ข่าวสารด้านยางพารา

จีนช้อปไม้ยางพาราไทยทำเฟอร์นิเจอร์ พาณิชย์เผยจีนแห่นำไม้ยางพาราไทยทำเฟอร์นิเจอร์ชี้มีคุณภาพดี-สีสวย มีตำหนิน้อย จึงทำให้เป็นที่ต้องการของตลาด นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้รับรายงานจากนายกสมาคมไม้ยางพาราซุ่นเต๋อ เมืองกวางโจว มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีนว่าผู้ประกอบการจีนนิยมใช้ไม้ยางพาราจากไทยในการผลิตสินค้าเป็น อย่างมาก โดยเฉพาะสินค้าเฟอร์นิเจอร์ รวมถึงการสร้างบ้านและการตกแต่งบ้าน และมีแนวโน้มการนำเข้าไม้ยางพาราจากประเทศไทยต่อเนื่อง เนื่องจากไม้ยางพาราไทยหลังการแปรรูปจะมีคุณภาพ ทนทานและมีสวยกว่าไม้ยางพาราจากจีน “ที่ผ่านมา น.ส.พรรณกาญจน์ เจียมสุชุน ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองกวางโจว ได้เข้าหารือกับนายกสมาคมไม้ยางพาราซุ่นเต๋อ ซึ่งมีจำนวนสมาชิกกว่า 100 รายหรือคิดเป็น 70% ของจำนวนบริษัทผู้นำเข้าไม้ยางพาราทั้งหมดในอำเภอ ซุ่นเต๋อ พบว่าบริษัทผู้นำเข้าไม้เหล่านี้มีการใช้ไม้ยางพาราประมาณ 2 ตู้คอนเทนเนอร์ต่อวัน หรือประมาณ 70 ตู้คอนเทนเนอร์ต่อเดือนต่อราย ” ทั้งนี้ มณฑลกวางตุ้งมีจำนวนโรงงานแปรรูปไม้ยางพาราจำนวนมากมี ความต้องการนำเข้าไม้ยางพาราต่อเนื่อง ทำให้ทางสมาคมฯ ได้เริ่มดำเนินการประชาสัมพันธ์การใช้ประโยชน์จากไม้ยางพาราไปยังกลุ่มผู้ ผลิตและผู้บริโภค ให้มากขึ้นทั้งในภาคอุตสาหกรรม, การตกแต่งภายใน นอกเหนือจากการใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเฟอร์นิเจอร์และการสร้างบ้าน โดยแหล่งนำเข้าไม้ยางพาราของมณฑลกวางตุ้งมากที่สุดคือ ไม้ยางพาราไทยคิดเป็น 90% ของการนำเข้าทั้งหมด เพราะไม้ยางพาราของไทยมีคุณภาพดี สีสวย มีตำหนิน้อย จึงทำให้เป็นที่ต้องการของตลาด ขณะที่บางรายมีการนำเข้าไม้ยางพาราจากไทยไม่ต่ำกว่า 20 ปีมาแล้ว“ ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ (วันที่ 11 เมษายน 2559)
การยางแห่งประเทศไทย ธีธัช ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนแนวคิด แนวทางการพัฒนา Rubber City ตามแนวทาง MOU ที่กำลังมีความคืบหน้า กระตุ้นการลงทุน ได้จากผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2559 ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เข้าพบ ดร.วีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ณ สำนักงาน เขตมักกะสัน หารือข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในการพัฒนารับเบอร์ซิตี้ ณ จ. สงขลา ผู้ว่าการ กยท. เปิดเผยว่า การเข้าพบครั้งนี้มีโอกาสพูดคุยและสอบถามความก้าวหน้าของโครงการพัฒนานิคม อุตสาหกรรมรับเบอร์ซิตี้ ซึ่งในส่วนของการก่อสร้างได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องเป็นที่น่าพอใจ ในส่วนของนักลงทุนพบว่า ทั้งผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีน ให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมฯ หลายราย ส่วนข้อกังวลในเรื่องวัตถุดิบ สต๊อกยางว่าจะมีเพียงพอและต่อเนื่องสำหรับป้อนเข้าโรงงานในนิคมหรือไม่นั้น ทาง กยท.เชื่อมั่นในเรื่องนี้ว่าจะสามารถบริหารจัดการได้ รวมถึง เรื่องของความปลอดภัย และเรื่องของบุคลากรที่มีทักษะ ความรู้ด้านยางพาราที่จะสามารถเข้ามาพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ยางพาราได้ ด้านผู้ประกอบการประเภท SME มีความสนใจที่จะมาเข้าร่วมลงทุนด้วยเช่นกัน ได้แก่ กลุ่มเครือข่ายเกษตรชุมนุมสหกรณ์น้ำยางสด ที่ส่งน้ำยางให้กับบริษัท มิชชลิน จะมีการรวมกลุ่มผู้ประกอบการ SME เพื่อเข้ามาอยู่ในนิคม และอีกส่วนหนึ่งทำโรงงานผลิตยางแท่ง โดยอยู่ในระหว่างเสนอโครงการกู้เงินกับ ธกส. จากโครงการสนับสนุนจากรัฐบาล มูลค่า 250 ล้านบาท และในอนาคตจะมีการจับมือกับผู้ผลิตล้อยางเพื่อมาลงทุนสร้างโรงงาน โดยโครงการมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 2,400 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการเสนอโครงการเพื่อของบสนับสนุนจากรัฐบาล ที่มา : ThaiPR.net (วันที่ 8 เมษายน 2559)
นาง มาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า รายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองกวางโจว พบว่า ผู้ประกอบการจีนนิยมใช้ไม้ยางพาราจากไทยในการผลิตสินค้าเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสินค้าเฟอร์นิเจอร์ แนวโน้มการนำเข้าไม้ยางพาราจากประเทศไทยจึงยังคงเติบโตต่อเนื่อง และมีแนวโน้มสดใส โดยในมณฑลกวางตุ้ง มีจำนวนโรงงานแปรรูปไม้ยางพารากว่าร้อยโรงงาน ความต้องการนำเข้าไม้ยางพาราจึงยังมีอยู่เป็นจำนวนมากและค่อนข้างต่อเนื่อง โดยมีการใช้ประโยชน์จากไม้ยางพาราไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมการตกแต่งภายใน นอกเหนือจากการใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเฟอร์นิเจอร์ อย่าง ไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจีนจะมีแหล่งปลูกไม้ยางพาราที่มณฑลยูนนานและมณฑลไหหลำ แต่เนื่องจากผลผลิตจากมณฑลยูนนานมีปริมาณน้อย ส่วนไม้ยางพาราที่ได้จากมณฑลไหหลำก็ยังไม่ได้คุณภาพที่ต้องการ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวติดทะเลและประสบกับพายุไต้ฝุ่นอยู่บ่อยครั้ง ไม้ยางพาราของไทยจึงเป็นที่นิยมอย่างมากในตลาดจีน ซึ่งส่วนใหญ่จะนำมาแปรรูปเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเฟอร์นิเจอร์ จึงยังเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทย ที่มา sanook.com 10/04/59
กยท. เดินหน้าจัดอบรมหลักสูตร “การผลิตผลิตภัณฑ์หมอนยางพาราจากน้ำยาง” หนุนแปรรูปใช้ยางภายในประเทศตามนโยบายรัฐ สร้างผลิตภัณฑ์ เสริมรายได้ช่วงราคายางตกต่ำ นาย เชาว์ ทรงอาวุธ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์ราคายางตกต่ำเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันปรับลดลง ทางรัฐบาลได้ผลักดันมาตรการช่วยเหลือชาวสวนยางพาราอย่างต่อเนื่อง และมีแนวคิดช่วยเหลือราคายาง เน้นการทำทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง และเพิ่มมูลค่ามากกว่าการส่งออกเพียงอย่างเดียว หนึ่งในนโยบายสำคัญ คือ รัฐสนับสนุนการนำยางพารามาแปรรูป และใช้ประโยชน์ภายในประเทศในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ยางมากขึ้น กยท. ซึ่งเป็นหน่วยงานบริหารจัดการยางพาราของประเทศทั้งระบบครบวงจร จึงให้กลุ่มอุตสาหกรรมยาง กยท. พัฒนาบุคลากรและเกษตรกรด้านการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง โดยให้ความรู้และเพิ่มทักษะการทำงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง ผ่านการอบรมแปรรูปผลิตภัณฑ์หมอนจากน้ำยางพารา ซึ่งขณะนี้กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในท้องตลาด เป็นการสร้างรายได้ด้วยการเพิ่มมูลค่าให้ยางพาราอีกทางหนึ่ง นางณพรัตน์ วิชิตชลชัย ผู้อำนวยการกลุ่มอุตสาหกรรมยาง การยางแห่งประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ทาง กยท. เห็นว่าผลิตภัณฑ์หมอนยางและที่นอนยางพารากำลังเป็นที่ต้องการของตลาด มีผู้สนใจและต้องการเรียนรู้ขั้นตอนการผลิตผลิตภัณฑ์หมอนยางพาราจากน้ำยาง กลุ่มอุตสาหกรรมยาง กยท. จึงเปิดโครงการฝึกอบรมหลักสูตรดังกล่าว เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ เกษตรกร และบุคคลทั่วไปที่สนใจผลิตหมอนยางพาราจากน้ำยาง โครงการฝึกอบรมครั้งนี้ อบรมทั้งหมด 2 รุ่น รุ่นละ 2 วัน รุ่นแรกจัดอบรมระหว่างวันที่ 29-30 มีนาคม 2559 และรุ่นที่ 2 ระหว่างวันที่ 27-28 เมษายน 2559 เปิดอบรมรุ่นละ 15 คน รวม 30 คน ณ ห้องประชุมพิศ ปัญญาลักษณ์ และห้องปฏิบัติการกลุ่มอุตสาหกรรมยาง สถาบันวิจัยยาง การยางแห่งประเทศไทย บางเขน กรุงเทพฯ ผู้สนใจติดต่อได้ที่กลุ่มอุตสาหกรรมยาง การยางแห่งประเทศไทย โทร.0-2940-5712, 0-2940-6595 ต่อ 136 ที่มา หนังสือพิมพ์บ้านเมือง ประจำวันที่ 7 เมษายน 2559
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา บริษัท Saudi Basic Industries Corp (SABIC) กล่าวว่า บริษัทได้เริ่มทดลองการผลิตที่โรงงานยางแห่งใหม่ที่ได้สร้างขึ้นโดยการร่วม ทุนกับบริษัท Exxon Chemical Arabia ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจของบริษัท Exxon Mobil การทดลองผลิตนี้ได้เริ่มขึ้นที่หน่วยผลิตผงคาร์บอนและหน่วยสนับสนุนที่ โรงงานยางของบริษัท Al-Jubail Petrochemical ซึ่งเป็นบริษัทที่เกิดจากการร่วมทุนของทั้ง 2 บริษัท ผลประกอบการจากการรุ่มทุนครั้งนี้จะสะท้อนตัวเลขในรายงานผลประกอบการของ SABIC ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ปีนี้เป็นต้นไป โครงการนี้ใช้งบประมาณลงทุนราว 3,400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และคาดว่าจะสามารถผลิตยาง วัสดุเทอร์โมพลาสติก และผงคาร์บอนได้มากกว่า 400,000 ตันต่อปี เพื่อจำหน่ายทั้งในประเทศและตลาดต่างประเทศทั้งในภูมิภาคเอเชียและตะวันออก กลาง ที่มา http://globalrubbermarkets.com
ประธานภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยาง เตรียมเข้าพบ ผู้ว่าฯ กยท. หลังสงกรานต์ เพื่อให้กำลังใจ และรับทราบนโยบายขับเคลื่อน หวังหนุนราคายางฟื้น แตะต้นทุน 64 บาท/กก. นายทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางและปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ รายการ ไอ.เอ็น.เอ็น.โฟกัสเศรษฐกิจ ว่า ตัวแทนจากทุกองค์กรภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยาง เตรียมเดินทางเข้าพบผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์นี้เพื่อเข้าให้กำลังใจ และขอรับทราบนโยบายที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนยางพารา โดยเฉพาะฤดูกาลเปิดหีบที่จะมาถึง เนื่องจากจะมีผลผลิตยางออกสู่ตลาดจำนวนมาก และอาจส่งผลต่อราคายางที่ดิ่งลง ขณะที่ภาคเกษตรกรจะระดมความคิดขับเคลื่อนไม่ให้ราคาตกต่ำไปกว่านี้ เบื้องต้นต้องการให้ราคายางฟื้นตัวกลับมาสะท้อนต้นทุนการผลิตที่ 64 บาทต่อกิโลกรัม จากปัจจุบันราคาน้ำยางอยู่ที่ 53 บาทต่อกิโลกรัม ยางแผ่นดิบอยู่ที่ 49.36 บาท ส่วนยางรมควันอยู่ที่ 53.36 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งมองว่าแนวโน้มราคายางจากนี้ไปจะปรับตัวดีขึ้นภายในฤดูกาลเปิดหีบ และขยับขึ้นตลอดทั้งปี ถ้าหากการบริหารจัดการของ กยท.ถูกจุด รวมถึงการมีส่วนร่วมของเกษตรกร นอกจากนี้ นายทศพล กล่าวว่า สำหรับปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นขณะนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อการปลูกยางมาก แต่ทั้งนี้เกษตรกรหลายพื้นที่ยังไม่ปิดหีบ และได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกรีดยาง โดยกรีดวันเว้นวัน หรือ เว้นสองวัน เพื่อเลี้ยงยางไว้ อย่างไรก็ตาม ต้องการให้ภาครัฐเข้าช่วยเหลือเรื่องแหล่งน้ำ และสนับสนุนเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคง ยั่นยืนให้กับชาวสวนยางได้ดีที่สุด เบื้องต้น ปราชญ์ชาวบ้าน เกษตรกรเริ่มนำร่องใช้โมเดล 1 ไร่ ใช้ชีวิตรอด และโค่นยาง 1 ไร่ ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ประมงแล้ว ที่มา http://www.innnews.co.th ประจำวันที่ 7 เมษายน 2559
ผลประกอบการบริษัทส่งออกรายสินค้าไตรมาส 1/59 ไร้ปาฏิหาริย์ ค่ายยักษ์ใหญ่ยางพารา ข้าว กุ้ง ผักผลไม้ การ์เมนต์ อัญมณีวืดเป้า ยอดติดลบถ้วนหน้าขณะไตรมาส 2 เสียงแตกทั้งคาดหวังดีขึ้น และยังไม่โงหัว ระบุปัจจัยหลักจากเศรษฐกิจคู่ค้าหลักทั้งอียู ญี่ปุ่น จีนยังกู่ไม่กลับ ตลาดสหรัฐฯ ยังไม่น่าไว้ใจ ด้านสภาผู้ส่งออกฟันธงส่งออกไตรมาส 2 ดีสุดขยายตัว 0% เล็งปรับคาดการณ์ส่งออกทั้งปีเหลือ 0% จากมูลค่าการ ส่งออกของไทยในเดือนกุมภาพันธ์ล่าสุดได้พลิกกับมาเป็นบวกใน รอบ 13 เดือนโดยขยายตัวที่ 10.27% ส่งผลให้ช่วง 2 เดือนแรกของปี 2559 การส่งออกของไทยมีมูลค่า 3.47 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวที่ 0.67% แต่ทั้งนี้หากตัดมูลค่าการส่งออกทองคำที่ซื้อมาขายไปและอาวุธยุทธโธปกรณ์ออก ไปจะทำให้การส่งออกเดือนกุมพันธ์ยังติดลบที่ 3.75% อย่างไรก็ดีเพื่อให้เห็นถึงภาพที่แท้จริงของการส่งออกรายกลุ่มสินค้าในไตร มาสแรกของปีนี้ “ฐานเศรษฐกิจ”ตรวจสอบผู้ส่งออกในหลายกลุ่มสินค้าพบในภาพรวมมีผลประกอบการที่ ลดลง ยางไทยฮั้ววูบ-หวังQ2กระเตื้อง นายหลักชัย กิตติพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด(มหาชน) (บมจ.)เปิดเผยว่า ยอดส่งออกของบริษัทในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้มีมูลค่าที่ลดลงจากช่วงเดียวกัน ของปีก่อนเกือบ 10% ส่วนด้านปริมาณถืออยู่ในระดับที่ทรงตัวใกล้เคียงกับปีที่แล้ว แสดงให้เห็นว่ามูลค่าที่ลดลงเป็นผลสืบเนื่องจากราคายางพาราในตลาดโลกปรับตัว ดลง ส่วนปริมาณที่ทรงตัวสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของตลาดที่ยังมี สำหรับในไตรมาสที่ 2 บริษัทคาดหวังคำสั่งซื้อ(ออเดอร์) และราคาสินค้ายางพาราจะปรับตัวดีขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลกที่คาดว่าจะ เริ่มมีเสถียรภาพ และราคาสูงขึ้น “ขณะนี้ออเดอร์ของบริษัทในเดือน เมษายนเริ่มมีเข้ามาแล้ว ดังนั้นคาดในไตรมาสที่ 2 ยอดส่งออกน่าจะดีขึ้น แต่ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องเศรษฐกิจของจีนซึ่งเป็นตลาดยางพาราใหญ่สุดของ บริษัทสัดส่วน 50% แต่ปีนี้จะลดลงเหลือ 40% แต่ก็ยังเชื่อว่าจีนจะเอาอยู่ และตลาดยางในจีนน่าจะดีขึ้น แต่เพื่อกระจายความเสี่ยงทางบริษัทได้หาตลาดใหม่โดยเน้นไปที่อิหร่านและ อินเดียเพิ่มขึ้น โดยทั้งปีนี้ยอดขายภาพรวมของบริษัทตั้งเป้าไว้ที่ 5 แสนตัน มูลค่า 2.5 หมื่นล้านบาท จากปี 2558 มียอดขาย 4.3 แสนตัน มูลค่า 2.1 หมื่นล้านบาท” เอเซียโกลเด้นฯลุ้นทั้งปียังโต สอดคล้องกับนายสมบัติ เฉลิมวุฒินันท์ ประธานบริษัท เอเซีย โกลเด้นไรซ์ จำกัด (บจก.)ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่สุดของประเทศที่เผยว่า ภาพรวมการส่งออกข้าวของบริษัทไตรมาสที่ 1/2559 ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบตัวเลขว่าลดลงมาก น้อยเพียงใด ซึ่งเป็นผลจากแอฟริกาตลาดข้าวใหญ่สุดของบริษัท และของไทยมีกำลังซื้อที่ลดลงจากหลายประเทศในแอฟริกาเป็นผู้ส่งออกน้ำมันที่ มีราคาลดลง ขณะที่ผลผลิตข้าวของไทยในช่วงนี้ก็ลดลงจากผลกระทบภัยแล้ง ทำให้ผู้ประกอบการขาดแคลนข้าวในการส่งออก ในช่วงจากนี้ไปน่าจะเป็นโอกาสของกระทรวงพาณิชย์ในการระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาล อย่างไรก็ตามยังคาดการส่งออกข้าวของบริษัทในไตรมาสที่ 2 น่าจะยังไม่ดี เพราะไม่มีข้าวส่งออก ซึ่งคงต้องพึ่งพาการประมูลข้าวในสต๊อกรัฐบาลเป็นหลัก รวมถึงในครึ่งปีหลังการส่งออกข้าวจะดีขึ้นหรือไม่ ขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น จะมีฝนตกตามฤดูกาลเพื่อให้ชาวนามีน้ำทำนารอบใหม่มากน้อยเพียงใด และจะมีผลผลิตข้าวใหม่ออกสู่ตลาดมากน้อยแค่ไหน รวมถึงตลาดแอฟริกาตลาดข้าวใหญ่สุดของไทยสัดส่วนกว่า 30%ของการส่งออกจะกลับมาดีขึ้นหรือไม่ และถ้าหากตลาดแอฟริกาไม่ดีขึ้น จะได้ตลาดอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ที่ประสบภัยแล้งเช่นเดียวกับไทยมาชดเชยหรือไม่ โดยในปีนี้บริษัทยังตั้งเป้าหมายยอดขายเชิงปริมาณไว้ที่ 17-18% ของการส่งออกข้าวในภาพรวมของไทยเช่นเดิม(ปี 2558 บริษัทส่งออกข้าวได้กว่า 1.6 ล้านตัน) กุ้งขาดแคลนทำยอดดิ่ง ส่วนในสินค้ากุ้งนางอำไพ หาญไกรวิไลย์ กรรมการผู้จัดการ บจก.ไทยรอแยลฟรอเซนฟู๊ด กล่าวว่า มูลค่าการส่งออกสินค้ากุ้งของบริษัทในไตรมาสแรกของปีนี้ลดลงปริมาณ 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากปริมาณวัตถุดิบกุ้งในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยวัตถุดิบป้อนโรงงานในช่วงต้นปีมีเพียง 10-20 ตันต่อวัน จากปลายปีที่ผ่านมามี 30-40 ตันต่อวัน ส่วนแนวโน้มการส่งออกกุ้งของบริษัทในไตรมาสที่ 2 ยังไม่แน่ใจ ว่าจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ คงขึ้นอยู่กับปริมาณกุ้งของเกษตรกรว่าการเลี้ยงจะมีอัตรารอดมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ในปี 2559 บริษัทตั้งเป้าหมายมูลค่าส่งออกจะเพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่ 20% ซึ่งคงต้องลุ้นในเรื่องวัตถุดิบ(ปี 2558 ไทยผลิตกุ้งได้ประมาณ 2.3 แสนตัน) แล้งกระทบค่ายผักผลไม้ นางปภาวี สุธาวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บจก.สวิฟท์ ผู้ส่งออกผักผลไม้ กล่าวว่า จากภัยแล้ง รวมถึงพายุฤดูร้อนส่งผลให้บริษัทมีอุปสรรคเรื่องวัตถุดิบป้อนโรงงานมีน้อย โดยทั้งมะม่วงน้ำดอกไม้ และหน่อไม้ฝรั่งที่เป็นสินค้าส่งออกหลักมีปริมาณที่ลดลงถึง 40% ส่วนมะม่วงพันธุ์มหาชนกที่จะมีผลผลิตในเดือนเมษายน ก็ยังต้องลุ้นว่าผลผลิตของเกษตรกรที่เป็นคอนแทร็กฟาร์มของบริษัทจะมีมากน้อย เพียงใด “ช่วงนี้เราไม่มีของพอที่จะส่งให้ลูกค้า ทั้งที่ตลาดมะม่วงในญี่ปุ่น และเกาหลีซึ่งเป็นลูกค้าหลักยังมีความต้องการมาก แต่ก็คาดหวังในไตรมาสที่ 2 รวมถึงในไตรมาสที่ 3-4 ของปีนี้สภาพดินฟ้าอากาศจะดีขึ้น และมีผลผลิตและส่งออกได้มากขึ้น แต่ภาพรวมยอดทั้งปีดูแล้วคงลดลงจากปีที่ผ่านมา” ทองไทยชี้เหตุไม่กระเตื้อง ขณะที่ในสินค้าอุตสาหกรรมประเภทเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม(การ์เมนต์) นายเดช…
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปิดลบเมื่อคืนนี้ (7 เม.ย.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันล้นตลาด หลังจากอิรักเปิดเผยว่า การส่งออกน้ำมันในเดือนเม.ย.เพิ่มขึ้นสูงกว่าระดับเฉลี่ย นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากการที่นักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากสัญญาน้ำมันดิบ ปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 2 วันทำการก่อนหน้านี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนพ.ค.ปิดลดลง 49 เซนต์ หรือ 1.3% แตะที่ 37.26 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนมิ.ย.ที่ตลาดลอนดอน ปิดลดลง 41 เซนต์ หรือ 1% แตะที่ 39.43 ดอลลาร์/บาร์เรล ภาวะการซื้อขายในตลาดน้ำมันนิวยอร์กเป็นไปอย่างซบเซา เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันล้นตลาด หลังจากอิรักเปิดเผยว่า การส่งออกน้ำมันจากท่าเรือทางใต้ของประเทศเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 3.494 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนเม.ย. ซึ่งสูงกว่าระดับเฉลี่ยของเดือนมี.ค.ที่ระดับ 3.286 ล้านบาร์เรล/วัน นักลงทุนจับตาดูการประชุมของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันในวันที่ 17 เม.ย.นี้ ที่เมืองโดฮา ประเทศกาตาร์ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าการประชุมดังกล่าวอาจไม่ได้ช่วยลดภาวะน้ำมันล้น ตลาด เนื่องจากอิหร่านยืนยันว่าจะเดินหน้าการผลิตต่อไปจนกว่าจะถึงระดับก่อนที่จะ ถูกนานาชาติคว่ำบาตร ด้านโกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ว่า การประกาศตรึงกำลังการผลิต หรือการปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) จะไม่มีความยั่งยืน พร้อมกับคาดว่า การผลิตน้ำมันของโอเปกจะเพิ่มขึ้น 600,000 บาร์เรล/วันในปีนี้ และเพิ่มขึ้น 500,000 บาร์เรล/วันในปีหน้า -ทีมา -อินโฟเควสท์ (08/04/59)
รายงาน การประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ประจำวันที่ 10 มี.ค. ระบุว่า เจ้าหน้าที่ของ ECB มีความวิตกว่าภาวะอัตราเงินเฟ้อต่ำกำลังฝังตัวอยู่ในระบบเศรษฐกิจ ขณะที่ ECB ขยายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในเดือนที่แล้ว และระบุว่า พวกเขาพร้อมที่จะดำเนินการมากขึ้น หากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำรายงานระบุว่า "ความเสี่ยงในการเกิดผลกระทบรอบที่ 2 กำลังเพิ่มมากขึ้น นับตั้งแต่ที่ ECB ประชุมกันในครั้งที่แล้วทั้ง นี้ ผลกระทบในรอบที่ 2 คือการที่ประชาชนคาดว่าราคาจะร่วงลงต่อไป ทำให้พวกเขากำหนดค่าจ้างและราคาในระดับที่ต่ำลงอีก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากจะสกัดการใช้จ่าย และการลงทุนรายงาน ระบุว่า หากเงินเฟ้อยังคงปรับตัวลงจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว คณะกรรมการของ ECB ก็จะไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอนาคตที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 8 เมษายน 2559)
ศูนย์ วิจัยกสิกรฯ มองเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวช้า ส่งออกน่าห่วง ส่อติดลบ จับตาปัจจัยเสี่ยงใน-นอกประเทศ ก่อนหั่นจีดีพีในเดือน มิ.ย.นี้ต่ำกว่า 3% ด้าน "ปรีดิยาธร" หวังรัฐอัดฉีดเงินกระตุ้น ศก.เร่งด่วนนาย เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ในเดือน มิ.ย.นี้ ศูนย์ฯ เตรียมปรับลดประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยลง จากเดิมที่คาดว่าจะขยายได้ 3% และการส่งออกอยู่ที่ 0% จากคาดการณ์เดิมขยายตัว 2% เนื่อง จากยังมีปัจจัยที่เข้ามากดดันภาพรวมเศรษฐกิจ ทั้งปัญหาภัยแล้ง ที่ส่งผลกระทบต่อเนื่อง ต่อรายได้เกษตรกร ซึ่งจะมีผลต่อการบริโภคภายในประเทศ และการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีน ที่ยังกดดันให้ระยะข้างหน้าภาคการส่งออกของไทยจะยังไม่ฟื้นตัว"ความ กังวลเรื่องภัยแล้ง จะเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ทำให้การบริโภคภาคครัวเรือนและการลงทุนภาคเอกชน ชะลอตัวลง ดังนั้น หากพิจารณา ตามข้อมูลทั้งหมด จะพบว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้ยังคล้ายกับปีก่อน โดยแรงขับเคลื่อนหลักจะยังมาจากการลงทุนของภาครัฐและการท่องเที่ยว โดยศูนย์ฯ ขอติดตามสถานการณ์ด้านต่างๆ อีก 3-4 เดือนจากนี้ ก่อนจะมีการปรับประมาณการใหม่อีกครั้ง โดยยอมรับว่าการส่งออกมีโอกาสขยายตัวติดลบ" นายเชาว์กล่าวนาง พิมลวรรณ มหัจฉริยวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีแรก ขยายตัวเฉลี่ย 2.8% โดยยังเป็นการฟื้นตัวอย่างช้าๆ โดยปัจจัยถ่วงหลักมาจากความอ่อนแอของกำลังซื้อในภาคครัวเรือน การส่งออกที่หดตัวลงจากปัจจัยลบเรื่องเศรษฐกิจโลก ส่วนครึ่งปีหลังคาดว่าจะขยายตัวที่ 3.3% จากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานน่าจะมีความคืบหน้ามากขึ้นโดย ศูนย์ฯ คาดการณ์ว่าปัจจัยเรื่องงบกลางปีของรัฐบาล และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดี จะส่งผลดีต่อตัวเลขจีดีพีปีนี้ 0.9-1.1% ขณะที่ปัญหาภัยแล้งและรายได้เกษตรที่ลดลง การส่งออกที่โตต่ำกว่าคาด และการลงทุนภาคเอกชนที่เติบโตช้า จะมีผลกระทบต่อตัวเลขจีดีพี 0.9-1.2%ด้าน ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานเสวนา Crisis Management and opportunity Beyound 2016 จัดโดยสภา ผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ว่า จากสถานการณ์การส่งออกของไทยที่มีติดลบมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกทั้งโลกยังติด ลบอย่างต่อเนื่อง และมีความเป็นห่วงว่าในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ถ้าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังผันผวนอยู่ คาดว่าจะส่งผลถึงภาพรวมการส่งออกทั้งโลก รวมไปถึงเศรษฐกิจของไทยด้วยอย่าง ไรก็ตาม คาดหวังว่าภาครัฐจะนำเงินมาใช้เพื่อการพัฒนาประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากที่ผ่านมาภาครัฐได้มีการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อกระตุ้น เศรษฐกิจในส่วนที่เร่งด่วนให้มากที่สุด.ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ (วันที่ 8 เมษายน 2559)