ข่าวเด่น

ข่าวสารด้านยางพารา

อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของธนาคารกสิกรไทย ประจำวันศุกร์ที่ 29 เมษายน 2559 เมื่อเวลา 07.55 น. มีดังนี้ ดอลลาร์สหรัฐฯ รับซื้อที่ 33.68 บาท ขายออก 35.20 บาท ยูโรอยู่ที่ระดับ 40.25 บาทต่อยูโร ปอนด์อยู่ที่ 51.83 บาทต่อปอนด์ เงินหยวนของจีนอยู่ที่ 5.60 บาทต่อหยวน และเงินเยนของญี่ปุ่นอยู่ที่ 0.33580 บาทต่อเยน ที่มา : INN News (29/04/2559)
น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ที่ปรึกษาด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในนี้ คาดว่าจะสามารถขยายตัวได้ 3.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โดยมีช่วงคาดการณ์ 3.0-3.6% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ดีกว่าปี 2558 ที่ขยายตัว 2.8% แต่เป็นการปรับประมาณลดลงจากก่อนหน้านี้ เมื่อปลายปี 2558 ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโต 3.7% เนื่องจากสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปรับลดการเติบโตของเศรษฐกิจลงเหลือ 3.49% จากเดิม 3.56% “สถานการณ์เศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ธนาคารกลางของสหรัฐฯ หรือเฟด จะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงนี้ จนถึงเดือน ธ.ค. ทำให้เงินทุนยังไม่ไหลกลับและส่งผลให้เงินยูโรและเยนแข็งค่า เช่นเดียวกับค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่า โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และยังส่งผลการส่งออกของไทยในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐฯปีนี้ ติดลบ 0.7% และการนำเข้าติดลบ 4.5%” น.ส.กุลยากล่าวว่า ภาวะการส่งออกในปีนี้ ติดลบน้อยกว่าปีที่แล้ว แต่เนื่องจากโครงสร้างของจีดีพีไทยมีน้ำหนักการส่งออกคิดเป็น 70% จึงส่งผลให้ต้องปรับลดอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลงตามไปด้วย แต่ยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้ เติบโตไม่น้อยกว่า 3% ของจีดีพีอย่างแน่นอน เนื่องจากภาครัฐมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือน มี.ค. รายจ่ายลงทุนขยายตัวสูงถึง 18.5% การลงทุนทางด้านโครงการบริหารจัดการน้ำ ขณะที่การลงทุนและการบริโภคภาคเอกชนก็มีแนวโน้มฟื้นตัวมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวในปีนี้ คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทย 38 ล้านคน จากเดิมประเมินว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าไทย 33 ล้านคน ส่วนสถานการณ์ภัยแล้ง ขณะนี้มีแนวโน้มดีเมื่อเข้าสู่เดือน พ.ค.-มิ.ย. ซึ่งเป็นฤดูฝนทำให้ความกังวลว่า ปัญหาภัยแล้งจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรงลดลงไปอย่างมาก โดยประเมินว่า ภัยแล้งจะมีผลกระทบต่อจีดีพีเพียง 0.1-0.15% ส่งผลให้จีดีพีไตรมาสแรกขยายตัว 3% และโตเพิ่มมากกว่า 3% ในไตรมาสถัดไป. ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ (29/04/2559)
+ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบปี หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยเชิงนโยบายของสหรัฐฯ ตามที่นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า หลังได้ประกาศขึ้นดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปีเมื่อเดือน ธ.ค. 2558 ที่ผ่านมา ทั้งนี้เฟดยังคงกังวลต่อสภาพการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวและอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ต่ำกว่าเป้าหมาย ถึงแม้ว่าสภาวะของตลาดแรงงานในสหรัฐฯ จะปรับตัวดีขึ้นก็ตาม ส่งผลทำให้ค่าเงินดอลลาร์ของสหรัฐฯ ปรับตัวอ่อนค่าลงและทำให้นักลงทุนที่ถือเงินสกุลอื่นสามารถซื้อน้ำมันดิบได้ในราคาที่ต่ำลง+ นอกจากนี้ นักวิเคราะห์มองว่า เฟดยังคงสงวนท่าทีในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเชิงนโยบายในการประชุมครั้งถัดไปช่วงวันที่ 14-15 มิถุนายนที่จะถึงนี้ และได้คาดการณ์ว่าการขึ้นดอกเบี้ยเชิงนโยบายของสหรัฐฯ 2 ครั้งในปีนี้จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนกันยายนและธันวาคม ตามลำดับ- อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันดิบยังได้รับแรงกดดันจากตัวเลขระดับน้ำมันดิบคงคลังของสหรัฐฯ ที่ประกาศโดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 2 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลทำให้ระดับปริมาณน้ำมันดิบคงคลังของหสรัฐฯ ได้ปรับตัวสูงขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 540.6 ล้านบาร์เรลซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ - ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ยังมองว่า การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบน่าจะสิ้นสุดแล้ว เนื่องจากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นจะดึงดูดให้ผู้ผลิตน้ำมันดิบทั้งจากกลุ่มโอเปกและนอกกลุ่มโอเปกเร่งระดับการผลิตน้ำมันดิบให้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นการซ้ำเติมสภาวะอุปทานน้ำมันดิบที่ล้นตลาดให้เลวร้ายลงไปอีก ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากได้แรงหนุนจากอุปสงค์เพิ่มเติมจากประเทศศรีลังกา อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันเบนซินยังได้รับแรงกดดันจากอุปทานที่มากขึ้นจากประเทศจีนและประเทศญี่ปุ่นราคาน้ำมันดีเซล ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนี่องจากอุปทานภายในภูมิภาคยังคงตึงตัวจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นภายในภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชียเหนือปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยล่าสุดสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ปรับลดลงสู่ระดับ 8.98 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากผู้ผลิตน้ำมันดิบได้ชะลอการลงทุนและผลิตน้ำมันดิบลง จากราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับต่ำ ภาวะอุปทานล้นตลาดยังไม่มีท่าทีว่าจะคลี่คลาย หลังจากการประชุมระหว่างผู้ผลิตน้ำมันดิบทั้งในและนอกกลุ่มโอเปก ได้เสร็จสิ้นลง โดยที่ผู้ผลิตน้ำมันดิบไม่สามารถตกลงกันได้ ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ (28/04/2559)
อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของธนาคารกสิกรไทย ประจำวันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน 2559 เมื่อเวลา 07.49 น. มีดังนี้ ดอลลาร์สหรัฐฯ รับซื้อที่ 33.84 บาท ขายออก 35.36 บาท ยูโรอยู่ที่ระดับ 40.27 บาทต่อยูโร ปอนด์อยู่ที่ 51.72 บาทต่อปอนด์ เงินหยวนของจีนอยู่ที่ 5.60 บาทต่อหยวน และเงินเยนของญี่ปุ่นอยู่ที่ 0.32617 บาทต่อเยน ที่มา : INN News (28/04/2559)
ประธาน บอร์ด กนอ. ปลื้ม นิคมฯ ยางพารารุดหน้า เอสเอ็มอียางพาราไทย จ่อเซ็นสัญญาเช่าโรงงานสำเร็จรูปกว่า 10 ราย พลเอกวรพงษ์ สง่าเนตร ประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ประธาน บอร์ด กนอ.) เปิดเผยว่า โครงการนิคมอุตสาหกรรมยางพารา หรือ รับเบอร์ชิตี้ จังหวัด สงขลา ที่รัฐบาลพยายามผลักดันการเพิ่มมูลค่าและการใช้ยางธรรมชาติภายในประเทศเพิ่มขึ้น ขณะนี้มีความคืบหน้ามากพอสมควร โดยบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างได้เข้าพัฒนาระบบสาธารณูปโภคแล้ว ในส่วนของโรงงานสำเร็จรูปรองรับผู้ประกอบการกลุ่มเอสเอ็มอีอยู่ระหว่างขั้นตอนการออกแบบก่อสร้าง โดย กนอ. ได้กำหนดพื้นที่ไว้ ประมาณ 25 ไร่ รองรับผู้ประกอบการได้ประมาณ 12 - 18 ราย หลังละประมาณ 500 - 1,500 ตารางเมตร โดยมีพื้นที่ใช้สอยรวม 10,750 ตารางเมตร คาดว่าแล้วเสร็จพร้อมรองรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ภายใน 12 สิงหาคม 2559 นี้ทั้งนี้ หลังจากที่มีความชัดเจนในเรื่องการก่อสร้างนิคมฯ ยางพาราดังกล่าวแล้ว มีกลุ่มผู้ประกอบการยางพาราทั้งไทย และต่างประเทศ อาทิ จีน มาเลเซีย เริ่มให้ความสนใจเช่าและซื้อพื้นที่ อีกทั้งยังได้รับความสนใจจากกลุ่มเอสเอ็มอีไทยให้ความสนใจเช่าโรงงานสำเร็จรูป และล่าสุด กนอ. เตรียมลงพื้นที่ นิคมฯ ภาคใต้ อำเภอฉลุง จังหวัดสงขลา เพื่อเซ็นสัญญาเช่าโรงงานสำเร็จรูป ระหว่าง กนอ. และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย กลุ่มสหกรณ์ยางพารา จำนวน 11 ราย คิดมูลค่าการลงทุนรวม ประมาณ 110 ล้านบาท โดยคาดว่าปี 2564 จะมีนักลงทุนประมาณ 70 ราย ที่เข้ามาลงทุนเพิ่มเติม อาจจะมีมูลค่าการลงทุนถึง 8,000 ล้านบาท ทั้งอุตสาหกรรมต้นน้ำและปลายน้ำ ที่มา : INN News (28/04/2559)
รัมเบอร์ซิตี้คึกเอกชนจ่อลงนามเพียบ | เดลินิวส์ (28/04/2559) พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) เปิดเผยว่าโครงการนิคมอุตสาหกรรมยางพารา(รับเบอร์ชิตี้) จังหวัด สงขลาที่รัฐบาลพยายามผลักดันการเพิ่มมูลค่าและการใช้ยางธรรมชาติภายในประเทศเพิ่มขึ้นขณะนี้มีความคืบหน้ามากพอสมควร โดยบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างได้เข้าพัฒนาระบบสาธารณูปโภคแล้วในส่วนของโรงงานสำเร็จรูปรองรับผู้ประกอบการกลุ่มเอสเอ็มอีอยู่ระหว่างขั้นตอนการออกแบบก่อสร้างโดย กนอ.ได้กำหนดพื้นที่ไว้ ประมาณ 25 ไร่ รองรับผู้ประกอบการได้ประมาณ 12-18 รายหลังละประมาณ 500-1,500 ตารางเมตร มีพื้นที่ใช้สอยรวม 10,750 ตารางเมตร คาดว่า แล้วเสร็จพร้อมรองรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยภายใน 12 ส.ค. นี้ ทั้งนี้หลังจากที่มีความชัดเจนในเรื่องการก่อสร้างนิคมฯยางพาราดังกล่าวแล้วจะเห็นว่ามีกลุ่มผู้ประกอบการยางพาราทั้งไทย และ ต่างประเทศ เช่น จีน มาเลเซียเริ่มให้ความสนใจเช่าและซื้อพื้นที่อีกทั้งยังได้รับความสนใจจากกลุ่มเอสเอ็มอีไทยให้ความสนใจเช่าโรงงานสำเร็จรูปและล่าสุด กนอ. เตรียมลงพื้นที่ นิคมฯ ภาคใต้อ.ฉลุง จังหวัด สงขลา เพื่อเซ็นสัญญาเช่าโรงงานสำเร็จรูป ระหว่าง กนอ.และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยกลุ่มสหกรณ์ยางพารา จำนวน 11 ราย คิดมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 110 ล้านบาท สำหรับโครงการรับเบอร์ซิตี้ ตั้งอยู่ในแหล่งวัตถุดิบที่มีคุณภาพหากนักลงทุนเข้ามาลงทุนในโครงการจะได้รับความสะดวกจากระบบสาธาณูปโภคที่ครบครันโดยคาดว่าปี 64 จะมีนักลงทุนเข้ามาลงทุนประมาณ 70 รายเข้ามาลงทุนเพิ่มเติมอาจจะมีมูลค่าการลงทุนถึง 8,000 ล้านบาททั้งอุตสาหกรรมต้นน้ำและปลายน้ำ
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อคืนที่ผ่านมา(27 เม.ย.) ดัชนีปรับเพิ่มขึ้น หลังตลาดขานรับข่าวธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ออกมาส่งสัญญาณว่ายังไม่ขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งล่าสุดวานนี้ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบ WTI ที่พุ่งยืนเหนือระดับราคา 45 ดอลลาร์/บาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3% หลัง ปิดตลาดดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดตลาดที่ระดับ 18,041.55 จุด บวก 51.23 จุด หรือ +0.28% ดัชนี แนสแดค ปิดที่ระดับ 4,863.14 จุด ลบ 25.14 จุด หรือ -0.51% และดัชนี เอสแอนด์พี500 ปิดตลาดที่ระดับ 2,095.15 จุด บวก 3.45 จุด หรือ +0.16% ทางด้านราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ที่ตลาดล่วงหน้านิวยอร์ก ส่งมอบเดือนมิ.ย.ปรับเพิ่มขึ้น 1.29 ดอลลาร์ หรือ 2.9% ไปปิดตลาดที่ระดับ 45.33 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังมีรายงานของสถาบันปิโตรเลียมอเมริกัน (API) ที่ระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับลดลง นอกจากนี้น้ำมันดิบยังได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ รวมถึงกรณีที่เฟดส่งสัญญาณว่าจะยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยด้วย ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์ที่ตลาดลอนดอน ส่งมอบเดือนมิ.ย.บวก 1.44 ดอลลาร์ หรือ 3.2% ปิดตลาดที่ระดับ 47.18 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนราคาาทองคำที่ตลาด ล่วงหน้านิวยอร์ก(COMEX)ส่งมอบเดือนมิ.ย.เพิ่มขึ้น 7 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 0.56% ปิดตลาดที่ระดับ 1,250.40 ดอลลาร์/ออนซ์ ทั้งนี้เฟดเปิดเผยผลการประชุม หลังจากที่ตลาดทองคำนิวยอร์กปิดทำการไปแล้ว ที่มา : มติชนออนไลน์ (28/04/2559)
ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ปิดบวกในวันพุธ โดยได้แรงหนุนจากท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่มองแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในแง่ดี แต่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโดยเฉพาะ แอปเปิล ลดลง หน่วงแนสแด็กปิดลบ... ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 27 เม.ย. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 51.23 จุด หรือ 0.28% ปิดที่ 18041.55 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 3.45 จุด หรือ 0.16% ปิดที่ 2095.15 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 25.14 จุด หรือ 0.51% ปิดที่ 4863.14 จุด บริษัท แอปเปิล หุ้นตกถึง 6.4% หลังจากประกาศว่า ยอดขายสมาร์ทโฟน 'ไอโฟน' ของพวกเขาลดลงเป็นครั้งแรก และมีรายได้ลดลงเป็นไตรมาสแรกนับตั้งแต่ปี 2003 แต่ตลาดฟื้นตัวกลับมาหลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ออกมาแสดงท่าทีกังวลต่อเศรษฐกิจโลก และภูมิทัศน์ระบบสถาบันการเงินน้อยลงกว่าในช่วงไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมา ขณะที่ราคาน้ำมันก็เพิ่มสูงขึ้นด้วย ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ 28 เม.ย. 2559
มติธนาคารกลางสหรัฐฯ คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ 0.25 - 0.50% หลังเศรษฐกิจยังชะลอ เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมาย คณะ กรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ในการประชุมเมื่อวานนี้ ให้คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นอยู่ในช่วง 0.25 - 0.50% ตามที่ตลาดการเงินคาดการณ์กันไว้ หลังจากปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมปีที่แล้วเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน2006 ทั้งนี้ ในแถลงการณ์ของเฟดได้ระบุว่า การใช้จ่ายในภาคครัวเรือนลดลง แม้รายได้และความเชื่อมั่นจะเพิ่มสูงขึ้น จึงส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจมีความชะลอตัวลง รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ต่ำกว่าเป้าหมายในระยะยาวของเฟดที่ระดับ 2% โดยถูกกระทบจากการลดลงของราคาน้ำมันและดัชนีราคา แต่เฟดมีความเชื่อมั่นว่าอัตราเงินเฟ้อจะดีดตัวแตะ 2% ในระยะกลาง นอกจากนี้ ด้านนักวิเคราะห์ได้ระบุว่า เฟดไม่ได้ระบุถึงดุลความเสี่ยง ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงความกังวลเกี่ยวกับการขยายตัวทั้งในสหรัฐฯ และในต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นสัญญาณว่าเฟดจะยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน 2559 แต่น่าจะมีการปรับขึ้นในเดือนกันยายนเป็นครั้งแรก และครั้งที่ 2 ในเดือนธันวาคม อย่างไรก็ตาม ผลการประชุมเฟดในเมื่อวานนี้ มีเพียง นางเอสเธอร์ จอร์จ เป็นกรรมการ FOMC ที่ลงมติให้เฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วง 0.50 - 0.75% ที่มา : INN News (28/04/2559)
+ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวดีขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบปี หลังสถาบันปิโตรเลียมด้านพลังงานของสหรัฐฯ ประกาศตัวเลขน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ สิ้นสุดสัปดาห์ ณ วันที่ 22 เม.ย. ปรับลดลง 1.1 ล้านบาร์เรลมาอยู่ที่ระดับ 538.4 ล้านบาร์เรล สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับเพิ่มขึ้นราว 2.4 ล้านบาร์เรล เนื่องจากสหรัฐฯ มีการนำเข้าน้ำมันดิบลดลงประมาณ 510,000 บาร์เรลต่อวันเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้าหรือเทียบเท่ากับ 7.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ดี ปริมาณน้ำมันดิบคงคลัง ณ จุดส่งมอบคุชชิ่ง โอคลาโฮม่า ปรับเพิ่มขึ้น 1.9 ล้านบาร์เรล+ นอกจากนี้ โรงกลั่นน้ำมันดิบในสหรัฐฯ หลายแห่งที่ปิดซ่อมบำรุงทั้งตามแผนและฉุกเฉิน ส่งผลให้โรงกลั่นน้ำมันดิบที่ยังคงดำเนินการผลิตมีความต้องการนำเข้าน้ำมัน ดิบเพิ่มเพื่อผลิตเป็นน้ำมันสำเร็จรูปให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายใน ประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันเบนซินหลังส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซินเทียบราคา น้ำมันดิบเวสเท็กซัสในตลาดซื้อขายล่วงหน้าของสหรัฐฯแตะระดับ 22.55 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล สูงสุดนับตั้งแต่เดือน ส.ค. ปี 2558+ ทั้งนี้ โรงกลั่นน้ำมันดิบในประเทศเวเนซูเอล่ายังคงมีความต้องการนำเข้าน้ำมันดิบ เพิ่มเช่นกัน เพื่อใช้ในการผลิตเป็นน้ำมันเบนซินในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของประเทศ อีกทั้งยังต้องการนำเข้าสารตั้งต้นในการผลิตอย่างสาร Catalytic Naphtha ปริมาณ 300,000 บาร์เรล สำหรับการส่งมอบในช่วงเดือน พ.ค. ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับ ตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากได้แรงหนุนจากการส่งออกน้ำมันเบนซินจากเอเชียไปยังสหรัฐฯ หลังโรงกลั่นในสหรัฐฯ หลายแห่งเข้าสู่ช่วงฤดูกาลปิดซ่อมบำรุง อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ภายในเอเชียยังคงซบเซาราคาน้ำมันดีเซล ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนี่องจากอุปทานภายในภูมิภาคยังคงตึงตัวหลังมีการนำเข้าน้ำมันดีเซลในปริมาณ ที่ลดลง นอกจากนี้ อุปสงค์ในเอเชียยังปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากประเทศอียิปต์มีส่วนช่วยสนับสนุนราคาจับตาการประชุม ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในวันที่ 26-27 เม.ย. นี้ ว่าจะมีการพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมหรือไม่ หลังจากก่อนหน้านี้ Fed มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0.25-0.50% ในเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่า Fed จะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมประจำเดือน เม.ย. ที่จะถึงนี้ ปริมาณ การผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยล่าสุดสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ปรับลดลงสู่ระดับ 8.98 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากผู้ผลิตน้ำมันดิบได้ชะลอการลงทุนและผลิตน้ำมันดิบลง จากราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับต่ำ ภาวะอุปทานล้นตลาดยังไม่มี ท่าทีว่าจะคลี่คลาย หลังจากการประชุมระหว่างผู้ผลิตน้ำมันดิบทั้งในและนอกกลุ่มโอเปก ได้เสร็จสิ้นลง โดยที่ผู้ผลิตน้ำมันดิบไม่สามารถตกลงกันได้ ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ (27/04/2559)