวิทยาลัย และสถาบันการเงินเข้ามาช่วยเหลือเพื่อรองรับการเติบโตของ 5 กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ ได้แก่ 1. กลุ่มเกษตร อาหาร และไบโอ 2. กลุ่มสุขภาพ สปา เมดิคอล 3. กลุ่มไฮเทคโนโลยี 4. กลุ่มดิจิตอล และ 5. กลุ่มวัฒนธรรม และครีเอทีฟ ทั้งนี้ รัฐบาลพยายามสร้างอุตสาหกรรมในอนาคตเป็น 2 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ กลุ่มนวัตกรรม และกลุ่ม Statup เพื่อพื้นฐานในการสร้างการเติบโตให้กับประเทศในระยะยาว โดยเป็นการประสานความร่วมมือจากลหายฝ่ายเพื่อสนับสนุนการเติบโต และเป็นพลังใหม่ที่จะช่วยทำให้เกิดการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจในอนาคตที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) (วันที่ 22 เมษายน 2559)
น.ส.วชิรา อารมย์ดี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงทิศทางของค่าเงินบาทในปัจจุบันว่า ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนมากขึ้นจากปัจจัยภายนอกเป็นสำคัญ โดยล่าสุดเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นบ้าง โดยเคลื่อนไหวที่ราว 34.80-35.00 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ตาม sentiment ของตลาดที่ดีขึ้นหลังราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นเหนือ 40 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ประกอบกับท่าทีที่ชัดเจนมากขึ้นธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ว่าจะยังไม่รีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีเงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ 3% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ สอดคล้องกับเงินสกุลภูมิภาคอื่นๆ ที่แข็งค่าขึ้นเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ หากพิจารณาในรูปดัชนีค่าเงินบาทจะเห็นว่าได้ปรับอ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อ เทียบจากสิ้นปีก่อน สะท้อนว่าเงินบาทไม่ได้แข็งค่ามากไปกว่าเงินสกุลคู่ค้าคู่แข่งของไทย ขณะที่ความผันผวนเฉลี่ยของเงินบาทในปีนี้อยู่ที่ระดับ 4.5% ก็ยังอยู่ในลำดับกลางๆ ของภูมิภาคเช่นกัน ซึ่งสะท้อนว่าเงินบาทยังคงเคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพ ด้านเงินทุนเคลื่อนย้าย ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาพบว่ามีเงินทุนไหลเข้าในหลักทรัพย์ (Portfolio Inflows) สุทธิประมาณ 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเข้าตลาดหุ้นประมาณ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเข้าตลาดพันธบัตรอีกประมาณ 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเข้าซื้อพันธบัตรระยะสั้น โดยภาวะเงินทุนไหลเข้าดังกล่าวเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเช่นกัน น.ส.วชิรา กล่าวว่า แม้ในระยะนี้สถานการณ์ของตลาดการเงินโลกจะกลับเข้ามาสู่ภาวะที่นักลงทุน เริ่มกลับเข้ามาลงทุนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่มากขึ้น แต่ในอนาคตก็ไม่ได้มีอะไรที่รับประกันได้ว่าจะไม่มีความผันผวนเกิดขึ้น เพราะหนทางข้างหน้า ทุกคนก็ยังคาดว่าธนาคารกลางต่างๆ ก็ต้องปรับให้อัตราดอกเบี้ยเข้าสู่ภาวะปกติ ราคาน้ำมันก็ยังเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงยังควรต้องป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอย่างสม่ำ เสมอ "ในส่วนของ ธปท.ก็จะติดตามสถานการณ์ในตลาดการเงินโลกอย่างใกล้ชิด และหากเงินบาทเคลื่อนไหวในลักษณะที่จะส่งผลกระทบต่อการปรับตัวของภาค เศรษฐกิจจริง ธปท.ก็พร้อมที่จะเข้าดูแลเสถียรภาพในตลาดการเงิน" น.ส.วชิรา ระบุ ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) (วันที่ 21 เมษายน 2559)
หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์พลังงาน บมจ. ไทยออยล์ วิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมันประจำวันที่ 22 เมษายน 59 – ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง หลังจากที่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นติดต่อกันในช่วงสองวันที่ผ่านมา หลังรัสเซียได้ประกาศเตรียมที่จะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบให้สูงที่สุด ในขณะที่ซาอุดิอาระเบียพร้อมที่จะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบอีก 2 ล้านบาร์เรลต่อวันเป็น 12 ล้านบาร์เรลต่อวันเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด มากไปกว่านั้นอิหร่านยังเตรียมที่จะเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่ง ทางการตลาดกลับคืนมา หลังจากสหประชาชาติได้มีมติยกเลิกการคว่ำบาตร นอกจากนี้ลิเบียยังพร้อมที่จะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบกลับมาสู่ระดับปกติ หากเหตุการณ์ภายในประเทศมีเสถียรภาพแล้ว – นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบยังได้รับแรงกดดันจากดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเทียบค่าเงินดอลลาร์กับตะกร้าสกุลเงิน (ยูโร เยน ปอนด์ ดอลลาร์แคนาดา โครน และฟรังส์) ที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ผู้ถือเงินสกุลอื่นซื้อน้ำมันดิบได้ที่ราคาสูงขึ้น – ยิ่งไปกว่านั้น ราคาน้ำมันดิบยังได้รับแรงกดดันจาก รายงานของ Genscape ที่เปิดเผยตัวเลขคาดการณ์ปริมาณน้ำมันดิบคงคลัง ณ จุดส่งมอบเมืองคุชชิ่ง โอคลาโฮม่า พบว่าปรับตัวเพิ่มขึ้น 840,000 บาร์เรลในช่วงเวลา 4 วันแรกของสัปดาห์นี้ + อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของรัสเซีย ได้ออกมาให้ความเห็นว่า การประชุมหารือเพื่อคงระดับกำลังการผลิตน้ำมันดิบของประเทศผู้ผลิตนั้นอาจจะ เกิดขึ้นในช่วงสองสัปดาห์ข้างหน้านี้ ซึ่งสอดคล้องกับทางซาอุดิอาระเบียที่ออกมาเปิดเผยว่า ข้อตกลงการคงระดับการผลิตน้ำมันดิบจะเป็นหัวข้อสำคัญในการประชุมของกลุ่ม โอเปกในเดือนมิถุนายนนี้ ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันเบนซิน RBOB ที่ปรับตัวลดลงและปริมาณอุปทานที่คงล้นตลาดในภูมิภาคจากการกลับมาส่งออก น้ำมันเบนซินของโรงกลั่นในประเทศจีน ราคาน้ำมันดีเซล ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนี่องจากได้รับอานิสงค์จากอุปสงค์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูร้อน อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันดีเซลยังได้รับแรงกดดันจากการกลับมาดำเนินการของโรง กลั่นน้ำมันในประเทศไต้หวันและญี่ปุ่น ไทยออยล์คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์นี้ ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสเคลื่อนไหวในกรอบ 37-43 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 40-46 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ปัจจัยที่น่าจับตามอง จับตาการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในวันที่ 26-27 เม.ย. นี้ ว่าจะมีการพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมหรือไม่ หลังจากก่อนหน้านี้ Fed มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0.25-0.50% ในเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่า Fed จะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมประจำเดือน เม.ย. ที่จะถึงนี้ ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยล่าสุดสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ปรับลดลงสู่ระดับ 8.98 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากผู้ผลิตน้ำมันดิบได้ชะลอการลงทุนและผลิตน้ำมันดิบลง จากราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับต่ำ ภาวะอุปทานล้นตลาดยังไม่มีท่าทีว่าจะคลี่คลาย หลังจากการประชุมระหว่างผู้ผลิตน้ำมันดิบทั้งในและนอกกลุ่มโอเปก ได้เสร็จสิ้นลง โดยที่ผู้ผลิตน้ำมันดิบไม่สามารถตกลงกันได้ ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ (วันที่ 22 เมษายน 2559)
รายงานด้านอุตสาหกรรมยางจากองค์กรศึกษาเรื่องยางระหว่างประเทศ (IRSG) ระบุว่า ในปี 2558 ปริมาณการใช้ยางทั่วโลกเพิ่มขึ้นจากปี 2557 เล็กน้อยอยู่ที่ร้อยละ 1.4 หรือคิดเป็นน้ำหนัก 26.78 ล้านตัน ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับที่เศรษฐกิจโลกเติบโตในระดับปานกลางและการใช้ยางของประเทศจีนลดลง ปริมาณการใช้ยางโดยรวมในปี 2557 คิดเป็นน้ำหนัก 26.40 ล้านตัน โดยปริมาการใช้ของประเทศจีนอยู่ที่ 8.99 ล้านตัน แต่ในปี 2558 การใช้ยางของจีนลดลงเหลือ 8.89 ล้านตัน หรือลดลงจากปี 2557 ร้อยละ 1.1 ในปี 2558 มีการใช้ยางธรรมชาติเพิ่มขึ้นจากปี 2557 เพียงร้อยละ 1.8 หรือคิดเป็นน้ำหนักรวม 12.35 ล้านตัน ในขณะที่ปี 2557 มีปริมาณการใช้ยางธรรมชาติ 12.13 ล้านตัน ซึ่งประเทศจีน สหรัฐ ฯ และประเทศอื่นๆ ในทวีปอเมริกาล้วนแต่มีการใช้ชะลอลง เนื่องมาจากสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาทั้งในประเทศบราซิลและจีน ส่วนการใช้ยางสังเคราะห์โดยรวมในปี 2558 เพิ่มขึ้นจากปี 2557 เล็กน้อยที่ร้อยละ 1.1 หรือคิดเป็นน้ำหนักรวม 14.43 ล้านตัน ในขณะที่ปี 2557 มีปริมาณการใช้ 14.27 ล้านตัน เนื่องมาจากจีนมีการใช้ยางลดลงร้อยละ 3.8 หรือคิดเป็นน้ำหนัก 4.07 ล้านตัน เมื่อเทียบกับปี 2557 ที่มีการใช้ยางสังเคราะห์คิดเป็นน้ำหนัก 4.23 ล้านตัน ที่มา: http://www.rubberasia.com, 20/04/2016
รายงานภาวะการซื้อขายยางแผ่นรมควันชั้น 3(RSS3) หลังปิดตลาดวันนี้ ไม่มีปริมาณการซื้อขาย ส่วนปริมาณสัญญาซื้อขายคงค้าง(Open Interest) อยู่ที่ 91 สัญญา ไม่เปลี่ยนแปลง ภาวะการซื้อขายยางแผ่นรมควันชั้น 3(RSS3) เดือน ราคาปิด ราคาปิด ปริมาณ ครั้งก่อน วันนี้ การซื้อขาย MAY 16 60.75 - 0 JUN 16 60.55 - 0 JUL 16 60.20 - 0 AUG 16 59.85 - 0 SEP 16 60.10 - 0 รวม 0 ที่มา สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 21 เมษายน 2559)