Nongyao

Nongyao

ยาง ล้อ - ยางล้อรถยนต์รุ่นแรกของการยางแห่งประเทศไทยที่ร่วมมือกับบริษัทดีสโตน จำกัด ผลิตออกมา 2 ขนาด คือ ขนาด 205/70/15 กับขนาด 215/70/15โดยมีการเปิดตัวนำร่องที่จังหวัดตราดไปเมื่อเร็ว ๆ นี้

เปิด ตัวยางล้อ กยท.จับมือดีสโตนผลิต หวังช่วยเพิ่มปริมาณใช้ยางในประเทศ โปรโมชั่นเส้นละ 1,500 บาท ด้านเครือข่ายยางพาราหนุนแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม ชี้เป็นทางออกดึงราคายางกระเตื้อง แนะรัฐเลิกโค่นยางทิ้งลดซัพพลาย หวั่นก่อปัญหาใหม่ คนไร้อาชีพทำกิน

นายเกรียงไกร เทพินทร์อารักษ์ ประธานสหกรณ์ยางพาราเนินดินแดงตราด จำกัด และรองประธานเครือข่ายยางพาราจังหวัดตราด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัญหายางพาราราคาตกต่ำที่ต่อเนื่องในขณะนี้ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้เสนอให้รัฐบาลสนับสนุน กยท.ผลิตล้อยาง เพื่อเพิ่มมูลค่าโดยการแปรรูป และเพิ่มดีมานด์ของยางพาราตลาดในประเทศ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังไม่มั่นใจการตอบรับของตลาด กยท.จึงจัดทำโครงการยางล้อประชารัฐโดยร่วมมือกับบริษัท ดีสโตน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทของคนไทยที่ผลิตยางล้อมีมาตรฐานส่งออกต่างประเทศ ผลิตยางล้อรถมอเตอร์ไซค์ ยางล้อรถยนต์ 4 ล้อทั่วไป ภายใต้แบรนด์ TH-TYRE( ไทย-ไทยเอ่อร์) และทำข้อตกลงกับ ปตท.เพื่อให้บริการเปลี่ยนล้อและถ่วงล้อ

โดย กยท.ได้มอบให้เครือข่ายยางพาราจังหวัดเป็นตัวแทนจำหน่าย คาดว่าเกษตรกรจะให้ความสนใจยางล้อ เพราะมีราคาถูกกว่าตลาดประมาณ 25% ซึ่งการใช้ยางพาราแปรรูปจะทำให้ดีมานด์ของตลาดยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้น และส่งผลให้ราคายางดิบตลาดต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งยางพาราไทยเป็นสินค้าคุณภาพที่ส่งออกอันดับ 1 มีปริมาณถึง 4.3 ล้านตัน

นายเกรียงไกรกล่าวต่อว่า มาตรการภาครัฐแก้ปัญหาราคายางพาราเพื่อลดซัพพลายด้วยการจัดทำโซนนิ่งพื้นที่ ที่ไม่เหมาะสมในการปลูกยางพารา จะสร้างปัญหาใหม่ขึ้น รวมทั้งการลดพื้นที่ปลูกยางพาราด้วยการโค่นยางในที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ถ้าสามารถเพิ่มดีมานด์ในตลาดภายในและต่างประเทศมากขึ้น และนำยางพารามาแปรรูปเพิ่มมูลค่าใช้ในเชิงอุตสาหกรรม ราคาตลาดต่างประเทศจะปรับตัวสูงขึ้นตาม ซึ่งภาครัฐต้องสนับสนุนอย่างจริงจังให้หน่วยงานต่าง ๆ ใช้ยางล้อที่ผลิตขึ้นจากโครงการนี้ทั่วประเทศ จะช่วยสร้างดีมานด์ตลาดได้มาก เพราะคุณภาพยางล้อที่บริษัทดีสโตนผลิตให้ กยท.เป็นรุ่นพยัคฆ์ที่ตลาดให้ความนิยมอยู่แล้ว

“ตอนนี้ราคายางยังผันผวนมาก ช่วงวันชาติจีนต้นเดือน ต.ค. ตลาดจีนปิดยาว 10 วัน ไม่รับซื้อ แต่เมื่อตลาดจีนเปิด ราคาตลาดจีนไม่ลงแต่ตลาดในประเทศลงไปเกือบ 4 บาท/ กก. โดยราคายางแผ่นรมควันจากกิโลกรัมละ 56-57 บาทเหลือ 49 บาท ยางก้อนถ้วย ราคา 21-22 บาทลดเหลือ 18-19 บาท รวม ๆ คือ 5 กิโล 100 บาท ซึ่งราคาที่เหมาะสมยางแผ่นรมควันควรจะอยู่ที่ 60-70 บาท/กก. ยางก้นถ้วย 30 บาท/กก.” นายเกรียงไกรกล่าว

ด้านนายมณฑล ปริวัฒน์ ผู้ประกอบธุรกิจล้งผลไม้ อ.เขาสมิง จ.ตราด และจันทบุรี กล่าวว่า หาก กยท.ร่วมกับบริษัทเอกชนผลิตล้อยางที่ได้มาตรฐานราคาถูกกว่าท้องตลาด ตลาดรถบรรทุกเล็กโดยเฉพาะรถผลไม้จะให้ความสนใจมาก เพราะปกติต้องเปลี่ยนยางทุกฤดูการผลิต และใช้ยางที่ผลิตจากจีนราคาเส้นละ 2,000 บาท หาก กยท.มีการผลิตที่ได้มาตรฐานน่าจะหาตลาดไม่ยาก แต่ต้องประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวาง รวมทั้งการให้บริการเปลี่ยนยางและถ่วงล้อของ ปตท.จะต้องให้บริการได้ทั่วถึงด้วย

ขณะนี้ยางล้อรถยนต์ที่ผลิตออกมา มี 2 ขนาด คือ 205/70/15 กับ 215/70/15 รุ่นแรกจะเปิดตัวนำร่องที่ จ.ตราด โดยออร์เดอร์ที่สั่งมารุ่นแรก 1,000 เส้นเป็นราคาโปรโมชั่นลดประมาณ 25% หรือเส้นละ 1,500 บาท กระจายในภาคตะวันออก ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี และมียอดจำหน่ายใน จ.ตราด 500 เส้น ซึ่งเปิดตัวการใช้ยางล้อ กยท.ครั้งแรกที่ จ.ตราดเมื่อกลางเดือน ต.ค.

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 11 ตุลาคม 2560)

              วันที่ 19 ตุลาคม 2560 กยท. เปิดตลาดกลางน้ำยางสดแห่งแรกของประเทศ ที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เคาะวันแรกเอกชนกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำยางข้นรายใหญ่ของประเทศ ขานรับ ราคาพุ่ง 44.50 บาท/กก. มุ่งเชื่อมโยงตลาดเครือข่ายน้ำยางสดทั้งหมด พร้อมกำหนดราคาอ้างอิงน้ำยางสดจาก ตลาด กยท. ได้ เพื่อให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม มีอำนาจต่อรอง และที่สำคัญ ยกระดับราคาน้ำยางสดในพื้นที่ให้เกิดเสถียรภาพ และผู้ประกอบการจะซื้อผลผลิตที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐานในปริมาณมาก เพราะตลาดกลางน้ำยางสด มีระบบควบคุมคุณภาพ และรูปแบบการบริหารจัดการที่มีมาตรฐาน และมีประสิทธิภาพ

                นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การยางแห่งประเทศไทยเขตภาคใต้ตอนล่าง มีพื้นที่ในความรับผิดชอบ ครอบคลุม 5 จังหวัด ได้แก่ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งมีพื้นที่ปลูกยางประมาณ 5.1ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 23.18 ของประเทศ และมีผลผลิตรวม 1,117,880 ตัน/ปี โดยเกษตรกรส่วนใหญ่ยึดถือการทำสวนยางเป็นอาชีพหลักมาอย่างยาวนาน ฉะนั้น ยางพาราจึงเป็นส่วนสำคัญในการสร้างชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมในพื้นที่อย่างแท้จริง

              อย่างไรก็ตาม ผลผลิตที่เกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่เขตภาคใต้ตอนล่างผลิตและจำหน่ายส่วนมากจะเป็นรูปแบบของน้ำยางสดเป็นหลัก ทำให้ กยท.ได้มีการผลักดันการจัดตั้งกลุ่มน้ำยางสดของเกษตรกร ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 452 กลุ่ม พร้อมทั้ง ได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์รวบรวมน้ำยางสดหรือบ่อน้ำยาง เพื่อรวบรวมน้ำยางสดจากกลุ่มย่อย อีกจำนวน 11 ศูนย์ สามารถรวบรวมน้ำยางสด คิดเป็นปริมาณเนื้อยางแห้ง 16,000 ตัน/ปี มีมูลค่าการซื้อขายประมาณ 900 ล้านบาท/ปี นับว่าเป็นผลผลิตที่สร้างมูลค่าไม่น้อยให้แก่เกษตรกร และระบบเศรษฐกิจในพื้นที่

               นายธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า หลายปีที่ผ่านมาระบบบริหารจัดการตลาดน้ำยางสดจากสถาบันเกษตรกร ยังไม่สามารถสร้างระบบในการบริหารจัดการน้ำยางสดให้มีประสิทธิภาพได้เท่าที่ควร ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดทางกฎระเบียบ และข้อจำกัดของน้ำยางสดทั้งระยะเวลาในการเก็บรักษา การขนส่ง กลยุทธ์ทางการค้าการแข่งขันที่รุนแรง รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ทำให้การขายน้ำยางสดของเกษตรกรยังไม่ได้ราคาที่เหมาะสม

               ฉะนั้น การพัฒนาระบบน้ำยางสดให้มีคุณภาพ และที่สำคัญมีเสถียรภาพด้านราคาที่เป็นธรรม กยท. จึงได้จัดตั้งตลาดกลางน้ำยางสด ซึ่งเป็นตลาดกลางแห่งแรกของประเทศที่จะเชื่อมโยงตลาดเครือข่ายน้ำยางสดทั้งหมด สามารถกำหนดราคาอ้างอิงน้ำยางสดจากตลาด กยท. ได้ ซึ่งเกษตรกรสามารถขายน้ำยางสดได้ในราคาที่เป็นธรรม มีอำนาจต่อรองในการขาย ยกระดับราคาน้ำยางสดในพื้นที่ให้เกิดเสถียรภาพ ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการจะซื้อผลผลิตที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐานในปริมาณมาก เพราะตลาดกลางน้ำยางสดจะมีระบบควบคุมคุณภาพและรูปแบบการบริหารจัดการที่มีมาตรฐาน และมีประสิทธิภาพ

               ด้านนายชัยพจน์ อรุณชัยวัฒนา กรรมการผู้จัดการบริษัท ถาวรอุตสาหกรรมยางพารา จำกัด (1982) กล่าวว่า บริษัท ถาวรอุตสาหกรรมยางพารา จำกัด (1982) ได้เข้าร่วมโครงการจัดตั้งตลาดน้ำยางสด โดยจะเป็นบริษัทผู้รับซื้อน้ำยางสด ที่ให้ราคารับซื้อสูงที่สุดในประเทศไทย วันนี้ เป็นวันแรกที่เปิดตลาดกลางน้ำยางสด ทางบริษัท จึงขอประกาศรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ราคากิโลกรัมละ 44.50 บาท/กก. สูงกว่าราคาตลาดท้องถิ่นทั่วไปที่ขายอยู่ที่ 40 บาท/กก. โดยวันนี้มารับซื้อน้ำยางสดจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางถึง กยท. จำนวนประมาณ 120 กว่าตัน ซึ่งบริษัท ถาวรอุตสาหกรรมยางพารา จะรับซื้อน้ำยางสดจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางในราคาสูงกว่าเมื่อเทียบกับราคาท้องถิ่นในแต่ละวัน

              นายศตวรรษ จันทร์ทอง ประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง กยท.สาขานาทวี กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรในพื้นที่ เช่น เกษตรกรทำสวนบ้านนาปรังพัฒนา เป็นอีมีผลผลิตน้ำยางสดประมาณวันละ 30,000 กก. โดยขายตรงผ่านบริษัทเอกชนเพื่อแปรรูปเป็นน้ำยางข้น ซึ่งน้ำยางทุกหยดจะรับซื้อจากสมาชิกเท่านั้น เพื่อให้การบริหารจัดการระบบขนส่งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดตั้งตลาดกลางน้ำยางสดของ กยท. จะช่วยให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และเกษตรกรสมาชิกสามารถขายได้ราคาที่สูงขึ้น เกิดความเป็นธรรม ซึ่งเกษตรกรหรือกลุ่มต่างๆ ที่ขายให้พ่อค้าเอกชนรายย่อยขณะนี้ต่างกลุ่มต่างดำเนินการขายแยกกันไปทำให้เมื่อประสบปัญหาต่างๆ เช่น การตรวจสอบคุณภาพ การกดราคา ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ซึ่งการตั้งตลาดกลาง กยท. ไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างเสถียรภาพราคายางเท่านั้น แต่กลับเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางกลับมารวมตัวกันเป็นสหกรณ์ที่เข้มแข็งและสามารถร่วมกันขายน้ำยางสดผ่านตลาดกลาง กยท. ซึ่งเป็นระบบที่จะเป็นตัวกลางระหว่างผู้ซื้อผู้ขายต่อไปได้

                “ที่ผ่านมา กยท.เปิดตลาดกลางสำหรับซื้อขายยางแผ่นรมควันได้สำเร็จแล้ว และหากสร้างกลไกของรัฐ ตั้งตลาดกลางน้ำยางสด จะยิ่งช่วยให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่ขายผลผลิตในรูปแบบอื่นๆ โดยเฉพาะน้ำยางสด ซึ่งมีปริมาณที่มาก และคุณภาพที่ทำอยู่ก็ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ จะสามารถซื้อขายได้อย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่าย”นายศตวรรษ กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา : หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก (วันที่ 19 ตุลาคม 2560)

ฟอร์ด ประเทศไทย ประกาศยอดขายไตรมาสที่สาม (กรกฎาคม-กันยายน) จำนวน 13,995 คัน เติบโตขึ้น 29% ลูกค้ามีความเชื่อมั่นใจในผลิตภัณฑ์ ทำให้ส่วนแบ่งตลาดรวมเพิ่มขึ้นเป็น 6.7%

นายณรงค์ สีตลายน รองกรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า ความนิยมของฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนผลประกอบการของเราในปีนี้ รวมทั้งช่วงฤดูฝนช่วยเน้นย้ำให้เห็นถึงสมรรถนะ และการใช้งานได้จริงของรถยนต์ทั้งสองรุ่นเป็นอย่างดี

"ฟอร์ด เรนเจอร์ ครองตำแหน่ง รถกระบะ ขายดีอันดับ 3 ในประเทศไทย ด้วยยอดขายตั้งแต่ต้นปีมากถึง 46% หรือ คิดเป็นยอดขายรวม ทั้งสิ้น 31,114 คัน มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 11.9% โดยเฉพาะ ไตรมาสที่สามที่ผ่านมา มียอดขาย 10,884 คัน มีส่วนแบ่งตลาดในเซ็กเมนต์นี้เพิ่มสูงขึ้นจากไตรมาสเดียวกันในปีที่แล้ว 12.1% นอกจากนี้ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เติบโตเพิ่มขึ้น 4% ด้วยยอดขาย 2,154 คัน ทำให้ส่วนแบ่งตลาดของฟอร์ด ในเซ็กเมนต์รถเอสยูวี ขนาดกลาง อยู่ที่ 17.3% โดยมียอดขายตั้งแต่ต้นปีถึงกันยายน จำนวน 5,801 คัน ส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 14.1% และสำหรับยอดขายรวม 9 เดือนที่ผ่านมา ฟอร์ด มีตัวเลขอยู่ที่ 39,508 คัน เติบโตเพิ่มขึ้น 37%

ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า (วันที่ 11 ตุลาคม 2560)

บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด รายงานตัวเลขยอดขายในช่วง 9 เดือน ที่ผ่านมา ปิดตัวเลขไตรมาสที่สาม จำนวน 36,621 คัน เพิ่มขึ้น 15% ชู มาสด้า2 ตัวดันยอดโตกว่า 30% เตรียมเปิดตัวรถอเนกประสงค์ใหม่ เดือนพฤศจิกายนนี้

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า มาสด้าโหมทำกิจกรรมส่งเสริมตลาดมาอย่าง ต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการปรับปรุงภาพลักษณ์ ของโชว์รูม เพื่อยกระดับคุณภาพของการบริการให้ได้มาตรฐาน รวมทั้งการปรับโฉม เพื่อสร้างความสดใหม่ให้กับผลิตภัณฑ์ ทำให้กระแสความนิยมในรถยนต์มาสด้าเพิ่มสูงขึ้น โดยในปีนี้มั่นใจว่ายอดขายจะทะลุเกิน 51,000 คัน หรือเติบโต 20% และคาดว่า ยอดขายของตลาดรถยนต์รวมมากกว่า 820,000 คัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 7-10%

"ปัจจัยสำคัญที่ทำให้รถยนต์ มาสด้า ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง คือ เทคโนโลยีสกายแอคทีฟ ที่เกิดจากความพึงพอใจจากการใช้งานจริงของลูกค้า จนเกิดการบอกเล่าต่อปากต่อปาก รวมทั้งรูปลักษณ์ความสวยงาม และความประณีตใส่ใจในรายละเอียด ในกระบวนการผลิตจนลูกค้าเกิดความเชื่อมั่น โดยไตรมาสแรกของปีนี้เติบโต 6% ในช่วงไตรมาสที่ 2 เติบโต 20% และไตรมาสที่ 3 เพิ่มสูงขึ้นอีก 20% ในส่วนของ ไตรมาสสุดท้าย เราจะมีรถยนต์อเนกประสงค์รุ่นใหม่เข้ามาเสริมทัพ สร้างความแข็งแกร่งอย่างแน่นอน"

สำหรับยอดขายรถยนต์มาสด้า เมื่อปิดไตรมาสที่ 3 มีจำนวนทั้งสิ้น 36,621 คัน เติบโต 15% เมื่อเปรียบเทียบ กับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2559 ขณะที่ ยอดจำหน่ายเดือนกันยายน 2560 ที่ผ่านมา มียอดขาย 4,430 คัน เติบโต 23% รุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มาสด้า2 จำนวน 2,918 คัน เติบโต 40% มาสด้า ซีเอ็กซ์-5 จำนวน 534 คัน เติบโต 121% มาสด้า3 จำนวน 346 คัน มาสด้า ซีเอ็กซ์-3 จำนวน 249 คัน มาสด้า เอ็มเอ็กซ์-5 จำนวน 12 คัน และมาสด้า บีที-50 โปร จำนวน 371 คัน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 20 ตุลาคม 2560)

ธนาคารกลางรัส เซียแถลงในวันนี้ว่า ดุลความเสี่ยงของเศรษฐกิจรัสเซียในปัจจุบันบ่งชี้ว่า ธนาคารกลางยังคงสามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยต่อไปอีกหลายไตรมาส

นอกจากนี้ ธนาคารกลางยังระบุว่า การแข็งค่าของสกุลเงินรูเบิลยังคงช่วยชะลอภาวะเงินเฟ้อ และคาดว่าดัชนีราคาผู้บริโภคจะดีดตัวสู่ระดับ 4% หลังจากที่ผลกระทบจากปัจจัยพิเศษได้เบาบางลง

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 19 ตุลาคม 2560)

China Foreign Exchange Trading System (CFETS) ซึ่งเป็นหน่วยงานของธนาคารกลางจีนรายงานว่า เงินหยวนขยับขึ้น 0.01% แตะที่ 6.6092 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐในวันนี้

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ในตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศของจีนนั้น เงินหยวนได้รับอนุญาตให้ปรับตัวขึ้นหรือลงไม่เกิน 2% จากอัตราค่ากลางของการซื้อขายแต่ละวัน

ทั้งนี้ อัตราค่ากลางสกุลเงินหยวนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ อิงกับราคาเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก ก่อนที่ตลาดจะเปิดทำการซื้อขายในแต่ละวัน

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 20 ตุลาคม 2560)

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมประชุมประจำปีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund : IMF) ปี 2560 ว่า IMF ได้ประเมินการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกดีขึ้น โดยปี 2560 ขยายตัว 3.6% และปี 2561 ขยายตัว 3.7% ซึ่งการฟื้นตัวเป็นไปในลักษณะกระจายตัว ไม่ได้อยู่เฉพาะประเทศอุตสาหกรรมหลัก นอกจากนี้ ยังเป็นการขยายตัวของตลาดแรงงานที่เข้มแข็ง มีการจ้างงานสูงขึ้น อัตราว่างงานลดลง อีกทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังส่งผ่านมายังการค้าระหว่างประเทศที่ขยายตัว ได้ดีกว่าเศรษฐกิจโลก

อย่างไรก็ดี IMF ยังมีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการฟื้นตัวที่พบว่าหลายประเทศยังมีอัตราเงิน เฟ้อต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย ซึ่งตามปกติเมื่อเศรษฐกิจฟื้น อัตราเงินเฟ้อต้องปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งน่าจะมาจากอัตราค่าจ้างที่ยังไม่ได้มีการปรับขึ้น อีกทั้งยังมีการใช้กำลังการผลิตที่เหลืออยู่เดิม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในการผลิต การปรับตัวกับอี-คอมเมิร์ซมีผลให้ผู้ประกอบการไม่มีอำนาจต่อรองราคาสินค้า ได้เหมือนเดิม และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่เกิดการออมมากขึ้น ทำให้การจับจ่ายใช้สอย การบริโภค ไม่กลายเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อ

สำหรับกรณีอัตราเงินเฟ้อของไทยที่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายนั้น มีจาก 3 สาเหตุ คือ เรื่องของอุปทาน โดยเฉพาะราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวลดลงจากปีก่อนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหา ภัยแล้ง การบริโภคมีทิศทางการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน และการใช้เทคโนโลยีของผู้บริโภค

ทั้งนี้ ธปท.ได้มีการหารือกับกระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ ถึงทิศทางของอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเชื่อว่าจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย (1-4%) ได้ในช่วงต้นปีถึงกลางปี 2561 โดยในส่วนของกรอบเงินเฟ้อในปี 2561 ธปท.ยังไม่มีความจำเป็นต้องเสนอให้มีการทบทวนใหม่

นายวิรไท กล่าวว่า IMF ยังได้มองความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศอุตสาหกรรมหลักที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อราคาสินทรัพย์และต้นทุนทางการเงิน ทำให้ประเทศเกิดใหม่ที่เคยพึ่งพาเงินถูก หากไม่มีการเตรียมตัวต่อการเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยจะกระทบสภาพคล่องในประเทศได้ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ คาบสมุทรเกาหลี รัสเซีย นโยบายกีดกันทางการค้า และความเสี่ยงของความปลอดภัยไซเบอร์ที่รุนแรงมากขึ้น

นอกจากนี้ IMF ยังเป็นห่วงความเสี่ยงการลงทุนในตลาดตราสารหนี้เรทติ้งต่ำ (Investment Grade) ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น หลังพบว่าตราสารในระดับในระดับ BBB เพิ่มมากขึ้นกว่า 50% จากเดิม 25% ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เป็นผลมาจากการใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นระยะเวลานาน สะท้อนพฤติกรรมการไล่ผลตอบแทนในการที่สูงขึ้น โดยหลายประเทศที่ไม่เคยออกตราสาร หรือบางประเทศที่มีปัญหาก็มีการออกตราสารหนี้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นห่วงเรื่องความผันผวนของราคาสินทรัพย์ที่ต่ำเป็นระยะเวลา นาน ส่งผลให้นักลงทุนชะล่าใจในการประเมินความเสี่ยง ซึ่งหากเกิดปัญหาขึ้นจริงก็จะรุนแรงมากกว่าเดิม อีกทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น จะส่งผลต่อการขยายตัวเศรษฐกิจในปีต่อๆ ไป

นายวิรไท ยังกล่าวถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาว่า ค่าเงินบาทในไตรมาส 3/2560 มีทิศทางแข็งค่าสอดคล้องใกล้เคียงกับภูมิภาค หลังจากไตรมาส 2/2560 มีทิศทางแข็งค่ากว่าภูมิภาคอยู่บ้าง เนื่องจากไทยมีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูง  อย่างไรก็ดี ค่าเงินบาทในขณะนี้ สะท้อนกับสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศที่ขยายตัวดี มีการปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยรอบใหม่เพิ่มขึ้น ความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น และการลงทุนโดยตรงเพิ่มขึ้น

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 19 ตุลาคม 2560)

นายโมฮัมเหม็ด บาร์คินโด เลขาธิการของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) กล่าวว่า ตลาดน้ำมันกำลังปรับตัวเข้าสู่ภาวะสมดุลในอัตราที่รวดเร็วขึ้น และเขายังมองไม่เห็นจุดสูงสุดสำหรับอุปสงค์น้ำมันในอนาคตอันใกล้

นายบาร์คินโดกล่าวว่า เขามีความเชื่อมั่นว่าราคาและความต้องการใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจโลกแข็งแกร่งขึ้น

"เราคาดว่าอุปสงค์น้ำมันจะทะลุ 100 ล้านบาร์เรล/วันภายในปี 2020" นายบาร์คินโดกล่าว

ก่อนหน้านี้ โอเปกคาดการณ์ว่า อุปสงค์น้ำมันจะอยู่ที่ระดับ 96.8 ล้านบาร์เรล/วันในปีนี้

นายบาร์คินโดเน้นย้ำถึงความสำคัญในการลงทุนในอุตสาหกรรมน้ำมันอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการจับมือกับผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มโอเปก

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 19 ตุลาคม 2560)

สนามบินน้ำ * พาณิชย์ปลื้มส่งออกเดือน ก.ย.มูลค่า 21,812.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ทุบสถิติสูงสุด ขยายตัวเพิ่มขึ้น 12.22% ส่วน 9 เดือน ยอดทะลักกว่า 175,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.3% มั่นใจทั้งปีขยาย 8% เกินเป้าที่ตั้งไว้ที่ 7% เผยอานิสงส์จากการค้าโลก-เศรษฐกิจคู่ค้าขยายตัว และไทยจัดกิจกรรมกระตุ้น

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่ง ออกสินค้าไทยในเดือน ก.ย.2560 มีมูลค่า 21,812.3 ล้าน เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นมูลค่าการ ส่งออกสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มีการจัดทำตัวเลขการส่งออกมา โดยขยายตัวเพิ่มขึ้น 12.22% เป็นการเพิ่มขึ้นต่อ เนื่องเป็นเดือนที่ 7 ติดต่อกัน ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 18,454.1 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.73% เกินดุลการค้ามูลค่า 3,358.2 ล้านเหรียญสหรัฐ

สำหรับการส่งออกรวม 9 เดือนของปี 2560 (ม.ค.-ก.ย.) มีมูลค่า 175,435.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.3% เป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 6 ปี และการนำเข้ามีมูลค่า 163,203.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 14.75% โดยเกินดุลการค้ามูลค่า 12,231.4 ล้านเหรียญสหรัฐ

"การส่งออกที่ขยายตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากการขยายตลาดส่งออกอย่างหนักที่ได้ดำเนินการมาต่อเนื่องตลอดปี โดยมีการออกไปเจาะตลาดทั่วทุกภูมิภาค ทั้งขยายตลาดให้กับสินค้าและสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 11 เดือน โดยตลาดส่งออกที่สำคัญเพิ่มขึ้นทุกตลาด" นางอภิรดีกล่าว

สำหรับในช่วงที่เหลืออีก 3 เดือนนั้น การส่งออกยังมีแนว โน้มขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง คาด ว่าหากส่งออกได้เฉลี่ยเดือนละ 1.8-1.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ทั้งปีขยายตัวได้ 8% ขึ้นไป เพิ่มจากเป้าหมายที่ประ เมินไว้ล่าสุดที่ 7%  โดยเป็นผลมา จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก การฟื้นตัวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันมีเสถียรภาพ รวมถึงการจัดกิจกรรมของกระ ทรวงพาณิชย์ในช่วง 3 เดือนนี้ ช่วยผลักดันการส่งออกให้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้องตับตาดูการพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในเดือน ธ.ค.2560 ซึ่งจะมีผลต่อเงินบาท หากปรับขึ้นก็จะทำให้บาทอ่อนค่าลง โดยผู้ส่งออกจะต้องมีการทำประกันความเสี่ยงไว้ด้วย

นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐ กิจมหภาค ธนาคารแห่งประ เทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ตัว เลขการส่งออกเดือน ก.ย.2560 เป็นไปในทิศทางเดียวกับการส่งออกของประเทศในภูมิภาคและที่ ธปท. มองไว้ก่อนหน้า โดยเป็นผลจากอุปสงค์จากต่างประเทศที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง สะท้อนจากอัตราการขยายตัวที่ดีในเกือบทุกหมวดสินค้าและตลาดหลัก

ทั้งนี้ ตัวเลขการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกที่ 12.2% นั้น ถือว่าสูงกว่าที่ ธปท. คาดการณ์ไว้เล็กน้อย จากการส่งออกทองคำที่สูงกว่าที่คาดไว้เป็นสำคัญ ขณะที่การส่งออกสินค้าที่ไม่รวมทองคำขยายตัวในอัตราที่ใกล้เคียงกับที่คาด ไว้.

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ (วันที่ 20 ตุลาคม 2560)

สกุลเงิน ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (19 ต.ค.) ขณะที่นักลงทุนซึมซับข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐที่มีการเปิดเผยเมื่อ วานนี้

ยูโรแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1834 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1788 ดอลลาร์ ในขณะที่ปอนด์อ่อนค่าลงแตะ 1.3154 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3199 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้น ที่ระดับ 0.7865 ดอลลาร์ จากระดับ 0.7844 ดอลลาร์

ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเยน ที่ระดับ 112.62 เยน จากระดับ 112.93 เยน และอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9757 ฟรังก์สวิส จากระดับ 0.9815 ฟรังก์สวิส

ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.14% สู่ระดับ 93.235 เมื่อคืนนี้

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐที่มีการเปิดเผยเมื่อวานนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 22,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว สู่ระดับ 222,000 ราย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2516 และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลงสู่ระดับ 240,000 ราย

ตัวเลขผู้ที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกยังคงอยู่ต่ำกว่า 300,000 ราย เป็นสัปดาห์ที่ 137 ติดต่อกัน ซึ่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2513

ด้านคอนเฟอเรนซ์บอร์ดเปิดเผยว่า ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ Leading Economic Index (LEI) ประจำเดือนก.ย.ร่วงลง 0.2% หลังจากที่ดีดตัวขึ้น 0.4% ในเดือนส.ค. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าดัชนีจะปรับตัวขึ้น 0.1% ในเดือนก.ย.

นักลงทุนยังจับตาดูความคืบหน้าในการผลักดันมาตรการปฏิรูประบบภาษีของคณะ ทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐ โดยวุฒิสภาสหรัฐมีกำหนดจะเริ่มพิจารณาทางออกเกี่ยวกับงบประมาณในสัปดาห์นี้ ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของการอนุมัติแผนการปฏิรูปภาษีของปธน.ทรัมป์ อย่างไรก็ตาม พรรครีพับลิกันอาจจะได้รับการสนับสนุนไม่มากนัก ในขณะที่วุฒิสมาชิกของพรรค 1 คน มีแผนจะเดินทาง และไม่สามารถใช้สิทธิในการลงคะแนนเสียงได้

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 20 ตุลาคม 2560)