Nongyao

Nongyao

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่ามีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 33.15-33.55 ต่อดอลลาร์ เทียบกับระดับปิดอ่อนค่าที่ 33.30 ต่อดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยยังคงปรับสูงขึ้น โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นและพันธบัตรรัฐบาลไทยมูลค่า 3.6 พันล้านบาท และ 4.9 พันล้านบาท ตามลำดับ

ในสัปดาห์ที่แล้ว เงินดอลลาร์แข็งค่าเทียบสกุลเงินหลัก หลังรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด และความหวังที่ประธานาธิบดีทรัมป์อาจเลือกนายจอห์น เทย์เลอร์ ผู้สมัครสายเหยี่ยวที่เน้นนโยบายการขึ้นดอกเบี้ย มาเป็นประธานเฟดคนใหม่ ส่วนยูโรอ่อนค่าสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน เนื่องจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ออกแถลงการณ์ว่าอาจยืดระยะเวลาการซื้อสินทรัพย์ออกไปหลังเดือนกันยายน 2561 รวมถึงสถานการณ์ความไม่สงบหลังแคว้นกาตาลุญญาประกาศแยกตัวเป็นอิสระจากสเปน

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ กรุงศรี มองว่าตลาดจะจับตาปฏิกิริยาจากธนาคารกลางทั่วโลกต่อผลการเลือกประธานเฟดคน ใหม่ที่จะประกาศอย่างเป็นทางการในสัปดาห์นี้ โดยดอลลาร์อ่อนค่าลงในช่วงเปิดการซื้อขายเช้านี้ หลังมีกระแสข่าวประธานาธิบดีทรัมป์อาจแต่งตั้งนายเจอโรม พาวเวลล์ ผู้สมัครที่สนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป มารับตำแหน่งต่อจากนางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟดคนปัจจุบัน หากนายเพาเวลล์ได้รับเลือกตามที่เราและตลาดคาดไว้ ดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลง ในทางกลับกัน หากนายจอห์น เทย์เลอร์ ได้รับเลือก ดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะเดียวกัน ทิศทางตลาดในช่วงนี้ จะยังขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญชุดใหม่ ซึ่งจะมีผลต่อการปรับสมดุลนโยบายการเงินของเฟด รวมถึงของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในส่วนตัวเลขเศรษฐกิจไทย ตลาดจะจับตามองทิศทางดัชนีราคาผู้บริโภค แม้เงินเฟ้อน่าจะยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ นอกจากเฟด ตลาดจะจับตาดูความเคลื่อนไหวของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) และธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) ที่จะมีการประชุมดอกเบี้ยนโยบายในสัปดาห์นี้ กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ คาดว่าบีโออีจะมีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ส่วนบีโอเจและเฟดจะแสดงทิศทางในเชิงบวกโดยรวมต่อสถานการณ์การฟื้นตัวทาง เศรษฐกิจ แม้ยังคงดอกเบี้ยนโยบายที่อัตราเดิม

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 30 ตุลาคม 2560)

พระราม 6 * คลังยันถก ธปท.กำหนดกรอบเงินเฟ้อปี 2561 ต้องจบภายใน ธ.ค.นี้ เตรียมหารือพาณิชย์หลังเตรียมกำหนดรายการสินค้าใหม่

นายสุวิชญ โรจนวา นิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศ ไทย (ธปท.) จะต้องหารือเพื่อให้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการกำหนดกรอบเงินเฟ้อในปี 2561 ภายในเดือน ธ.ค.นี้ โดยก่อนหน้านี้ทั้งสองหน่วยงานได้มีการหารือร่วมกันเบื้องต้นในเรื่องดัง กล่าวแล้ว แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน เนื่องจากกระทรวงการคลังยังมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการกำหนดกรอบเป้า หมายในปี 2561 ของ ธปท.ที่ยืนยันว่าจะคงกรอบเงินเฟ้อไว้เท่าเดิมที่ 2.5% บวกลบไม่เกิน 1.5% โดยมีกรอบที่ 1-4%

"ได้มีการซักถามในที่ประชุมถึงแนวทางในการบริหารกรอบเงินเฟ้อของ ธปท.ในปีนี้ ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมาย โดยทาง ธปท.ก็ได้มีการชี้แจงในรายละเอียดถึงหลักการและเหตุผลในเชิงทฤษฎีของเรื่อง ดังกล่าว เช่น เนื่องจากปีนี้มีปริมาณฝนตกในพื้นที่ทั่วประเทศเป็นจำนวนมาก ทำให้พืชผลการเกษตรมีปริมาณมาก แต่ราคากลับไม่ปรับเพิ่มสูงขึ้นตาม รวมถึงกรณีที่ ธปท.ไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ซึ่งเขาให้เหตุผลว่าอาจจะกระทบกับผู้ฝาก ซึ่งกระทรวงการคลังได้ให้ ธปท.กลับไปดูในรายละเอียดมาใหม่ว่าจะมีแนวทางบริหารจัดการและมีเหตุผลอย่าง ไร จึงจำเป็นจะต้องคงกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อในปี 2561 ไว้เท่าเดิม" นายสุวิชญกล่าว

นอกจากนี้ อาจจะต้องมีการหารือเพิ่มเติมกับกระทรวงพาณิชย์ เพราะพาณิชย์มีแนวคิดที่จะปรับรายการสินค้าที่จะนำมาใช้ในการคำนวณอัตราเงิน เฟ้อใหม่ เพราะบางรายการสินค้า ประชาชนไม่ได้มีการใช้จริงในหลายช่วงเวลา ซึ่งก็ต้องรอดูความชัดเจนในส่วนนี้ด้วย

นายสุวิชญกล่าวอีกว่า กระทรวงการคลังก็ได้ให้ข้อเสนอแนะกับทาง ธปท.ไปว่าควรจะมีวิธีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้กรอบเงินเฟ้อ อยู่ในเป้าหมาย เช่น การปรับปรุงวิธีการ หรือควรมีการใช้เครื่องมือที่มีอยู่อย่างไรเพื่อให้การทำงานเต็มศักยภาพมาก ที่สุด.

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 31 ตุลาคม 2560)


สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (30 ต.ค.) โดยตลาดได้รับปัจจัยหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่า กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และประเทศผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปก จะตกลงขยายเวลาการปรับลดกำลังการผลิตออกไปจนถึงสิ้นปีหน้า ขณะที่นักลงทุนจับตาการประชุมโอเปกในวันที่ 30 พ.ย.นี้ที่กรุงเวียนนา

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 25 เซนต์ หรือ 0.5% ปิดที่ 54.15 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 46 เซนต์ หรือ 0.8% ปิดที่ 60.90 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ปิดบวกติดต่อกันเป็นวันที่ 3 เมื่อคืนนี้ ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ทะยานปิดที่เหนือระดับ 60 ดอลลาร์/บาร์เรล เนื่องจากบรรยากาศการซื้อขายได้รับปัจจัยหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่า กลุ่มโอเปกและประเทศผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มโอเปก จะตกลงขยายเวลาการปรับลดกำลังการผลิตออกไปจนถึงสิ้นปีหน้า

ก่อนหน้านี้ซาอุดิอาระเบีย และรัสเซียได้ออกมาเคลื่อนไหวด้วยการสนับสนุนให้ขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิต น้ำมันออกไปอีก 9 เดือนจนถึงสิ้นปีหน้า จากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดในไตรมาสแรกของปีหน้า

นักลงทุนจับตาการประชุมอย่างเป็นทางการของกลุ่มโอเปกในวันที่ 30 พ.ย.นี้ โดยคาดว่าที่ประชุมจะอภิปรายในประเด็นการขยายเวลาการปรับลดกำลังการผลิต

นอกจากนี้ นักลงทุนยังรอดูรายงานสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐ โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) จะเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวในวันพุธนี้ เวลา 21.30 น.ตามเวลาไทย

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 31 ตุลาคม 2560)

 

แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (30 ต.ค. – 3 พ.ย. 60)

ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์นี้มีแนวโน้มทรงตัวต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้า จากความพยายามอย่างต่อเนื่องของกลุ่มผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปกที่จะ ปรับลดปริมาณน้ำมันคงคลังลงให้กลับมาสู่ระดับปกติที่ระดับค่าเฉลี่ย 5 ปี นอกจากนี้ ตลาดยังคงกังวลต่อภาวะอุปทานน้ำมันดิบที่อาจตึงตัวมากขึ้น หลังสถานการณ์ความตึงเครียดในอิรักระหว่างรัฐบาลกลางอิรักและชาวเคิร์ดยังคง ทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันจากตอนเหนือลดลงมาต่ำกว่า 300,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งต่ำกว่าปริมาณปกติที่ 500,000 – 600,000 บาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันดิบอาจได้รับแรงกดดันจากปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงกว่าระดับ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน หลังปริมาณการผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแตะระดับ 9.51 ล้านบาร์เรลต่อวัน


ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้:

- กลุ่มผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปกมีแนวโน้มที่จะขยายระยะเวลาในการปรับลด กำลังการผลิตราว 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากเดิมที่สิ้นสุดเดือน มี.ค. 61 ต่อไปอีกราว 3 - 9 เดือน โดยซาอุดิอาระเบียเปิดเผยว่าเป้าหมายหลักของกลุ่มคือการปรับลดปริมาณน้ำมัน คงคลังของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (OECD oil stocks) ให้กลับมาสู่ระดับปกติที่ระดับค่าเฉลี่ย 5 ปี ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาข้อตกลงนี้สามารถลดปริมาณน้ำมันส่วนเกินลงไปแล้วกว่า 167 ล้านบาร์เรลและยังเหลือปริมาณน้ำมันส่วนเกินกว่า 171 ล้านบาร์เรลที่จะต้องปรับลดลง นอกจากนี้ ซาอุฯ ยังคงหามาตรการเพิ่มเติมเพื่อรักษาสมดุลตลาดน้ำมัน หลังข้อตกลงสิ้นสุดลง

- ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับลดลง เนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันในสหรัฐฯ ที่คาดจะกลับมาดำเนินการผลิต หลังมีการหยุดซ่อมบำรุงฉุกเฉินจากพายุเฮอริเคน Nate รวมถึงการส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ยังคงมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง โดยล่าสุด สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ รายสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 27 ต.ค.60 อยู่ที่ระดับเหนือ 2.0 ล้านบาร์เรล

- ปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลอิรักและชาวเคิร์ดในประเทศคาดจะส่งผลกระทบต่อ อุปทานน้ำมันดิบ หลังกองกำลังทหารอิรักบุกยึดพื้นที่ในเมือง Kirkuk คืนจากชาวเคิร์ด ส่งผลให้แหล่งผลิตน้ำมันดิบขนาดใหญ่ 2 แหล่งในเมือง Kirkuk อย่าง Bai Hassan และ Avana กำลังการผลิตรวมกันราว 280,000 บาร์เรลต่อวัน ต้องปิดดำเนินการชั่วคราว อย่างไรก็ดี รัฐบาลอิรักได้เพิ่มการส่งออกน้ำมันอีก 200,000 บาร์เรลต่อวันจากอ่าวเปอร์เซีย เพื่อชดเชยปริมาณน้ำมันดิบที่ขาดหายไป

- จับตาปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ หลังผู้ผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ปรับลดปริมาณการขุดเจาะลงต่อเนื่องกว่า 3 สัปดาห์ติดต่อกัน โดยล่าสุด Baker Hughes รายงานปริมาณแท่นขุดเจาะว่า ถึงแม้ว่าจะมีแท่นขุดเจาะเพิ่มขึ้นเพียง 1 แท่นในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 27 ตค.60 ซึ่งทำให้มีจำนวนแท่นขุดเจาะทั้งสิ้น 737 แท่น อย่างไรก็ดี จัดว่ามีแท่นขุดเจาะจำนวนมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนที่มีแท่นขุดเจาะ จำนวน 443 แท่น

- ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีภาคการผลิต (Caixin PMI) และดัชนีภาคการบริการ (Caixin Services PMI) ของจีน การใช้จ่ายผู้บริโภคส่วนบุคคลของสหรัฐฯ


สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (23 - 27 ต.ค. 60)

ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น 2.43 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 53.90 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 2.69 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 60.44 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 56.85 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล โดยตลาดน้ำมันได้รับแรงหนุนจากการที่ซาอุดิอาระเบียเดินหน้าปรับลดการผลิต ของกลุ่มผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปกเพื่อที่จะหยุดยั้งอุปทานน้ำมันส่วน เกินของโลก นอกจากนั้นความตึงเครียดระหว่างอิรักและชาวเคิร์ดที่ทวีความรุนแรงขึ้นส่งผล กระทบต่อการผลิตน้ำมันดิบในแหล่ง Kirkuk ซึ่งมีกำลังการผลิต 280,000 บาร์เรลต่อวัน

ที่มา : ThaiPR.net (วันที่ 30 ตุลาคม 2560)

นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงว่า นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) ปี 2560 และการประชุมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในระหว่างวันที่ 12 - 14 ตุลาคม 2560 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา โดยมีสาระสำคัญของการประชุมสรุปดังนี้

1) การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2560 เป็นการประชุมร่วมกันระหว่างผู้ว่าการธนาคารโลกและผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ จากสมาชิก 189 ประเทศทั่วโลก โดยในปีนี้ นาย Imad Najib Fakhoury ผู้ว่าการธนาคารโลกของจอร์แดน ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม โดยนาย Jim Yong Kim ประธานธนาคารโลก และนาง Christine Lagarde กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ได้กล่าวสุนทรพจน์ครอบคลุม 3 ประเด็นหลักเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนประกอบด้วย การระดมทุนจากภาคเอกชนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน การเตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์โดยมุ่งเน้นถึงการศึกษาที่ส่งเสริมการเรียนรู้ ตลอดชีวิต นอกจากนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกขึ้นจากร้อยละ 3.2 ในปี 2559 มาอยู่ที่ร้อยละ 3.6 ในปี 2560 และเพิ่มเป็นร้อยละ 3.7 ในปี 2561 ซึ่งสะท้อนภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวจากการเติบโตของการลงทุน การค้าระหว่างประเทศ และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ สำหรับประเทศไทยนั้น กองทุนการเงินระหว่างประเทศได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2560 ขึ้นจากร้อยละ 3.2 เป็นร้อยละ 3.7 และได้เพิ่มประมาณการสำหรับปี 2561 จากร้อยละ 3.3 เป็นร้อยละ 3.5 อนึ่ง ธนาคารโลกและ กองทุนการเงินระหว่างประเทศได้เรียกร้องให้รัฐบาลของประเทศสมาชิกเร่งปรับ ปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และกฎระเบียบภายในประเทศ เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและทั่วถึง ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในฐานะผู้ว่าการธนาคารโลกของ ไทยได้นำเสนอถ้อยแถลงถึงภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องของไทย ซึ่งเป็นผลจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ รวมถึงมาตรการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของไทยผ่านระบบการชำระเงิน แบบอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ ยังได้ให้ความมั่นใจว่าประเทศไทยพร้อมให้การสนับสนุนและร่วมมือกับทั้ง 2 องค์กรเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน

2) การประชุมร่วมระหว่างผู้ว่าการของประเทศสมาชิกกลุ่มออกเสียงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของธนาคารโลกและ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Joint Meeting of the World Bank-IMF Southeast Asia Group (SEA Group)) ที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินงานของกลุ่มออกเสียง SEA Group ในรอบปีที่ผ่านมาและแนวทาง การดำเนินงานที่สำคัญในอนาคต พร้อมยืนยันสนับสนุนแผนการเพิ่มทุนของธนาคารโลกเพื่อให้สามารถขับเคลื่อน การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารโลกและ กองทุนการเงินระหว่างประเทศเกี่ยวกับบทบาทของนวัตกรรมทางการเงินในยุคเศรษฐ กิจดิจิทัลสำหรับลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทางการเงินของผู้มีราย ได้น้อย ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านการจ่ายเงิน การโอนเงิน การออมเงิน การขอสินเชื่อ และการบริหารความเสี่ยง ประกอบกับนวัตกรรมทางการเงินสามารถช่วยลดต้นทุนการทำธุรกรรมสำหรับผู้มีราย ได้น้อยได้ และเพิ่มความสะดวก ความรวดเร็ว และความปลอดภัยในการทำธุรกรรมแก่ผู้ใช้ พร้อมทั้งช่วยลดต้นทุนการให้บริการทางการเงิน และเพิ่มฐานข้อมูลแก่ผู้ประกอบการอีกด้วย

3) การประชุมคณะกรรมการพัฒนาการของธนาคารโลก ครั้งที่ 96 (96th Development Committee Meeting)  เป็นการประชุมของผู้ว่าการธนาคารโลกที่เป็นผู้แทนจากกลุ่มออกเสียงของประเทศสมาชิกจำนวน 25 คน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาและให้ข้อเสนอแนะแนวนโยบายต่อผู้บริหารธนาคารโลก เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินการแก้ไขปัญหาความยากจนและเกิดการพัฒนาในประเทศสมาชิก โดยครั้งนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของ ไทยในฐานะผู้แทนของกลุ่มออกเสียง SEA Group ได้กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) ความสำคัญของการพัฒนาระบบการศึกษาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้อย่างแท้จริง เพราะการศึกษานอกจากจะช่วยบรรเทาปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมได้แล้ว คุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ที่สูงขึ้นยังเป็นปัจจัยหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจ อย่างยั่งยืน (2) การส่งเสริมบทบาทและการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการลงทุนเพื่อการพัฒนา โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนความเชื่อมโยงในภูมิภาค (3) ได้เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกเร่งหาข้อสรุปเกี่ยวกับแนวทางเพิ่มทุนของธนาคารโลกให้แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2561 เพื่อให้ธนาคารโลกมีฐานเงินทุนที่แข็งแกร่งในการดำเนินการตามพันธกิจได้ และ (4) ได้กระตุ้นให้ธนาคารโลกเป็นองค์กรที่มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพในการสนับสนุนประเทศสมาชิกทั้งในด้านเงินทุนและความช่วยเหลือทางวิชาการ

4) การประชุมทวิภาคี ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้หารือทวิภาคีกับนาง Victoria Kwakwa รองประธาน ธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ถึงแนวทางความร่วมมือระหว่างไทยและธนาคารโลกภายใต้กรอบความเป็นหุ้นส่วนระหว่างประเทศที่อยู่ระหว่างการจัดทำ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ ชี้แจงถึงพันธกิจของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มขีดความสามารถในการ แข่งขันของประเทศ การปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้อย่างแท้จริง และการเพิ่มความเข้มแข็งของโครงข่ายความคุ้มครองด้านสวัสดิการพื้นฐานให้ตรง กลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ด้อยโอกาสและผู้สูงอายุ นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการทรวงการคลังได้หารือทวิภาคีกับผู้บริหารระดับสูงของสถาบันการ เงินต่างประเทศ อาทิ ธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น ธนาคารมิซูโฮ จำกัด เป็นต้น โดยสถาบันการเงินต่างประเทศเล็งเห็นถึงความสำคัญของประเทศไทยในฐานะศูนย์ กลางทางเศรษฐกิจของอนุภูมิภาคและอาเซียน ประกอบกับมีระบบการเงินและตลาดทุนที่แข็งแกร่ง และได้แสดงความสนใจในการสนับสนุนโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกของไทย

ที่มา : กระทรวงการคลัง (วันที่ 19 ตุลาคม 2560)

นายเกษม พันธ์รัตนมาลา กรรมการและหัวหน้าส่วนงานวิจัย บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดว่าจะรีบาวด์ขึ้นหลังจากที่ปรับตัวลงแรงเมื่อวานนี้ โดยยังคงติดตามการทยอยประกาศผลประกอบการของกลุ่มแบงก์ ซึ่งแบงก์ที่ประกาศงบออกมาแล้วยังเห็นการเพิ่มขึ้นของ NPL อยู่ ทำให้นักลงทุนอาจกังวลได้บ้าง.

ด้านตลาดหุ้นในภูมิภาคเช้านี้เคลื่อนไหวทั้งในแดนบวก-ลบ โดยตลาดหุ้นฮ่องกงก็รีบาวด์ขึ้นหลังจากที่เมื่อวานนี้ร่วงแรง พร้อมให้ติดตามการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในสัปดาห์หน้า ซึ่งตลาดฯคงยังไม่มีความกังวลมากนัก เพราะการประชุมครั้งนี้คงจะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่คงจะไปปรับขึ้นในเดือน ธ.ค.60 ส่วนตัวเลข GDP ของจีนงวดไตรมาส 3/60 ออกมาแผ่วกว่าคาดเล็กน้อย

พร้อมให้แนวรับ 1,665-1,660 จุด ส่วนแนวต้านให้ไว้ที่ 1,700 จุด

ขณะที่นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย มองว่า ดัชนีเช้านี้อาจจะลงต่อซึ่งเป็นแรงขายคงค้างจากวานนี้ แต่น่าจะปรับขึ้นได้ในช่วงบ่าย ซึ่งตลาดลงเป็นโอกาสเข้าเก็บหุ้นที่บริเวณ 1,670 จุด ขณะเดียวกันแรงขายของนักลงทุนต่างชาติซาลง และยังเห็นการลงทุนในตลาด Futures รวมทั้งคาดหวังเม็ดเงินจาก LTF ปลายปีอีกราว 4 หมื่นล้านบาท

ให้กรอบแนวรับที่ 1,650 จุด แนวต้านที่ 1,700 จุด แนะลงทุนหุ้น PTTEP CPALL PSH

ประเด็นการพิจารณาการลงทุน

- ตลาดหุ้นนิวยอร์กล่าสุด (19 ต.ค.60) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 23,163.04 จุด เพิ่มขึ้น 5.44 จุด หรือ +0.02% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 2,562.10 จุด เพิ่มขึ้น 0.84 จุด หรือ +0.03% ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 6,605.07 จุด ลดลง 19.15 จุด หรือ -0.29%

- ตลาดหุ้นเอเชียเปิดตลาดวันนี้ ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ลดลง 57.57 จุด ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีน ลดลง 6.66 จุด ดัชนี TAIEX ตลาดหุ้นไต้หวัน ลดลง 22.42 จุด ดัชนี PSE Composite ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ ลดลง 21.73 จุด ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกง เพิ่มขึ้น 200.93 จุด ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ เพิ่มขึ้น 4.24 จุด ดัชนี FBMKLCI ตลาดหุ้นมาเลเซีย เพิ่มขึ้น 1.04 จุด ดัชนี FTSE STI ตลาดหุ้นสิงคโปร์ เพิ่มขึ้น 8.23 จุด

- ตลาดหุ้นไทยปิดล่าสุด (19 ต.ค.60) 1,683.43 จุด ลดลง 24.10 จุด, -1.41%

- นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 2,744.96 ลบ.เมื่อวันที่ 19 ต.ค.60

- ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือน ต.ค.ในตลาดไนเม็กซ์ปิดทำการล่าสุด (19 ต.ค.60) ปิดที่ระดับ 51.29 ดอลลาร์/บาร์เรล  ร่วงลง 75 เซนต์ หรือ 1.4%

- ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (19 ต.ค.60) ที่ 7.10 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล

- เงินบาทเปิด 33.11 แข็งค่าจากวานนี้ หลังดอลล์อ่อนจากกระแสข่าวว่าที่ปธ.เฟดคนใหม่ มองกรอบวันนี้ 33.05-33.20

- "แบงก์ชาติ" เตือนภาคเอกชนมุ่งบริหารความเสี่ยง ชี้เศรษฐกิจโลกฟื้นชัด แต่ความเสี่ยงภาคการเงินยังสูง มั่นใจเสถียรภาพไทยแกร่งพอรับมือได้เหตุทุนสำรองสูง-หนี้ต่างประเทศต่ำ ย้ำยังไม่ปรับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ด้าน "ส่งออก" ก.ย.พุ่ง 12.2%  มูลค่า 2.18 หมื่นล้าน ดอลลาร์ สูงเป็นประวัติการณ์ พาณิชย์ เตรียมปรับเป้าปีนี้โตกว่า 8%

- ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ช่วงไตรมาส 2 ของทุกปี เป็นช่วงการลงทุนด้านธุรกิจหลักของเอสเอ็มอี คาดว่าการลงทุนของเอสเอ็มอีในไตรมาส 2 ของปี 2561 จะเพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อการจ้างงานเพิ่มขึ้นในปลายปี 2561 คาดช่วยลดอัตราว่างงานเหลือ 0.9% จาก 1.2% ในปัจจุบัน สำหรับปัจจัยบวกต่อภาวะเศรษฐกิจของเอสเอ็มอีในปลายปี 2560 ได้แก่ การขยายตัวของเศรษฐกิจคู่ค้า การส่งออกฟื้นตัว และการขยายการลงทุนจากภาครัฐ เป็นต้น

- สุโขทัยอ่วมน้ำป่าซัดคันดินบนอ่างเก็บน้ำแตกมวลน้ำทะลักท่วม 2 ตำบล 20 หมู่บ้าน ชาวบ้านระทมน้ำท่วมครั้งที่ 3 ในรอบ 1 ปี ลำปาง ทหารเร่งซ่อมแซมบ้านเหตุแผ่นดินทรุดตัว นครสวรรค์ แม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงล้นแนวกระสอบทรายขยายวงท่วม 5 หมู่บ้านจมบาดาล สุรินทร์ น้ำป่าซัดอ่างเก็บน้ำบ้านสว่างนิยมแตก กรมชลฯยันมวลน้ำไม่ส่งผลกระทบชาวบ้าน กนอ.ยกระดับเฝ้าระวังนิคมฯพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม อุตุฯเตือน 21-26 ต.ค. ประเทศไทยตอนบนมีสภาพอากาศแปรปรวน

*หุ้นเด่นวันนี้

-HMPRO (ทรีนิตี้) แนะนำ“ซื้อเก็งกำไร"ราคาเป้าหมาย 12.80 บาท จากผลประกอบการไตรมาส 3/60 ปลาย ต.ค.คาดว่าจะออกมาดี และต่อเนื่องในไตรมาส 4/60 จากเป็นช่วงฤดูกาล และผ่านจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2/60 ไปแล้ว ประมาณการกำไรปี 60 ที่ 4,600 ล้านบาท (+11.50%YoY) และปี 61 อยู่ที่ 5,240 ล้านบาท (+13.9%YoY) ณ ระดับราคาปัจจุบัน ซื้อขายอยู่ที่ Forward PER ปี 61 ที่ 29.9 เท่า ใกล้เคียงระดับ PER ของกลุ่มพาณิชย์ย้อนหลัง 3 ปีที่อยู่ที่ 30.2 เท่า และเหลือ Upside จากราคาปัจจุบันเพียง 7.6% คาดอัตราเงินปันผลราว 2.0% โดยมีโอกาสปรับประมาณการขึ้นหากมีปัจจัยหนุนใหม่เข้ามา

- BAY (แอพเพิล เวลธ์) แนะนำ"ซื้อ"ราคาเป้าหมาย 45 บาท จากกำไรสุทธิไตรมาส Q3/60 ที่ออกมาใกล้เคียงคาดซึ่งคิดเป็น 74% ของประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี จึงคงคาดการณ์กำไรสุทธิปี 60 ไว้ที่ 2.37 หมื่นลบ. +11%YoY และคาดกำไรสุทธิปี 61 ที่ 2.75 หมื่นลบ. +17%YoY และปรับมาใช้มูลค่าพื้นฐานปี 61 ที่ 45.00 บาท อิง P/BV 1.35 เท่า มี Upside 18% คาดปันผลปี 60 ที่ 0.90 บาท คิดเป็น Dividend Yield 2.3%

- AP (ธนชาต) ปรับเป้า presales ขึ้นอีกครั้งเป็น 3.49 หมื่นลบ. จากเดิม 3.1 หมื่นลบ. หลังยอดจองคอนโด Life ลาดพร้าว และ One Wireless สูง หนุนให้ Presales 9 เดือนทะลุเป้าบริษัท 2.6 หมื่นล้านบาทไปแล้ว คาดกำไรปกติ Q3/60 จะโต 27% y-y, 5% q-q

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 20 ตุลาคม 2560)

ศูนย์วิจัย กสิกรไทย ประเมินว่าการส่งออกสินค้าในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2560 อาจจะผ่อนแรงลงจากช่วง 3 ไตรมาสแรก (ม.ค.-ก.ย.60) ที่ขยายตัว 9.3% จากผลทางด้านราคาที่ทยอยหมดลงหลังทิศทางราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ในช่วงไตรมาสที่ 4/2560 คาดว่าจะยังทรงตัวอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการส่งออกที่ขยายตัวสูงเกินคาดจากผลของทองคำดังกล่าว อาจทำให้มีความเป็นไปได้ที่ ตลอดทั้งปี 2560 มูลค่าการส่งออกสินค้าไทยจะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 7.0%

สำหรับการส่งออกสินค้าไทยในช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ย.60) ขยายตัวที่ 9.3% โดยในเดือนก.ย.60 การส่งออกโตสูงต่อเนื่องที่ 12.2%จากการส่งออกทองคำ สินค้าที่ราคาเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน เช่น น้ำมันสำเร็จรูป และเคมีภัณฑ์ รวมถึงสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ถ้าหักมูลค่าส่งออกทองคำและสินค้าที่ราคาเกี่ยวเนื่องกับน้ำมันแล้ว การส่งออกสินค้าไทยในเดือนก.ย.60 จะขยายตัว 6%

"การส่งออกของไทยที่ขยายตัวสูง เป็นไปตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งหนุนให้การส่งออกของประเทศในภูมิภาคเอเชียขยายตัวในระดับสูง" เอกสารเผยแพร่ระบุ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าภาพรวมการส่งออกสินค้าไทยในช่วง 3 ไตรมาสแรก ถูกขับเคลื่อนด้วยการส่งออกสินค้าในกลุ่ม Electronic and Electrical Machinery (EE) รวมไปถึงยางพารา และผลิตภัณฑ์ยาง โดยการส่งออกสินค้าในกลุ่ม Electronic and Electrical Machinery (HS code 84-85) คิดเป็นสัดส่วนราว 30% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมด ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และมาเลเซีย สะท้อนถึงโครงสร้างการส่งออกของไทยที่มีองค์ประกอบของสินค้าต่างไปจากประเทศ อื่นๆ ในอาเซียน

โดยแนวโน้มการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์คาดว่าจะผ่อนแรงลงในระยะข้าง หน้า ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนตัว (PC: Personal Computer) ในต่างประเทศเริ่มปรากฏแนวโน้มขาลงช่วงไตรมาสที่ 3/2560 โดยการส่งออกคอมพิวเตอร์ส่วนตัวของโลกในช่วงไตรมาส 3 อยู่ที่ 67 ล้านหน่วย ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 3.6% ซึ่งจากทิศทางดังกล่าว ทำให้ยังคงจะต้องติดตามการส่งออกสินค้าในกลุ่มนี้ในระยะข้างหน้าต่อไป

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 20 ตุลาคม 2560)

ศูนย์วิจัย กสิกรไทย ประเมินว่าการส่งออกสินค้าในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2560 อาจจะผ่อนแรงลงจากช่วง 3 ไตรมาสแรก (ม.ค.-ก.ย.60) ที่ขยายตัว 9.3% จากผลทางด้านราคาที่ทยอยหมดลงหลังทิศทางราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วงไตรมาสที่ 4/2560 คาดว่าจะยังทรงตัวอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยตลอดทั้งปี 2560 คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าไทยจะขยายตัวที่ 7%

สำหรับการส่งออกสินค้าไทยในช่วง 9 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ย.60) ขยายตัวที่ 9.3% โดยในเดือนก.ย.60 การส่งออกโตสูงต่อเนื่องที่ 12.2%จากการส่งออกทองคำ สินค้าที่ราคาเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน เช่น น้ำมันสำเร็จรูป และเคมีภัณฑ์ รวมถึงสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ถ้าหักมูลค่าส่งออกทองคำและสินค้าที่ราคาเกี่ยวเนื่องกับน้ำมันแล้ว การส่งออกสินค้าไทยในเดือนก.ย.60 จะขยายตัว 6%

"การส่งออกของไทยที่ขยายตัวสูง เป็นไปตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งหนุนให้การส่งออกของประเทศในภูมิภาคเอเชียขยายตัวในระดับสูง" เอกสารเผยแพร่ระบุ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าภาพรวมการส่งออกสินค้าไทยในช่วง 3 ไตรมาสแรก ถูกขับเคลื่อนด้วยการส่งออกสินค้าในกลุ่ม Electronic and Electrical Machinery (EE) รวมไปถึงยางพารา และผลิตภัณฑ์ยาง โดยการส่งออกสินค้าในกลุ่ม Electronic and Electrical Machinery (HS code 84-85) คิดเป็นสัดส่วนราว 30% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมด ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และมาเลเซีย สะท้อนถึงโครงสร้างการส่งออกของไทยที่มีองค์ประกอบของสินค้าต่างไปจากประเทศ อื่นๆ ในอาเซียน

โดยแนวโน้มการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์คาดว่าจะผ่อนแรงลงในระยะข้าง หน้า ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนตัว (PC: Personal Computer) ในต่างประเทศเริ่มปรากฏแนวโน้มขาลงช่วงไตรมาสที่ 3/2560 โดยการส่งออกคอมพิวเตอร์ส่วนตัวของโลกในช่วงไตรมาส 3 อยู่ที่ 67 ล้านหน่วย ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 3.6% ซึ่งจากทิศทางดังกล่าว ทำให้ยังคงจะต้องติดตามการส่งออกสินค้าในกลุ่มนี้ในระยะข้างหน้าต่อไป

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 19 ตุลาคม 2560)

นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อยู่ที่ 33.11 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจากปิดตลาดเย็นวานนี้ที่ระดับ 33.14 บาท/ดอลลาร์ หลังดอลลาร์อ่อนค่าจากความกังวลเรื่องการเลือกประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ แม้เมื่อคืนตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ประกาศออกมาจะดีกว่าคาดการณ์ก็ตาม

"บาทแข็งค่าเนื่องจากดอลลาร์อ่อนค่าจากปัจจัยเรื่องการคัดเลือกประธานเฟดคนใหม่ หลังนักลงทุนพอใจกับรายชื่อตัวเต็งที่จะได้รับคัดเลือกน้อยลง" นักบริหารเงิน กล่าว

นักบริหารเงิน คาดกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทวันนี้ไว้ที่ 33.05-33.20 บาท/ดอลลาร์

* ปัจจัยสำคัญ

- เช้านี้เงินเยนอยู่ที่ 113.09 เยน/ดอลลาร์ จากเย็นวานนี้ที่ระดับ 112.62 เยน/ดอลลาร์

- ส่วนเงินยูโรอยู่ที่ 1.1832 ดอลลาร์/ยูโร จากเย็นวานนี้ที่ระดับ 1.1814 ดอลลาร์/ยูโร

- อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของธปท.อยู่ที่ระดับ 33.1490 บาท/ดอลลาร์

- สมาคมไทยบริการการท่องเที่ยว และกรรมการผู้จัดการบริษัท ควอลิตี้ เอ็กซ์เพรส กล่าวว่า ภาพรวมการเดินทางของตลาดคนไทยเที่ยวต่างประเทศ หรือเอาต์บาวด์ ในปีหน้าคาดว่าจะเติบโตจากปีนี้ราว 10% โดยเริ่มมีคนไทยทยอยจองแพ็กเกจทัวร์แล้วตั้งแต่เดือน พ.ย.-ธ.ค.นี้ ที่เป็นช่วงของฤดูกาลท่องเที่ยว(ไฮซีซั่น) ซึ่งพบว่า จุดหมายท่องเที่ยวต่างประเทศในเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ได้รับความนิยมจากคนไทยมาก

- นายเฮนรี่ เชสโบร์ว กรรมการบริหารศูนย์พัฒนานวัตกรรมแบบเปิด สถาบันพัฒนาธุรกิจด้านนวัตกรรม มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ เปิดเผยว่า การสร้างนวัตกรรมแบบเปิดต้องมีผลดีต่อเศรษฐกิจประเทศ โดยจุดแข็งของไทย คือ เกษตรกรรมสิ่งที่ต้องทำคือเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน พร้อมกับต้องพัฒนาสินค้าสนองต้องการของตลาดสหรัฐ ญี่ปุ่น และจีน

- กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 22,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว สู่ระดับ 222,000 ราย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2516 และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลงสู่ระดับ 240,000 ราย ตัวเลขผู้ที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกยังคงอยู่ต่ำกว่า 300,000 ราย เป็นสัปดาห์ที่ 137 ติดต่อกัน ซึ่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2513

- คอนเฟอเรนซ์บอร์ดเปิดเผยว่า ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ Leading Economic Index (LEI) ประจำเดือนก.ย.ร่วงลง 0.2% หลังจากที่ดีดตัวขึ้น 0.4% ในเดือนส.ค. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าดัชนีจะปรับตัวขึ้น 0.1% ในเดือนก.ย.

- สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (19 ต.ค.) ขณะที่นักลงทุนซึมซับข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐที่มีการเปิดเผยเมื่อวานนี้

- สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อคืนนี้ (19 ต.ค.) เนื่องจากนักลงทุนได้หันมาซื้อทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย หลังเกิดกระแสวิตกเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองในสเปน กรณีการแยกตัวเป็นเอกราชของแคว้นกาตาลุญญา นอกจากนี้ ยังได้รับปัจจัยหนุนจากเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง ตลอดจนการปรับตัวลงของตลาดหุ้นนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ ซึ่งแม้ดีดตัวกลับขึ้นสู่แดนบวกได้ในช่วงนาทีสุดท้ายของการซื้อขายแต่ก็ไม่ได้ส่งผลให้ความต้องการทองคำปรับตัวลดลง

- นักลงทุนยังจับตาดูความคืบหน้าในการผลักดันมาตรการปฏิรูประบบภาษีของคณะทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์แห่งสหรัฐ โดยวุฒิสภาสหรัฐมีกำหนดจะเริ่มพิจารณาทางออกเกี่ยวกับงบประมาณในสัปดาห์นี้ ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของการอนุมัติแผนการปฏิรูปภาษีของปธน.ทรัมป์ อย่างไรก็ตาม พรรครีพับลิกันอาจจะได้รับการสนับสนุนไม่มากนัก ในขณะที่วุฒิสมาชิกของพรรค 1 คน มีแผนจะเดินทาง และไม่สามารถใช้สิทธิในการลงคะแนนเสียงได้

- สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เตรียมเปิดเผยยอดขายบ้านมือสองเดือนก.ย. เวลา 21.00 น. ของวันนี้ตามเวลาไทย

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 20 ตุลาคม 2560)

นายเกษม พันธ์รัตนมาลา กรรมการและหัวหน้าส่วนงานวิจัย บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดว่าจะรีบาวด์ขึ้นหลังจากที่ปรับตัวลงแรงเมื่อวานนี้ โดยยังคงติดตามการทยอยประกาศผลประกอบการของกลุ่มแบงก์ ซึ่งแบงก์ที่ประกาศงบออกมาแล้วยังเห็นการเพิ่มขึ้นของ NPL อยู่ ทำให้นักลงทุนอาจกังวลได้บ้าง.

ด้านตลาดหุ้นในภูมิภาคเช้านี้เคลื่อนไหวทั้งในแดนบวก-ลบ โดยตลาดหุ้นฮ่องกงก็รีบาวด์ขึ้นหลังจากที่เมื่อวานนี้ร่วงแรง พร้อมให้ติดตามการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในสัปดาห์หน้า ซึ่งตลาดฯคงยังไม่มีความกังวลมากนัก เพราะการประชุมครั้งนี้คงจะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่คงจะไปปรับขึ้นในเดือน ธ.ค.60 ส่วนตัวเลข GDP ของจีนงวดไตรมาส 3/60 ออกมาแผ่วกว่าคาดเล็กน้อย

พร้อมให้แนวรับ 1,665-1,660 จุด ส่วนแนวต้านให้ไว้ที่ 1,700 จุด

ขณะที่นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย มองว่า ดัชนีเช้านี้อาจจะลงต่อซึ่งเป็นแรงขายคงค้างจากวานนี้ แต่น่าจะปรับขึ้นได้ในช่วงบ่าย ซึ่งตลาดลงเป็นโอกาสเข้าเก็บหุ้นที่บริเวณ 1,670 จุด ขณะเดียวกันแรงขายของนักลงทุนต่างชาติซาลง และยังเห็นการลงทุนในตลาด Futures รวมทั้งคาดหวังเม็ดเงินจาก LTF ปลายปีอีกราว 4 หมื่นล้านบาท

ให้กรอบแนวรับที่ 1,650 จุด แนวต้านที่ 1,700 จุด แนะลงทุนหุ้น PTTEP CPALL PS

ที่มา : สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (วันที่ 20 ตุลาคม 2560)