ข่าวเด่น

Nongyao

Nongyao

ศูนย์วิจัย กสิกรไทย ประเมินว่าการส่งออกสินค้าในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2560 อาจจะผ่อนแรงลงจากช่วง 3 ไตรมาสแรก (ม.ค.-ก.ย.60) ที่ขยายตัว 9.3% จากผลทางด้านราคาที่ทยอยหมดลงหลังทิศทางราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ในช่วงไตรมาสที่ 4/2560 คาดว่าจะยังทรงตัวอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการส่งออกที่ขยายตัวสูงเกินคาดจากผลของทองคำดังกล่าว อาจทำให้มีความเป็นไปได้ที่ ตลอดทั้งปี 2560 มูลค่าการส่งออกสินค้าไทยจะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 7.0%

สำหรับการส่งออกสินค้าไทยในช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ย.60) ขยายตัวที่ 9.3% โดยในเดือนก.ย.60 การส่งออกโตสูงต่อเนื่องที่ 12.2%จากการส่งออกทองคำ สินค้าที่ราคาเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน เช่น น้ำมันสำเร็จรูป และเคมีภัณฑ์ รวมถึงสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ถ้าหักมูลค่าส่งออกทองคำและสินค้าที่ราคาเกี่ยวเนื่องกับน้ำมันแล้ว การส่งออกสินค้าไทยในเดือนก.ย.60 จะขยายตัว 6%

"การส่งออกของไทยที่ขยายตัวสูง เป็นไปตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งหนุนให้การส่งออกของประเทศในภูมิภาคเอเชียขยายตัวในระดับสูง" เอกสารเผยแพร่ระบุ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าภาพรวมการส่งออกสินค้าไทยในช่วง 3 ไตรมาสแรก ถูกขับเคลื่อนด้วยการส่งออกสินค้าในกลุ่ม Electronic and Electrical Machinery (EE) รวมไปถึงยางพารา และผลิตภัณฑ์ยาง โดยการส่งออกสินค้าในกลุ่ม Electronic and Electrical Machinery (HS code 84-85) คิดเป็นสัดส่วนราว 30% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมด ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และมาเลเซีย สะท้อนถึงโครงสร้างการส่งออกของไทยที่มีองค์ประกอบของสินค้าต่างไปจากประเทศ อื่นๆ ในอาเซียน

โดยแนวโน้มการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์คาดว่าจะผ่อนแรงลงในระยะข้าง หน้า ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนตัว (PC: Personal Computer) ในต่างประเทศเริ่มปรากฏแนวโน้มขาลงช่วงไตรมาสที่ 3/2560 โดยการส่งออกคอมพิวเตอร์ส่วนตัวของโลกในช่วงไตรมาส 3 อยู่ที่ 67 ล้านหน่วย ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 3.6% ซึ่งจากทิศทางดังกล่าว ทำให้ยังคงจะต้องติดตามการส่งออกสินค้าในกลุ่มนี้ในระยะข้างหน้าต่อไป

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 20 ตุลาคม 2560)

ศูนย์วิจัย กสิกรไทย ประเมินว่าการส่งออกสินค้าในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2560 อาจจะผ่อนแรงลงจากช่วง 3 ไตรมาสแรก (ม.ค.-ก.ย.60) ที่ขยายตัว 9.3% จากผลทางด้านราคาที่ทยอยหมดลงหลังทิศทางราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วงไตรมาสที่ 4/2560 คาดว่าจะยังทรงตัวอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยตลอดทั้งปี 2560 คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าไทยจะขยายตัวที่ 7%

สำหรับการส่งออกสินค้าไทยในช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ย.60) ขยายตัวที่ 9.3% โดยในเดือนก.ย.60 การส่งออกโตสูงต่อเนื่องที่ 12.2%จากการส่งออกทองคำ สินค้าที่ราคาเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน เช่น น้ำมันสำเร็จรูป และเคมีภัณฑ์ รวมถึงสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ถ้าหักมูลค่าส่งออกทองคำและสินค้าที่ราคาเกี่ยวเนื่องกับน้ำมันแล้ว การส่งออกสินค้าไทยในเดือนก.ย.60 จะขยายตัว 6%

"การส่งออกของไทยที่ขยายตัวสูง เป็นไปตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งหนุนให้การส่งออกของประเทศในภูมิภาคเอเชียขยายตัวในระดับสูง" เอกสารเผยแพร่ระบุ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าภาพรวมการส่งออกสินค้าไทยในช่วง 3 ไตรมาสแรก ถูกขับเคลื่อนด้วยการส่งออกสินค้าในกลุ่ม Electronic and Electrical Machinery (EE) รวมไปถึงยางพารา และผลิตภัณฑ์ยาง โดยการส่งออกสินค้าในกลุ่ม Electronic and Electrical Machinery (HS code 84-85) คิดเป็นสัดส่วนราว 30% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมด ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และมาเลเซีย สะท้อนถึงโครงสร้างการส่งออกของไทยที่มีองค์ประกอบของสินค้าต่างไปจากประเทศ อื่นๆ ในอาเซียน

โดยแนวโน้มการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์คาดว่าจะผ่อนแรงลงในระยะข้าง หน้า ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนตัว (PC: Personal Computer) ในต่างประเทศเริ่มปรากฏแนวโน้มขาลงช่วงไตรมาสที่ 3/2560 โดยการส่งออกคอมพิวเตอร์ส่วนตัวของโลกในช่วงไตรมาส 3 อยู่ที่ 67 ล้านหน่วย ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 3.6% ซึ่งจากทิศทางดังกล่าว ทำให้ยังคงจะต้องติดตามการส่งออกสินค้าในกลุ่มนี้ในระยะข้างหน้าต่อไป

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 19 ตุลาคม 2560)

นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อยู่ที่ 33.11 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจากปิดตลาดเย็นวานนี้ที่ระดับ 33.14 บาท/ดอลลาร์ หลังดอลลาร์อ่อนค่าจากความกังวลเรื่องการเลือกประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ แม้เมื่อคืนตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ประกาศออกมาจะดีกว่าคาดการณ์ก็ตาม

"บาทแข็งค่าเนื่องจากดอลลาร์อ่อนค่าจากปัจจัยเรื่องการคัดเลือกประธานเฟดคนใหม่ หลังนักลงทุนพอใจกับรายชื่อตัวเต็งที่จะได้รับคัดเลือกน้อยลง" นักบริหารเงิน กล่าว

นักบริหารเงิน คาดกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทวันนี้ไว้ที่ 33.05-33.20 บาท/ดอลลาร์

* ปัจจัยสำคัญ

- เช้านี้เงินเยนอยู่ที่ 113.09 เยน/ดอลลาร์ จากเย็นวานนี้ที่ระดับ 112.62 เยน/ดอลลาร์

- ส่วนเงินยูโรอยู่ที่ 1.1832 ดอลลาร์/ยูโร จากเย็นวานนี้ที่ระดับ 1.1814 ดอลลาร์/ยูโร

- อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของธปท.อยู่ที่ระดับ 33.1490 บาท/ดอลลาร์

- สมาคมไทยบริการการท่องเที่ยว และกรรมการผู้จัดการบริษัท ควอลิตี้ เอ็กซ์เพรส กล่าวว่า ภาพรวมการเดินทางของตลาดคนไทยเที่ยวต่างประเทศ หรือเอาต์บาวด์ ในปีหน้าคาดว่าจะเติบโตจากปีนี้ราว 10% โดยเริ่มมีคนไทยทยอยจองแพ็กเกจทัวร์แล้วตั้งแต่เดือน พ.ย.-ธ.ค.นี้ ที่เป็นช่วงของฤดูกาลท่องเที่ยว(ไฮซีซั่น) ซึ่งพบว่า จุดหมายท่องเที่ยวต่างประเทศในเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ได้รับความนิยมจากคนไทยมาก

- นายเฮนรี่ เชสโบร์ว กรรมการบริหารศูนย์พัฒนานวัตกรรมแบบเปิด สถาบันพัฒนาธุรกิจด้านนวัตกรรม มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ เปิดเผยว่า การสร้างนวัตกรรมแบบเปิดต้องมีผลดีต่อเศรษฐกิจประเทศ โดยจุดแข็งของไทย คือ เกษตรกรรมสิ่งที่ต้องทำคือเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน พร้อมกับต้องพัฒนาสินค้าสนองต้องการของตลาดสหรัฐ ญี่ปุ่น และจีน

- กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 22,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว สู่ระดับ 222,000 ราย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2516 และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลงสู่ระดับ 240,000 ราย ตัวเลขผู้ที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกยังคงอยู่ต่ำกว่า 300,000 ราย เป็นสัปดาห์ที่ 137 ติดต่อกัน ซึ่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2513

- คอนเฟอเรนซ์บอร์ดเปิดเผยว่า ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ Leading Economic Index (LEI) ประจำเดือนก.ย.ร่วงลง 0.2% หลังจากที่ดีดตัวขึ้น 0.4% ในเดือนส.ค. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าดัชนีจะปรับตัวขึ้น 0.1% ในเดือนก.ย.

- สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (19 ต.ค.) ขณะที่นักลงทุนซึมซับข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐที่มีการเปิดเผยเมื่อวานนี้

- สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อคืนนี้ (19 ต.ค.) เนื่องจากนักลงทุนได้หันมาซื้อทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย หลังเกิดกระแสวิตกเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองในสเปน กรณีการแยกตัวเป็นเอกราชของแคว้นกาตาลุญญา นอกจากนี้ ยังได้รับปัจจัยหนุนจากเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง ตลอดจนการปรับตัวลงของตลาดหุ้นนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ ซึ่งแม้ดีดตัวกลับขึ้นสู่แดนบวกได้ในช่วงนาทีสุดท้ายของการซื้อขายแต่ก็ไม่ได้ส่งผลให้ความต้องการทองคำปรับตัวลดลง

- นักลงทุนยังจับตาดูความคืบหน้าในการผลักดันมาตรการปฏิรูประบบภาษีของคณะทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์แห่งสหรัฐ โดยวุฒิสภาสหรัฐมีกำหนดจะเริ่มพิจารณาทางออกเกี่ยวกับงบประมาณในสัปดาห์นี้ ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของการอนุมัติแผนการปฏิรูปภาษีของปธน.ทรัมป์ อย่างไรก็ตาม พรรครีพับลิกันอาจจะได้รับการสนับสนุนไม่มากนัก ในขณะที่วุฒิสมาชิกของพรรค 1 คน มีแผนจะเดินทาง และไม่สามารถใช้สิทธิในการลงคะแนนเสียงได้

- สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เตรียมเปิดเผยยอดขายบ้านมือสองเดือนก.ย. เวลา 21.00 น. ของวันนี้ตามเวลาไทย

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 20 ตุลาคม 2560)

นายเกษม พันธ์รัตนมาลา กรรมการและหัวหน้าส่วนงานวิจัย บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดว่าจะรีบาวด์ขึ้นหลังจากที่ปรับตัวลงแรงเมื่อวานนี้ โดยยังคงติดตามการทยอยประกาศผลประกอบการของกลุ่มแบงก์ ซึ่งแบงก์ที่ประกาศงบออกมาแล้วยังเห็นการเพิ่มขึ้นของ NPL อยู่ ทำให้นักลงทุนอาจกังวลได้บ้าง.

ด้านตลาดหุ้นในภูมิภาคเช้านี้เคลื่อนไหวทั้งในแดนบวก-ลบ โดยตลาดหุ้นฮ่องกงก็รีบาวด์ขึ้นหลังจากที่เมื่อวานนี้ร่วงแรง พร้อมให้ติดตามการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในสัปดาห์หน้า ซึ่งตลาดฯคงยังไม่มีความกังวลมากนัก เพราะการประชุมครั้งนี้คงจะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่คงจะไปปรับขึ้นในเดือน ธ.ค.60 ส่วนตัวเลข GDP ของจีนงวดไตรมาส 3/60 ออกมาแผ่วกว่าคาดเล็กน้อย

พร้อมให้แนวรับ 1,665-1,660 จุด ส่วนแนวต้านให้ไว้ที่ 1,700 จุด

ขณะที่นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย มองว่า ดัชนีเช้านี้อาจจะลงต่อซึ่งเป็นแรงขายคงค้างจากวานนี้ แต่น่าจะปรับขึ้นได้ในช่วงบ่าย ซึ่งตลาดลงเป็นโอกาสเข้าเก็บหุ้นที่บริเวณ 1,670 จุด ขณะเดียวกันแรงขายของนักลงทุนต่างชาติซาลง และยังเห็นการลงทุนในตลาด Futures รวมทั้งคาดหวังเม็ดเงินจาก LTF ปลายปีอีกราว 4 หมื่นล้านบาท

ให้กรอบแนวรับที่ 1,650 จุด แนวต้านที่ 1,700 จุด แนะลงทุนหุ้น PTTEP CPALL PS

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 20 ตุลาคม 2560)

ยาง ล้อ - ยางล้อรถยนต์รุ่นแรกของการยางแห่งประเทศไทยที่ร่วมมือกับบริษัทดีสโตน จำกัด ผลิตออกมา 2 ขนาด คือ ขนาด 205/70/15 กับขนาด 215/70/15โดยมีการเปิดตัวนำร่องที่จังหวัดตราดไปเมื่อเร็ว ๆ นี้

เปิด ตัวยางล้อ กยท.จับมือดีสโตนผลิต หวังช่วยเพิ่มปริมาณใช้ยางในประเทศ โปรโมชั่นเส้นละ 1,500 บาท ด้านเครือข่ายยางพาราหนุนแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม ชี้เป็นทางออกดึงราคายางกระเตื้อง แนะรัฐเลิกโค่นยางทิ้งลดซัพพลาย หวั่นก่อปัญหาใหม่ คนไร้อาชีพทำกิน

นายเกรียงไกร เทพินทร์อารักษ์ ประธานสหกรณ์ยางพาราเนินดินแดงตราด จำกัด และรองประธานเครือข่ายยางพาราจังหวัดตราด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัญหายางพาราราคาตกต่ำที่ต่อเนื่องในขณะนี้ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้เสนอให้รัฐบาลสนับสนุน กยท.ผลิตล้อยาง เพื่อเพิ่มมูลค่าโดยการแปรรูป และเพิ่มดีมานด์ของยางพาราตลาดในประเทศ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังไม่มั่นใจการตอบรับของตลาด กยท.จึงจัดทำโครงการยางล้อประชารัฐโดยร่วมมือกับบริษัท ดีสโตน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทของคนไทยที่ผลิตยางล้อมีมาตรฐานส่งออกต่างประเทศ ผลิตยางล้อรถมอเตอร์ไซค์ ยางล้อรถยนต์ 4 ล้อทั่วไป ภายใต้แบรนด์ TH-TYRE( ไทย-ไทยเอ่อร์) และทำข้อตกลงกับ ปตท.เพื่อให้บริการเปลี่ยนล้อและถ่วงล้อ

โดย กยท.ได้มอบให้เครือข่ายยางพาราจังหวัดเป็นตัวแทนจำหน่าย คาดว่าเกษตรกรจะให้ความสนใจยางล้อ เพราะมีราคาถูกกว่าตลาดประมาณ 25% ซึ่งการใช้ยางพาราแปรรูปจะทำให้ดีมานด์ของตลาดยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้น และส่งผลให้ราคายางดิบตลาดต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งยางพาราไทยเป็นสินค้าคุณภาพที่ส่งออกอันดับ 1 มีปริมาณถึง 4.3 ล้านตัน

นายเกรียงไกรกล่าวต่อว่า มาตรการภาครัฐแก้ปัญหาราคายางพาราเพื่อลดซัพพลายด้วยการจัดทำโซนนิ่งพื้นที่ ที่ไม่เหมาะสมในการปลูกยางพารา จะสร้างปัญหาใหม่ขึ้น รวมทั้งการลดพื้นที่ปลูกยางพาราด้วยการโค่นยางในที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ถ้าสามารถเพิ่มดีมานด์ในตลาดภายในและต่างประเทศมากขึ้น และนำยางพารามาแปรรูปเพิ่มมูลค่าใช้ในเชิงอุตสาหกรรม ราคาตลาดต่างประเทศจะปรับตัวสูงขึ้นตาม ซึ่งภาครัฐต้องสนับสนุนอย่างจริงจังให้หน่วยงานต่าง ๆ ใช้ยางล้อที่ผลิตขึ้นจากโครงการนี้ทั่วประเทศ จะช่วยสร้างดีมานด์ตลาดได้มาก เพราะคุณภาพยางล้อที่บริษัทดีสโตนผลิตให้ กยท.เป็นรุ่นพยัคฆ์ที่ตลาดให้ความนิยมอยู่แล้ว

“ตอนนี้ราคายางยังผันผวนมาก ช่วงวันชาติจีนต้นเดือน ต.ค. ตลาดจีนปิดยาว 10 วัน ไม่รับซื้อ แต่เมื่อตลาดจีนเปิด ราคาตลาดจีนไม่ลงแต่ตลาดในประเทศลงไปเกือบ 4 บาท/ กก. โดยราคายางแผ่นรมควันจากกิโลกรัมละ 56-57 บาทเหลือ 49 บาท ยางก้อนถ้วย ราคา 21-22 บาทลดเหลือ 18-19 บาท รวม ๆ คือ 5 กิโล 100 บาท ซึ่งราคาที่เหมาะสมยางแผ่นรมควันควรจะอยู่ที่ 60-70 บาท/กก. ยางก้นถ้วย 30 บาท/กก.” นายเกรียงไกรกล่าว

ด้านนายมณฑล ปริวัฒน์ ผู้ประกอบธุรกิจล้งผลไม้ อ.เขาสมิง จ.ตราด และจันทบุรี กล่าวว่า หาก กยท.ร่วมกับบริษัทเอกชนผลิตล้อยางที่ได้มาตรฐานราคาถูกกว่าท้องตลาด ตลาดรถบรรทุกเล็กโดยเฉพาะรถผลไม้จะให้ความสนใจมาก เพราะปกติต้องเปลี่ยนยางทุกฤดูการผลิต และใช้ยางที่ผลิตจากจีนราคาเส้นละ 2,000 บาท หาก กยท.มีการผลิตที่ได้มาตรฐานน่าจะหาตลาดไม่ยาก แต่ต้องประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวาง รวมทั้งการให้บริการเปลี่ยนยางและถ่วงล้อของ ปตท.จะต้องให้บริการได้ทั่วถึงด้วย

ขณะนี้ยางล้อรถยนต์ที่ผลิตออกมา มี 2 ขนาด คือ 205/70/15 กับ 215/70/15 รุ่นแรกจะเปิดตัวนำร่องที่ จ.ตราด โดยออร์เดอร์ที่สั่งมารุ่นแรก 1,000 เส้นเป็นราคาโปรโมชั่นลดประมาณ 25% หรือเส้นละ 1,500 บาท กระจายในภาคตะวันออก ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี และมียอดจำหน่ายใน จ.ตราด 500 เส้น ซึ่งเปิดตัวการใช้ยางล้อ กยท.ครั้งแรกที่ จ.ตราดเมื่อกลางเดือน ต.ค.

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 11 ตุลาคม 2560)

              วันที่ 19 ตุลาคม 2560 กยท. เปิดตลาดกลางน้ำยางสดแห่งแรกของประเทศ ที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เคาะวันแรกเอกชนกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำยางข้นรายใหญ่ของประเทศ ขานรับ ราคาพุ่ง 44.50 บาท/กก. มุ่งเชื่อมโยงตลาดเครือข่ายน้ำยางสดทั้งหมด พร้อมกำหนดราคาอ้างอิงน้ำยางสดจาก ตลาด กยท. ได้ เพื่อให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม มีอำนาจต่อรอง และที่สำคัญ ยกระดับราคาน้ำยางสดในพื้นที่ให้เกิดเสถียรภาพ และผู้ประกอบการจะซื้อผลผลิตที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐานในปริมาณมาก เพราะตลาดกลางน้ำยางสด มีระบบควบคุมคุณภาพ และรูปแบบการบริหารจัดการที่มีมาตรฐาน และมีประสิทธิภาพ

                นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การยางแห่งประเทศไทยเขตภาคใต้ตอนล่าง มีพื้นที่ในความรับผิดชอบ ครอบคลุม 5 จังหวัด ได้แก่ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งมีพื้นที่ปลูกยางประมาณ 5.1ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 23.18 ของประเทศ และมีผลผลิตรวม 1,117,880 ตัน/ปี โดยเกษตรกรส่วนใหญ่ยึดถือการทำสวนยางเป็นอาชีพหลักมาอย่างยาวนาน ฉะนั้น ยางพาราจึงเป็นส่วนสำคัญในการสร้างชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมในพื้นที่อย่างแท้จริง

              อย่างไรก็ตาม ผลผลิตที่เกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่เขตภาคใต้ตอนล่างผลิตและจำหน่ายส่วนมากจะเป็นรูปแบบของน้ำยางสดเป็นหลัก ทำให้ กยท.ได้มีการผลักดันการจัดตั้งกลุ่มน้ำยางสดของเกษตรกร ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 452 กลุ่ม พร้อมทั้ง ได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์รวบรวมน้ำยางสดหรือบ่อน้ำยาง เพื่อรวบรวมน้ำยางสดจากกลุ่มย่อย อีกจำนวน 11 ศูนย์ สามารถรวบรวมน้ำยางสด คิดเป็นปริมาณเนื้อยางแห้ง 16,000 ตัน/ปี มีมูลค่าการซื้อขายประมาณ 900 ล้านบาท/ปี นับว่าเป็นผลผลิตที่สร้างมูลค่าไม่น้อยให้แก่เกษตรกร และระบบเศรษฐกิจในพื้นที่

               นายธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า หลายปีที่ผ่านมาระบบบริหารจัดการตลาดน้ำยางสดจากสถาบันเกษตรกร ยังไม่สามารถสร้างระบบในการบริหารจัดการน้ำยางสดให้มีประสิทธิภาพได้เท่าที่ควร ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดทางกฎระเบียบ และข้อจำกัดของน้ำยางสดทั้งระยะเวลาในการเก็บรักษา การขนส่ง กลยุทธ์ทางการค้าการแข่งขันที่รุนแรง รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ทำให้การขายน้ำยางสดของเกษตรกรยังไม่ได้ราคาที่เหมาะสม

               ฉะนั้น การพัฒนาระบบน้ำยางสดให้มีคุณภาพ และที่สำคัญมีเสถียรภาพด้านราคาที่เป็นธรรม กยท. จึงได้จัดตั้งตลาดกลางน้ำยางสด ซึ่งเป็นตลาดกลางแห่งแรกของประเทศที่จะเชื่อมโยงตลาดเครือข่ายน้ำยางสดทั้งหมด สามารถกำหนดราคาอ้างอิงน้ำยางสดจากตลาด กยท. ได้ ซึ่งเกษตรกรสามารถขายน้ำยางสดได้ในราคาที่เป็นธรรม มีอำนาจต่อรองในการขาย ยกระดับราคาน้ำยางสดในพื้นที่ให้เกิดเสถียรภาพ ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการจะซื้อผลผลิตที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐานในปริมาณมาก เพราะตลาดกลางน้ำยางสดจะมีระบบควบคุมคุณภาพและรูปแบบการบริหารจัดการที่มีมาตรฐาน และมีประสิทธิภาพ

               ด้านนายชัยพจน์ อรุณชัยวัฒนา กรรมการผู้จัดการบริษัท ถาวรอุตสาหกรรมยางพารา จำกัด (1982) กล่าวว่า บริษัท ถาวรอุตสาหกรรมยางพารา จำกัด (1982) ได้เข้าร่วมโครงการจัดตั้งตลาดน้ำยางสด โดยจะเป็นบริษัทผู้รับซื้อน้ำยางสด ที่ให้ราคารับซื้อสูงที่สุดในประเทศไทย วันนี้ เป็นวันแรกที่เปิดตลาดกลางน้ำยางสด ทางบริษัท จึงขอประกาศรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ราคากิโลกรัมละ 44.50 บาท/กก. สูงกว่าราคาตลาดท้องถิ่นทั่วไปที่ขายอยู่ที่ 40 บาท/กก. โดยวันนี้มารับซื้อน้ำยางสดจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางถึง กยท. จำนวนประมาณ 120 กว่าตัน ซึ่งบริษัท ถาวรอุตสาหกรรมยางพารา จะรับซื้อน้ำยางสดจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางในราคาสูงกว่าเมื่อเทียบกับราคาท้องถิ่นในแต่ละวัน

              นายศตวรรษ จันทร์ทอง ประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง กยท.สาขานาทวี กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรในพื้นที่ เช่น เกษตรกรทำสวนบ้านนาปรังพัฒนา เป็นอีมีผลผลิตน้ำยางสดประมาณวันละ 30,000 กก. โดยขายตรงผ่านบริษัทเอกชนเพื่อแปรรูปเป็นน้ำยางข้น ซึ่งน้ำยางทุกหยดจะรับซื้อจากสมาชิกเท่านั้น เพื่อให้การบริหารจัดการระบบขนส่งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดตั้งตลาดกลางน้ำยางสดของ กยท. จะช่วยให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และเกษตรกรสมาชิกสามารถขายได้ราคาที่สูงขึ้น เกิดความเป็นธรรม ซึ่งเกษตรกรหรือกลุ่มต่างๆ ที่ขายให้พ่อค้าเอกชนรายย่อยขณะนี้ต่างกลุ่มต่างดำเนินการขายแยกกันไปทำให้เมื่อประสบปัญหาต่างๆ เช่น การตรวจสอบคุณภาพ การกดราคา ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ซึ่งการตั้งตลาดกลาง กยท. ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างเสถียรภาพราคายางเท่านั้น แต่กลับเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางกลับมารวมตัวกันเป็นสหกรณ์ที่เข้มแข็งและสามารถร่วมกันขายน้ำยางสดผ่านตลาดกลาง กยท. ซึ่งเป็นระบบที่จะเป็นตัวกลางระหว่างผู้ซื้อผู้ขายต่อไปได้

                “ที่ผ่านมา กยท.เปิดตลาดกลางสำหรับซื้อขายยางแผ่นรมควันได้สำเร็จแล้ว และหากสร้างกลไกของรัฐ ตั้งตลาดกลางน้ำยางสด จะยิ่งช่วยให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่ขายผลผลิตในรูปแบบอื่นๆ โดยเฉพาะน้ำยางสด ซึ่งมีปริมาณที่มาก และคุณภาพที่ทำอยู่ก็ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ จะสามารถซื้อขายได้อย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่าย”นายศตวรรษ กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา : หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก (วันที่ 19 ตุลาคม 2560)

ฟอร์ด ประเทศไทย ประกาศยอดขายไตรมาสที่สาม (กรกฎาคม-กันยายน) จำนวน 13,995 คัน เติบโตขึ้น 29% ลูกค้ามีความเชื่อมั่นใจในผลิตภัณฑ์ ทำให้ส่วนแบ่งตลาดรวมเพิ่มขึ้นเป็น 6.7%

นายณรงค์ สีตลายน รองกรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า ความนิยมของฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนผลประกอบการของเราในปีนี้ รวมทั้งช่วงฤดูฝนช่วยเน้นย้ำให้เห็นถึงสมรรถนะ และการใช้งานได้จริงของรถยนต์ทั้งสองรุ่นเป็นอย่างดี

"ฟอร์ด เรนเจอร์ ครองตำแหน่ง รถกระบะ ขายดีอันดับ 3 ในประเทศไทย ด้วยยอดขายตั้งแต่ต้นปีมากถึง 46% หรือ คิดเป็นยอดขายรวม ทั้งสิ้น 31,114 คัน มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 11.9% โดยเฉพาะ ไตรมาสที่สามที่ผ่านมา มียอดขาย 10,884 คัน มีส่วนแบ่งตลาดในเซ็กเมนต์นี้เพิ่มสูงขึ้นจากไตรมาสเดียวกันในปีที่แล้ว 12.1% นอกจากนี้ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เติบโตเพิ่มขึ้น 4% ด้วยยอดขาย 2,154 คัน ทำให้ส่วนแบ่งตลาดของฟอร์ด ในเซ็กเมนต์รถเอสยูวี ขนาดกลาง อยู่ที่ 17.3% โดยมียอดขายตั้งแต่ต้นปีถึงกันยายน จำนวน 5,801 คัน ส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 14.1% และสำหรับยอดขายรวม 9 เดือนที่ผ่านมา ฟอร์ด มีตัวเลขอยู่ที่ 39,508 คัน เติบโตเพิ่มขึ้น 37%

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า (วันที่ 11 ตุลาคม 2560)

บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด รายงานตัวเลขยอดขายในช่วง 9 เดือน ที่ผ่านมา ปิดตัวเลขไตรมาสที่สาม จำนวน 36,621 คัน เพิ่มขึ้น 15% ชู มาสด้า2 ตัวดันยอดโตกว่า 30% เตรียมเปิดตัวรถอเนกประสงค์ใหม่ เดือนพฤศจิกายนนี้

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า มาสด้าโหมทำกิจกรรมส่งเสริมตลาดมาอย่าง ต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการปรับปรุงภาพลักษณ์ ของโชว์รูม เพื่อยกระดับคุณภาพของการบริการให้ได้มาตรฐาน รวมทั้งการปรับโฉม เพื่อสร้างความสดใหม่ให้กับผลิตภัณฑ์ ทำให้กระแสความนิยมในรถยนต์มาสด้าเพิ่มสูงขึ้น โดยในปีนี้มั่นใจว่ายอดขายจะทะลุเกิน 51,000 คัน หรือเติบโต 20% และคาดว่า ยอดขายของตลาดรถยนต์รวมมากกว่า 820,000 คัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 7-10%

"ปัจจัยสำคัญที่ทำให้รถยนต์ มาสด้า ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง คือ เทคโนโลยีสกายแอคทีฟ ที่เกิดจากความพึงพอใจจากการใช้งานจริงของลูกค้า จนเกิดการบอกเล่าต่อปากต่อปาก รวมทั้งรูปลักษณ์ความสวยงาม และความประณีตใส่ใจในรายละเอียด ในกระบวนการผลิตจนลูกค้าเกิดความเชื่อมั่น โดยไตรมาสแรกของปีนี้เติบโต 6% ในช่วงไตรมาสที่ 2 เติบโต 20% และไตรมาสที่ 3 เพิ่มสูงขึ้นอีก 20% ในส่วนของ ไตรมาสสุดท้าย เราจะมีรถยนต์อเนกประสงค์รุ่นใหม่เข้ามาเสริมทัพ สร้างความแข็งแกร่งอย่างแน่นอน"

สำหรับยอดขายรถยนต์มาสด้า เมื่อปิดไตรมาสที่ 3 มีจำนวนทั้งสิ้น 36,621 คัน เติบโต 15% เมื่อเปรียบเทียบ กับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2559 ขณะที่ ยอดจำหน่ายเดือนกันยายน 2560 ที่ผ่านมา มียอดขาย 4,430 คัน เติบโต 23% รุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มาสด้า2 จำนวน 2,918 คัน เติบโต 40% มาสด้า ซีเอ็กซ์-5 จำนวน 534 คัน เติบโต 121% มาสด้า3 จำนวน 346 คัน มาสด้า ซีเอ็กซ์-3 จำนวน 249 คัน มาสด้า เอ็มเอ็กซ์-5 จำนวน 12 คัน และมาสด้า บีที-50 โปร จำนวน 371 คัน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 20 ตุลาคม 2560)

ธนาคารกลางรัส เซียแถลงในวันนี้ว่า ดุลความเสี่ยงของเศรษฐกิจรัสเซียในปัจจุบันบ่งชี้ว่า ธนาคารกลางยังคงสามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยต่อไปอีกหลายไตรมาส

นอกจากนี้ ธนาคารกลางยังระบุว่า การแข็งค่าของสกุลเงินรูเบิลยังคงช่วยชะลอภาวะเงินเฟ้อ และคาดว่าดัชนีราคาผู้บริโภคจะดีดตัวสู่ระดับ 4% หลังจากที่ผลกระทบจากปัจจัยพิเศษได้เบาบางลง

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 19 ตุลาคม 2560)

China Foreign Exchange Trading System (CFETS) ซึ่งเป็นหน่วยงานของธนาคารกลางจีนรายงานว่า เงินหยวนขยับขึ้น 0.01% แตะที่ 6.6092 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐในวันนี้

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ในตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศของจีนนั้น เงินหยวนได้รับอนุญาตให้ปรับตัวขึ้นหรือลงไม่เกิน 2% จากอัตราค่ากลางของการซื้อขายแต่ละวัน

ทั้งนี้ อัตราค่ากลางสกุลเงินหยวนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ อิงกับราคาเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก ก่อนที่ตลาดจะเปิดทำการซื้อขายในแต่ละวัน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 20 ตุลาคม 2560)